ที่มา
ระบบการฝึกนี้มีพื้นฐานมาจากการบริหารแบบ 1 เซท
ซึ่งเทคนิคนี้ดังมากในสมัยช่วงต้น ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) ถูกค้นพบโดย
อาร์เธอร์ โจนส์ (Arthur Jones) และ ไมค์
เมนเซอร์ (Mike Mentzer)
นักเพาะกายชื่อดังที่ใช้เทคนิคนี้ก็ได้แก่ ดอเรียน เยทส์
มิสเตอร์โอลิมเปีย 6 สมัย ,ลี ลาบราดา ,ฟิล เฮอนอน ,คาเซ่
เวียเตอร์ (ภาพบนคนทางซ้าย)
หลักการก็คือการบริหารด้วยความเข้มข้นสูงมาก
นั่นคือการใช้น้ำหนักให้หนักมากที่สุดที่ใช้บริหารในเซทนั้น
,ทำจำนวนครั้งน้อยๆ และมีการพักฟื้นระหว่างวันฝึกที่ยาวนาน
ความโหดของการฝึก
ไม่ใช่เพียงแค่การใช้น้ำหนักที่หนักมากเท่านั้น แต่ในเทคนิคนี้
จะต้องบริหารจนไปถึงจุดที่กล้ามเนื้อล้ากำลังถึงที่สุด
โดยเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ก็จะใช้เทคนิค
NEGATIVE
TRANING PRINCIPLE ,เทคนิค
PARTIAL
REPS หรือเทคนิค
FORCED
REPS เพื่อให้บริหารครั้งต่อไปได้อีกโดยใช้ผู้ช่วย
ซึ่งการบริหารในเซทนั้น
ตั้งแต่ครั้งแรกจะต้องบริหารด้วยท่าทางที่เข้มงวด
ยกขึ้นยกลงจนสุดระยะทาง (
FULL RANGE OF
MOTION )
จะอนุญาตให้เฉพาะครั้งสุดท้ายในเซทนั้นซึ่งคุณบริหารแทบไม่ไหวแล้วเท่านั้น
จึงจะผ่อนปรนให้บริหารอย่างไรก็ได้
เพื่อให้ผ่านครั้งสุดท้ายนั้นไปให้ได้
จำนวนที่ใช้
จะบริหารแค่ 1 เซทเท่านั้น (ไม่รวมเซทที่วอร์ม) บริหารเพียง 1 ถึง 3
ท่าสำหรับกล้ามเนื้อ 1 ส่วน ,มีหลักว่าด้วยการบริหารเพียง 1 เซทต่อ 1
ท่าเท่านั้น ที่จะทำให้คุณมีโอกาสได้ใช้พละกำลังทั้งหมดในเซทนั้นๆ
และการใช้เวลาบริหารสั้นๆในโรงยิม จะเกิดคอติซอล (Cortisol)
ได้น้อยกว่าการบริหารแบบยาวนาน (คอติซอล คือฮอร์โมนคาตาบอลิค (Catabolic
Hormone)
ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแตกตัวของโปรตีนในเซลล์กล้ามเนื้อ และ
ขัดขวางความสามารถของฮอร์โมนเพศชาย (เทสทอสเตอโรน)
ที่จะไปรวมกับเซลล์ที่ถูกกระตุ้น) - สรุปตรงนี้ว่าคอติซอลมีมากแล้วไม่ดี
ซึ่งการบริหารในโรงยิมนานๆ จะไปทำให้ระดับคอติซอลสูงกว่าการบริหารแบบสั้นๆ
บ่อยแค่ไหน
ตามระบบฝึกแบบนี้
ในรอบ 5 - 10 วันจะบริหารกล้ามเนื้อแต่ละชิ้นแค่ครั้งเดียว
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันจันทร์ เล่นหน้าอกและปีก ,วันพฤหัสบดี
เล่นขา ,วันอาทิตย์ เล่น บ่า และแขน
ก็จะกลับมาเล่นหน้าอกและปีกใหม่ในวันพุธของอีกอาทิตย์หนึ่งนั่นเอง
นั่นแปลว่า หน้าอกและปีก จะได้พักถึง 1 อาทิตย์ครึ่งเลยทีเดียว
ด้วยการพักฟื้นเต็มที่และยาวนานเช่นนี้
ทำให้กล้ามเนื้อนั้นๆพร้อมที่จะถูกโขกสับได้อย่างเต็มที่ด้วยความเข้มข้นสุดยอดนั่นเอง
|