-  หน้า 4  -


 

ต้องเตรียมอะไรบ้าง สำหรับการเพาะกาย ?
          1. อันดับหนึ่งเลย คือจิตใจของคุณนั่นเอง คุณต้องทำใจให้รักการเพาะกาย แล้วอย่างอื่นมันจะตามมาเอง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนที่ผมพบมากที่สุดก็คือคนที่บ้าเป็นพักๆ ดูเหมือนจะสนใจการเล่นกล้ามมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน คนเหล่านี้ก็จะหนีหน้าไปเลย นั่นเป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่รู้จักทางสายกลาง เวลาฝึกหนัก ก็ฝึกติดต่อกันอาทิตย์ละ 7 วัน วันละ 3 ชั่วโมง แต่พอเลิก กลับหันหลังให้ลูกเหล็กไปเลย

          2. เรื่องอาหารเสริม  คุณอาจเคยได้ยินมาว่า หากเราทานอาหารสมบูรณ์แล้ว อาหารเสริมก็ไม่จำเป็น นั่นก็ถูกต้อง แต่คำว่าสมบูรณ์นั่น คือถึงขนาดไหนล่ะครับ และถ้าจะทำให้ถูกหลัก คุณจะต้องมานั่งนับแคลอรี่สำหรับอาหารแต่ละอย่างในทุกๆมื้อด้วย ซึ่งถ้ามันยุ่งยากขนาดนั้นผมว่าใช้อาหารเสริมนั่นแหละดีแล้ว  อีกทั้งความจริงมันก็ไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย เพียงวันละ 15 บาท คิดว่าไม่น่าจะหนักเท่าไรนะครับ

          3.สถานที่ออกกำลังกาย อาจจะเป็นที่บ้านหรือที่ยิมก็ได้แล้วแต่ถนัดครับ ตรงนี้ไม่มีข้อสรุปว่าที่ไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณมากกว่า ถ้าฝึกที่ยิมก็จะดีตรงที่ได้พบคนมากหน้าหลายตา มีการประชันกล้ามกันซึ่งถือเป็นการเพิ่มไฟในการเล่นกล้ามอย่างหนึ่ง  ส่วนที่บ้าน ก็จะดีตรงที่คุณจะทำอะไรก็ได้ไม่มีใครมาแย่งลูกน้ำหนักที่คุณกำลังเล่นอยู่ และจะเล่นกี่โมงก็ได้ครับ 


 

อายุ 73 ปี

       เขาชื่อ บ๊อบ   ดีเลมอนทิค ชาวอเมริกัน แม้ว่าจะไม่ได้เข้าประกวดเพาะกายแล้ว แต่ยังยกลูกเหล็กตลอด จึงมีบุคลิกภาพที่ดีดังภาพครับ

 


 

อายุ 81 ปี

            คุณปู่ รูดี้   แซนเชส ถ่ายรูปนี้เมื่อตอนอายุ 81 ปี อัตราการเต้นของหัวใจคือ 62 ความดันเลือด 120/70 ระดับคอเรสเตอรอล คือ 156  ลองคิดถึงญาติที่แก่ที่สุดของคุณสิครับ ว่าอายุเท่าไร แล้วที่อายุขนาดนั้นน่ะ ลองเทียบกับคนที่เพาะกายนี่ดูนะครับว่าสภาพต่างกันแค่ไหน ดูที่ภาษาอังกฤษในภาพนะครับ เขาพูดว่า เพาะกาย (Body Building) ไม่ใช่ ฟิตเนส (Fitness) 

 


 

จะอยู่บนสนาม หรือบนอัฒจรรย์?


       ในโลกนี้ มีบางคนที่เกิดมาพร้อมกับยีน หรือกรรมพันธุ์ที่ "มีความนับถือตัวเองสูง" เขาชอบแข่งขัน เขาชอบเหยียบคู่แข่ง เขาพร้อมที่จะอุทิศตนฝึกตัวเองให้หนักเพื่อที่จะอยู่เหนือคู่แข่ง ขอเพียงมี "สนาม" ให้เขาได้ลงประชันฝีมือกับคู่ต่อสู้แล้วล่ะก็ ทุกคนจะได้เห็นศักยภาพอันนี้ของเขา

