แนะนำเรื่องการซื้ออุปกรณ์ 



หน้าแรก  /  ดัชนี-6  /  ดัชนี-อุปกรณ์เพาะกาย 

แนะนำเรื่องการซื้ออุปกรณ์ 




       ในหน้าเว็บนี้ผมจะแนะนำการซื้ออุปกรณ์เพาะกายโดยใช้ประสบการณ์การใช้อุปกรณ์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เพราะสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเข้าวงการเพาะกายมา เมื่อเห็นอุปกรณ์ตัวนั้นตัวนี้ ก็ดูน่าซื้อไปหมด พอซื้อมาใช้บริหารจริงๆ ปรากฏว่าที่ต้องใช้จริงๆกับมีไม่กี่อัน ส่วนอันที่เหลือไม่เคยได้ใช้เลย ทำให้เปลืองเงินไปเปล่าๆ 

       ถ้าจะไปบริหารที่โรงยิมนั้น เมื่อรวมค่าสมาชิกที่เสียไปนั้น ผมว่าสู้เอามาซื้ออุปกรณ์เก็บไว้บริหารเองที่บ้านดีกว่า เพราะมันไม่แน่ครับ ถ้าวันใดวันหนึ่ง เกิดเราต้องหยุดบริหารขึ้นมา อย่างน้อยอุปกรณ์มันก็ยังอยู่ในบ้านเรา  และเมื่อหลายปีผ่านไปแล้วมีโอกาสกลับมาบริหารใหม่อีกครั้ง ก็บริหารต่อไปได้เลย ไม่ต้องมานั่งเก็บเงินซื้ออีก 

       สำหรับการแนะนำในหน้าเว็บนี้นั้น มันมีอุปกรณ์หลายตัว ถ้าจะให้อธิบายรายละเอียดทุกตัว เนื้อหามันจะเยอะเกินไป เอาเป็นว่าผมจะลองอธิบายเรื่อง “เตียงยกน้ำหนัก” ให้ดูเป็นตัวอย่างสักอันหนึ่ง แล้วคุณจะเห็นว่าผมมีรายละเอียดการดูสเปคมากแค่ไหน ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องศึกษาสเปคทุกตัวหรอกครับ เพราะผมไปหาร้านใน Shopee และ Lazada เอามาให้คุณคลิกซื้อได้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษาเสปคอะไรมากมาย

       รายการอุปกรณ์ที่จะแนะนำให้ซื้อนั้น ผมจะเริ่มจากตัวสำคัญที่สุดก่อน แล้วไล่เรียงลำดับโดยลดความสำคัญลงไป คือหมายความว่า ถ้าคุณได้อั่งเปาจากคุณปู่คุณย่ามา หรือเก็บเงินค่าขนมได้มา ก็ให้เอามาซื้ออุปกรณ์พวกนี้ตามลำดับจากอันดับแรกก่อนนะครับ ถ้าเงินหมดที่ลำดับไหน ก็หยุดไว้ที่ลำดับตรงนั้นก่อน เอาไว้ถ้าได้เงินมาใหม่ ก็ทะยอยซื้อในลำดับต่อไปอีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้อุปกรณ์ครบทุกตัวนะครับ
 

       สำหรับการซื้ออุปกรณ์ผมจะแบ่งเป็น 2 เลเวลครับ 

       เลเวลแรก – คือรายการอุปกรณ์ที่ “ต้องซื้อ”

       เลเวลสอง – คือรายการอุปกรณ์ที่ “ซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้” ( แต่ถ้าซื้อได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีครับ - เพราะดีกว่าเอาเงินไปซื้ออย่างอื่น เช่นเอาเงินไปซื้อลู่วิ่งราคาเป็นแสน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้วิ่ง และกลายเป็นที่แขวนเสื้อผ้า หรือราวตากผ้าไปเสียอย่างนั้น )




เลเวล 1



       สินค้าที่อยู่ในเลเวล 1 นี้คือสินค้าที่ “ต้องซื้อ” เรียกได้ว่าถ้ายังไม่มีเงินเดือน ก็ต้องอ้อน ขอพ่อขอแม่ซื้อเอานะครับ ต้องตื้อเพื่อซื้อให้ได้ แต่ถ้ามีเงินเดือนแล้วก็ต้องเก็บออม ไม่เที่ยว ไม่กินหรู เพื่อจะได้เอาเงินมาซื้ออุปกรณ์ในเลเวล 1 นี้ให้จงได้นะครับ

       อย่า! ไปเชื่อพวก Youtube หรือ tiktok ที่มีเนื้อหาประเภทออกกำลังกายมือเปล่า หรือใช้อุปกรณ์ดัดแปลงในบ้านเลยนะครับ พวกนั้น เขาทำเพื่อคอนเทนต์เท่านั้น ( คือหมายความว่าทำให้มีหัวข้อที่น่าสนใจ ที่แปลก เพื่อให้คนคลิกเข้ามาดูเยอะๆ เขาจะได้ยอดวิว ) เพราะว่าเวลามันเป็นเรื่องสำคัญครับ ถ้าคุณเสียเวลาหลายปีไปออกกำลังกายมือเปล่า หรือใช้อุปกรณ์ดัดแปลงในบ้าน แล้วมันไม่ได้ผล มันน่าเสียดายเวลาและเม็ดเหงื่อที่ทุ่มเทไปครับ 

       สู้เราลงทุนกับอุปกรณ์ และฝึกให้จริงจัง รับรองว่าได้ผลแน่นอน ไม่เสียเวลาไม่เสียเม็ดเหงื่อไปเปล่าๆครับ




อันดับ 1 - เตียงยกน้ำหนักแบบมีที่บริหารขา


( ข้างล่างนี้ )



       ก่อนจะส่งลิงก์สินค้าให้เพื่อนๆคลิกเข้าไปซื้อนั้น ผมจะลองยกตัวอย่างวิธีดูสเปคให้คุณดูก่อนนะครับจะได้รู้ว่าผมเรื่องมากเรื่องสเปคแค่ไหน ละเอียดแค่ไหน จุกจิกแค่ไหน มันต้องใช้ประสบการณ์ในการดูสเปคครับ

