ดัชนี-9 / ดัชนี-แนวคิด / ดัชนี-แนวคิด-เรียง-อักษร / ดัชนี-อักษร-S / Shawn Rhoden / 650825-0009 |
| กลยุทธ์การฝึกของ Shawn Rhoden |
* * * หากภาพในหน้าเวบนี้ขึ้นไม่ครบ กรุณาคลิ๊กที่ปุ่ม "Reload this page" นะครับ / ถ้าหาปุ่มนี้ไม่เจอ ให้ดูที่ลิงค์นี้ครับ http://www.tuvagroup.com/7fvhp-A-03-Q-591211-1724.html |
![]() |
| torontoprosupershow.com |
| ประวัติส่วนตัว ชื่อจริง : Shawn Rhoden นามแฝง : Flexatron เกิดวันที่ : 2 เมษายน 2518 / April 2, 1975 ( รูปที่เห็นในเวบหน้านี้ ถ่ายตอนอายุ 38 ปี ) ความสูง : 178 เซนติเมตร / 5 ฟุต 10 นิ้ว น้ำหนัก : ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 118 กก. ( 260 ปอนด์ ) / ช่วงฤดูการแข่งขัน 109 กก. ( 240 ปอนด์ ) ข้างบนนี้ อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Shawn_Rhoden - - - - - - - - - ตอนต้นของช่วงวัยรุ่น โรเดน เป็นนักกีฬาฟุตบอลที่มีอนาคตไกล แต่ในที่สุด หลังจากมีแรงบันดาลใจจากการได้พบปะกับนักเพาะกายรุ่นเก๋า อดีตมิสเตอร์ยูนิเวอร์ส ชื่อ Yohnnie Shambourger ชอร์นก็เริ่มเพาะกายตอนอายุ 17 ปี ( คือเริ่มเพาะกายเมื่อ ค.ศ.1992 ) ด้วยหลักการสร้างกล้ามเนื้อของนักเพาะกายรุ่นเก๋านั้น ( เพิ่มปริมาณเนื้อก่อน แล้วมาสกัดเอารูปทรงทีหลัง ) ทำให้ชอร์น เพิ่มน้ำหนักจาก 70 กก. ( 155 ปอนด์ ) ไปเป็นนักเพาะกายรุ่นน้ำหนักสูงขึ้น และหลังจากตัดเอาส่วนเกิน ( ไขมัน ฯลฯ ) ออกแล้ว จึงเหลือมัดกล้ามล้วนๆอยู่กับตัวของชอร์นในน้ำหนัก 118 กก. ( 260 ปอนด์ ) ขณะที่ชีวิตนักเพาะกายของชอร์นกำลังไปด้วยดีอยู่นั้น ก็มีเหตุให้เขาต้องออกจากวงการไปช่วงหนึ่ง เนื่องจากเขาได้ประสบอุบัติเหตุทำให้เส้นเอ็น 9 เส้นที่มือขวาของเขาขาดออกทั้งหมด ซึ่งชอร์นพูดให้ฟังเกี่ยวกับช่วงเหตุการณ์เลวร้ายนี้ว่า เขาไม่สามารถแม้แต่จะเขียนหนังสือ ,ใช้ฆ้อน ,เล่นเปียโน หรือยกลูกน้ำหนักใดๆได้เลย / แต่หลังจาก 14 เดือนนับจากอาการบาดเจ็บ ก็ปรากฏว่าเขาสามารถชนะรายการประกวด Natural Eastern Classic in Newjersey ได้ และเหตุการณ์แย่ๆอีกเหตุการณ์หนึ่ง ก็คือเมื่อปี ค.ศ.2002 ขณะอายุ 27 ปี ชอร์นเตรียมตัวจะขึ้นประกวดในรายการระดับชาติ ปรากฏว่าพ่อของชอร์น มีอาการป่วยหนักจากโรคมะเร็ง ทำให้ชอร์นต้องออกจากวงการอีกครั้งเพื่อไปดูแลรักษาพ่อ โดยเขาไปเฝ้าอาการของพ่อเขาทุกวัน จนท้ายที่สุดพ่อของเขาก็จากไป ซึ่งส่งผลให้กับชอร์นต้องเศร้าโศกเป็นอย่างมาก เพราะพ่อของชอร์นสนับสนุนทุกเรื่องที่ชอร์นทำ ซึ่งนั่นทำให้สองพ่อลูกคู่นี้มีความผูกพันกันเป็นอันมาก ชอร์น ได้เป็นนักเพาะกายอาชีพ เมื่ออายุ 34 ปี ด้วยการชนะรายการประกวดของ IFBB ในปี 2009 จากนั้น เขาได้เอาใบรับรองการเป็นนักเพาะกายอาชีพนั้น ไปเข้าประกวดในรายการ Europa Supershow ซึ่งชอร์นได้เพียงอันดับที่ 16 / ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ชอร์นนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการเพิ่มพลังการฝึกของเขา และในปีถัดมา เขาก็ก้าวขึ้นที่ 3 ในรายการเดิมได้สำเร็จ ข้างบนนี้อ้างอิงจาก : torontoprosupershow.com - - - - - - - - - Webmaster - ตอนนี้เราจะเข้าสู่เนื้อหาเรื่อง กลยุทธ์การฝึกของ Shawn Rhoden จากหนังสือเฟล็กซ์ ฉบับเดือนกรกฏาคม 2556 ( ค.ศ.2013 ) กันแล้วนะครับ |
![]() |
| africanmuscle.com |
| โซนแห่ง Rep
ที่ดีที่สุด จำนวน Rep ในแต่ละเซท เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจ การทำจำนวน Rep ( ในแต่ละเซท ) ที่สูงไปหรือต่ำไปไม่เป็นผลดีต่อการบริหาร สำหรับจำนวน Rep ที่เหมาะสม นั้น ควรจะอยู่ในโซนดังนี้คือ ให้อยู่ระหว่าง 8 ถึง 12 Rep และต้องบริหารให้หมดแรงจริงๆภายในจำนวน Rep ที่ว่ามานี้ มีข้อยกเว้นอยู่บางท่าที่ไม่อยู่ในจำนวน Rep ที่แนะนำนี้ นั่นก็คือ ท่าบริการกล้ามต้นขาด้านหน้าทั้งหลาย และท่า Dips , ท่า Pushups และท่า Back extensions โรเดน กล่าวว่า "โซนของจำนวน Rep ที่ผมแนะนำนี้ ได้ผลดีต่อการฝึกของผมอย่างที่สุด การบริหารด้วยจำนวน Rep ( ในแต่ละเซท ) ที่น้อยเกินไป ( เพราะใช้น้ำหนักมาก ) จะส่งผลให้คุณมีอาการบาดเจ็บได้ และมันเป็นการฝึกของพวกนักยกน้ำหนัก ( Powerlifting ) ไม่ใช่การฝึกของนักเพาะกาย / ในทางกลับกัน ถ้าคุณฝึกด้วยจำนวน Rep ( ในแต่ละเซท ) ที่มากเกินไป ก็หมายถึงภาวะที่กล้ามเนื้อของคุณ ออกแรงต้านทานกับลูกน้ำหนักที่หนักไม่พอ ( ก็เลยทำให้คุณทำจำนวนครั้งได้มาก ) ซึ่งการใช้ลูกน้ำหนักที่หนักไม่พอ มันก็ไม่กระตุ้นการเติบโตให้กล้ามเนื้อคุณเลย มันเหมือนคุณไปเข้าทดสอบรายการกีฬา ที่มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบความอดทนเท่านั้น ไม่ใช่จุดประสงค์เพื่อสร้างมัดกล้าม ( ซึ่งก็คือการเพาะกาย ) แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ถูกแล้ว คุณจะต้องยึดถือทางสายกลาง คือทำจำนวน Rep ในแต่ละเซทให้ได้จำนวนตามที่ผมแนะนำ ,บริหารให้หมดแรงจริงๆภายในจำนวน Rep ( ในแต่ละเซท ) ที่ว่านี้ และเมื่อไรที่ทำจำนวน Rep ได้มากกว่านั้น ก็แสดงว่าถึงเวลาที่ต้องเพิ่มขนาดลูกน้ำหนักแล้ว ( เพื่อให้จำนวน Rep เหลือเท่าเดิม )" |
|
| almostperfectll.blogspot.com |