       ถ้าคุณเลือกกีฬาขึ้นมาอย่างหนึ่ง สมมติว่าเป็นกีฬาสุดฮิต เช่นบอล หรือบาส   และคุณยังอยู่ในวัยหนุ่ม ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย  ยีน "ความนับถือตัวเองสูง" ของคุณ จะผลักดันให้คุณ ฝึกอย่างหนัก ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกีฬาตัวนี้ ทำอย่างไรก็ได้ ที่จะเอาชนะทีมคู่แข่งขัน   ในที่สุด ผลตอบแทนก็คือคุณได้เป็น ผู้เล่นตัวจริง ที่วิ่งโลดแล่นอยู่ในสนาม  และไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ก็เชื่อได้เลยว่าต้องมีคนบนอัฒจรรย์ที่ชื่นชมความทุ่มเทของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นยิ่งทำให้คุณรู้สึกดี และมีความนับถือตัวเองสูงยิ่งขึ้น

       "เวลาผ่านไป" คุณจบออกมาทำงาน ,แต่งงาน ,มีลูก ,เลี้ยงลูก ,โดนเจ้านายที่ทำงานจวกเช้าจวกเย็น ฝังแต่ความคิดที่ว่า "มึงคือขี้ข้า ,มึงคือขี้ข้า" ฯลฯ   อีกทั้งอายุมากขึ้น ข้อต่อต่างๆในร่างกายมีความเสื่อมถอย จะบิดตัว หรือเอี้ยวตัวหลบใครเร็วๆเหมือนวัยหนุ่มไม่ได้แล้ว ถึงตอนนี้ ถ้าคุณยังมีใจรักในกีฬาบอล หรือบาสของคุณ ก็มีให้ทำได้สองอย่างคือ เป็น"ผู้นั่งดูบนอัฒจรรย์" ดูคนอื่นเขาโลดแล่นอยู่บนสนามไป หรือไม่ก็นั่งอยู่บ้าน ดูรูปถ่ายตัวเอง ชูถ้วยกีฬาบอล หรือบาสเมื่อครั้งสมัยยังรุ่งโรจน์ตอนวัยหนุ่มเท่านั้น และเมื่อถึงช่วงเวลานี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจคุณอีกต่อไป  สิ่งที่คุณเคยทุ่มเทฝึกอย่างหนัก ตั้งแต่อายุ 16 ปี พอมาถึงอายุ 25 ปีขึ้นไป มันก็ไร้ค่าไปเสียแล้ว

       ณ.จุดนี้ บุคคลประเภทคุณ (ซึ่งมียีน "มีความนับถือตัวเองสูง") จะรู้สึกว่าชีวิตมันขาดอะไรไป อายุมากขึ้น มันไม่มีอะไรดีๆเลยเหรอ
? ช่วงเวลาที่ดีของฉัน หมดลงตอนอายุ 25 ปีเหรอ? แล้วที่เหลืออีก 50 - 60 ปีล่ะ? คุณรู้สึกหดหู่โดยหาสาเหตุไม่ได้  แต่ผมสามารถบอกคุณได้ สาเหตุที่คุณหดหู่นั้น เพราะคุณไม่ได้แข่งขันอีกต่อไป (แถมยังโดนฝังหัวจากเจ้านายว่า มึงคือขี้ข้า ,มึงคือขี้ข้า ทั้งๆที่แต่ก่อน ในสนาม คุณจะได้ยินแต่คำว่า เราคือฮีโร่ ,เราคือผู้ชนะ ,เราคือผู้ที่ทุกคนยำเกรงและนับถือในความสามารถของเรา)  และที่คุณไม่ได้แข่งขัน ก็เพราะคุณไม่มี "สนามแข่งขัน" ให้ลงน่ะสิ  ถึงแม้ว่าคุณพร้อมที่จะฝึกหนักอีกครั้งเพื่อที่จะเอาชนะ แต่มันก็ไม่มี "สนามแข่งขัน" ให้คุณลงอยู่ดี  นั่นเพราะในสนามบอล หรือสนามบาสตอนนี้ มีแต่คนที่อายุน้อยกว่าคุณมากๆวิ่งอยู่นั่นเอง

       แล้วกีฬาเพาะกายล่ะ
! ก่อนหน้านี้ คุณอาจไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เพราะกีฬาเพาะกายนี้มันไม่ดังเหมือนบาส เหมือนบอล แต่เรามาดูกันว่ามันจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นอย่างไร