       เวลาที่จะซื้อเตียงยกน้ำหนักนั้น ประการแรกคือต้องดูความกว้างของเสาที่จะวางบาร์เบลล์ว่า "อย่าให้กว้างเกินไป"
 



 

leadersports.com 


       ( ภาพบน ) คือให้เสาที่วางบาร์เบลล์นั้น อยู่ห่างกันประมาณไม่เกิน 2 ฟุต หรือ 60 ซม. บวกลบทั้งสองข้างไม่เกินข้างละ 5 ซม. พูดง่ายๆคือ ให้ความกว้างอยู่ระหว่าง 60 ซม.ถึง 70 ซม. ก็จะเป็นความห่างที่ "กำลังพอดี






       ( ภาพบน ) สาเหตุที่ให้มีความกว้างของบาร์แบบนี้ ( คือระหว่าง 60 ถึง 70 ซม.) ก็เพื่อว่า เวลาที่เราจับบาร์เบลล์เพื่อจะบริหารท่า Bench press เราก็จะมี "ระยะปลอดภัย" คือมีความห่างของมือเรา กับตัวเสาที่วางบาร์เบลล์ เหมือนในรูปข้างบนนี้
 



 

picstopin.com


       ( ภาพบน )  ซึ่ง เพื่อนสมาชิกก็จะสังเกตุเห็นได้ว่า เวลาที่เขาบริหารท่า Benchpress ( เหมือนในรูปข้างบนนี้ ) เขาก็จะเลือกเตียงยกน้ำหนักที่มีความกว้างระหว่างเสาวางสองข้าง ไม่กว้างเกินไป เหมือนที่ผมแนะนำไว้นี่เอง  /  คราวนี้ เรามาดูความกว้างที่ไม่พึงประสงค์กัน ดังภาพข้างล่างนี้ครับ  




 

forum.bodybuilding.com




       ( ภาพบน ) ถ้าระยะห่างของเสาวางบาร์เบลล์ ห่างกันมากเกินไป ก็จะทำให้ "ระยะปลอดภัย" น้อยลงไปด้วย ผลก็คือ เวลาที่เราบริหารท่า Benchpress เสร็จ แล้วจะวางบาร์เบลล์ลงบนเสา ก็จะเกิดเหตุการณ์ว่า ช่วงนิ้วโป้งของเราอาจ "ไปเกี่ยว" กับตัวเสาร์สำหรับวางบาร์เบลล์ ( เหมือนตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ ) จนเกินบาดแผลได้ เพราะระยะปลอดภัยมันน้อยเกินไปนั่นเอง 





( ภาพบน ) บาดแผลที่เกิดจากการที่มี "ระยะปลอดภัย" น้อยเกินไป 


       เพื่อนๆอาจสงสัยว่า แล้วเขาจะออกแบบเตียงยกน้ำหนักที่มีขนาดความกว้างของเสามากๆเอาไว้ทำอะไร? คำตอบก็คือ ( ดูในภาพข้างล่างนี้ครับ )





menshealth.co.uk


       ( ภาพบน ) เตียงยกน้ำหนักแบบมีระยะห่างของเสามากๆนั้น เขามีเอาไว้ บริหารหลังแขน ในท่า Close grip benchpress แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ไงครับ ซึ่งความกว้างของเสา ขนาดนี้ มันไม่เหมาะที่จะบริหารท่าหลัก คือท่า Benchpress เลยครับ

       ผมจะขอชี้แจงอีกเหตุผลหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ( คือเรื่องความระยะห่างของเสาวางบาร์ ) ดังนี้นะครับ คือ ถ้าลองย้อนกลับไปอ่านบทความเดิมๆของผม เกี่ยวกับการจับบาร์เบลล์ให้มีความสมดุลนั้น ผมเคยอธิบายไว้ดังนี้   



 


       ( ภาพบน ) ซึ่งในภาพข้างบนนี้ มันเป็นการบริหารกล้ามปีกด้วยท่า Barbell rows คือใช้การวางบาร์เบลล์ลงบนพื้น แล้วกะระยะห่างจากแผ่นบาร์เบลล์ทั้งสองข้างเข้ามา ให้เท่าๆกันทั้งซ้ายและขวา  /  แต่สำหรับคำอธิบายในที่นี้ ผมต้องวางบาร์เบลล์ไว้บนเสา ไม่ได้วางกับพื้น ดังนั้น จึงต้องมีการกลับหัวกลับหางกันหน่อย ดังภาพข้างล่างนี้ 



 


       ( ภาพบน ) ผมลองกลับภาพให้ดูนะครับ เพื่อจะชี้แจงว่า เวลาที่เราจะเล่นท่า Benchpress แล้ว เจอบาร์เบลล์ที่ยาวๆ จนเรากลัวว่าจะจับบาร์เบลล์ได้ไม่สมดุล ผมก็จะใช้หลักการเดียวกัน คือใช้วิธีเอา นิ้วก้อยแตะ ไปที่ตัวแผ่นบาร์เบลล์ก่อน ( เหมือนใน รูป ก. ) แล้วค่อยคืบมือเข้ามาเท่าๆกันทั้งซ้ายและขวา ( เหมือนใน รูป ข. )  /  ซึ่งรูปแบบของเตียง มันมีผลเกี่ยวเนื่องกับเทคนิคนี้แหละครับ ( คำว่า เทคนิคนี้ หมายถึง เทคนิคที่ใช้ นิ้วก้อยแตะ ที่แผ่นบาร์เบลล์ก่อน แล้วค่อยคืบมือเข้ามา ) ดังนี้ครับ





body-mind-strength.com


 