| การฝึกต้นขา "ในอดีต ผมบริหารท่า Squats ด้วยบาร์เบลล์ที่หนักมากๆ" โรเดนกล่าว "แต่ในปัจจุบันนี้ ผมมุ่งเน้นเรื่องรูปทรง และความชัดของลายเส้นกล้ามเนื้อต้นขา มากกว่าที่จะเน้นเรื่องขนาด ( ที่ให้ใหญ่เอาไว้ก่อน ) เหมือนเมื่อก่อน / กรรมพันธุ์ทำให้ต้นขาของผมเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการฝึก ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดปัญหาได้เหมือนกัน ก็คือกล้ามเนื้อท่อนล่างของผม เติบโตล้ำหน้าเกินกล้ามเนื้อท่อนบน ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อท่อนบน และกล้ามเนื้อท่อนล่าง" แม้ว่าโรเดนจะบอกว่า ในปัจจุบันเขาเน้นเรื่องรูปทรง และความชัดของลายเส้นกล้ามเนื้อต้นขา มากกว่าเน้นเรื่องขนาด ( ที่ให้ใหญ่เอาไว้ก่อน ) ก็ตาม แต่ในตารางฝึกกล้ามต้นขาของโรเดน เขาก็จะใส่ท่าบริหารที่ยังเน้นเรื่องความใหญ่ของต้นขารวมเอาไว้ด้วย 2 ท่า นั่นคือท่า Front Squats และท่า Leg Presses ซึ่งเขาบริหารสองท่านี้ ด้วยจำนวน Rep ถึง 25 Repต่อหนึ่งเซท คุณอาจสงสัยว่า การบริหารท่า Front Squats และท่า Leg Press ถึงเซทละ 25 Rep มันน่าจะเป็นการแต่งรูปทรงกล้ามขามากกว่า เพราะถ้าพูดถึงการเน้นความใหญ่ของต้นขา ควรจะเป็นการทำสองท่านี้ ( คือ Front Squats และท่า Leg Press ) แค่เซทละ 5 Rep ต่อ 1 เซทเท่านั้น โรเดนพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "คุณลองบริหารท่า Front Squats และท่า Leg Press ถึงเซทละ 25 Rep ดูด้วยตัวเองดีกว่าครับ แล้วคุณจะรู้ว่าการบริหารสองท่านี้ ด้วยจำนวน Rep ถึง 25 Rep ต่อ 1 เซทแล้วหมดแรงจริงๆนั้น จะช่วยเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อให้คุณได้มากกว่าการบริหารด้วยน้ำหนักมากๆในจำนวน 5 Rep ต่อ 1 เซท" ( Webmaster - เพื่อนสมาชิกอย่าพึ่งงงนะครับ คือในหัวข้อเมื่อกี้เรื่อง โซนแห่ง Rep ที่ดีที่สุด นั้น พึ่งพูดไปว่าควรจะบริหารท่าต่างๆ แค่เซทละ 8 - 12 Rep เท่านั้น แต่พอมาถึงหัวข้อนี้ ตัวโรเดนกลับให้บริหารท่า Front Squats และท่า Leg Press ถึงเซทละ 25 Rep เสียนี่ / ความจริง คุณโรเดนก็ไม่ได้พูดผิดหรอกนะครับ เพราะถ้าคุณลองย้อนกลับไปดูหัวข้อ โซนแห่ง Rep ที่ดีที่สุด อีกทีนั้น โรเดนบอกว่า "ยกเว้น" ท่าบริหารต้นขาทั้งหลาย ( รวมถึงท่า Dips , ท่า Pushups และท่า Back extensions ) นอกเหนือจากท่าพวกนี้ คุณถึงจะบริหารเซทละ 8 - 12 Rep - ไม่งงนะครับ ) |
![]() |
| 2.bp.blogspot.com |
ตารางบริหารของ Rhoden |
|||
|
ท่าบริหาร |
ท่าบริหาร |
จำนวนเซท |
จำนวน Rep |
| หน้าอก | 7 ท่า | 26 - 31 | 290 - 340 |
| หลัง | 6 ท่า | 23 - 24 | 242 - 252 |
| ต้นขา | 7 ท่า | 27 - 30 | 567 - 622 |
| บ่าและหัวไหล่ | 7 ท่า | 29 - 30 | 286 - 295 |
| ต้นแขน | 8 ท่า | 32 - 40 | 320 - 400 |
| รวมทั้งหมด | 35 | 137 - 155 | 1,705 - 1,909 |