       คุณได้ลงเป็น"ผู้เล่นตัวจริง"ตลอดไป (ไม่ต้องเป็นผู้นั่งดูบนอัฒจรรย์)  - ถึงคุณจะอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว คุณก็ยังคงเป็น "ผู้เล่นตัวจริง" นั่นเพราะในกีฬาเพาะกายนี้ สนามแข่งขัน (สถานที่ ที่คุณจะกระทืบคู่แข่ง) มันอยู่ในทุกๆที่ที่คุณเดินไปนั่นเอง  มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะชนะหรือแพ้ในสนามนี้ (ใหญ่หรือไม่ใหญ่กว่าคนอื่น) แต่ประเด็นของมันคือว่า ตราบใดที่คุณยังเล่นเวทอยู่ คุณก็คือผู้เล่นตัวจริงที่กำลังลงแข่งขันตลอดไป หยาดเหงื่อทุกหยดที่คุณทุ่มลงไปกับลูกน้ำหนัก คุณจะได้รับประโยชน์จากมันเต็มเม็ดเต็มหน่วย  อีกทั้งไอ้เจ้าความรู้สึกที่ว่า ทันทีที่คุณเดินออกไปนอกบ้าน คุณก็ต้องเข้าสนามแข่งขันแล้วนั้น ไอ้เจ้ายีน "ความนับถือตัวเองสูง" ที่ได้รับมาจากคุณพ่อคุณแม่ของคุณ มันจะกระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัว มีชีวิตชีวา รู้สึกเหมือนว่า "เราจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาชนะในสนามแข่งขันนี้ให้ได้" มันจะทำให้คุณท้าทาย ,สนุก ,ตื่นเต้นจนลืมวัยของตัวเองไปเลยทีเดียว

       ช่วงเวลาที่ฝึกอย่างหนัก มันจะไม่หายไปไหน - ตอนอายุ 16 ปีคุณฝึกทางด้านบอล หรือบาส อย่างหนัก ไม่ยอมมีแฟน ,ยอมเรียนได้เกรดห่วยๆก็ยอม เพราะต้องการทุ่มเวลาให้กับกีฬาบอลหรือบาสนั้น แต่แล้ว เมื่อคุณออกมาทำงาน หรืออายุมากขึ้น ช่วงเวลาที่คุณฝึกอย่างหนักหรือยอมเสียสละอย่างหนักในอดีตตั้งแต่อายุ 16 ปีนั้น ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับคุณในอนาคตอีกต่อไป เพราะคุณไม่ได้ลงแข่งบอลแข่งบาสอีกแล้ว

       แต่มาลองอ่านสัมภาษณ์นักกีฬาเพาะกายระดับแชมป์โลก  แทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่ได้รับความสำเร็จมาอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะฝึกเล่นกล้ามมาตั้งแต่อายุ 16 ปี  ซึ่งนั่นแปลว่า สิ่งที่เขาทุ่มเทให้ตั้งแต่อายุ 16 ปี (เล่นกล้าม) สามารถส่งผลดีและมีประโยชน์ให้กับเขาได้จนถึงปัจจุบัน

       และเมื่อเวลาล่วงเลยไปจนคุณอายุ 50 ปี ก็ยังพูดได้ว่าการเล่นกล้ามของคุณตั้งแต่อายุ 16 ปีนั้น ทำให้คุณมีร่างกายกำยำแข็งแรงถึงทุกวันนี้ได้  ตรงนี้จึงพูดได้ว่าหยาดเหงื่อที่คุณทุ่มเทให้กับการเล่นกล้าม ตั้งแต่วันนี้ แม้เวลาจะผ่านไป มันก็จะให้ประโยชน์กับคุณไปได้ตลอด  ไม่เหมือนกีฬาชนิดอื่น ที่ต้องยุติบทบาทตัวเองลงไป เพราะเงื่อนไขเรื่องอายุ และหน้าที่การงานของคุณไม่เอื้ออำนวย