       ( ภาพบน ) ถ้าเป็นเตียงที่มีความกว้างของเสาวางบาร์ไม่กว้างนัก ( แบบที่เห็นในรูปข้างบน ) ผมก็จะสามารถใช้เทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" ได้ เพราะโอกาสที่นิ้วก้อยของผมไปแตะแผ่นบาร์เบลล์นั้น "มีอยู่" ( คือมีโอกาสที่จะเอานิ้วก้อยไปแตะที่แผ่นบาร์เบลล์ทั้งซ้ายและขวา เพื่อทำเทคนิคนี้ได้ ) 





body-mind-strength.com


       ( ภาพบน ) ผลของการใช้เทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" ก็เลยทำให้ระยะห่างจากแผ่นบาร์เบลล์เข้ามาจนถึงมือ ทั้งซ้ายและขวา นั้นเท่ากัน ( คือ ระยะห่าง ก. และระยะห่าง ข. จะเท่ากัน ) ทำให้เกิดความสมดุลของการยกบาร์เบลล์ ทำให้กล้ามหน้าอก ทั้งซ้ายและขวา ได้รับการบริหารที่เท่ากัน ด้วยหลัก "โมเมนตัม" ที่เท่ากัน ( ต้องขอขอบคุณเทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" )

       แต่ถ้าเป็นเตียงที่มีความกว้างของเสา กว้างๆแบบในรูปข้างล่างนี้ล่ะ?
 




muscleprodigy.com




       ( ภาพบน ) ถ้าเป็นเตียงที่มีความกว้างของเสาสองข้าง มากเกินไป แบบที่เห็นในรูปข้างบนนี้ ผมก็จะใช้เทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" ไม่ได้เลย เพราะไม่มีโอกาสที่จะเอานิ้วก้อยไปแตะแผ่นบาร์เบลล์ได้ 





muscleprodigy.com


       ( ภาพบน ) ผลของการที่ไม่สามารถใช้เทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" ได้ ก็เลยทำให้ระยะห่าง ก. และระยะห่าง ข. ไม่เท่ากัน ดูในภาพข้างบนนี้ ด้วยสายตา ก็จะเห็นชัดเลยว่า ก.ไม่เท่ากับ ข.จริงๆ  /  ผลของการที่ ก.ไม่เท่ากับ ข.นี้ ก็เลยส่งผลให้ "โมเมนตัม" ของการยกบาร์เบลล์ในภาพข้างบนนี้ ก็เลยไม่เท่ากันไปด้วย คือโมเมนตัมทางด้าน ก. มีมากกว่าด้าน ข. จึงทำให้แรงกดทางด้านมือด้านขวา จึงมีมากกว่าด้านซ้าย  /  เมื่อแรงกดไปที่มือด้านขวามีมากกว่าด้านซ้าย จึงทำให้หน้าอกด้านขวาต้องออกแรงมากกว่าข้างซ้าย ผลก็คือ ทำให้หน้าอกด้านขวาใหญ่กว่าด้านซ้าย คือหน้าอกข้างซ้ายและขวาไม่สมดุลกัน

       สรุปว่า ถ้าอยากให้กล้ามอกซ้ายและขวา ใหญ่สมดุลกัน ได้รับการบริหารเท่ากันทั้งซ้ายและขวา ก็ควรเลือกเตียงยกน้ำหนักที่มีขนาดความห่างของเสาทั้งสองข้าง อยู่ในระหว่าง 60 - 70 ซม. จะดีที่สุด เพื่อที่ว่า เวลาที่เราเจอบาร์เบลล์ยาวๆ เราก็จะสามารถใช้เทคนิค "นิ้วก้อยแตะ" อย่างที่ผมนำเสนอนี้ได้ 

       ในกรณีที่คนขายพยายามพูดหว่านล้อม ว่าควรเลือกเตียงยกน้ำหนักที่มีระยะห่างระหว่างเสาสองข้างมากๆนั้น ( ซึ่งไม่ตรงกับคำแนะนำของผม ) ขอให้เพื่อนสมาชิกคิดในใจว่า นั่นเป็นเพราะเตียงแบบนี้ขายไม่ค่อยออก และคนขายก็ "ลงทุน" ซื้อเตียง ( ที่มีความกว้างของเสามากๆ ) นี้มาขายแล้ว เขาก็ต้องพูดหว่านล้อมให้คุณซื้อเตียงแบบเสาห่างๆมาก ให้ได้ ไม่งั้นเขาก็เจ้ง เพราะลงทุนไปแล้ว แต่ขายไม่ได้  /  ดังนั้น จงอย่าเอา "ความสงสาร" ( สงสารว่าคนขายจะเจ้ง ) ไปซื้อเตียงแบบเสาห่างๆมานะครับ ไม่งั้นคุณจะได้ขนาดหน้าอกที่ไม่สมดุลกัน มาเป็นของแถมพร้อมกับเตียงเสาห่างตัวนี้น่ะครับ 



ประการต่อไปคือให้ปรับหัวเตียง "ขนานกับพื้น และทำมุมสูงขึ้น" เท่านั้น ไม่ต้องเลือกตัวที่ ทำหัวต่ำลง  


 

zestfitness.com 



excelfitness.in 


       ( ภาพบน )  ให้เลือกเตียงที่มีคุณสมบัติแค่สองอย่างเท่านั้น คือ ปรับหัวเตียงให้ "ขนานกับพื้นได้" และปรับหัวเตียงให้ "สูงขึ้นได้" โดย ห้ามเลือก คุณสมบัติการปรับหัวต่ำลงได้อย่างเด็ดขาด

ที่ต้องเตือนไว้อย่างนี้ ก็เพราะในตลาดบ้านเราทุกวันนี้ จะมีเตียงยกน้ำหนักให้เลือกสองแบบคือ

       1.เตียงปรับหัวได้ สองแบบ คือ ปรับขนานกับพื้น และปรับให้หัวสูงขึ้น 

       2.เตียงปรับหัวได้ สามแบบ คือ ปรับขนานกับพื้น ,ปรับให้หัวสูงกว่าขึ้น และปรับให้หัวต่ำลง 