![]() |
| 2.bp.blogspot.com |
|
ให้เริ่มการบริหารด้วยท่าบริหารแบบ Isolation ในการบริหารแต่ละครั้ง โรเดนมักจะเริ่มการบริหารด้วยท่าที่เป็นการบริหารแบบ Isolation ดังตัวอย่างต่อไปนี้คือ แต่จะมีเพียงกล้ามเนื้อส่วนเดียว ที่โรเดนเริ่มบริหารท่าแรกด้วยท่าแบบ Compound นั่นก็คือการบริหารกล้ามหลัง / ซึ่งโรเด็น เริ่มบริหารกล้ามหลังท่าแรกด้วยท่า T - Bar Rows ซึ่งการบริหารกล้ามปีกท่าแรกด้วยท่า T-Bar Rows นี้ ผู้ที่เป็นต้นแบบให้โรเดน ก็คือ รอนนี่ โคลแมน มิสเตอร์โอลิมเปีย 8 สมัย นั่นเอง |
|
| projectbodybuilding.com |
|
ท่าบริหารที่โรเดนมีแนวคิดไม่เหมือนคนอื่น
ท่าบริหารหลักๆของโรเดน จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ฟรีเวท และอุปกรณ์แมชชีนทั้งหลาย ซึ่งโรเดนก็จะบริหารไปตามปกติเหมือนนักเพาะกายคนอื่นๆ / แต่ท่าข้างล่างเหล่านี้ โรเดนจะบริหารในรูปแบบผสม ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของโรเดนเอง ดังนี้คือ แต่โรเดน เอาท่านี้มาบริหารในวันที่เล่นหน้าอก เหตุผลก็เพราะว่า โรเดน คิดว่ามันช่วยยืด ช่วงกลางลำตัว รวมไปถึง เป็นการบริหารส่วนของ เซอราตัส และช่วง โพรงหน้าอก ของเขาด้วย |
![]() |
![]() |
| จังหวะที่ 1 | จังหวะที่ 2 |
| ภาพจาก gymbeginner.hk |
|
(
ภาพบน ) ชาร์ล บอกไว้ว่า ถ้าเป็นการยืนบนพื้นธรรมดา แล้วบริหารท่านี้
( หมายถึงท่า Barbell Front Raise ) มันก็จะเป็นเหมือนภาพข้างบนนี้
คือมีสองจังหวะ จังหวะแรก
คือถือบาร์เบลล์ไว้ในมือแล้วปล่อยแขนห้อยตามธรรมชาติ / จากนั้น จังหวะที่ 2
ก็ยกบาร์เบลล์ขึ้นไปด้านหน้าจนแขนขนานกับพื้น |
![]() |
|
(
ภาพบน ) ในจังหวะที่แขนขนานกับพื้นที่ จะเห็นได้ว่า ระดับของบาร์เบลล์
ณ.ตอนนี้ ทำมุม 90 องศากับลำตัวของคุณ ซึ่งชาร์ลกล่าวว่า
การทำอย่างนี้
จะได้ความเข้มข้นของการฝึกหัวไหล่ส่วนหน้าแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
ทฤษฏีของชาร์ลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มี 2 ประการคือ 1.เมื่อยกบาร์ขึ้นสูงสุดแล้ว ยิ่ง องศา มาก ก็ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหน้า ได้ออกแรงมากขึ้น ( คำว่า องศา ในที่นี้ ก็คือ องศา ของระดับแขน เมื่อวัดร่วมกับแนวลำตัว ยกตัวอย่างเช่นในรูปข้างบนนี้ องศา ในที่นี้ ก็คือ 90 องศา ) 2.เมื่อยกบาร์ขึ้นสูงสุดแล้ว บาร์จะต้องขนานกับพื้น ด้วยหลักการ 2 ข้อข้างบนนี้ ชาร์ลจึงให้ใช้เตียงปรับหัวได้แบบเอียงหัวขึ้น แล้วบริหารแบบในรูปข้างล่างนี้ |
![]() |
| fitnessrxformen.com |
|
(
ภาพบน ) จะเห็นได้ว่า ในการบริหารท่าข้างบนนี้ "องศา" ของระดับแขน