       อ่านถึงตรงนี้แล้ว คงได้เปิดมุมมองให้กับหลายคนที่ยังคลั่งกีฬาบอลและบาส หรือกีฬาอื่นที่มีอัตราเสี่ยงเรื่องการบาดเจ็บจากการแข่งขัน  ลองหันมามองกีฬาเพาะกาย ซึ่งเป็นกีฬาที่คุณสามารถเล่นไปได้ตลอด ,มีความปลอดภัยสูง , ยืดหยุ่นในเรื่องการใช้น้ำหนักบริหารที่เหมาะกับวัยของตัว ,เลือกสถานที่เล่นได้ คือที่บ้านก็ได้ โรงยิมก็ได้ ,เลือกเวลาเล่นได้ ตี 1 ตี 2 ก็เล่นได้ ,เล่นได้เลย ไม่ต้องรอเพื่อนผู้เล่นให้ครบทีมก่อนเหมือนกีฬาตัวอื่น และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร คุณก็จะรู้สึกตื่นตัว ขยันฝึกซ้อมตลอด ชีวิตคุณมีคุณค่าอย่างสูง นั่นเพราะ คนในวัยเดียวกับคุณ ต่างยอมรับสภาพแล้วขอไปนั่งเป็นคนดูบนอัฒจรรย์  ในขณะที่คุณนั้น เลือกที่จะขยันบริหารร่างกายเพื่อเป็นผู้เล่นตัวจริงที่วิ่งอยู่บนสนามแข่งขัน แล้วให้คนดูบนอัฒจรรย์นั่งดูคุณนั่นเอง

อยากเป็นอย่างไหน เลือกได้ครับ ชีวิตของคุณเอง

 


(ภาพบน) ภาพ Dave Drapper ถ่ายไว้ในรายการประกวดมิสเตอร์อเมริกา ปี 1965 (อายุ 23 ปี)


(ภาพบน) ภาพ Dave Drapper ถ่ายตอนอายุ 63 ปี

       จากภาพข้างบนนี้ เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า แม้ว่านักเพาะกายจะเล่นเพาะกายอย่างหนักมาตั้งแต่หนุ่ม (เช่น Dave Drapper ในภาพข้างบน ที่เล่นกล้ามติดต่อกันเกือบ 50 ปี ตั้งแต่สิบแปด ยันหกสิบกว่า) แต่เขาก็ยังเล่นกล้ามได้โดยตลอด โดยที่ไม่เป็นอันตรายเลย  ทำไมถึงรู้ว่าเล่นหนัก? ก็เพราะคนที่จะได้เป็นแชมป์มิสเตอร์อเมริกาได้ ก็ต้องเล่นหนักพอสมควร จริงไหมครับ?  "ในขณะที่" ถ้าเป็นกีฬาบอล หรือบาส แล้วคุณเล่นอย่างหนักบ้าง ตามสไตล์การฝึกของกีฬาบอลและบาส คุณคิดว่าคุณจะฝึกอย่างนั้นติดต่อกันได้กี่ปีครับ?  สามารถเล่นลากยาว 50 ปีแบบกีฬาเพาะกายได้ไหม?


 

การเพาะกาย มีการคิดค้นมาตั้งแต่โบราณแล้ว

          มีบางคนเข้าใจผิดว่า ถ้าฝึกแบบนักเพาะกายที่เห็นในตำราต่างๆแล้วจะทำให้ร่างกายใหญ่เกินไป ดังนั้นถ้าใช้การวิดพื้น ,ซิทอัพ ธรรมดาก็จะทำให้ได้กล้ามสวยๆ พอดีๆไม่ใหญ่เกินไป  และคิดต่อไป (คิดเอาเอง) ว่าพวกนายแบบทั้งหลายที่ถ่ายรูปไว้ในนิตยสารต่างๆ ก็คงใช้วิธี วิดพื้น หรือซิทอัพนี่ละมั้ง