       ให้เพื่อนๆเลือกข้อ 1. เท่านั้นนะครับ  /  โดยมีเหตุผลดังนี้ครับ 



 

zestfitness.com



       ( ภาพบน ) ถ้าเป็นเตียงที่ปรับหัวได้แบบขนานกับพื้น และปรับหัวสูง (ปรับหัวต่ำไม่ได้) นั้น ลักษณะโครงสร้างจะมีความแข็งแรงมากกว่า คือมันจะมีแท่งเหล็ก ยาวๆ ตรงๆ ลากเป็นทางยาวไว้ใต้เบาะ ตามแนวที่เห็นเป็น เส้นลูกศรสีแดง ในภาพข้างบน และภาพข้างล่างนี้ 




 

cronsports.en.made-in-china.com 


       การที่มีแท่งเหล็กยาวๆ ตรงๆแบบนี้ จะทำให้เบาะ รับน้ำหนักได้มากกว่า ซึ่งน้ำหนักที่ว่านี้คือ น้ำหนักตัวของผู้บริหารเอง บวกกับน้ำหนักของบาร์เบลล์ที่ยกอยู่ในมือ ในเวลาที่บริหารท่า Benchpress 





hugegainer.com


       ( ภาพบน ) น้ำหนักที่กดลงมาในเวลาที่เราบริหารท่า Benchpress นั้น ผมทำเป็นเครื่องหมาย ลูกศรสีแดง ไว้ในภาพข้างบนนะครับ / คือมันจะมีแรงกด 2 ชุดใหญ่ๆคือ

       ชุดที่ 1 เป็นแรงกดจากบาร์เบลล์ วิ่งมาที่มือทั้งสองข้าง แล้วก็วิ่งไปที่ "สะบักด้านหลัง" ทั้งซ้ายและขวา (สะบัก ก็คือช่วงต่อระหว่างหัวไหล่ กับแขน) ,รวมไปถึงแรงกดที่บริเวณหลังศีรษะด้วย  /  โดยแรงกดชุดที่ 1 ทั้งหมดนี้ ไอ้เจ้าเหล็กแท่งตรงๆ บริเวณที่มี เส้นประสีเขียว วงไว้ อยู่นั้น ต้องรับน้ำหนักทั้งหมดใน ชุดที่ 1 นี้เต็มๆ

       ชุดที่ 2 เป็นแรงกดจากบริเวณช่วงกลางลำตัว ซึ่งแรงกดนี้มาจากน้ำหนักตัวอย่างเดียว  /  แรงกดตรงนี้จะไม่มากเท่าไร (ไม่มากเหมือนชุดที่ 1)  /  ซึ่งแรงกดในชุดที่ 2 นี้ ก็จะมีเหล็กแท่งตรงๆ บริเวณที่มี เส้นประสีน้ำเงิน วงไว้ อยู่นั้น เป็นผู้รับน้ำหนัก

       สรุปตรงนี้ก่อนว่า เวลาบริหารท่า Benchpress ( ดังที่เห็นในภาพข้างบนนั้น ) คานเหล็กบริเวณ เส้นประสีเขียว วงไว้ นั้น จะต้องรับน้ำหนักมากกว่า คานเหล็กที่บริเวณ เส้นประสีน้ำเงิน วงไว้  ( ความจริง มันเป็นคานเหล็กแท่งเดียวกัน แต่ผมใช้คำพูดอย่างนี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า แรงกด ( ลงบนเบาะ ) ที่เกิดขึ้นช่วงบริเวณทรวงอกขึ้นไปจนถึงศีรษะนั้น จะมีมากกว่า แรงกด ( ลงบนเบาะ ) ช่วงบริเวณต่ำกว่าทรวงอกลงไป เหตุผลก็เพราะ เราแบกคานบาร์เบลล์ไว้บนมือนั่นเอง ( เราไม่ได้เอาคานบาร์เบลล์ไปวางไว้บริเวณสะดือ เพราะถ้าเราเอาคานบาร์เบลล์ไปวางไว้บนสะดือ แรงกดที่บริเวณช่วงกลางลำตัว ก็จะมีมากกว่า )

       คราวนี้ ลองมาดูเบาะที่ปรับหัวต่ำได้กันนะครับ ( ดังภาพข้างล่างนี้ ) 




 

mybodymachine.in 


       ( ภาพบน ) เตียงที่เห็นในภาพข้างบนนี้ เป็นเตียงที่สามารถปรับระดับเบาะได้สามระดับคือ ปรับขนานกับพื้นก็ได้ ,ปรับให้หัวสูงกว่าขึ้นก็ได้ และปรับให้หัวต่ำลงก็ได้ ซึ่งเมื่อเรามาพิจารณาก็จะเห็นว่า ( ดังภาพข้างล่างนี้ )  




 


       ( ภาพบน ) ไม่มีแท่งเหล็กตรงๆเลยสักอัน คือไม่มีสิ่งที่ผมทำรูปสมมติเป็นแท่งสีชมพู ไว้ให้ดูในภาพข้างบนนี้น่ะครับ ( บริเวณที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยู่ )




 

eftm.com.au


       ( ภาพบน ) นั่นหมายความว่า เมื่อผมปรับเบาะให้ขนานกับพื้นเหมือนในภาพข้างบนนี้ เพื่อจะบริหารท่า Benchpress สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ... ( ดูภาพข้างล่างนี้ ) 




 


       ( ภาพบน ) ไม่มีคานเหล็กตรง มารองรับบริเวณที่ผมทำเครื่องหมาย เส้นประสีเขียว วงไว้ นี้เลย นั่นหมายความว่า ... ( ดูภาพข้างล่างนี้ ) 




 


       ( ภาพบน ) นั่นหมายความว่า ทันทีที่ผมใช้เตียงนี้บริหารท่า Benchpress ก็จะมีแรงกด ชุดที่ 1 อันเป็นแรงกดจากบาร์เบลล์ วิ่งมาที่มือทั้งสองข้าง แล้วก็วิ่งไปที่ "สะบักด้านหลัง" ทั้งซ้ายและขวา ,รวมไปถึงแรงกดที่บริเวณหลังศีรษะด้วย โดยแรงกดทั้งหมดนี้ อาศัยเพียงแท่งเหล็กเล็กๆ ยาวๆ ที่วางขัดหัวเตียงไว้ (คือแท่งเหล็กเส้นเล็กๆเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว ตรงที่ ลูกศรสีเหลือง ชี้อยู่ในภาพข้างบน) แล้วมันจะไหวเหรอครับ? / ส่วนแรงกด ชุดที่ 2 (คือแรงกดบริเวณช่วงกลางลำตัวของเรา ที่กดลงไปบนเบาะ) ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะมันไม่หนักเท่าไร ไม่หนักเหมือนแรงกด ชุดที่ 1

