| การฝึกกล้ามหัวไหล่ของ Dennis Wolf |
![]() |
| forums.rxmuscle.com |
| (
Webmaster - Dennis Wolf บริหารกล้าม "หัวไหล่"
( ไม่รวมกล้ามบ่า ) เพียงครั้งเดียวในรอบ 1 สัปดาห์ และหลักการก็คือว่า
วันก่อนหน้าที่จะเล่นกล้ามหัวไหล่ และวันถัดไปจากที่เล่นหัวไหล่
เขาจะไม่เล่นกล้ามส่วนที่ต้องใช้หัวไหล่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย คือ
ถ้าเขาจะเล่นกล้ามหัวไหล่ในวันพุธ แล้วล่ะก็
เขาจะเล่นกล้ามต้นแขนในวันอังคาร และเล่นกล้ามหลังขาในวันพุธ /
แล้วยิ่งถ้าเป็นการบริหารกล้ามบ่า ( Shoulder )
เขาจะหยุดในวันก่อนเล่นกล้ามบ่า 1 วัน และหยุดในวันหลังเล่นกล้ามบ่าอีก 1
วัน คือ ถ้าจะเล่นกล้ามบ่าวันพุธล่ะก็ เขาจะหยุด ( คือไม่เล่นอะไรเลย )
ในวันอังคาร และวันพฤหัส |
![]() |
| forum.bodybuilding.com |
|
ด้วยการให้ความสำคัญกับเวลาสำหรับพักฟื้นสำหรับ
กล้ามหัวไหล่ และกล้ามบ่า จึงทำให้ขนาดกล้ามหัวไหล่และกล้ามบ่าของเดนนิส
ดูมโหฬารกว่านักเพาะกายคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด /
เหมือนตำราเพาะกายโบราณที่ว่า
กล้ามเนื้อจะเติบโตก็เฉพาะในช่วงเวลาที่เราพักอยู่ที่บ้าน
ไม่ใช่เติบโตในช่วงเวลาที่เราอยู่ในโรงยิม / สำหรับต้นฉบับในครั้งนี้
เป็นการพูดถึงการฝึก "หัวไหล่" ของเดนนิสอย่างเดียวครับ
เขาไม่ได้พูดถึงการฝึกบ่าเลย ) ประวัติส่วนตัว ชื่อจริง : Dennis Wolf นามแฝง : The Big Bad Wolf เกิดวันที่ : 30 ตุลาคม 2521 / October 30 ,1978 ( รูปที่เห็นในเวบหน้านี้ เป็นช่วงอายุ 36 ปี ) ความสูง : 177.5 เซนติเมตร / 5 ฟุต 11 นิ้ว น้ำหนัก : ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 136 กก. ( 300 ปอนด์ ) / ช่วงฤดูการแข่งขัน 118 กก. ( 260 ปอนด์ ) ได้เทิร์นโปร : ประกวดในรายการ World Amateur Championships, 2006 ( ตอนอายุ 28 ปี ) ข้างบนนี้ อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Dennis_Wolf ส่วนเรื่องการบริหารหัวไหล่ข้างล่างนี้ อ้างอิงจากนิตยสารมัสเซิลแอนด์ดีวีลอปเม้นท์ ฉบับเดือน January 2014 และนิตยสารเฟล็ก ฉบับเดือน May 2010 ( เหตุที่ผมต้องแปลจาก 2 แหล่งข้อมูลพร้อมกันก็เพราะว่า ในตอนให้สัมภาษณ์ในหนังสือมัสเซิลแอนด์ดีวีลอปเม้นท์ นั้น วูล์ฟกำลังบริหารท่่าหนึ่งอยู่ แต่กลับพูดว่าในท่านี้ ( ที่กำลังบริหารอยู่ ) ควรใช้ลูกน้ำหนักอีกแบบหนึ่งมากกว่า / ดังนั้น ในการอ้างถึงการยกน้ำหนักอีกแบบหนึ่ง ( ที่วูล์ฟบอกว่าดีกว่า ) นั้น ผมจึงไปหาต้นฉบับอีกตัวหนึ่งที่วูล์ฟใช้อุปกรณ์ตัวนั้น ( ที่เขาอ้างถึง ) มาแปลร่วมด้วยน่ะครับ ) |