          การแต่งตำราการเล่นกล้ามเองอย่างนั้น เป็นการเสียเวลาเปล่า เพราะมีคนพยายามหาวิธีเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้สวยงาม ด้วยการลองผิดลองถูกมาก่อนหน้าคุณเป็นพันปีแล้ว  ดังนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องย้อนยุคกลับไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเองอีก   แม้ว่าการแก้ปัญหาต่างๆ จะเริ่มด้วยการตั้งโจทย์แล้วให้คำตอบกับตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นอยากมีกล้ามหน้าอก ดังนั้น การวิดพื้นก็คือการออกแรงที่กล้ามอกโดยตรง ก็น่าจะทำให้กล้ามอกหนา และนูนขึ้นมา  ลองดูภาพข้างบนสมัยอียิปต์เป็นพันปีก่อน เราเห็นตอนนี้แล้วก็คงนึกตลกว่า การยกถุงทรายโยนขึ้นและลงเช่นนั้น จะทำให้กล้ามขึ้นได้อย่างไร แต่ในยุคสมัยนั้น วิธีนี้ก็คือการตอบโจทย์ว่าทำอย่างไรจะสร้างกล้ามแขน กล้ามหัวไหล่ อย่างที่ผมยกตัวอย่างมาเมื่อสักครู่ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น ถ้าคุณไม่อยากถูกมองเป็นตัวตลกเหมือนในภาพข้างบนนี้ ก็จงอย่าแต่งตำราเล่นกล้ามเอง

           จริงๆแล้ว การเล่นกล้าม ไม่ว่าจะเอาแบบใหญ่โตมโหฬารระดับกล้ามเนื้อเป็นยักษ์ หรือจะเอาแบบกล้ามสวยคมกริบเป็นนายแบบ ก็ล้วนแต่ใช้หลักบริหารและเครื่องมือเดียวกันโดยสมบูรณ์  แตกต่างกันก็เพียง "ปริมาณ" ที่ใช้ เช่นปริมาณการทาน (นักเพาะกายร่างยักษ์ทานไข่วันละ 60 กว่าใบอาทิตย์ละ 7 วัน) หรือปริมาณลูกน้ำหนักที่ใช้ (ในบางท่า นักเพาะกายร่างยักษ์ถือดัมเบลล์ 1 ลูกในมือ 1 ข้างหนักถึง 60 กิโลกรัม)

          ขอให้เปิดใจ รับฟังวิธีการเล่นกล้ามที่มีผู้คิดค้นมาก่อนหน้าเรามานานแล้ว เพราะพวกท่านเหล่านั้นได้ลองผิดลองถูกแทนเรามานานมาก การเล่นกล้ามถือเป็นวิทยาศาสตร์ได้ เพราะทำได้จริง ให้ผลกับทุกผู้ทุกคนที่ทำถูกทาง ไม่ใช่เรื่องเร้นลับ หรือความโชคดี หรือปาฎิหารย์ แต่อย่างใด ซึ่งเวบของผม ได้รวบรวมรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้พร้อมมูลแล้วครับ รอเพียงคุณเข้ามาเปิดอ่าน เพื่อนำวิธีการฝึกที่ถูกต้องไปใช้เท่านั้นเอง


 

 

ทำให้คนอื่นตกตะลึงกับการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของคุณ

 
          ลองคิดถึงงานเลี้ยงรุ่นของคุณที่จะถึงในปีนี้ซิ แน่นอนว่าคนที่เคยเรียนห้องเดียวกันกับคุณ หรือห้องข้างๆคุณเมื่อหลายปีก่อน เขาย่อมจำรูปลักษณ์ของคุณสมัยนั้นได้อย่างแม่นยำ  งานเลี้ยงรุ่นคืออะไรที่ทำให้หลายคน "ขำ" เพราะคุณจะได้เห็นเพื่อนของคุณที่เคยเป็นหนุ่มหล่อ ขวัญใจสาวๆสมัยเรียน กลายเป็นไอ้อ้วน หัวล้าน ลงพุง  แต่ทุกคนจะ ขำไม่ออก เมื่อเห็นคุณในงาน เพราะสมัยที่เคยเห็นหน้าเห็นตากันที่ชั้นเรียนหลายปีก่อนนั้น คุณไม่ได้มีจุดเด่นอะไรให้เตะตาสาวๆเลย เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง เรียนก็งั้นๆ แต่มาบัดนี้ มันชี้ชัดแล้วว่าคุณคือผู้ที่ดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเยี่ยม  มีบุคลิคภาพสุดยอด มีความมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย และที่สำคัญเพื่อนสาวในสมัยเรียนที่คุณเคยจีบไม่ติด มาบัดนี้เมื่อเห็นกันในงาน คงจะต้องเสียดายคุณอย่างที่สุด (สมน้ำหน้าที่ดันไปเลือกนายหัวล้าน ลงพุง) สะใจจริงๆ