เมื่อวัดร่วมกับแนวลำตัว จะมีมากขึ้น เช่นประมาณ 160 องศา
เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ซึ่งชาร์ลบอกว่า
การบริหารด้วยองศามากขึ้นแบบนี้ ( เมื่อเทียบกับการยืนตรงบนพื้น ซึ่งมีแค่
90 องศา ) จะทำให้หัวไหล่ส่วนหน้าต้องออกแรงมากขึ้น
และนี่คือเทคนิคของชาร์ล |
![]() |
| geocities.ws |
|
(
ภาพบน ) แต่ชาร์ล ไม่ให้ทำแบบท่าข้างบนนี้ แม้ว่าระดับแขนจะทำมุม 160
องศา กับลำตัว เท่าๆกับการบริหารด้วยม้าเอียง ในรูปก่อนหน้านี้ก็ตาม
เพราะทฤษฏีของชาร์ล มีสองข้อ คือ ข้อแรก ระดับแขนต้องทำมุมกับลำตัวให้มากๆ และข้อสองคือ เมื่อยกแขนขึ้นในระดับสูงสุดแล้ว แขนจะต้องขนานกับพื้น แต่ว่าในรูปข้างบนนี้ เมื่อยกแขนขึ้นสูงสุดแล้ว มันไม่ขนานกับพื้น ชาร์ลก็เลยไม่แนะนำให้ทำน่ะครับ ) ) |
![]() |
| leanbulk.com |
| (
ภาพบน ) (
Webmaster - โรเดน ใช้เวลาฝึก 17
ปีกว่าจะได้ประกาศนียบัตรเป็นนักเพาะกายอาชีพ ( คือเริ่มเล่นเพาะกายตอนอายุ
17 ปี และได้เป็นนักเพาะกายอาชีพเมื่ออายุ 34 ปี ) /
เรื่องนี้สอนอะไรแก่เรา? นั่นก็คือ เวลาที่คนเห็น
ฟิล ฮีท ใช้เวลาเล่นกล้ามเพียง 4 ปีกับอีก
10 เดือนก็ได้เป็นนักเพาะกายอาชีพ ก็สรุปว่า ในวงการประกวดเพาะกาย
สามารถใช้สเตอรอยด์ได้ โดยที่กรรมการตรวจหาไม่เจอ ไม่อย่างนั้น ฟิล
ฮีท ซึ่งใช้สเตอรอยด์แน่ๆ ( โดยคนทั่วไป มีสมมติฐานว่า
ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่คนที่ไม่ใช้สเตอรอยด์
จะเป็นนักเพาะกายอาชีพด้วยเวลาเพียง 4 ปีกับอีก 10 เดือน )
ก็ต้องโดนกรรมการตรวจเจอสเตรอยด์ในปัสสาวะแน่ๆ นั่นหมายความว่า
มันจะต้องมีสเตอรอยด์ยี่ห้อหนึ่ง ที่กินแล้ว กรรมการ
ไม่สามารถตรวจเจอสเตรอยด์นั้นในปัสสาวะได้
ผมถามหน่อยว่า ถ้าทฤษฏีนั้นเป็นจริง ( คือทฤษฏีที่ว่า มีสเตอรอยด์ยี่ห้อหนึ่ง ที่กินแล้ว กรรมการ ไม่สามารถตรวจเจอสเตรอยด์นั้นในปัสสาวะได้ ) ทำไม โรเดนจะต้องรอถึง 17 ปี เพื่อให้ได้เป็นนักเพาะกายอาชีพ ทำไม โรเดน ไม่ใช้สเตอรอยด์ยี่ห้อเดียวกับที่ฟิล ฮีท ใช้ แล้วโรเดนก็ได้เป็นนักเพาะกายอาชีพ หลังจากฝึกไปเพียง 4 ปีกับอีก 10 เดือนเหมือนฟิล ฮีท ล่ะ? คำตอบก็คือว่า ก็เพราะทฤษฏีนั้นไม่เป็นจริงไงครับ! ( คือทฤษฏีที่ว่า มีสเตอรอยด์ยี่ห้อหนึ่ง ที่กินแล้ว กรรมการ ไม่สามารถตรวจเจอสเตรอยด์นั้นในปัสสาวะได้ ) / ฟิล ฮีท มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด คือไฟเบอร์หุ้มเซลล์กล้ามเนื้อของเขาบางกว่าคนอื่น ดังนั้น เมื่อเล่นกล้ามไม่นาน กล้ามเนื้อเขาก็เติบโตได้เร็วกว่าคนอื่น นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมเขาใช้เวลาเพียง 4 ปีกับ 10 