- หน้า 3 -
(หน้าสุดท้าย)


 

สรุปการฝึกแบบ High Intensity Training
 

ที่มา
            ระบบการฝึกนี้มีพื้นฐานมาจากการบริหารแบบ 1 เซท ซึ่งเทคนิคนี้ดังมากในสมัยช่วงต้น ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) ถูกค้นพบโดย อาร์เธอร์ โจนส์ (
Arthur Jones) และ ไมค์  เมนเซอร์ (Mike  Mentzer)  นักเพาะกายชื่อดังที่ใช้เทคนิคนี้ก็ได้แก่ ดอเรียน  เยทส์ มิสเตอร์โอลิมเปีย 6 สมัย ,ลี  ลาบราดา ,ฟิล  เฮอนอน ,คาเซ่  เวียเตอร์ (ภาพบนคนทางซ้าย)  หลักการก็คือการบริหารด้วยความเข้มข้นสูงมาก นั่นคือการใช้น้ำหนักให้หนักมากที่สุดที่ใช้บริหารในเซทนั้น ,ทำจำนวนครั้งน้อยๆ และมีการพักฟื้นระหว่างวันฝึกที่ยาวนาน

ความโหดของการฝึก
            ไม่ใช่เพียงแค่การใช้น้ำหนักที่หนักมากเท่านั้น แต่ในเทคนิคนี้ จะต้องบริหารจนไปถึงจุดที่กล้ามเนื้อล้ากำลังถึงที่สุด โดยเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ก็จะใช้เทคนิค
NEGATIVE TRANING PRINCIPLE ,เทคนิค PARTIAL REPS หรือเทคนิค FORCED REPS เพื่อให้บริหารครั้งต่อไปได้อีกโดยใช้ผู้ช่วย  ซึ่งการบริหารในเซทนั้น ตั้งแต่ครั้งแรกจะต้องบริหารด้วยท่าทางที่เข้มงวด ยกขึ้นยกลงจนสุดระยะทาง ( FULL RANGE OF MOTION ) จะอนุญาตให้เฉพาะครั้งสุดท้ายในเซทนั้นซึ่งคุณบริหารแทบไม่ไหวแล้วเท่านั้น จึงจะผ่อนปรนให้บริหารอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ผ่านครั้งสุดท้ายนั้นไปให้ได้

จำนวนที่ใช้
            จะบริหารแค่ 1 เซทเท่านั้น (ไม่รวมเซทที่วอร์ม) บริหารเพียง 1 ถึง 3 ท่าสำหรับกล้ามเนื้อ 1 ส่วน ,มีหลักว่าด้วยการบริหารเพียง 1 เซทต่อ 1 ท่าเท่านั้น ที่จะทำให้คุณมีโอกาสได้ใช้พละกำลังทั้งหมดในเซทนั้นๆ   และการใช้เวลาบริหารสั้นๆในโรงยิม จะเกิดคอติซอล
(Cortisol) ได้น้อยกว่าการบริหารแบบยาวนาน (คอติซอล คือฮอร์โมนคาตาบอลิค (Catabolic Hormone) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแตกตัวของโปรตีนในเซลล์กล้ามเนื้อ และ ขัดขวางความสามารถของฮอร์โมนเพศชาย (เทสทอสเตอโรน) ที่จะไปรวมกับเซลล์ที่ถูกกระตุ้น) - สรุปตรงนี้ว่าคอติซอลมีมากแล้วไม่ดี ซึ่งการบริหารในโรงยิมนานๆ จะไปทำให้ระดับคอติซอลสูงกว่าการบริหารแบบสั้นๆ

