-  หน้า 2  -


 

จุดเด่นของเวบไซท์นี้คืออะไร

         ความน่าสนใจ ก็คือ เวบนี้ ประยุกต์ให้ใช้งานสำหรับคนไทยโดยตรง แหล่งความรู้เพาะกายทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือ หรืออินเตอร์เนท ล้วนแต่เป็นของฝรั่งทั้งสิ้น ความเป็นอยู่ของเขา ไม่เหมือนเรา จึงไม่สามารถนำมาปฏิบัติตามได้ทั้งหมด เราต้องนำมาประยุกต์ให้เข้ากับเราก่อน ซึ่งผมขออาสาเป็นคนทำหน้าที่นี้ เพราะด้วยประสบการณ์การอ่านตำราเพาะกาย ทั้งในไทย และต่างประเทศ มากว่า 18 ปี ทำให้ผมมองได้กว้างกว่า รู้ว่าอะไรจะวางไว้ที่ไหน อะไรปฏิบัติตามได้ อะไรใช้แทนกันได้  เช่นฝรั่งบอกว่า ต้องทานทูน่า วันละ 12 กระป๋องเพื่อเพิ่มโปรตีน  ถ้าคุณอ่านตำราฝรั่งเจอตรงนี้ คุณก็ไปซื้อมากิน กระป๋องละ 30 กว่าบาท โดยหารู้ไม่ว่าฝรั่งนั้นอาหารการกินเขาขาดแคลน ไม่ได้ครบสมบูรณ์เหมือนคนไทยเลย  สู้เอาเงินนั้นมาซื้อปลาทู หรือปลาอย่างอื่นทาน  คุณก็ลดรายจ่ายลงไป ถึง 1 ใน 30 เลยทีเดียว และให้ผลเหมือนกันด้วย  เช่นนี้เป็นต้น

         ประการต่อไป คือ มีการจัดหาสิ่งที่หาซื้อได้ยาก มารวมไว้ให้เป็นที่เดียวกัน คุณจะหาซื้อซีดีนักเพาะกายที่ชื่นชอบ อาหารเสริมราคาถูก อุปกรณ์สำหรับเล่นกล้ามบางชิ้น ฯลฯ ไม่ต้องไปเดินหาซื้อเองให้เหนื่อย และอาจถูกหลอกได้


 

วัยเด็ก และวัยรุ่น

อายุ 12 ปี (คนทางซ้ายมือ) หลานของชอร์น  เรย์ (คนขวา)
 

          เด็กไปสำหรับการเล่นกล้ามหรือเปล่าน้า...? น่าจะถามตัวเองว่าช้าไปหรือเปล่าต่างหาก เขาเล่นกันตั้งแต่อายุ 10 ปีแล้ว เชื่อเถอะว่าส่วนมากอายุขนาดนี้ คุณจะถูกขัดขวางโดยคนที่ไม่รู้เรื่องเพาะกายเอาเลย โดยบอกว่า เล่นแล้วเดี๋ยวเตี้ยนะลูก ,กินอาหารเสริม เดี๋ยวมีอันตรายหรอก ,ทำไมไม่ออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนๆล่ะลูก ถ้าคุณเจออย่างนี้ ตอนนี้ คุณรีบไปเรียกพ่อแม่คุณมาดูรูปเด็กอายุ 12 ปีข้างบนนี้ และเชิญชวนให้ท่านอ่านข้อความข้างล่างนี้เลยดีกว่าครับ

        ถึงคุณพ่อคุณแม่ผู้เป็นห่วงลูกๆครับ
        ตัวผมเอง (webmaster) ซึ่งก็คงจะไม่ได้มีอายุห่างจากคุณมากเท่าไรในตอนนี้ (ผมเกิด พ.ศ.2513) ผมขอบอกเลยว่า ผมเองประสบความสำเร็จในชีวิตนี้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการเล่นกล้ามตั้งแต่อายุ 14 ปี เพราะเมื่อผมมี ความอยาก ทำให้กล้ามโตแล้ว ก็ทำให้ผมเริ่มรู้จักกับคำว่า วางแผน ,วางเป้าหมาย ,ความมีวินัย ไปโดยอัตโนมัติตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะสิ่งเหล่านี้ มันต้องใช้โดยตลอดชีวิตของการเพาะกาย  และเชื่อผมเถอะว่าการเพาะกาย ทำให้ผมห่างไกลยาเสพติด ,การเที่ยวกลางคืน การเล่นการพนัน การดื่มสุราเมรัย มาจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว
 