เดือนก็ได้เป็นนักเพาะกายอาชีพแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาจะใช้สเตอรอยด์หรอกนะครับ เพราะถ้าใช้สเตอรอยด์ได้จริง และกรรมการตรวจไม่เจอในปัสสาวะจริง โรเดน ก็คงจะใช้เลียนแบบไปแล้ว ไม่ต้องรอถึง 17 ปีเพื่อจะให้ได้ใบประกาศเป็นนักเพาะกายอาชีพหรอกครับ มีนักมวยปล้ำหุ่นสวยๆ มีนายแบบเกย์ หุ่นสวยๆหน้าตาหล่อๆ มาสอนการฝึกมากมาย แต่ผมไม่เอาคำสอนของคนพวกนั้น มาใช้เป็นแนวทางไปสอนให้เพื่อนสมาชิก เหตุผลก็เพราะว่า มันไม่มี "ตัวป้องกัน" อะไรเลยที่จะยืนยันว่า นักมวยปล้ำหุ่นสวยๆ ,นายแบบเกย์ ที่มี Six pack และหน้าตาหล่อๆเหล่านั้น จะ ไม่ใช้สเตอรอยด์น่ะครับ ( หมายความว่า ไม่มีอะไรยืนยันว่า ไอ้เจ้า Six pack ก็ดี มัดกล้ามที่ใหญ่และคมชัดก็ดี จะไม่ได้มาจากการฉีดสเตอรอยด์ - เหมือนเราเห็นผู้หญิงสวย แต่ไม่มีอะไรมายืนยันว่า สวยธรรมชาติ หรือสวยเพราะศัลยกรรมนั่นเอง ) แต่ที่ผมเอาคำสอนของนักเพาะกายระดับประกวด ระดับแข่งขัน มาสอนเพื่อนสมาชิกก็เพราะว่า เขาเหล่านี้ ( หมายถึงนักเพาะกายที่อยู่ในระดับการประกวด ) เขาไม่สามารถใช้สเตอรอยด์ได้ ดังนั้น การที่เราเห็นกล้ามสวยๆของเขานั้น ก็มาจากความอุตสาหะ และอาจจะมีพรสวรรค์บ้างบางส่วนครับ แต่ไม่เกี่ยวกับการใช้สเตอรอยด์แน่นอน ผมถึงได้เอาวิธีฝึก วิธีกิน และคำแนะนำต่างๆของคนพวกนี้ ( คือคนที่ไม่ได้ใช้สเตอรอยด์ ) มาสอนเพื่อนสมาชิกไงครับ ) |
![]() |
| musclemecca.com |
| เทคนิคการฝึกที่โรเดนเลือกใช้
โรเดนเลือกใช้เพียง 2 เทคนิคเท่านั้นคือ - เทคนิค ซูเปอร์เซท - เทคนิค Dropsets เรามาดูกันว่าแต่ละเทคนิค โรเดน มีวิธีใช้อย่างไร นั่นคือ โรเดนเลือก 2 ท่า ( ที่จะเอามาทำซูเปอร์เซทกัน ) ให้เหมือนกัน หรือคล้ายๆกัน การเล่นกล้ามอก โรเดนจะเลือกท่าที่ใช้ "น้ำหนักตัว" ทั้งสองท่าเอามาทำซูเปอร์เซทกัน นั่นก็คือ เขาเอาท่า Dips กับท่า Pushups มาทำซูเปอร์เซท การเล่นกล้ามหลัง โรเดนจะเลือกท่า Pull Down To Back และท่า Underhand on a Hammer Strength machine มาทำซูเปอร์เซทกัน การเล่นกล้ามหัวไหล่ โรเดนจะเลือกท่า Incline Side Lateral Raise "ที่ใช้ดัมเบลล์" ท่าหนึ่ง และ "ที่ใช้สายเคเบิล" อีกท่าหนึ่ง เอามาทำซูเปอร์เซทกัน โรเดนอธิบายวิธีการดังนี้ สมมติว่าวันนั้น บริหารกล้ามบ่าและหัวไหล่ โรเดนจะเลือกท่า Seated Lateral Raise ขึ้นมา ( โดยไม่จำเป็นว่า ท่า Seated Lateral Raise นี้จะเป็นท่าบริหารลำดับที่เท่าใดก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น มีท่าบริหารสำหรับกล้ามบ่าและหัวไหล่ อยู่ 5 ท่า และท่า Seated Lateral Raise อยู่ในลำดับที่ 3 / โรเดนก็เลือกท่า Seated Lateral Raise นี้ มาใช้เทคนิค Dropsets ) โดยท่า Seated