          อย่าไปคิดว่าการเปลี่ยนภาพลักษณ์ด้วยการเล่นกล้าม จะต้องใช้เวลาเป็น 5 ปี 10 ปี   เพราะดูอย่างในรูปข้างบนนี้คือคุณฟรานโก  แซนโทเรียลโล เห็นได้ชัดว่าความแตกต่างในเรื่องระยะเวลาระหว่างสองภาพนี้ ไม่นานนัก อาจจะไม่เกิน 2 ปีเสียด้วยซ้ำ  การเปลี่ยนแปลงนั้น เริ่มตั้งแต่อาทิตย์แรกที่คุณจับลูกเหล็กแล้ว และมันจะพัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

          การเปลี่ยนภาพลักษณ์ ไม่เพียงแต่ทำให้คนรอบข้างพากันประหลาดใจเท่านั้น เมื่อมองในด้านสภาพจิตใจส่วนตัวแล้ว มันทำให้คุณรู้สึกสนุก และหลีกหนีความจำเจในชีวิต ทั้งที่ทำงานบริษัท ทั้งที่บ้าน ที่ดูแล้วทุกอย่างมันซ้ำๆซากๆจำเจอยู่ทุกวัน  หลายคนเบื่อและรู้สึกโทษโชคชะตาที่ชีวิตมีแต่ความเซ็งอย่างนี้ จนต้องดื่มเหล้าเพื่อให้ลืมความทุกข์แล้วพ้นไปวันๆ

          ผิดกับคุณ ที่แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับนายขี้เมาข้างบน แต่คุณรู้จักทำให้ชีวิตสนุก ,ท้าทาย ,มีเป้าหมาย ด้วยการเพาะกาย  มุมมองในการมองโลกของคุณจะแตกต่างออกไป คุณจะมีความนับถือตัวเองสูง มีความมั่นใจในตัวเอง จงอย่ามาใช้คำว่า "Average" กับคุณ เพราะคุณคือคนที่ไม่ธรรมดา และลอยอยู่สูงเหนือคำว่า "ค่าเฉลี่ย" (Average) ในทุกๆด้าน  จงแสดงให้ทุกๆคนเห็นถึงความจริงในข้อนี้ ด้วยการเริ่มเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคุณตั้งแต่วันนี้ (แล้วอย่าลืมถ่ายภาพเก็บเอาไว้เปรียบเทียบ แบบข้างบนนี้ด้วยนะครับ)
 

 


 


       ภาพข้างบนนี้คือกล้ามน่องของคุณ เฟล็กซ์   วีลเลอร์ (คลิ๊กเพื่อดู) ที่มีขนาดถึง 20 นิ้ว และมีรูปทรงที่สมบูรณ์แบบมาก จุดที่ผมเอาเรื่องนี้มาคุย ก็เพื่อจะพยายามทำลายความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับวงการนี้ จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไรนั้น เดี๋ยวอ่านกันต่อไปครับ (เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีแล้ว แต่ก็สามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี)

       อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีเพื่อนผู้เข้าแข่งขันด้วยกันคือ คุณ
ชอร์น   เรย์ พูดเล่นๆทำนองตลกๆว่า "ไอ้เจ้าความสวยของน่องคู่นี้ น่าจะมาจากการศัลยกรรมละมั้ง ฮ่าๆๆ"  คุณเฟล็กซ์ ก็ไม่ได้ตอบอะไร ก็ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ (ตามปกติเฟล็กซ์ เป็นคนโลกส่วนตัวสูงอยู่แล้ว พวกแชมป์ทั้งหลายมักจะเป็นอย่างนี้ แต่คุณชอร์น  เรย์ เป็นนักเพาะกายที่ชอบเป็นพิธีกร ชอบเข้างานสังคม)  พอเฟล็กซ์ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้แก้ข่าวอะไร ข่าวก็เริ่มหนาหูขึ้น  ตอนหลังเรื่องเริ่มลาม (ผมจำได้ว่าผมอ่านนิตยสารเล่มที่เรย์แซวเฟล็กซ์เรื่องศัลยกรรมนั้น ประมาณเกือบ 3 เดือนถึงมีการมาแก้ข่าวกัน - เพราะนิตยสารนี้ออกเดือนละเล่ม) แม้ว่าเฟล็กซ์จะพูดในอีกสามเดือนต่อมาว่า "ผมคิดว่าเขาพูดกันแค่ ขำ..ขำ.. และผมก็ไม่ได้ทำศัลยกรรมแต่อย่างใดเลยครับ" แต่ไฟลามทุ่งนี้ ก็หยุดไม่อยู่เสียแล้ว  ผลที่ออกมาก็เป็นไปดังรูปข้างล่างนี้
 