        โบราณว่า คบคนพาล  พาลพาไปหาผิด  คบบัณฑิต  บัณฑิตพาไปหาผล  ตัวผมเองก็ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ดีพอที่จะเป็นบัณฑิตชี้ทางให้ลูกคุณได้อย่างสบายๆ ปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำดีกว่าครับ ดีกว่าไปหัดสูบบุหรี่ ,ติดเพื่อน กลับดึกดื่น ติดเกมส์ online งอมแงม ในทางกลับกัน หากลูกคุณเริ่มถูกเพื่อนเลวๆ ดึงดูดไปในทางที่ไม่ดีจนเห็นได้ชัดว่าอยากเลิกเล่นกล้ามกันแล้ว  ถึงตอนนั้น คุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ ที่มีหน้าที่ต้องช่วยผมในการดึงลูกของคุณให้กลับเข้ามาอยู่ในโลกของการเพาะกายให้ได้ต่างหากครับผม

        และคงจะด้วยประสบการณ์ในโลก ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปดในการสรรหาวิธีมาขายของ นั่นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ไว้วางใจสิ่งที่ลูกของคุณกำลังสนใจเวบนี้อยู่ก็เป็นได้ ซึ่งผมขอยืนยันได้เลยว่าเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องควักเงินมาซื้อของกับทางเวบนี้แม้แต่บาทเดียว ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ออกกำลังที่แนะนำก็มีขายตามห้าง ไม่ขึ้นกับยี่ห้อใดๆทั้งสิ้น ,ส่วนอาหารเสริมก็สามารถใช้อาหารธรรมชาติเช่น เนื้อ ,นม ,ไข่ แทนได้ทั้งหมด ดังนั้นขอให้สบายใจได้ครับ อย่ามองเรื่องการเล่นกล้ามเป็นสิ่งไร้สาระเลย  แล้วเมื่อเวลาผ่านไปลูกของคุณจะต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่สนับสนุนให้เล่นกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่ต้นครับ"

 
ลี เพรียส ตอนอายุ 13 ปี ลี เพรียส ตอนอายุ 22 ปี
 
สำหรับวัยรุ่น

        เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อันเป็นวัยเจริญพันธ์ ฮอร์โมนในร่างกายของคุณจะเริ่มฉีดแรง  ธรรมชาติจะบังคับให้คุณแสดงความแข็งแกร่ง ความโดดเด่น เหมือนสิงโตที่ดึงดูดเสือเพศเมียให้เข้ามาผสมพันธุ์ และในเส้นทางของความแข็งแกร่ง และความโดดเด่นนั้น จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเหยียบคู่ต่อสู้ให้จมธรณี

        ลองคิดดูว่าเมื่ออยู่ในหมู่เพื่อนๆ อะไรจะทำให้เพศเมีย มองเห็นคุณเด่นขึ้นมา อะไรที่จะข่มผู้ชายรอบๆตัวคุณให้ติดพื้น แน่นอนล่ะว่าต้องเป็น สิ่งที่เห็นด้วยตา เท่านั้น คำตอบก็คือมัดกล้ามไงครับ นำมาซึ่งความเกรงขรามจากศัตรู (ศัตรูในที่นี้หมายความว่า ไอ้พวกอยากเด่นเกินเรา) ทำให้เราดูไม่ธรรมดา แต่ต้องไม่ใช่มัดกล้ามเล็กๆของไอ้พวกนักว่ายน้ำ ,นักบาส หรือนักฟุตบอล ที่พอใส่เสื้อแล้วก็มองไม่เห็นอะไรเลย สิ่งที่คุณต้องการก็คือ "ความใหญ่ทะลุเสื้อผ้า" ต่างหาก  และทางเดียวที่จะทำให้คุณได้ความใหญ่ขนาดนั้นก็คือการเล่นกล้ามนั่นเองครับ

        บริหารด้วยความวิริยะอุตสาหะเสียตั้งแต่วันนี้ ขอให้รู้เถอะว่า สีหน้าของผู้ชายที่กำลังบริหารอย่างจริงจังในโรงยิมนั้น มันช่างมีเสน่ห์ดึงดูดสาวๆอย่าบอกใครเชียว  และผู้หญิงทุกคน ก็อยากได้แฟนแมนๆ คุ้มครองเธอได้  ไอ้พวกหล่อแบบตุ๊ดๆ หน้าใส ใจปลาซิว ไม่มีปัญญาไปคุ้มครองใครได้หรอกครับ


( ภาพบน ) นักเพาะกายอายุ 16 ปี

ภาพจาก hotmuscleboys.wordpress.com


 


วัยทำงาน

มีเวลาเล่นกล้ามวันละ 20 นาทีเอง?