Lateral Raise ที่โรเดนเลือกขึ้นมานี้ เขาก็จะบริหารเซทแรกๆไปแบบธรรมดา ( คือยังไม่ใช้เทคนิค Dropsets ) แต่เมื่อถึง "เซทสุดท้าย" ( ของท่า Seated Lateral Raise ) โรเดนก็จะใช้เทคนิค Dropsets แบบนี้ คือ ใน "เซทสุดท้าย" นั้น โรเดนบริหารด้วยดัมเบลล์ ให้ได้ 8 - 12 ครั้งก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนดัมเบลล์ไปใช้ขนาดที่เบาลง แล้วบริหารอีก 8 ครั้ง จากนั้น ก็เปลี่ยนดัมเบลล์ไปใช้ขนาดที่เบาลงอีก แล้วทำให้จำนวน Rep ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ |
![]() |
| npcnewsonline.com |
| การทานของโรเดน
กุญแจที่โรเดนใช้เพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อในปีนี้ ก็คือเรื่องโภชนาการ ปีนี้โรเดนต้องเพิ่มการทำคาร์ดิโอให้มากขึ้นเพื่อรองรับเรื่องที่เขาต้องทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้น ( เพื่อเพิ่มปริมาณกล้ามจากการทาน ) เขาแทรกการทานเวย์โปรตีนเข้าไปในช่วงระหว่างอาหารหลักแต่ละมื้อ อาหารหลักแต่ละมื้อที่โรเดนทาน มีดังนี้คือ มื้อเช้าจะเป็น โอ๊ทมีล กับไข่ไก่ / สำหรับมื้อที่เหลือ ก็จะเป็นหน้าอกไก่ ,เนื้อสเต๊ก ,มันเทศหวาน และผัก ถ้าเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน โรเดนจะทาน เนยถั่วอัลมอลด์แบบธรรมชาติล้วนๆ หรือไม่ก็เป็น เนยถั่ว อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโรเดนจะทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทาน 2 ครั้งคือ มื้อแรกของวัน และมื้อสุดท้ายของวัน ส่วนอาหารเสริมโรเดนจะทานดังนี้คือ |
![]() |
| vfsupplements.com.au |
| (
ภาพบน ) ก่อนเริ่มเล่นกล้าม
30 นาที โรเดนจะทานเวย์โปรตีนแบบไอโซเลท ยี่ห้อ Iso-Tropic Max
100% ในปริมาณ 60 กรัม |
![]() |
![]() |
![]() |
| ภาพจาก bodybuilding.com และ supplementexpress.com.au และ ebay.com |
| (
ภาพบน ) ระหว่างที่กำลังเล่นกล้าม
อยู่นั้น โรเดนจะทาน 3 ตัวคือ |
![]() |
| ronniecolemanstore.net |
| (
ภาพบน ) หลังเล่นกล้ามเสร็จทันที
ทาน Pro-Antium เป็นจำนวน 2 สกู๊ป |
![]() |
|
| ภาพจาก vfsupplements.com.au และ goldnutricion.es |
| (
ภาพบน ) 30 นาทีก่อนเข้านอน
โรเดนจะทาน 2 ตัวคือ |
![]() |
| getbig.com |
| รอบปีของการประกวด