ตารางฝึกช่วง "นอก" ฤดูการแข่งขัน |
|
|
วันที่บริหาร |
กล้ามเนื้อ |
| วันจันทร์ | หน้าอก และ ไบเซบ |
| วันอังคาร | ต้นขา |
| วันพุธ | พัก |
| วันพฤหัส | Shoulder และ ไทรเซบ |
| วันศุกร์ | พัก |
| วันเสาร์ | หลัง และ หนอกคอ |
| วันอาทิตย์ | พัก |
| * *
กล้ามน่องบริหารวันเว้นวัน |
|
ตารางบริหาร Shoulder |
||
|
ท่าบริหาร |
จำนวนเซท |
จำนวน Rep |
|
Seated Barbell Presses หรือ Seated Dumbbell Presses |
3 เซท (
วอร์ม ) 1 เซท ( บริหารจริง ) |
12 12 - 8 ( แปลว่าส่วนมากจะบริหาร 12 ครั้ง แต่บางครั้งก็บริหารแค่ 8 ครั้ง ) |
| Dumbbell Front Raise | 1 เซท (
วอร์ม ) 1 เซท ( บริหารจริง ) |
12 12 - 8 |
| Standing side Lateral Raise | 1 เซท (
วอร์ม ) 1 เซท ( บริหารจริง ) |
12 12 - 8 |
| Upright Rows ( บริหารเป็นบางครั้ง ) | 1 เซท (
วอร์ม ) 1 เซท ( บริหารจริง ) |
12 12 - 8 |
| Rear lateral Raise * * | 2 เซท (
วอร์ม ) 1 เซท ( บริหารจริง ) |
12 12 - 8 |
* * ตามปกติ วูล์ฟ จะเอาท่า Rear Lateral Raise นี้ ไปเล่นรวมกับวันที่บริหารกล้ามหลัง ( Back ) / แต่บางครั้งก็จะเอามาเล่นในวันที่เล่น Shoulder เหมือนที่เห็นในตารางข้างบนนี้ |
||
ตารางฝึกช่วง "เตรียมตัวประกวด" |
|
|
วันที่บริหาร |
กล้ามเนื้อ |
| วันจันทร์ | หน้าอก |
| วันอังคาร | ต้นขาด้านหน้า |
| วันพุธ | ต้นแขน |
| วันพฤหัส | Delt |
| วันศุกร์ | ต้นขาด้านหลัง |
| วันเสาร์ | หลัง |
| วันอาทิตย์ | พัก |
| * *
กล้ามน่องบริหารวันเว้นวัน * * กล้ามท้องบริหารทุกวัน |
|
ตารางบริหาร Delt |
||
|
ท่าบริหาร |
จำนวนเซท |
จำนวน Rep |
|
Seated Dumbbell Presses |
4 |
10 - 12
|
|
Dumbbell Front Raise |
3 |
10 - 12 |
|
Standing side Lateral Raise |
5 |
10 - 15 |
|
Rear lateral Raise |
4 |
10 - 12 |
|
Upright Rows |
4 |
10 - 12 |
![]() |
| hardquotes.com |
|
Seated Barbell Press
เดนนิส เอาท่า Seated Barbell Press มาบริหารเป็นท่าแรกสำหรับการบริหารกล้ามบ่า หรือหัวไหล่ / โดยปกติแล้ว เดนนิสจะบริหารท่านี้ให้มีลักษณะดังนี้คือ |
|
| almostperfectll.blogspot.com |
| เดนนิสพูดว่า "ในช่วง 2
ปีที่ผ่านมานี้ ผมทดลองบริหารกล้ามหัวไหล่ด้วยอุปกรณ์
สมิทแมชชีน เกือบจะทุกๆท่า /
ข้อดีของอุปกรณ์นี้ในเวลาที่เราบริหารกล้ามบ่าโดยการดันคานน้ำหนักขึ้นเหนือศีรษะ
ก็คือมันถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เราต้องกังวลเกี่ยวกับการ "ทรงตัว"