    ถึงต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงาน กว่างานจะเลิก กว่าจะถึงโรงยิม เวลาเหลือน้อย ก็อย่าเลิกเล่นกล้ามเลยครับ  ฟิล  เฮอนอน เล่นกล้ามวันละ 20 นาที จนได้เป็นแชมป์อเมริกา ดูหุ่นเขาเสียก่อนครับ การเพาะกาย หากรู้หลักจริงๆแล้ว ไม่ต้องใช้เวลาถึงวันละ 3 - 4 ชม. หรอกครับ

         อายุตั้งแต่ 26 ปี ถึง 60 ปี เป็นวัยทำงานของคุณ ขอแบ่งเป็น สองแบบ คือ แบบแรก คุณสนุกกับงานมาก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ มีเงินเก็บมากมาย วันหนึ่งไปตรวจสุขภาพ พบว่าคุณเป็นมะเร็งและรอวันตาย เช่นนี้แล้ว คุณยังจะมีความสุขอยู่กับเงินนั้นได้อีกหรือ จงอย่าได้ประมาทกับสุขภาพ ต้องออกกำลังกายเสียบ้าง แล้วจะหากีฬาไหนที่เหมาะกับคุณล่ะ ในเมื่อคุณสนุกกับงาน บางทีเลิกมาดึกดื่น คงไม่มีเพื่อนคนไหนรอตีแบทกับคุณ  รอเล่นบอลกับคุณได้ ก็เห็นจะมีแต่ลูกเหล็ก บาร์เบลล์  ดัมเบลล์นี่เอง ที่รอคุณได้ตลอดทั้งวัน คุณเลิกงานสี่ทุ่ม เที่ยงคืน ก็มาออกกำลังกายกับมันได้ทันที  อย่างน้อยก็รับประกันกับตัวคุณเองได้ว่า คุณได้ออกกำลังกายแล้ว
 
อายุ 49 ปี
           ถึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ อายุมากขึ้นก็ยังเล่นกล้ามได้นะครับ ลองดู ลู   เฟอริกโน นักกล้ามที่อายุ 49 ปีคนข้างบนนี้สิครับ หุ่นเขาสวยอย่าบอกใคร
 

         ประเภทที่สอง คือเพื่อนที่เบื่อ หรือเซ็ง กับสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เจ้านายเอาแต่ใจตัวเอง  ลูกน้องทำงานไม่ได้เรื่อง ลูกค้าจะเอาโน่น เอานี่ คิดจะเปลี่ยนงานก็ใช่ที่ พอกลับบ้านรถก็ติดอีก แฟนก็งอนเรา ลูกร้องกวนอีก อย่างนี้ มันต้องเพาะกายแก้เครียด  เพราะเมื่อคุณฝึกหนัก ร่างกายจะหลั่งสาร เอนโดฟินออกมา ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนกัญชา แต่ไม่มีอันตราย เนื่องจากร่างกายผลิตได้เอง ความเครียดทั้งหลาย จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง การเพาะกายเป็นกีฬาที่ไม่มีอันตรายต่อข้อต่ออีกด้วย เพื่อนในวัยเดียวกับผม ที่เล่นแบท เทนนิส ต่างก็มีปัญหาการเสียวแปล๊บที่หัวไหล่  ข้อเข่าก็ปวด ต้องไปหาหมอกันเป็นแถว  หากคุณไม่เพาะกายอย่างหนักแล้ว คุณจะกลายเป็นคนก้าวร้าวไปเลย เพราะคุณไม่มีที่ระบายออกนั่นเอง 
 


อายุ 61 ปี

 
      ถึงปลดเกษียณแล้ว ก็เล่นกล้ามได้ครับ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ลองดู อัลเบิร์ต  แบคเคิล สิครับ อายุ 61 ปีแล้ว แต่หนุ่มๆยังอายเลย 



        ภาพข้างบนนี้ เก็บได้จากงาน American Collebe Of Sport Medicine ครบรอบ 40 ปี ตากล้อง รู้จักกับ คนตรงกลางเป็นการส่วนตัว จึงถ่ายรูปมาให้ดู พร้อมกับบรรยายไว้ว่า คนนี้ชื่อ Jim  Right ทำธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือ และเขาชอบเพาะกายมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว คงเห็นแล้วนะครับว่า การเพาะกาย ก็เหมือนการตีตั๋วเที่ยวเดียว คือไม่ว่าคุณจะอายุขนาดไหน คุณก็จะดูดีได้ตลอดเวลา ลองดูในภาพสิครับ ถึงจะมีอายุ และมีงานมีการเหมือนกับเราๆท่านๆ แต่เมื่อเจียดเวลามาเพาะกาย ผลที่ได้ก็คือ การมีบุคคลิคที่ดี และเตะตาอย่างที่เห็น
 


 


ลารี่  สกอทท์ อายุ 60 ปี

 


 