       เห็นไหมครับ เราต้องเอาชีวิตของเราไปแขวนไว้กับเส้นด้าย โดยเส้นด้ายที่ว่านี้ ก็คือ แท่งเหล็กเล็กๆที่ขัดหัวเตียงไว้ (ตรงที่ ลูกศรสีเหลือง ชี้อยู่ในภาพข้างบน) ถ้ามันหักลงมาในขณะที่เราบริหารท่า Benchpress จะว่ายังไงล่ะครับ ต้องมีคนบาดเจ็บแน่ๆล่ะครับ / วันนี้ไม่หัก วันหน้าก็อาจหักได้ / แล้วถ้าไอ้เจ้าแท่งเหล็กเล็กๆนี่หัก ต่อไป คุณก็บริหารท่า Benchpress ไม่ได้แล้ว รวมไปถึงท่า Incline Benchpress ด้วยครับ

       เพื่อนสมาชิกบางท่านอาจสงสัยว่า ถ้าซื้อแต่เตียงยกน้ำหนักแบบที่ปรับได้เพียง สองแบบ ( คือ ปรับขนานกับพื้น และปรับให้หัวสูงขึ้น ) อย่างนี้ก็บริหารท่า Decline benchpress ไม่ได้สิ ผมก็มีคำตอบ โดยเป็นข้อพิจารณาดังนี้ครับ 

       1.ท่า Benchpress ( ที่ต้องใช้การปรับหัวเตียงแบบขนานพื้น ) มันเป็นท่าหลักครับ  /  ส่วนท่า Decline benchpress มันเป็นท่ารอง ดังนั้น ถ้าต้องเลือกซื้อเตียงยกน้ำหนักสักอันหนึ่ง เราก็ควรเลือกเตียงที่ ส่งเสริมให้เราเล่นท่าหลัก ( คือท่า Benchpress ) ได้ดีที่สุด ถูกไหมครับ - ซึ่งก็หมายความว่าต้องเลือกเตียงแบบที่ปรับได้เพียงสองแบบ คือปรับหัวขนานพื้น และปรับหัวให้สูงขึ้นเท่านั้น เพราะมันมีคานเหล็กยาวๆตรงๆ ทอดยาวเป็นแท่งเดียวอยู่ใต้ตัวเบาะนั่นเอง  /  คุณอย่าไปทำกลับกัน คือดันไปเลือกเตียง ที่ส่งเสริมให้เราเล่นท่ารอง ( คือท่า Decline benchpress ) ได้ดีกว่าท่าหลักสิครับ 


       2.ในชีวิตการศึกษาการเพาะกายมา 20 ปีนี้แล้ว ผมสังเกตุได้ว่า ในช่วง 5 ปีแรกของการเพาะกาย ไม่เคยมีใครบริหารด้วยท่า Decline benchpress เลยสักคนเดียวครับ  /  และสำหรับพวกแชมป์ที่ฝึกเกิน 5 ปีขึ้นไป ก็จะมีบริหารท่า Decline benchpress บ้าง แต่ไม่มากครับ ไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ  /  และยืนยันได้ว่า แชมป์หลายคน ไม่เคยบริหารท่า Decline benchpress เลยครับ




 

munfitnessblog.com 


       ( ภาพบน ) เอาไว้ ถ้าคุณเล่นกล้ามได้ 5 ปีขึ้นไปแล้ว และไม่เดือดร้อนเรื่องทุนทรัพย์ ถึงเวลานั้น คุณค่อยซื้อเตียงยกน้ำหนักแบบหัวต่ำ เพื่อเอามาบริหารท่า Decline benchpress จะดีกว่าครับ ( คือซื้อแยกออกมาอีกตัวหนึ่งเลย ) คือให้มีเตียงสองตัว คือ

       เตียงตัวที่ 1 เป็นแบบปรับหัวขนานพื้นได้ และปรับหัวสูงได้เท่านั้น

       เตียงตัวที่ 2 เป็นแบบปรับหัวต่ำได้ ( ส่วนจะปรับให้ขนานพื้นได้ และปรับหัวสูงขึ้นได้ด้วยหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นครับ ซื้อแบบไหนก็ได้ คือจะเป็นเพียงปรับหัวต่ำแบบตายตัวเหมือนในภาพข้างบนนี้ก็ได้ หรือจะเป็นแบบปรับได้สามระดับก็ได้ คือสูง ,กลาง และต่ำ )


       หวังว่าคำแนะนำในการเลือกซื้อเตียงยกน้ำหนักของผมในครั้งนี้ คงให้ประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะครับ ไม่ต้องเอาความรู้ในเวบนี้ไปเถียงกับคนขายหรอกครับ เพราะคนขายเขาก็ต้องพยายามหว่านล้อมให้คุณซื้อเตียงยกน้ำหนัก แบบที่ผมไม่แนะนำแน่ๆ ( เพราะมันขายไม่ออก )  /  เดินไปดูที่ร้านขายเตียงยกน้ำหนักแบบเงียบๆ แล้วใช้หลักพิจารณาของผมก็พอครับ ไม่ต้องไปฟังคนอื่น แล้วคุณจะไม่เสียใจภายหลังครับ 



       สำหรับเตียงยกน้ำหนักนั้น จะมีอยู่สามแบบคือ

       1.ไม่มีที่บริหารกล้ามขาเลย 

       2. มีแต่ที่บริหาร กล้ามด้นขาด้านหน้า ในท่า Leg Extension  เพียงอย่างเดียว

       3. มีที่บริหารกล้ามต้นขาทั้งด้านหน้าและ กล้ามต้นขาด้านหลัง ( แบบที่เห็นในภาพข้างล่างนี้ ) ซึ่งผมแนะนำให้ซื้อแบบที่ 3 นี้ครับ