บ่อยแค่ไหน

            ตามระบบฝึกแบบนี้ ในรอบ 5 - 10 วันจะบริหารกล้ามเนื้อแต่ละชิ้นแค่ครั้งเดียว  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันจันทร์ เล่นหน้าอกและปีก  ,วันพฤหัสบดี เล่นขา ,วันอาทิตย์ เล่น บ่า และแขน ก็จะกลับมาเล่นหน้าอกและปีกใหม่ในวันพุธของอีกอาทิตย์หนึ่งนั่นเอง  นั่นแปลว่า หน้าอกและปีก จะได้พักถึง 1 อาทิตย์ครึ่งเลยทีเดียว ด้วยการพักฟื้นเต็มที่และยาวนานเช่นนี้ ทำให้กล้ามเนื้อนั้นๆพร้อมที่จะถูกโขกสับได้อย่างเต็มที่ด้วยความเข้มข้นสุดยอดนั่นเอง 
 

และข้างล่างนี้ คือตารางฝึกตัวจริงของดอเรียน  เยทส์


 


 

DORIAN ' S  MR.OLYMPIA  ROUTINE
 

วันที่ 1 : บ่า และไทรเซบ

  ท่าบริหาร เซท จำนวนครั้ง
  บ่า    
  SEATED DUMBBELL PRESS
       หรือ SMITH PRESS BEHIND THE NECK (อย่างใดอย่างหนึ่ง) - ที่มีตัวหนังสือว่า SMITH นี้ หมายความว่า ให้บริหารท่านั้นๆด้วย เครื่องสมิท แมชชีน (คลิ๊กเพื่อดูรูป)
วอร์ม 2 เซท
บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
6 - 8
  SEATED SIDE LATERAL RAISE
       หรือ SIDE LATERAL RAISE (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
วอร์ม 2 เซท
บริหารจริง 1 เซท แต่ใช้เทคนิค

TRIPLE DROP
5,5,5
  SIDE CABLE LATERAL RAISE
 
1 เซท เล่นจนหมดแรง 6 - 8
         ในแต่ละเซทนั้น เมื่อถึงปลายเซท ผมใกล้จะหมดแรงแล้ว ผมก็จะใช้วิธียกแบบ PARTIAL REPS (หมายถึงยกไม่เต็มรูปแบบ) ด้วยดัมเบลล์ ไปจนกว่าแขนจะหมดแรงจริงๆจนยกดัมเบลล์ไม่ขึ้นแม้แต่นิ้วเดียว นั่นแหละ ผมถึงจะหยุด
 
  ไทรเซบ    
  NAUTILUS  TRICEPS  EXTENSION วอร์ม 2 เซท
บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
6 - 8
  PRESS DOWN 1 เซท เล่นจนหมดแรง 6 - 8
 
         สองท่าข้างต้นนี้ เป็นท่าพื้นฐานที่ผมใช้บริหาร  ซึ่งในบางครั้งผมจะแทนด้วยท่า LYING TRICEPS KICKBACK ซึ่งท่านี้ จะจัดข้อศอกกลับไปด้านหลัง ทำมุม 45 องศากับแนวลำตัว ทำให้กล้ามไทรเซบได้ถูกเหยียดเต็มที่
 
  กล้ามท้อง    
  CRUNCH ทำ เปอร์เซท กับท่า REVERSE CRUNCH 3 ชุด 12 - 15


วันที่ 2 : หลัง และหัวไหล่

  ท่าบริหาร เซท จำนวนครั้ง
  หลัง    
  NAUTILUS  PLATE-LOADED  PULL - OVER
       หรือ CLOSE GRIP PULL DOWN (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
วอร์ม 2 เซท
 บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
5 - 8
  CHINS TO THE FRONT 1 เซท 10 - 12
  REVERSE BARBELL ROW (Yates row) วอร์ม 1 เซท
 บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
5 - 8
  HAMMER ROWING
       หรือ SEATED CABLE ROW(อย่างใดอย่างหนึ่ง)
 
1 เซท 5 - 8
         สำหรับท่า Pull Over และท่า Close Grip Pull Down นั้น ในช่วงปลายเซทผมจะใช้เทคนิคยกแบบ PARTIAL REPS หรือไม่ก็ FORCED REPS และเทคนิค NEGATIVE REPS ด้วย
       ส่วนท่า
Yates Row ผมจะยกหลังขึ้นให้ทำมุม 70 องศากับพื้นห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งการวางตัวที่ทำให้ยกน้ำหนักได้มากที่สุด โดยที่กล้ามหลังส่วนล่างไม่ต้องออกแรงร่วมด้วยเลย (ทำให้กล้ามปีกได้ออกแรงเพียงลำพัง)
 