กล้ามทะลุเสื้อผ้า


       ลักษณะพิเศษของกีฬาเพาะกายที่แตกต่างจากฟิตเนสนั้น ก็คือการเพาะกายเปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้พันธุ์มีผลมีดอก   เมื่อปลูกต้นไม้แล้ว เราก็จะได้เห็นผลไม้  ได้กิน ได้ชื่นชม โอ้อวดให้คนอื่นเห็นก็ได้  ก็คือการที่เราเห็นกล้ามไบเซบขึ้นเป็นลูก และมีขนาดที่แตกต่างจากคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นกล้ามอย่างชัดเจน  เราถ่ายรูปก็ไว้โชว์ลูกหลานได้ ,เบ่งกล้ามให้คนอื่นดูผลไม้ใบนี้ของเราได้ เพราะมันเห็นเป็นรูปธรรม       ในขณะที่การบริหารแบบฟิตเนส ก็เป็นการปลูกต้นไม้เหมือนกัน แต่เป็นการปลูกต้นไม้ชนิดพันธุ์ที่ไม่มีผลไม่มีดอก   คือมี ตัวต้นไม้อยู่ แต่ไม่เห็นตัวผลไม้,ดอกไม้ เป็นรูปธรรม  หมายความว่ากีฬาฟิตเนสนี้ก็ให้ประโยชน์เพราะเป็นการออกกำลังชนิดหนึ่ง (เหมือนปลูกต้นไม้เพียงเพื่อลดภาวะโลกร้อน แต่ไม่มีผลไม่มีดอกให้ชื่นชม)  แต่ขนาดกล้ามแขนก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป  ความชัดของกล้ามท้องมีก็จริงอยู่   แต่คนที่ผอมมากๆและไม่เคยออกกำลังกายเลย ก็มีกล้ามท้องชัดเจนเหมือนกัน  ยิ่งเวลาใส่เสื้อผ้าคลุมกล้ามเนื้อแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าคนนี้เป็นคนรูปร่างสันทัดธรรมดา หรือว่าเป็นคนเล่นฟิตเนสกันแน่   เพราะกล้ามเนื้อของเขา "ไม่ทะลุเสื้อผ้า"
 

ศรเขียวชี้

เป็นนักกีฬาฟิตเนสหรือเปล่า - ไม่รู้ ดูไม่ออก อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้

มีกล้ามท้อง six pack หรือเปล่า - ใส่เสื้อปิดอยู่ เลยดูไม่ออก

เป็นนักบอล ,นักบาส ,นักเทนนิสหรือเปล่า - ดูไม่ออกอีกเหมือนกัน

เป็นนักกีฬาอะไร - ก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน

หมอนี่ ชาตินี้เคยออกกำลังหรือเปล่าฟะ? หรือกรรมพันธุ์พ่อมันตัวใหญ่เอง - ไม่รู้  ไม่กล้าเข้าไปถาม


ศรแดงชี้

เขาเป็นคนดูแลตัวเองหรือเปล่า - "ชัดเจน" เพราะกล้ามทะลุเสื้อผ้ามาซะขนาดนี้ นักเพาะกายชัดๆ  เดินผ่านเราก็รู้แล้ว
 


       ถ้าเป็นเสื้อยืดแขนสั้น อาจเป็นตัวอย่างที่มองเห็นภาพไม่ชัด เพราะคุณยังมีโอกาสโชว์กล้ามแขนที่ลอดแขนเสื้อออกมาได้ ทำให้รู้ว่าคุณเป็นนักกล้าม   ดังนั้นถ้าจะให้มองเห็นภาพจริงๆ มันต้องชุดคลุมทั้งตัวแบบชาวอาหรับ ถึงจะยกตัวอย่างในคำว่า "กล้ามทะลุเสื้อผ้า" มันเป็นยังไง

       ผมจึงเอาตัวอย่างภาพนี้มาให้ดู โดยทั้งคนที่ศรเขียวชี้ และคนที่ศรแดงชี้ เป็นคนที่มีขนาดความสูงไล่เลี่ยกัน ,ถ่ายภาพอยู่ในภาพเดียวกัน ,การแต่งกายเหมือนกัน  ทำให้ตัวแปรทุกอย่างเหมือนกันหมด  คราวนี้ก็มานั่งไล่ถามกันว่า คนที่ลูกศรเขียวชี้   เป็นนักกีฬาอะไร (ตอบ - ตอบไม่ได้) ,ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังบ้างหรือเปล่า (ตอบ - ไม่รู้สิ) ,ไหล่กว้างขนาดนี้ มาจากการที่เคยออกกำลัง หรือว่าใหญ่แบบกรรมพันธุ์ (ตอบ - ไม่รู้อีกเหมือนกัน แต่ก็มีข้อแนะนำนะว่า ถ้าอยากรู้ว่าเขาเล่นกีฬาอะไร ก็ลองไปดูที่ห้องทำงานเขาสิ  บางทีอาจมีประกาศนียบัตรแขวนโชว์ หรือไม่ก็มีอุปกรณ์กีฬาวางอยู่ในห้อง หรือมีรูปปั้นเล็กๆอยู่บนโต๊ะพอให้เดาได้ว่าเขาเล่นกีฬาอะไร) จะบ้าเรอะ
! ในชีวิตประจำวัน เราต้องผ่านคนมากมาย ไม่ว่าในร้านอาหาร ,ที่ทำงาน ,ป้ายรถเมลล์ อย่างนี้ก็ต้องชวนทุกคนไปที่ห้องทำงานหมดสิ