ในปีหนึ่งๆ โรเดนประกวด ถึง 8 รายการ ( เป็นการประกวดเฉพาะรายการสำหรับนักเพาะกายอาชีพเท่านั้น ซึ่งค่าตอบแทนจะสูงกว่าประกวดแบบสมัครเล่นมากๆ ) โดยมีรายการสำคัญที่สุดก็คือรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย ที่จะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนตุลาคม เป็นเวลาถึง 8 เดือน ที่โรเดนจะต้องอยู่ในภาวะไดเอท สำหรับการแข่งขันตลอดเวลา ( เพราะโรเดนเข้าประกวดในรายการสำคัญๆตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงตุลาคม ) นั่นทำให้ร่างกายของโรเดน ได้รับความเครียดมาก ( Webmaster - อ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ลิงค์ http://www.tuvayanon.net/C-ep6-001001C-571021-1910.html ) / ในขณะที่ ทั้ง ฟีล ฮีท และ ไค กรีน ในปีหนึ่งๆ จะเข้าประกวดรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย เพียงรายการเดียวเท่านั้น ดังนั้น ร่างกายของฟิล และไค จึงไม่กระทบกระเทือนมากนัก ( เพราะได้พักผ่อนมากกว่าโรเดนเกือบ 4 เท่า ) ดังนั้น จึงเป็นแนวทางปฏิบัติของโรเดนว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นต้นไป เขาจะแขวนการประกวดเอาไว้ก่อน ด้วยการผันตัวเองเข้าสู่ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ( off season ) เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการที่ต้องเตรียมตัวประกวดติดต่อกันยาวนานถึง 8 เดือนก่อนหน้านี้ / และด้วยการปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ช่วงนอกฤดูการแข่งขันนี้ ทำให้ร่างกายเขามีความพร้อมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในปี 2011 เขาสามารถเข้าประกวดในน้ำหนัก 243 ปอนด์ และมีความชัดมากกว่าตอนที่เข้าขึ้นประกวดในน้ำหนัก 227 ปอนด์เสียอีก อันส่งผลให้เขาได้เข้าไปอยู่ 1 ในสามอันดับแรกของมิสเตอร์โอลิมเปีย 2012 ( Webmaster - อธิบายเพิ่มเติมแบบนี้ครับ นักเพาะกายบางคน พอปล่อยให้น้ำหนักขึ้น กล้ามก็จะไม่ชัด ก็เลยพยายามคุมน้ำหนักตัวเองไม่ให้ขึ้น ผลที่ออกมาก็คือ กล้ามชัดจริง แต่มัน "ไม่แน่น" พอกล้าม "ไม่แน่น" แล้วไปเจอผู้เข้าแข่งขันคนอื่นที่ทั้ง "กล้ามแน่น" ด้วย และ "ชัด" ด้วย ก็ต้องแพ้เขาไปตามระเบียบ / ก็เหมือนตัวอย่างของโรเดน ที่เข้าประกวดในน้นำหนัก 227 ปอนด์ มาตลอด เพราะถ้าปล่อยให้น้ำหนักมากกว่านี้ กล้ามก็จะไม่ชัด แล้วในที่สุดก็ได้ค้นพบว่า เมื่อลอง Off season แล้ว ถึงน้ำหนักจะขึ้นก็จริง แต่พอรีดน้ำหนักจนกล้ามชัดแล้ว ปริมาณกล้ามเนื้อเขาก็เพิ่มเป็น 243 ปอนด์ ( หลังจากไดเอทและทำแอโรบิคไปแล้วนะครับ ) ทำให้เขาได้ติด 1 ในสามอันดับแรกของมิสเตอร์โอลิมเปีย 2012 / สรุปว่า วิธีที่จะทำให้ "กล้ามแน่น" ด้วย และ "ชัด" ด้วย ก็คือต้องใช้วิธีฝึกแบบโบราณ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่าฝึกแบบ Old School คือต้องจัดเวลา Off season ให้มาก เหมือนอย่างที่ฟิล ฮีท ทำ คืออยู่ Off season เสียปีละ 9 เดือน นั่นแหละ กล้ามของฟิล ฮีท ถึงทั้งแน่น ทั้งชัดครับ ) |
| - END - |