ในขณะยกตัวบาร์ขึ้นและลง / สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ
ก็คือการใส่แผ่นน้ำหนักให้หนักเต็มที่ แล้วเราก็แค่ออกแรงดันบาร์ขึ้น
และผ่อนบาร์ลงเท่านั้น ในการใช้อุปกรณ์สมิทแมชชีน เพื่อบริหารท่า Seated Barbell Press นั้น ผมเคยใช้แผ่นบาร์เบลล์ขนาดแผ่นละ 45 ปอนด์ ใส่ "ข้างละ" 5 แผ่นเลยทีเดียว แต่แล้วมันก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ นั่นคือ ผมได้พบกับอาการบาดเจ็บหัวไหล่เป็นครั้งแรกในชีวิตเพาะกายของผม ก็ด้วยอุปกรสมิทแมชชีนนี้เอง ผมไม่ถึงกับตัดการใช้อุปกรณ์สมิทแมชชีนออกไป คือผมก็ยังใช้บ้างในบางโอกาส แต่ที่แน่ๆคือ อุปกรณ์สมิทแมชชีน มีไว้เพื่อบริหารแก้เบื่อเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น แต่ไม่ควรนำมาใช้แบบถาวรแทนการใช้อุปกรณ์ ฟรีเวท " ถ้าจะให้พูดเปรียบเทียบระหว่างอุปกรณ์ แมชชีน ทั้งหลาย กับอุปกรณ์ฟรีเวท เดนนิสมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ "มีเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่ทำให้การบริหารร่างกายด้วยอุปกรณ์ฟรีเวท ดีกว่าการใช้อุปกรณ์แมชชีน ก็คือว่า ( Webmaster - ขอแทรกตรงนี้นิดนึงครับ คือว่าคุณเดนนิส วูล์ฟ เป็นคนรัสเซียแต่กำเนิด แล้วย้ายมาอยู่อเมริกา ดังนั้น บางทีก็มีปัญหาในเรื่องภาษา คือฟังแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจ ดังนั้น ในการอธิบายหัวข้อนี้ ( เรื่องการเทียบฟรีเวท กับแมชชีน ) ผมขอขยายความเป็นหัวข้อ แบบที่คุณจะอ่านข้างล่างนี้นะครับ ) เดนนิสกล่าวเสริมอีกว่า "เวลาที่มีใครมาพูดให้ผมฟังว่า การใช้แมชชีน บริหารร่างกาย จะมีความปลอดภัยกว่าการใช้ฟรีเวท ( ปลอดภัยในแง่ที่ว่าลูกน้ำหนักไม่หล่นทับเท้า ฯลฯ ) ผมจึงขอเถียง ว่าการใช้ฟรีเวทต่างหาก ที่จะทำให้คุณปลอดภัย คือไม่บาดเจ็บด้วยเหตุที่ใช้ปริมาณน้ำหนัก "เกินเพดาน" ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ให้" |
![]() |
| punchsupplements.co.nz |
| Seated Dumbbell
Presses ( บริหารเป็นบางโอกาส ) การบริหารท่า Seated dumbbell presses นี้ ช่วยให้ กล้ามหัวไหล่ส่วนหน้า ได้ออกแรงอย่างเต็มที่ / เวลาบริหารท่านี้ ผมชอบที่จะ "นั่ง" บริหาร มากกว่าที่จะยืนบริหาร เพราะผมรู้สึกได้ว่า การนั่งบริหาร จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่างของผมได้ อีกทั้งการนั่งบริหาร ยังช่วยให้ผมบริหารได้ถูกฟอร์มมากกว่าการยืน การใช้ดัมเบลล์ จะแตกต่างจากการใช้บาร์เบลล์ตรงที่ว่า เมื่อเราใช้ดัมเบลล์บริหารท่านี้ มันจะทำให้การเคลื่อนที่ของวัตถุ ( Rang of motion ) ที่มือแต่ละข้าง เป็นอิสระต่อกัน ( Webmaster - ให้อ่านเพิ่มเติมดังนี้นะครับ |