       คราวนี้มาดู คนที่ลูกศรแดงชี้ อยู่บ้าง   ด้วยชุดที่ใส่ ซึ่งถือเป็นชุดปราบเซียนที่สุดแล้ว  เพราะคนภายนอกดูคนที่ใส่ชุดคลุมแล้ว จะดูไม่ออกเลยว่ารูปร่างภายใต้เสื้อคลุมนั้นเป็นอย่างไร  แต่เพราะความที่กีฬาเพาะกาย เป็นกีฬาที่เหมือนต้นไม้พันธุ์ที่มีผล และมีดอก มันจึงสามารถอวดโชว์อย่างเป็นรูปธรรมได้ โดย "ทะลุเสื้อผ้า" ออกมาเลย อย่างในภาพนี้ก็จะเห็นว่าคนที่ลูกศรสีแดงชี้นั้น การยืนก็ไม่เหมือนชาวบ้านแล้ว ,แขนที่หุบไม่ลง ,บ่าที่กว้างกว่าช่วงเอว ,ความหนาของหน้าอกที่มัน "ทิ่ม" ออกมา ,ขายโครงที่ขยาย  ราวกับว่าเขาหายใจเข้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วงเวลาหายใจออกบ้างหรือไงนะ?  และด้วยการที่เขาสามารถโชว์ผลไม้ที่เขาเพาะมาอย่างดี (เพาะปลูก = เพาะกาย) นำติดตัวไปได้ทุกที่ เขาจึงไม่จำเป็นต้องชวนใครต่อใครมาที่ห้องทำงานของเขา เพื่อจะบอกว่าเขาคือนักเพาะกายเลย  สะดวกกว่ากันเยอะ!

       ถ้าคุณหน้าตาธรรมดาทั่วๆไป  ความสูงธรรมดาทั่วๆไป  การเรียนปกติธรรมดาทั่วๆไป เวลาที่มีคนมาหาคุณที่มหาวิทยาลัย หรือมาหาคุณที่หอพัก หรือมาหาคุณที่คอนโด แล้วบังเอิญว่าคุณไม่อยู่      สมมติว่าเขาจะถามยาม หรือเพื่อนๆของคุณ  แต่บังเอิญว่า เขา "จำชื่อคุณไม่ได้"  คุณคิดว่าเขาจะอธิบายลักษณะของคุณยังไงเหรอ - - - คนนั้นน่ะ คนที่หน้าตาธรรมดา ,สูงเหมือนคนทั่วไป ,การเรียนปกติ อยู่หรือเปล่า - - - รับรองว่าไม่มีใครคิดออก เพราะคำว่า "คนธรรมดา" มันมีอยู่เยอะแล้ว อาจจะเป็นใครก็ได้ในคอนโดนั้น ,มหาวิทยาลัยนั้น   สาเหตุที่คนที่มาหาคุณ เขาบรรยายลักษณะของคุณไม่ได้ เพราะอะไร? ก็เพราะคุณเป็นแค่คนธรรมดาน่ะเอง

       อ้วนร้อยกิโลกว่าเหรอ? พ่อแม่ไม่รวยเหรอ? ไม่หล่อเหมือนดาราเหรอ? ไม่สูง 180 ซม.เหรอ? เรียนไม่เก่งเพราะกรรมพันธุ์หัวไม่ดีเหรอ?  -  เรื่องพวกนี้ คุณไม่ได้ตั้งใจให้มันติดตัวคุณมา  แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำใจยอมรับสิ่งติดตัวเหล่านี้ แล้วมีชีวิตอยู่ไปวันๆเพื่อแย่งออกซิเจนกับคนอื่นหายใจนี่ครับ   จงสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น   ถ้าจะให้มีชีวิตแบบคนธรรมดา "ขอตายดีกว่า"

       สมมติว่าคุณอยู่ที่ทำงาน แล้วบังเอิญไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แล้วมีคนมาหาคุณพอดี  เมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณ ถามแขกคนนั้นว่ามาหาใคร  แขกคนนั้น เขายัง บรรยายลักษณะคุณให้เพื่อนร่วมงานคุณฟังไม่ได้เลย  เพราะอะไรหรือครับ? ก็เพราะ คุณไม่มีจุดเด่นอะไรเลย  หน้าตาพื้นๆ หุ่นพื้นๆ ความสูงพื้นๆ ไม่มีอะไรที่มันแปลก หรือเป็นจุดสนใจมากกว่าคนอื่นเลย / จะดีกว่าไหม ถ้าแขกคนนั้นจะบรรยายให้เพื่อนร่วมงานคุณฟังว่า ผมมาหาคนที่ไหล่กว้างๆ และเมื่อมองดูด้านหน้าตรงๆแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเขามีแผงกล้ามคอที่ใหญ่และกว้างกว่าใบหน้าของเขาเองเสียอีก และแน่นอนว่า รูปทรงของร่างกายของเขาเป็นนักกีฬาเอามากๆ

