|
- หน้า 4 (สุดท้าย) - |
| วิธีทานอาหาร |
|
|
ถ้ามองกว้างๆแล้ว ลักษณะการเลือกทานอาหารของนักเพาะกายระดับกลางนี้ ก็จะคล้ายๆกับนักเพาะกายระดับเริ่มต้น คือทานคาร์โบไฮเดรตสูงๆ ,โปรตีนมากๆ และทานไขมันต่ำๆ แต่ความแตกต่างกำลังจะเริ่มขึ้น เพราะเมื่อคุณขึ้นสู่ระดับกลางนี้ คุณได้เพิ่มการฝึกเข้าไปอีก 1 วันเต็มๆ เท่านั้นยังไม่พอ คุณยังเน้นเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปอีก ดังนั้นคุณต้องเริ่มใช้อาหารเสริมแล้วล่ะ นอกเหนือจากอะมิโนแอซิดที่เคยพูดถึงแล้ว อาหารเสริมตัวต่อไปคือ เครื่องดื่มเพิ่มคาร์โบไฮเดรต (โดยทั่วไปจะใช้ครั้งละ 50 กรัม แต่ผมเห็นนักเพาะกายส่วนใหญ่ใช้ถึง 150 กรัม) |
|
|
โดยคุณทานภายใน 30 นาทีหลังการบริหารร่างกาย เพื่อชดเชยไกลโคเจนที่เสียไประหว่างฝึก ขอให้คุณรู้ไว้เลยว่า 30 นาทีที่ว่านี้สำคัญมากๆ สำหรับไกลโคเจนในตับ และกระตุ้นเซลล์กล้ามเนื้อให้สดชื่นอีกครั้ง เมื่อคุณดื่มเสร็จแล้ว ให้คุณนับเวลาไปอีก 40 นาที คุณต้องหาอาหารโปรตีนที่ดีให้ได้ ผมขอเน้นเลยว่าต้องเป็นโปรตีน สรุปแล้วเมื่อนับจากการบริหารร่างกายในแต่ละครั้งเสร็จ คุณจะต้องมีโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ตกถึงท้องภายใน 90 นาทีสูงสุด ถ้าทำไม่ได้ ก็เท่ากับการเล่นกล้ามของคุณในครั้งนั้นสูญเปล่า หรือได้ผลน้อยจนแทบไม่น่าเชื่อ และที่เราลืมไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำบริสุทธิ์ ซึ่งคุณมีหน้าที่ ต้องหาดื่มให้ได้วันละอย่างน้อย 80 ออนซ์ (2.268 ลิตร - โค้กลิตรสองขวดกว่าๆ) หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี ผมมีเทคนิคการทานอาหาร ที่ไม่ทำให้ขนาดเอวผมเพิ่มตามขนาดร่างกายไปด้วย วิธีนั้นก็คือ หากวันใดที่ผมเล่นกล้ามจนปวดไปหมดแล้วละก็ มื้ออาหารมื้อแรกหลังการเล่นกล้ามนั้น ผมจะกินโปรตีนให้มากเป็นสองเท่าของที่เคยทานเลย (และถ้าปวดมากๆ ผมจะเพิ่มเป็นสามเท่าเลยด้วยซ้ำ) หลังจากได้พักฟื้น จนกล้ามเนื้อหายเจ็บแล้ว ผมจะค่อยๆลดปริมาณโปรตีนในมื้ออาหารลง จนกระทั่งอยู่ในระดับการทานโปรตีนตามปกติ ด้วยการทำอย่างนี้ ทำให้ร่างกายของผมได้รับโปรตีนพิเศษ ตรงกับเวลาที่มันต้องการ ซึ่งทำให้มัดกล้ามฟื้นตัวได้รวดเร็วทั้งๆที่กรำศึกหนักมา (หมายถึงการเล่นกล้ามแบบเข้มข้นมากๆ) คุณลองทดลองใช้วิธีของผม แล้วคุณรอดูผลของมันแล้วกัน ลดความเครียดในจิตใจลงเสีย การบริหารด้วยตารางอาทิตย์ละ 4 วันนี้ สร้างแรงกดดันให้คุณมากกว่าการบริหารแบบอาทิตย์ละ 3 วัน สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ ซึ่งสามารถตั้งเป็นทฤษฏีได้เลยก็คือ อย่าบริหารตอนดึกมากไป เพราะการบริหารตอนใกล้นอนนั้น จะทำให้คุณนอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงระบบการฟื้นตัวของมัดกล้าม ที่ต้องใช้เวลานอนอย่างน้อย 7 - 9 ชั่วโมงต่อคืน อีกประการหนึ่งคือ จงอย่าจริงจังกับการฝึกมากเกินไป อย่างเช่นที่คุณรู้สึกว่า วันนี้คุณบริหารแล้ว รู้ตัวเลยว่า ยกน้ำหนักได้ไม่มากเท่าที่ควร หรือรู้สึกว่าไม่มีอาการเจ็บเลย เพราะบริหารเข้มข้นไม่พอ หากเป็นอย่างที่ผมว่ามานี้ คุณอย่ามัวเจ็บใจตัวเองอย่างที่ผมเห็นหลายคนทำกัน ทางที่ดีผมคิดว่าคุณควรให้อภัยตัวเอง แล้วบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร เอาไว้เล่นกล้ามคราวต่อไปฉันจะทำให้ดีกว่าวันนี้ ก็เท่านั้นเอง แล้วคุณก็กลับบ้านพักผ่อนได้อย่างสบายใจ เมื่อไรจึงจะเปลี่ยนตารางฝึก มีสัญญาณเตือนภัยคุณ ว่าถึงเวลาที่ต้องทำอะไรกับตารางฝึกคุณบ้างแล้ว สัญญาณเตือนนั้นก็คือ ในการบริหารสำหรับนักเพาะกายขั้นกลางนี้ ให้คุณเลือกบริหารเฉพาะท่าที่ได้ผลกับคุณ ส่วนท่าที่เคยทดลองแล้วไม่ได้เรื่อง ให้โยนลงถังขยะไปเสีย จากนั้นให้ทดลองเพิ่มท่าบริหารใหม่ๆ เพื่อหาท่าที่ได้ผลมาเพิ่มเติมกับท่าเดิมอีก แล้วก็บริหารท่าทั้งหมดที่คิดว่าดีแล้วนั้นให้สม่ำเสมอ ลองคิดด้วยตัวเองดูสิว่าจะทำอย่างไรให้การเล่นกล้ามของคุณนั้น สนุก และตื่นเต้นตลอดเวลา เมื่อไรจะก้าวขึ้นไประดับสูงกว่านี้ ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องนั้น ขอให้คุณทำตัวให้เป็นนักเพาะกายระดับกลางที่ดีให้ได้สัก 5 เดือน แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ เพราะมีหลายอย่าง ที่แม้ว่าคุณจะก้าวสูงขึ้นไปแล้ว ก็ยังใช้เหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่นตารางการบริหาร แบบ 4 วันต่อหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งนักเพาะกายระดับแชมป์หลายคน ก็ใช้ติดต่อกันเป็นเวลาสิบๆปีเลยทีเดียว ส่วนคำว่า ให้เป็นนักเพาะกายระดับกลางที่ดีนั้น ก็คืออย่าไปทำท่าพิเรน นอกตำราก่อนวัยอันควร เช่นท่า DEADLIFT ที่ยืนบนม้านอนเป็นต้น ขอให้ใช้ท่าบริหารด้วยดัมเบลล์ บาร์เบลล์ และเครื่องแมชชีนที่ไม่หวือหวามากไป ตลอดเวลาที่อยู่ในระดับกลางนี้ จำไว้ว่า ชนิดของท่าบริหารนั้น ไม่สำคัญมากไปอย่างที่คุณคิดหรอก (หมายความว่า เวลาที่คุณเห็นนักเพาะกายระดับอาชีพ ทำท่าพิเรน แล้วคุณก็คิดว่า หากใครก็ตาม ที่ทำท่าพิเรนเหล่านั้น ก็จะมีหุ่นสวยเหมือนนักเพาะกายอาชีพคนนั้นได้ ซึ่งเป็นความผิดที่ผิด - webmaster) การเล่นกล้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับตัวคนปฏิบัติต่างหากว่า หาท่าที่เหมาะกับตัวเองได้มากน้อยเท่าไรต่างหาก หลักแห่งความเข้มข้น ผมจะอธิบายให้เห็นว่า การสร้างความเข้มข้นในการบริหารคุณต้องทำอะไรบ้าง สิ่งนั้นก็คือ คุณควรใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ 1. MASS CYCLE - คือการใช้น้ำหนักมาก แล้วพักระหว่างเซทประมาณ 90 วินาที บริหารกล้ามเนื้อส่วนบน (หมายถึงร่างกายท่อนบน) เซทละ 6 - 10 ครั้ง บริหารกล้ามเนื้อส่วนล่าง (หมายถึงร่างกายท่อนล่าง) เซทละ 8 - 20 ครั้ง 2. POWER CYCLE - คือการใช้น้ำหนักที่หนักมากที่สุด บริหารกล้ามเนื้อส่วนบน และส่วนล่างเท่ากันคือเซทละ 3 - 8 ครั้ง แล้วพักระหว่างเซท 3 นาที 3. CUT CYCLE - คือการใช้น้ำหนักที่เบา บริหารให้ได้เซทละ 12 - 25 ครั้ง แล้วพักระหว่างเซทไม่เกิน 45 วินาที ให้คุณใช้ CYCLE ใด CYCLE หนึ่งเป็นเวลา 8 อาทิตย์ แล้วพัก 1 อาทิตย์เต็มๆ แล้วจึงเริ่มใช้ CYCLE อันถัดไป |
|
|
ให้ทำอย่างนี้สามครั้ง ในเซทสุดท้ายที่คุณกำลังบริหารด้วยลูกน้ำหนักอยู่ (หมายถึงว่า คุณเล่นท่า STANDING ALTERNATE DUMBBELL CURL 4 เซท พอจบเซทที่ 4 คุณก็ทำแบบในรูปข้างบน 3 ครั้ง - webmaster) การโน๊ตลงไดอารี่ การบันทึกสิ่งต่างๆในการบริหารในวันนั้นๆ เป็นผลดีต่อคุณในการบริหารในอนาคต เพราะหากคุณใช้วิธีจำเอา เมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่ได้ออกมาก็คือภาพเบลอๆ ดังนั้น จงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร |
|
|
การมีบันทึกส่วนตัวเช่นไดอารี่สำหรับการฝึก จะทำให้คุณได้รู้ว่า ท่าบริหารท่าไหน ,จำนวนเซท จำนวนครั้งเท่าใด ,ปริมาณลูกน้ำหนักขนาดใด ,ระยะเวลาการพักระหว่างเซท ยาวนานแค่ไหน และความเข้มข้นในการฝึกระดับใด ที่ให้ผลดีกับตัวคุณที่สุด วิธีการทำนั้นก็ง่ายมาก ทันทีที่คุณเล่นกล้ามเสร็จในวันนั้นๆแล้ว คุณก็แค่หยิบไดอารี่ขึ้นมา แล้วก็เขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป |
|
|
- END - |