( ภาพบน ) ต้องมีที่บริหารกล้ามขาด้านหลังติดมาด้วย 


       ( ภาพบน ) เวลาที่เราพูดถึงการบริหารกล้ามขา เรามักจะคิดถึงแต่การบริหาร กล้ามต้นขาด้านหน้า โดยที่เรามักหลงลืมการบริหาร กล้ามต้นขาด้านหลัง ซึ่งมันจะผิดหลักการเพาะกายเป็นอย่างมาก เพราะว่ามันจะขาดความสมดุลไป เราจึงจำเป็นจะต้องมีที่บริหารกล้ามต้นขาด้านหลังด้วย ดังนั้นเวลาเลือกซื้อเตียงยกน้ำหนัก เราก็จะต้องเลือกแบบที่มีที่บริหารกล้ามต้นขาด้านหลังติดมาด้วย เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้
 




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 ตัว" 


       ( ภาพบน ) ผมมองดูใน Shopee แล้ว เห็นว่าเตียงรุ่นข้างบนนี้ใกล้เคียงกับสเปคของผมมากที่สุดครับ ราคาก็สองพันกว่าๆ ตัดใจซื้อเลยครับ เพราะว่าอุปกรณ์ตัวนี้มันสำคัญจริงๆครับ สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เลยครับ
 




 

       ( ภาพบน ) จริงๆแล้วอุปกรณ์บริหารกล้ามหน้าอกในท่า Fly ที่ติดมาด้วย ( ตรงที่ ลูกศรสีม่วงทั้ง 2 อัน ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ ) นั้น มันไม่จำเป็นนะครับ เพียงแต่ว่าตอนที่ผมเลือกดูสินค้านั้น มันมีอุปกรณ์นี้ติดมาด้วยทุกตัวเลย ก็เลยไม่มีทางเลือก ต้องเลือกอันนี้มา 

       เอาเป็นว่าถึงเวลาประกอบเตียงตอนที่ซื้อมานั้น ก็ไม่ต้องใส่อุปกรณ์นี้ก็แล้วกันครับ ถอดแยกแล้วเก็บไว้เลย


* * * คุณอาจจะมองว่าโครงเหล็กมันดูไม่ค่อยแข็งแรง - สำหรับความคิดนี้ คุณคงเอาไปเทียบกับเตียงยกน้ำหนักราคาหลายหมื่นแล้วล่ะครับ เรายังต้องประหยัดเงินไว้เพื่อซื้ออุปกรณ์ตัวอื่นด้วย ดังนั้น ในตอนนี้ ก็ซื้อเตียงแบบที่พอใช้ได้ไปก่อน

       คือตัวผมเองก็ซื้อรุ่นนี้มาใช้ครับ ใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว ก็ยังโอเคอยู่ครับ ผมว่าคุณซื้อเตียงรุ่นนี้ แล้วจะได้มีเงินเหลือไปซื้ออุปกรณ์ตัวอื่นได้อีกนะครับ ดังนั้น คลิกไปที่ภาพเตียงข้างบนนี้แล้วสั่งซื้อเลยครับ





อันดับ 2 - บาร์เบลล์คานยาว


( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน" 


       ( ภาพบน ) อุปกรณ์ที่สำคัญอันดับที่ 2 ที่ต้องมีคือบาร์เบลล์แบบยาวครับ ที่ต้องเน้นว่าเป็น "แบบยาว" ก็เพราะว่ามันจะมีบาร์เบลล์แบบสั้น และบาร์เบลล์หยัก ( หรือที่เรียกว่า EZ - Bar ) อีก  /  คือว่าจริงๆแล้วก็ต้องซื้อให้ครบทุกอันแหละครับ แต่ว่าตอนนี้เราเรียงลำดับความสำคัญ และงบประมาณของเราก่อน เพราะเดี๋ยวเราจะต้องซื้อแผ่นน้ำหนักและดัมเบลล์ด้วย ดังนั้น ถ้ามาซื้อบาร์ให้ครบทั้ง 3 อัน เดี๋ยวเงินหมดก่อน ไม่สามารถซื้อแผ่นน้ำหนักและดัมเบลล์ได้ครับ

       สรุปว่าตอนนี้ซื้อบาร์เบลล์แบบยาวในภาพข้างบนนี้ก่อนนะครับ

       บาร์เบลล์ยาวนี้ ใช้คู่กับเตียงยกน้ำหนักเพื่อบริหารกล้ามหน้าอกในท่า Benchpress , ใช้บริหารกล้ามต้นขาด้านหน้าในท่า Squats , ใช้บริหารกล้ามบ่าในท่า Behind The Neck Barbell Press  และท่า Military Press





อันดับ 3 - แผ่นน้ำหนัก


( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือแผ่น 2.5 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 แผ่น"
  



คลิกที่ภาพข้างบนนี้ เลือกไปที่แผ่น 5 กก. 
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 แผ่น"
   



คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือแผ่น 8 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 แผ่น"
   


       ( ภาพบน ) จริงๆแล้ว มันจะต้องซื้อแผ่นน้ำหนัก 20 กก.อีก แต่ในช่วงแรกที่เริ่มเพาะกายนั้น ร่างกายยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะใช้แผ่นน้ำหนัก 20 กก.ได้ ดังนั้นถ้าซื้อแผ่นน้ำหนัก 20 กก.ในช่วงนี้ มันก็จะเอาไปวางไว้เปล่าๆนะครับ

       เอาเป็นว่าเมื่อร่างกายแข็งแรงมากขึ้น และเก็บเงินได้มากพอ เราก็ค่อยซื้อแผ่น 20 กก.แล้วกันนะครับ เพราะว่าตอนนี้เราต้องประหยัดเงินไว้ก่อน คือซื้อแค่แผ่นน้ำหนักข้างบนก่อน เพราะเดี๋ยวเราจะต้องซื้อดัมเบลล์อีกน่ะครับ 