       ถ้าคุณชอบที่จะเป็นจุดสนใจ ก็จงเลือกกีฬาเพาะกายครับ  อย่าเสียเวลาไปกับกีฬาลดไขมันทั้งหลาย ที่พอใส่เสื้อทับแล้วก็บังมิด ไม่เห็นความแตกต่างอะไรกับคนทั่วไปเลย (ผมกำลังพูดถึงกีฬาที่เป็นต้นไม้พันธุ์ไม่มีผล ไม่มีดอกน่ะ)  อีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อเราเป็นสัตว์สังคม  การเล่นกีฬาเพาะกาย ก็จะทำให้เรานำผลไม้ หรือดอกผลที่เราอุตสาหะเพาะ (กาย) มา นำติดตัวไปโชว์ในสังคมได้ทุกที่    เพราะ "กล้ามที่ทะลุเสื้อผ้า" ของคุณนั้น เป็นตัวป่าวประกาศให้คนรอบข้างหันมาสนใจคุณ โดยที่คุณไม่ต้องอ้าปากตะโกนบอก  หรือถือโต๊ะทำงานติดตัวไปด้วยนั่นเองครับ



drwannabe.tumblr.com

( ภาพบน ) กล้ามทะลุเสื้อผ้า ไปไหน คนก็รู้ว่าคุณเป็นนักกล้าม

ดูภาพนักเพาะกายข้างบนนี้เพิ่มเติมที่
 
http://www.tuvayanon.net/H-nm9-001001A-570826-1257.html


 


 


ทำไมกีฬาเพาะกายถึงโดนโจมตีบ่อยมาก?

       ผมได้เคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่ง จำไม่ได้ว่ามาจากที่ไหน (ต้องขอโทษในส่วนนี้ด้วยครับที่อ้างแหล่งที่มาไม่ได้) เขาบอกว่า "กรรมการในสนามฟุตบอลนั้น เมื่อนักบอลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำความผิดในรูปแบบเดียวกันที่มีโทษถึงขั้นได้รับใบแดงนั้น นักบอลที่มีอัตราเฉลี่ย "ส่วนสูง" สูงกว่าตัวกรรมการ หรือสูงกว่านักบอลอีกฝ่ายหนึ่ง มักจะเป็นฝ่ายที่ถูกใบแดงมากกว่า" ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กรรมการแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว  สาเหตุก็เพราะยีนของมนุษย์ ที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ว่า เมื่อเห็นไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่า มีพลังเหนือกว่าเรา มันคือการคุกคาม ซึ่งมนุษย์ต้องแสดงพฤติกรรมตอบสนอง อาจจะวิ่งหนี หรือเข้าต่อสู้ก็ว่ากันไป (เพราะถ้าไม่มียีนตัวนี้  มนุษย์ก็จะไม่วิ่งหนี และไม่ต่อสู้กับไดโนเสาร์ และก็จะกลายเป็นอาหารของไดโนเสาร์ไป) งานวิจัยนี้พูดต่อไปอีกว่า  ดังนั้น  "ส่วนสูง" ของนักฟุตบอล จึงเปรียบเหมือนขนาดใหญ่ๆของไดโนเสาร์ ที่เข้าไป "คุกคาม" ยีนของกรรมการ ทำให้เกิดพฤติกรรมแจกใบแดงแบบไม่เสมอภาคในสนาม โดยที่กรรมการเองก็ไม่รู้ตัว

       แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเล่นกล้ามยังไง? ครับ คือผมกำลังวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่ชอบพูดกรอกหูนักเพาะกายว่า "คิดไปเองมั้ง ที่ว่าคนเล่นกล้ามแล้วไอ้พวกวัยรุ่นขี้ยาคนอื่นๆจะกลัวน่ะ" "คิดไปเองมั้ง ที่ว่าเล่นกล้ามแล้วสาวๆจะชอบน่ะ" "คิดไปเองมั้งว่าเวลาเดินไปที่ไหนแล้วคนจะมองน่ะ" ซึ่งการกรอกหูนักเพาะกายบ่อยๆอย่างนี้ บางทีมันก็ทำให้เราขาดความมั่นใจได้เหมือนกัน ผมจึงพยายามหาคำตอบว่าเพราะเหตุใด คนรอบข้างบางคนถึงมีความคิดแง่ลบกับนักเพาะกาย  ทั้งๆที่การเล่นกล้าม ก็คือการบริหารร่างกายบนเรือนร่างของเราเอง ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน  ไม่ได้ทำอะไรให้หนักหัวกระบาลใคร   ตอนนี้เราลองมาดูตัวอย่างข้างล่างนี้กันครับ
 