![]() |
| projectbodybuilding.com |
| Dumbbell Front
Raise มีบางคนพูดว่า ไม่จำเป็นต้องบริหารกล้ามหัวไหล่ด้านหน้าแบบเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่า กล้ามหัวไหล่ด้านหน้า จะถูกบริหารไปในตัว ในขณะที่บริหารหน้าอกด้วยท่า Incline Benchpress และบริหารหัวไหล่ด้วยท่าดันบาร์เบลล์ หรือดัมเบลล์ขึ้นเหนือศีรษะ ( Webmaster - ก็คือท่าแรกที่เดนนิสบริหาร ) อยู่แล้ว แต่เดนนิสมีความเห็นที่ต่างออกไป นั่นคือ เดนนิสพูดว่า "ผมแยกการบริหารหัวไหล่ด้านหน้าออกมาแบบเป็นทางการเลย ( คือแยกออกมาบริหารด้วยท่า Dumbbell Front Raise นี้เลย แทนที่จะหวังพึ่งจากการบริหารหน้าอกด้วยท่า Incline Benchpress และจากการบริหารหัวไหล่ด้วยท่าดันบาร์เบลล์ หรือดัมเบลล์ขึ้นเหนือศีรษะ ) ผมจะบริหารหัวไหล่ด้านหน้า ด้วยท่า Dumbbell front raise นี้ ต่อจากการบริหารท่าดันบาร์เบลล์ขึ้นเหนือศีรษะ / โดยจะบริหารให้ได้ 3 เซท ข้อดีอีกอย่างสำหรับการบริหารท่านี้ก็คือ เวลาบริหาร เราจะยกดัมเบลล์ขึ้นทีละข้าง ซึ่งทำให้ผมเพ่งสมาธิไปที่หัวไหล่ข้างที่กำลังออกแรงอยู่ ได้อย่างไม่ว่อกแว่ก ซึ่งนั่น ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของการฝึกได้มาก" เดนนิสพูดต่ออีกว่า "ก่อนจะเริ่มบริหารจริง ผมจะวอร์มด้วยดัมเบลล์ที่มีน้ำหนักเบาให้ได้ 1 เซทเสียก่อน แม้ว่าจริงๆแล้ว หัวไหล่ของผมจะถูกวอร์มมาก่อนหน้านี้ด้วยการบริหารท่่าดันบาร์เบลล์ขึ้นเหนือหัว ( ในท่าแรก ) ไปแล้วก็ตาม แต่ผมจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่า หากผมได้วอร์มก่อนบริหารจริงๆในทุกๆท่า" |
![]() |
| ilikehdwalls.com |
| Standing Side
Lateral Raise เดนนิส พูดว่า "หลังจากบริหารหัวไหล่ส่วนหน้าเสร็จแล้ว ( ด้วยท่า Dumbbell Front Raise ) ผมก็จะบริหาร หัวไหล่ส่วนข้าง ด้วยท่า Standing side lateral raise นี้ต่อทันที / และก็เหมือนเดิม คือว่าผมต้องวอร์มท่านี้ด้วยดัมเบลล์ที่มีน้ำหนักเบาให้ได้ 1 เซทก่อน แล้วถึงเริ่มใช้น้ำหนักจริงในการบริหาร / หลักการอีกอย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับท่า Dumbbell Front Raise ก็คือว่า เวลาที่ยกดัมเบลล์ขึ้นมาแต่ละครั้ง ต้องเป็นการออกแรงจากหัวไหล่จริงๆ ไม่ใช่การสวิงดัมเบลล์ขึ้นมาด้วยการเหวี่ยง หรืออาศัยโมเมนตัมเข้าช่วย" และเมื่อถามถึงการ "นั่ง" หรือ "ยืน" สำหรับการบริหารท่านี้ อย่างไหนดีกว่ากัน เดนนิสมีแนวคิดดังนี้ "ตามปกติ ผมจะบริหารด้วยการยืน แต่ช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ผมลองบริหารด้วยการ "นั่ง" แต่ผลการฝึกกลับไม่ค่อยดีเท่าไร ดังนั้น ณ.