  หัวไหล่    
  BENT - OVER LATERAL RAISE
       หรือ REVERSE PEC DECK (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
1 5 - 8
  BARBELL SHRUG 1 5 - 8
  HYPEREXTENSIONS 1 10 - 12
  DEADLIFT 1 5 - 8


(วันที่ 3 : พัก)
วันที่ 4 : บ่า และไทรเซบ

  ท่าบริหาร เซท จำนวนครั้ง
  หน้าอก    
  SMITH DECLINE BENCH PRESS วอร์ม 3 เซท
 บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
-
  INCLINE BENCHPRESS (ด้วยบาร์เบลล์ หรือ เครื่องสมิท แมชชีน (คลิ๊กเพื่อดูรูป)) 1 เซทจนหมดแรง 6 - 8
  DUMBBELL FLYE วอร์ม 1 เซท
 บริหารจริง 1 เซท แต่ใช้เทคนิค

TRIPLE DROP
6, 6, 6
  ไบเซบ    
  INCLINE DUMBBELL CURL
       หรือ CONCENTRATION CURL (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
1 6 - 8
  STANDING BARBELL CURL 1 6 - 8
  HAMMER CURLS 1 6 - 8
         เวลาบริหารแต่ละเซท ผมจะทำอย่างช้าๆ แม้กระทั่งว่ากำลังใช้เทคนิค เปอร์เซท  อยู่ก็ตาม ยกเว้น เวลาที่ใช้เทคนิค TRIPLE DROP เท่านั้น ที่จะทำเร็วๆตอนยกน้ำหนักขึ้น แต่ตอนเอาน้ำหนักลงจะทำอย่างช้าๆ เหมือนกำลังค่อยๆหย่อนลูกน้ำหนักลงบนสปริง ซึ่งเมื่อลูกน้ำหนักถึงระดับต่ำสุดแล้ว สปริงก็ดีดตัวขึ้นมาอย่างแรงและเร็วเหมือนโดนระเบิด  เรียกได้ว่าเมื่อผมใช้น้ำหนัก 400 ปอนด์ (ราวๆ 181 กก.) ในการยก 1 ครั้งคือ 1 วินาที ผมจะใช้พละกำลังมากกว่าการยก 1 ครั้งใน 2 วินาทีเสียอีก
 


(วันที่ 5 : พัก)
 วันที่ 6 : ขา

  ท่าบริหาร เซท จำนวนครั้ง
  ขา    
  LEG EXTENSION วอร์ม 3 เซท
 บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
8 - 10
  LEG PRESSES
       หรือSMITH-MACHINE SQUAT (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
วอร์ม 1 เซท
 บริหารจริง 1 เซท เล่นจนหมดแรง
8 - 10
  HACK SQUAT 1 เซท 5 - 8
  LYING LEG CURL 1 5 - 8
  SEATED LEG CURL 1 5 - 8
  STANDING LEG CURL 1 5 - 8
  STIFF - LEGGED DEADLIFT WITH BARBELL 1 8 - 10
  STANDING CALF RAISES WITH MACHINE 1 12 - 15
  SEATED CALF RAISE 1 12 - 15
 
       สำหรับท่าบริหารในการเล่นกล้ามขานี้ ผมใช้มาตลอด ถึงแม้ภายหลังการได้รับบาดเจ็บที่กล้ามขา ผมก็ยังใช้โปรแกรมฝึกขานี้อยู่ เพียงแต่เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นเท่านั้น

 



                ผมบริหารร่างกายทั้งอาทิตย์รวมแล้วเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น  พอลองเอาไปเทียบกับนักเพาะกายคนอื่น ปรากฏว่าเขาใช้เวลาเท่าๆกับผมหมดภายในวันเดียว


-
END -


 

1  <  2  <  3