อันดับ 4 - ดัมเบลล์
 

( ข้างล่างนี้ )



 

คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือดัมเบลล์หนัก 3 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 อัน"
     


       ( ภาพบน ) ดัมเบลล์ขนาด 3 กก.นี้สำคัญมากนะครับ เพราะก่อนบริหารร่างกายทุกครั้งนั้น เราจะต้องวอร์มดัวยดัมเบลล์ที่เบาๆก่อน แม้ว่าเราจะบริหารร่างกายมาเป็นสิบๆปีแล้ว แต่ทุกครั้ง เราก็ต้องเริ่มด้วยการวอร์มด้วยดัมเบลล์ขนาด 3 กก. ก่อน "ทุกครั้ง" ครับ  ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะร่างกายแข็งแรงขนาดไหนก็ตาม บริหารมาที่ปีแล้วก็ตาม เราก็ต้องพึ่งดัมเบลล์ขนาด 3 กก.เพื่อใช้ในการวอร์ม  "ทุกครั้ง" ครับ
 





 
ขอแทรกนิดนึงครับ 



ถ้าคุณพึ่งเริ่มเล่นหล้าม หรืออายุ 40 ปีขึ้นไป


( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือดัมเบลล์หนัก 1 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 อัน"
     

       ( ภาพบน ) ถ้าคุณ พึ่งเริ่มเล่นกล้าม หรือเล่นกล้ามมานานแล้วแต่ว่ามีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปแล้ว ผมแนะนำว่าขอให้คุณมี ดัมเบลล์ขนาด 1 กก.ไว้ด้วย เพื่อเอาไว้วอร์มกล้ามเนื้อด้วยน้ำหนักเบาที่สุดก่อน คือวอร์มด้วย ดัมเบลล์หนัก 1 กก. สัก 2 เซท จากนั้น ถึงเปลี่ยนไปวอร์มด้วย ดัมเบลล์หนัก 3 กก.สัก 2 เซท แล้วจึงเปลี่ยนไปใช้น้ำหนักจริงนะครับ ทำอย่างนี้ ก็ทำให้ปลอดภัยจากอาการกล้ามเนื้ออักเสบได้นะครับ  




 

คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือดัมเบลล์หนัก 8 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 อัน"
      


       ( ภาพบน ) ดัมเบลล์ขนาด 8 กก. นี้ใช้บรืหารไบเซบ , ไทรเซบ  /  บริหารกล้ามบ่า , กล้ามหัวไหล่  /  บริหารต้นขาด้านหน้าในท่า Dumbbell Lunge 
ที่ให้ซื้อรุ่นข้างบนนี้เพราะว่ามันจะได้เข้าเซทกันกับดัมเบลล์ขนาด 3 กก.ที่อยู่ด้านบนครับ



 

คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือดัมเบลล์หนัก 15 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน"
       


       ( ภาพบน ) ในน้ำหนักดัมเบลล์ข้างบนนี้ ผมขอเน้นนะครับว่าให้ซื้อแค่ "1 อัน" เท่านั้น ( ไม่ต้องซื้อเป็นคู่นะครับ )

       ดัมเบลล์ขนาด 15 กก.นี้ เอาไว้บริหารท่า One - Arm Dumbbell Row นะครับ  เพราะว่าน้ำหนักขนาด 9 กก.( ที่อยู่ด้านบน ) มัน "เบาไป"  เราจำเป็นต้องมีดัมเบลล์น้ำหนักขนาด 15 กก.เอาไว้ "1 อัน" ครับ


* * * ตอนนี้อุปกรณ์หลักๆที่ต้องซื้อก็พร้อมแล้วนะครับ พร้อมที่จะเล่นกล้ามตามหลักวิชาการได้แล้ว  ส่วนรายการข้างล่างต่อไปนี้ จะเป็นรายการที่ "เสริม" เข้ามานะครับ คือถ้ามีงบประมาณเพิ่มเข้ามาอีกเมื่อไร ก็ค่อยซื้ออุปกรณ์จข้างล่างนี้ตามลำดับต่อไปเลยครับ




 
ขอแทรกนิดนึงครับ 


       คราวนี้ เมื่อเรามีอุปกรณ์แล้ว เราจะบริหารอย่างไร ท่าไหนบ้าง ผมทำคำแนะนำไว้ที่ลิงก์นี้แล้วครับ ( คลิกที่ภาพข้างล่างนี้ได้เลยครับ )


 คลิกที่ภาพข้างบนนี้เลยครับ  






เลเวล 2



       ในการซื้ออุปกรณ์เลเวล 2 นี้ มันไม่สำคัญเท่าเลเวล 1 นะครับ ยังไม่ต้องเร่งรีบซื้อเหมือนเลเวล 1 ครับ ให้ค่อยๆเก็บเงินสะสมเงินไป และในระหว่างนั้นเราก็บริหารด้วยอุปกรณ์ในเลเวล 1 ไปเรื่อยๆครับ  

       เมื่อกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว และเงินที่เก็บสะสมมา มันเป็นก้อนขึ้นมาแล้ว เราก็ค่อยเอาเงินนั้นมาซื้ออุปกรณ์เลเวล 2 ข้างล่างนี้ตามลำดับครับ ถ้าเงินหมด เราก็หยุดไว้ที่ลำดับนั้นก่อน ถ้ามีเงินเพิ่มเข้ามาอีก ก็ค่อยซื้อของในลำดับต่อไปครับ  เอาล่ะเรามาดูกันเลยครับ 





อันดับ 5 - แผ่นน้ำหนัก ขนาด 10 กก.


( ข้างล่างนี้ )



 

คลิกที่ภาพข้างบนนี้ คือแผ่น 10 กก.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "2 แผ่น"
   


       ( ภาพบน ) หลังจากบริหารมาได้สักพักหนึ่งแล้ว จนกล้ามหน้าอกเราเริ่มแข็งแรงแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมีแผ่นบาร์เบลล์หนัก 10 กก.เพื่อใช้ในการบริหารกล้ามหน้าอกด้วยท่า Bench Press  และบริหารกล้ามหลังด้วยท่า Barbell Row แล้วนะครับ 





อันดับ 6 - ที่ดึงข้อและที่ดันข้อในอุปกรณ์้เดียวกัน


( ข้างล่างนี้ )



 

คลิกที่ภาพข้างบนนี้ แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 ตัว"  


       ( ภาพบน ) จริงๆแล้ว ผมเคยอธิบายข้อดีของอุปกรณ์ชิ้นนี้ไว้แล้ว ที่ ลิงก์นี้  ลองคลิกเข้าไปดูนะครับ

       แต่ว่าผมมีข้อคิดเพิ่มเติมดังนี้นะครับ 






       ( ภาพบน ) เวลาที่เลือกซื้ออุปกรณ์ข้างบนนี้ มันจะมีทั้งแบบที่มีคานเหล็กและเบาะตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ และแบบที่ไม่มี ซึ่งผมแนะนำว่าให้คุณเลือกแบบที่ “ไม่มี” คานเหล็กและเบาะตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้นะครับ เหตุผลข้อแรกก็คือมันทำให้ราคาถูกลง และเหตุผลข้อที่สองคือ เวลาเอาอุปกรณ์นี้ไปบริหารหน้ากระจก มันจะได้ไม่มีคานเหล็กและเบาะมาบังสายตาครับ 




 



       ( ภาพบน ) ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่เราบริหารท่า Upright Row  แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ "หน้ากระจก" มันจะได้ไม่มีเบาะและคานเหล็กมาบังสายตาเงาสะท้อนของตัวเราบนกระจก

       เรื่องกระจกนี้มีความสำคัญนะครับ ถ้าคุณเพาะกายจนเคยชินแล้ว คุณจะรู้เลยว่าเวลาที่บริหารร่างกาย นักเพาะกายมักจะใช้กระจกเพื่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกนั้น แล้ว “เพ่งสมาธิ” ไปที่กล้ามเนื้อส่วนที่กำลังบริหารอยู่ อย่างเช่นเวลาบริหารท่า Upright Row แบบในภาพข้างบนนี้ นักเพาะกายก็จะ “เพ่งสมาธิ” ไปที่กล้ามหนอกคอ หรือ ทราปิเซียส ด้านบน ในเงาสะท้อนของตัวเราที่อยู๋ในกระจกนะครับ 

       ด้วยเหตุผลนี้ มันจึงเป็นการดีที่เราจะเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ไม่มีเบาะและคานเหล็กที่มันจะมาบังสายตาของเรา ที่จะมองไปที่เงาสะท้อนของตัวเราที่อยู๋ในกระจกนั่นเองครับ





อันดับ 7 - คานขนาด 150 ซม.
 

( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - บาร์เบลล์ขนาด 150 ซม.
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน"
  



อันดับ 8 - EZ - Bar
 

( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - EZ-Bar 
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน"
   



อันดับ 9 - เตียงซิทอัพ
 

( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - เตียงซิทอัพ 
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน"
 



อันดับ 10 - ขาตั้งบาร์เบลล์ขนาดสูงเท่าหัวเข่า


( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - ขาตั้งบาร์เบลล์ 
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 อัน"
  



จังหวะที่ 1 ( ภาพบน ) 



จังหวะที่ 2 ( ภาพบน )  


       ( ภาพบน ) เวลาบริหารท่า Barbell Shrugs  แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ "ธรรมชาติ" ของท่านี้ก็คือ ต้องใช้น้ำหนักบาร์เบลล์ที่ หนักมากๆ เท่านั้น

       คราวนี้ ถ้าเราจะต้องยกบาร์เบลล์ ( ที่หนักมากๆ ) อันนี้ขึ้นจากพื้น เราก็ต้องก้มตัวมากๆ ซึ่งเสี่ยงกับอาการเจ็บที่หลังส่วนล่างได้นะครับ 

       แต่ถ้าเรามีที่ตั้งบาร์เบลล์ขนาดสูงเท่าหัวเข่าอันนี้ล่ะก็ บาร์เบลล์ก็จะถูกวางไว้ที่ระดับหัวเข่าของเรา เมื่อเราจะหยิบบาร์เบลล์ขึ้นมาบริหาร เราก็ไม่ต้องก้มตัวอะไรเลย แค่ “ย่อเข่า” ลงไป ก็สามารถหยิบบาร์เบลล์ขึ้นมาบริหารได้แล้ว ทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่างเลยครับ ( ถ้าคุณบริหารร่างกายท่านี้บ่อยๆ คุณจะรู้ซึ้งถึงปัญหาข้อนี้ดีครับ - ดังนั้น การมีอุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำให้ปัญหานี้หมดไปครับ ) 





อันดับ 11 - ถุงมือเปลือยปลายนิ้ว
 

( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - ถุงมือเปลือยปลายนิ้ว 65 บาท  
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 คู่"
   



อันดับ 12 - เข็มขัดฝึก


( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - เข็มขัดฝึก 80 บาท  
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 เส้น"
   


       ( ภาพบน ) ผมทำเรื่องเข็มขัดฝึกข้างบนนี้เอาไว้แล้วครับ คลิกอ่านได้ที่นี่ครับ 





อันดับ 13 - กระจกตั้งพื้นแบบเต็มตัว
 

( ข้างล่างนี้ )




คลิกที่ภาพข้างบนนี้ - กระจกตั้งพื้นแบบเต็มตัว 
แล้วสั่งซื้อเลยครับ "1 บาน"
   


       เอาล่ะครับ รายการที่ผมแนะนำให้ซื้อก็หมดแค่นี้แล้ว อุปกรณ์ที่ซื้อทั้งหมดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเล่นกล้ามที่บ้านนะครับ ถ้าวันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ก็ไปที่โรงยิมเพื่อบริหารด้วยอุปกรณ์แปลกๆได้นะครับ ไม่ได้บังคับว่าจะต้องบริหารด้วยอุปกรณ์ที่บ้านเพียงอย่างเดียว






- จบ -