ปัจจุบันนี้ ผมจึงกลับมา "ยืน" บริหารเหมือนเดิม ซึ่งทำให้การฝึกหัวไหล่ด้านข้างของผมดีขึ้น ตามปกติ ผมจะใช้ลูกดัมเบลล์ในการบริหารท่านี้อยู่ 3 ขนาด คือขนาดลูกละ 60 ปอนด์ ,65 ปอนด์ และ 70 ปอนด์ ความแตกต่างของการนั่งบริหาร กับการยืนบริหารก็คือว่า เมื่อผม "นั่ง" บริหาร ผมจะยกได้ประมาณ 10 ครั้งก็จะหมดแรงแล้ว / แต่หากผม "ยืน" บริหาร ผมจะยกได้มากขึ้นอีก ถึง 2 ครั้ง ( คือจะยกได้ 12 ครั้ง ) ซึ่งนั่น ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการฝึกได้มากกว่า ผมจึงเลือกที่จะ "ยืน" บริหารครับ" เดนนิส พูดเตือนเกี่ยวกับท่านี้ว่า "ผู้บริหารหลายคน ทำผิดพลาดในการบริหารท่านี้โดยการใช้ขนาดน้ำหนักที่มากเกินไป นั่นทำให้เกิดการสวิง คือใช้การเหวี่ยงดัมเบลล์ขึ้น ซึ่งทำให้กล้ามหัวไหล่ด้านข้างของคุณไม่ได้ออกแรงอย่างแท้จริง / ที่ถูกต้องแล้ว คุณควรบริหารด้วยการถือดัมเบลล์ 1 คู่ไว้ในมือทั้งสองข้าง แล้วออกแรงจากหัวไหล่ทั้งสองข้างของคุณ เพื่อยกดัมเบลล์ออกไปทางด้านข้างลำตัวของคุณ ( ในแต่ละข้าง ) / จะได้ผลดีกว่าหากคุณใช้ดัมเบลล์ที่หนักเพียงลูกละ 25 ปอนด์แต่ทำให้ถูกฟอร์ม เพราะแม้คุณจะใช้ดัมเบลล์ที่หนักกว่า ยกตัวอย่างเช่นใช้ดัมเบลล์หนักลูกละ 50 ปอนด์ แต่คุณทำผิดฟอร์มโดยใช้วิธีเหวี่ยงดัมเบลล์ขึ้น นั่นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกล้ามหัวไหล่ด้านข้างของคุณเลย" |
|
| all-musculation.com |
| เดนนิสพูดว่า
"ในบางวัน ถ้าผมบริหารท่า Side Lateral Raise
โดยการยกดัมเบลล์ด้วยแขนทั้งสองข้างพร้อมกัน แล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผล
ผมจะวางดัมเบลล์ลง แล้วไป
บริหารท่านี้ด้วยเคเบิล ให้ได้ 3 เซท
จนกว่าหัวไหล่ด้านข้างของผมจะล้าสุดๆ และเวลาบริหารด้วยเคเบิลนั้น
ผมจะบริหารด้วยแขนทีละข้างเท่านั้น (
แต่ถ้าเป็นการใช้ดัมเบลล์ จะยกขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ข้างสำหรับท่า Side
Lateral Raise นี้ ) / หรือไม่ก็ ผมจะบริหารหัวไหล่ด้านข้างในท่านี้
( Side Lateral Raise )
ด้วยดัมเบลล์เป็นเวลา 3 อาทิตย์ติดต่อกัน แล้วอาทิตย์ที่ 4
ผมจะเปลี่ยนมาบริหารด้วยเคเบิล ( Webmaster -