       สองภาพข้างบนนี้ มีความเหมือนกันคือ ทั้งสองต่างก็ทำตัวให้ "แตกต่าง" จากคนรอบข้าง คือคนหนึ่งชอบที่ใส่เสื้อสไตล์
Punk ทำทรงผมนกหัวขวาน  เรียกได้ว่าถ้าเดินอยู่ท่ามกลางบรรดา Punk ด้วยกันแล้ว การแต่งตัวอย่างนี้ นับว่าเก๋ทีเดียว  ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นนักเพาะกาย ที่เล่นกล้ามจนใหญ่เตะตา ทะลุออกมานอกเสื้อผ้า คือดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นนักเพาะกาย แม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าทับอยู่

       คราวนี้ สมมติว่ามีร้านอาหารหรูๆร้านหนึ่ง ทุกคนต่างก็ทานอาหารกันตามปกติ  แล้วก็ปรากฏมีทั้งสองคนนี้เดินเข้ามาในร้านพร้อมกัน  ถามว่าปฏิกิริยาของคนในร้าน ที่มองต่อสองคนนี้จะเป็นอย่างไร

       สิ่งที่คนทั่วไปคิดกับเด็กหัวตั้งคือ "เด็กวัดจากวัดไหนวะ?" แล้วก็มองผ่านไป แต่...

       แต่สิ่งที่คนทั่วไปคิดกับนักเพาะกายที่ดูดีคนนี้ กลับแตกต่างออกไป  คนรอบข้างเหล่านั้น รู้สึก ถูกคุกคาม โดยทันที  มันเป็นการคุกคามในแง่พฤติกรรมมนุษย์  ไม่ใช่คุกคามแบบจะไปต่อยเขานะครับ  เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ยังมีผลการทดลองสนับสนุนอีกว่า แม้แต่ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ถ้าเราถือขวาน แล้วเดินไปใกล้ๆ ทำท่าเหวี่ยงขวานเหมือนจะฟันลำต้นมัน (แต่ไม่ได้ฟันจริง) ต้นไม้นั้นๆ จะเปล่งออร่าออกมารูปแบบหนึ่ง เป็นการแสดงความหวาดกลัวออกมาได้  ก็ขนาดต้นไม้ยังมีปฏิกิริยาอัตโนมัติอย่างนี้ นับประสาอะไรกับคน ก็เกิดปฏิกิริยาอัตโนมัติขึ้นมาได้เช่นกัน

       มนุษย์ผู้ชายที่นั่งกินอาหารในร้านก่อนหน้านั้น กำลังเพลิดเพลินอยู่กับความคิดที่ว่า ตัวเองดูดีที่สุดในบริเวณนั้น (ไม่อย่างนั้น แล้วเราจะเลือกเสื้อผ้าสวยๆใส่ ,เอาเยลทาผม ,ใส่น้ำหอมราคาแพง ตอนก่อนออกจากบ้านทำไมล่ะครับ นั่นก็เพราะการทำอย่างนั้น ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราเป็นผู้ชายที่ดูดีที่สุดในบริเวณที่เราจะเดินผ่านไปนั่นเอง)  แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนที่ดูแมน ,ร่างกายกำยำใหญ่โต ก้าวเข้ามาในพื้นที่  มันทำให้ตัวมนุษย์ผู้ชายเหล่านั้น เกิดความหวาดวิตกว่าแฟนสาวที่พามาด้วยจะแอบเหล่ไอ้บึ๊กคนนี้หรือเปล่า ,หรือว่าสาวๆโต๊ะข้างๆ ที่เมื่อกี้เห็นแวบนึงว่าแอบเหล่เราอยู่ จะหันไปสนใจไอ้บึ๊กนี่แทนหรือเปล่า  ฯลฯ ก็ไอ้เจ้าความรู้สึกแบบนี้ล่ะครับ คือการ ถูกคุกคาม ที่ผมกำลังพูดถึง  อย่าปฏิเสธเลยว่าพวกคุณไม่เคยมีความคิดอย่างนี้

       ย้อนกลับไปตรงที่กรรมการที่ชอบแจกใบแดงให้กับนักบอลที่ตัวสูงกว่า แบบไม่รู้ตัวนั้น ก็เป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับคนที่เห็นนักเพาะกายปรากฏตัวเลยครับ   มันเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ถูก จะชมก็ไม่ชม จะด่าก็ไม่มีอะไรจะด่า มันอึดๆอัดๆพูดไม่ถูก น่าจะเป็นอาการที่เรียกว่า "หมั่นไส้" ปน "อิจฉา" เสียมากกว่า