เดนนิสบริหารหัวไหล่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ) " เดนนิสพูดว่า "แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดที่จะเอาเคเบิลมาแทนที่ดัมเบลล์ในการบริหารท่านี้แบบถาวร เหตุผลก็เพราะ ในความคิดของผมนั้น ดัมเบลล์คืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดสำหรับการบริหารท่า Side Lateral Raise นี้ครับ" |
![]() |
| ( ภาพบน ) เดนนิส อายุ 21 ปี ( ถ่ายเมื่อ
ค.ศ.1999 ) ภาพจาก all-musculation.com |
![]() ![]() |
| ( ภาพบน ) เดนนิส อายุ 36 ปี ( ถ่ายเมื่อ
ค.ศ.2014 ) ภาพจาก projectbodybuilding.com |
| วาทะเดนนิส "ด้วยขนาด และโครงสร้างรูปทรงสุดพิเศษ คือขนาดบ่าที่กว้าง เอวที่คอด และขนาดต้นขาอันมหึมาของผม ถ้าคุณกำลังมองหานักเพาะกายสักคนเพื่อเป็นไอดอล ผมคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในวงการนี้แล้วครับ" |
![]() |
| forum.bodybuilding.com |
| Rear Lateral
Raises นักเพาะกายหลายคนพูดว่า "กล้ามหัวไหล่ส่วนหลัง ไม่มีโอกาสได้โชว์ จึงเป็นกล้ามที่ไม่ต้องเอาใจใส่มาก" สาเหตุที่คุณพูดอย่างนั้น ก็เพราะคุณกำลังยืนดูตัวคุณเองอยู่ที่หน้ากระจก แต่เมื่อมีคนมามองคุณจากทางด้านข้าง เขาคนนั้น ก็จะไม่เห็นกล้ามเนื้ออะไรติดอยู่ด้านหลังของกล้ามหัวไหล่ส่วนกลางของคุณเลย เดนนิสอธิบายถึงเรื่องนี้ ( เรื่องที่พอมองจากด้านข้างแล้ว ไม่เห็นกล้ามอะไรที่อยู่ด้านหลังของหัวไหล่ส่วนกลางเลย ) ว่า "ผมแทบจะไม่เห็นนักเพาะกายเล่นกล้ามหัวไหล่ส่วนหลังกันเลย ,ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายอาชีพ คุณจะต้องให้ความสำคัญต่อการบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ทั้งหมด 3 หัวเท่าๆกัน / ถ้าคุณพึ่งคิดได้ตอนนี้ว่า ควรจะให้ความสำคัญกับหัวไหล่ส่วนหลังด้วยนั้น ผมแนะนำว่า ให้คุณเอาการบริหารหัวไหล่ส่วนหลัง มาไว้บริหารเป็นท่าแรกในวันที่คุณบริหารกล้ามหัวไหล่เลย เพื่อให้มันโตทันหัวไหล่ส่วนกลาง และหัวไหล่ส่วนหน้า หรือถ้าจำเป็น คุณอาจจะต้องเพิ่มความถี่ในการบริหารหัวไหล่ส่วนหลังนี้ ด้วยการเอาไปบริหารเป็นท่าแรกในวันที่บริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่น เช่นกล้ามหน้าอก" เดนนิส เอาใจใส่กับการบริหารกล้ามหัวไหล่ส่วนหลังของเขามาก ดังนั้น คุณจะไม่เห็นจุดอ่อนใดๆบนกล้ามหัวไหล่โดยรวม ของเดนนิสเลย เดนนิส บริหารกล้ามหัวไหล่ส่วนหลังของเขาด้วยดัมเบลล์เป็นหลัก โดยใช้การบริหารด้วยท่า Seated Bent Over Rear Delt Raise / เดนนิสให้เหตุผลว่า ด้วยท่านี้ จะทำให้กล้ามหัวไหล่ของคุณได้บริหารแบบ isolate จริงๆ วิธีดูว่าคุณบริหารถูกต้องหรือไม่ ก็คือดูที่ว่า คุณใช้น้ำหนักได้แต่แบบเบาๆ ไม่สามารถใช้น้ำหนักที่หนักได้ ( Webmaster - หมายความว่า ถ้าเมื่อใด คุณสามารถใช้ดัมเบลล์ที่มีขนาดน้ำหนักมากได้ นั่นแปลว่าคุณกำลังใช้การเหวี่ยงดัมเบลล์ด้วยหลักโมเมนตัม ซึ่งผิดหลัก หรือไม่ก็ใช้กล้ามหลังส่วนล่างในการกระดกตัว เพื่อยกดัมเบลล์ที่หนักๆนั้นขึ้น ซึ่งก็ผิดหลักอีกเหมือนกัน วิธีที่ถูกต้องตามที่เดนนิสสอนไว้ก็คือ ให้ใช้ดัมเบลล์น้ำหนักเบาๆ และให้กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลังเป็นผู้ออกแรงแบบโดดเดี่ยวจริงๆ ( คือ isolate ) เพื่อยกดัมเบลล์เบาๆนั้นขึ้นมา นั่นแหละ ถึงจะถูกต้องที่สุด ) |
![]() |
| exploiter69.deviantart.com |
| (
ภาพบน ) ในบางโอกาส
เดนนิสก็จะนำม้าเอียงเข้ามาใช้ในการบริหารหัวไหล่ด้านหลังด้วย
นั่นก็คือการบริหารหัวไหล่ส่วนหลังด้วยท่า
Incline Side Lateral raise |
|
| gallery.marocbodybuilding.com |
| Barbell Upright Rows
ท่านี้ Barbell Upright Rows เป็นท่าที่ดีมากสำหรับการบริหาร กล้ามหนอกคอ ผมเลือกท่านี้ มาบริหารเป็นท่าสุดท้ายก่อนที่จะจบการบริหารกล้ามบ่า หรือกล้ามหัวไหล่ ที่อยากฝากไว้สำหรับท่านี้ก็คือว่า เวลาดึงบาร์เบลล์ขึ้นนั้น คุณควรดึงบาร์เบลล์ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่เห็นด้วยกับนักเพาะกายหลายคน ที่ดึงบาร์ขึ้นมาแค่ถึงระดับหัวนมของตัวเองเท่านั้น |
|
| forum.bodybuilding.com |
| เกี่ยวกับจำนวน
Rep ที่เดนนิสแนะนำว่าดีที่สุด ผมใช้เทคนิค พีระมิด ในการบริหารกล้ามหัวไหล่ของผม โดยในเซทสุดท้าย ผมจะบริหารแค่ 8 Reps โดยใช้น้ำหนักที่หนักที่สุด ผมไม่แนะนำให้คุณบริหารเกินเซทละ 12 Reps เพราะจำนวนครั้งในส่วนที่เกิน 12 Reps ( Webmaster - หมายถึง Reps ที่ 13 .. 14 .. 15 .. ) ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการกระตุ้นการเติบโตของเซลล์กล้ามเนื้อหัวไหล่ของคุณ แต่ผมมีเทคนิคพิเศษส่วนตัว ที่เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับจำนวน Reps อยู่ท่าเดียว นั่นคือท่า Standing Side Lateral Raise / เทคนิคนั้นคือ ผมจะบริหารแบบถูกฟอร์ม ให้หมดแรงจริงใน 12 Reps ก่อน จากนั้น ผมจะ Cheat ด้วยการกระเด้งตัวช่วย เพื่อให้ผมยกดัมเบลล์ขึ้นได้ใน Rep ที่ 13 และ Rep ที่ 14 / จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมพบว่าการ Cheat ทำ Rep ที่ 13 และ 14 สำหรับท่านี้ ช่วยกระตุ้นหัวไหล่ด้านข้างของผมได้เป็นอย่างดีครับ |
| - END - |