       คือถ้าคนชอบสไตล์เด็กวัดหัวตั้งคนนี้ เวลาเขาจะเลียนแบบ ก็แค่เดินไปร้านตัดผม แล้วบอกช่างตัดผมให้ตัดทรงหัวขวาน แค่นี้เขาก็ได้ทรงผมแบบเดียวกับเด็กคนนี้แล้ว ส่วนเสื้อผ้าก็หาซื้อเลียนแบบได้  จึงไม่มีอะไรที่จะต้องอิจฉาหรือหมั่นไส้เด็กคนนี้แต่อย่างใด

       ผิดกับคนที่ชอบรูปร่างแบบนักเพาะกายคนนี้ มันยากที่จะเลียนแบบได้จริงๆ เพราะถ้าจะได้หุ่นอย่างนี้ คุณจะต้องกลับไปฝึกอีกหลายปี  ดังนั้น คนเรา ในเมื่อเลียนแบบไม่ได้ ,ครอบครองความดูดีนี้ไม่ได้  ก็มักแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามเสียเลย ด้วยการบอกว่า การเพาะกายมันไม่ดี ฯลฯ เพื่อลดอาการอิจฉา ทั้งๆที่ตัวเองก็อยากจะหุ่นดีแบบเขานั่นแหละ เข้าทำนองเกลียดตัวกินไข่นั่นเอง

       คนที่ไม่มีความพยายามมากพอ ย่อมไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อแบบนักเพาะกายได้ เขาเหล่านั้น จึงวางตัวเป็นปฏิปักษ์กับพวกนักเพาะกายไปเสียเลย และคำพูดที่จะออกจากปากพวกนี้คือ "คิดไปเองมั้ง ที่ว่าคนเล่นกล้ามแล้วไอ้พวกวัยรุ่นขี้ยาคนอื่นๆจะกลัวน่ะ" "คิดไปเองมั้ง ที่ว่าเล่นกล้ามแล้วสาวๆจะชอบน่ะ" "คิดไปเองมั้งว่าเวลาเดินไปที่ไหนแล้วคนจะมองน่ะ" เห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าคำพูดเหล่านี้ มันโยงใยมาจากยีนในมนุษย์ ที่แสดงต่อ การถูกคุกคาม ตามที่ผมได้อธิบายมา

       ดังนั้น ถ้าคิดจะเล่นกล้าม คุณไม่ควรสนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับคุณ ธรรมชาติมนุษย์ ไม่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง  ดังนั้น ไม่ต้องรอคำชมจากคนอื่น  จงเล่นกล้ามของเราไป และถ้ามีใครด่าเข้าหูในทำนองที่ว่าพวกเรานักเพาะกาย เป็นพวกคิดไปเอง ไม่มีสาวๆที่ไหนมาชอบหรอก  คุณก็จงให้อภัยเขา เพราะมันปฏิกิริยาอัตโนมัติ ที่เขาแสดงออกมาเมื่อถูกคุกคามโดยความดูดีของคุณนั่นเองครับ ขอให้นึกถึงตัวอย่างที่ผมยกมาอธิบายให้ฟังในครั้งนี้แล้วกันครับ

หมายเหตุ 1. ก็ในเมื่อยีนการหนีไดโนเสาร์ยังติดมาอยู่กับตัวมนุษย์ผู้ชายทุกวันนี้ได้ ดังนั้น ความรู้สึกของผู้หญิงที่รู้สึกปลอดภัยตอนอยู่ใกล้ๆบุรุษที่แข็งแรงที่สุดในบริเวณนั้น ก็ยังฝังอยู่ในยีนของผู้หญิงในยุคปัจจุบันได้เช่นกันครับ

               2. ขอให้จำความรู้สึกแรก "ของคุณ" ตอนที่คุณเห็นนักเพาะกายตัวเป็นๆครั้งแรก คุณรู้สึกทึ่งและประทับใจใช่ไหม  นั่นแหละครับ ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายที่ดูดีในตอนนี้  คนรอบข้างเขาก็ทึ่งและประทับใจตัวคุณ  อารมณ์เดียวกับคุณสมัยก่อนนั่นเอง  ดังนั้น ไม่ต้องไปกังวลวิตกหรอกว่า ไอ้พวกปากหอยปากปูจะพูดอย่างไร ความจริง ก็คือความจริง

 


       (ภาพบน) "คนในวัยเดียวกัน"  นักเพาะกายมักจะเป็นผู้ที่ดูดีกว่าเสมอ  อย่างในภาพข้างบนนี้ คนทางซ้ายมือ คือคุณโทนี่  ฟรีแมน เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966)  ภาพนี้ถ่ายลงในนิตยสารมัสเซิลแมกฉบับเดือนกันยายน 2553 นั่นก็แสดงว่าในภาพข้างบนนี้ โทนี่  ฟรีแมน อายุ 44 ปีกับอีก 2 เดือน ลองเทียบหุ่นกับคนวัยเดียวกันกับเขา (ทางขวามือ) ดูสิครับ

 

หน้าถัดไป


 

1  <  2  >  3  >  4  >  5  >  6  >  7