       ผู้บริหารของสมาพันธ์
IFBB (ในขณะนั้น) คนทางซ้าย  และประธานสมาคม NPC (ในขณะนั้น) คนทางขวา (ส่วนเฟล็กซ์ ยืนอยู่ตรงกลาง) มาถ่ายรูปข้างบนแบบอารมณ์ดี แต่ความจริงแล้ว มันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารระดับบิ๊กเบิ้มของวงการเพาะกายโลก ถึง 2 คน ลงมาตรวจสอบน่องของเฟล็ก  วีลเลอร์ ด้วยตัวเอง และยืนยันว่าไม่มีร่องรอยการทำศัลยกรรมแต่อย่างใด ทั้งหมดก็เพื่อสยบข่าวลือ    และรับประกันได้เลยว่าไม่มีการรู้เห็นเป็นใจกันแน่ๆ  เพราะถ้าเฟล็กซ์ทำศัลยกรรมน่องจริง ผู้บริหารทั้งสองคน คงไม่กล้าเอาตำแหน่งบิ๊กๆของตัวเองมาช่วยเฟล็กซ์หรอกครับ

       ประเด็นที่ผมจะบอกคุณก็คือ เวลาที่เพื่อนสมาชิกชื่นชอบซูเปอร์สตาร์ใครก็ได้สักคน ผมขอบอกว่าคุณไม่ต้องเคลือบแคลงใจหรอกว่าเขาจะใช้สเตอรอยด์หรือทำศัลยกรรมหรือไม่ เพราะในระบบของวงการเพาะกายอเมริกันนั้น เขาเป็นระบบแบบ ตรวจสอบกันเอง แบบเข้มข้น (เหมือนในตัวอย่างเรื่องนี้) เนื่องจากมันมีผลต่อรายได้ที่อาจเพิ่มขึ้นหากเขาได้ทำลายคู่แข่งลงได้  ดังนั้น จึงยืนยันได้ว่านักเพาะกายระดับซูเปอร์สตาร์ เขาสร้างรูปร่างมาได้อย่างนั้นจริงๆ

       ในทางกลับกัน "เวบเกย์" ที่มีผู้ชาย หล่อโคตรๆ กล้ามสวยมากๆ สมมาตรกันหมดทั้งซ้ายและขวา ร่องหัวไหล่ (ตรงที่เชื่อมต่อกับหน้าอก) ไม่มีเลย คือมันเป็นกล้ามอกยาวเป็นผืดไปสุดที่หัวไหล่ด้านข้างทั้งสองข้าง เป็นหน้าอกที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์  ทำไมพวกนี้ไม่มีรายชื่อติดหู หรือได้เป็นซูเปอร์สตาร์กับเขาบ้าง ทั้งๆที่วัดกล้ามเนื้อกันชิ้นต่อชิ้นแล้ว ได้ระดับมิสเตอร์ยูนิเวอร์สสบายๆ  นั่นก็เพราะเขามีชนักติดหลังเรื่องการทำศัลยกรรม และการใช้สเตอรอยด์นั่นเอง จึงไม่กล้าขึ้นประกวดเพราะกลัวตรวจสอบ - มองภาพออกหรือยังครับ


       สมมติว่าคุณขุดหลุมหาสมบัติ โดยมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าตรงที่กำลังขุดนี้ จะต้องมีสมบัติแน่ๆ  ด้วยความเชื่อมั่นอย่างนั้น ทำให้คุณขุดลงไปได้ลึก 20 เมตร แต่แล้ว จู่ๆก็มีคนหนึ่งมาพูดให้คุณฟังจากปากหลุมว่า ตรงนี้ไม่มีสมบัติหรอก มันเป็นแค่ข่าวลือ ไม่อย่างนั้นนายก็ต้องเจอร่องรอยบ้างสิว่ามันน่าจะมีอะไรเกี่ยวกับสมบัติบ้าง  พอคุณฟังอย่างนั้น ความเชื่อมั่นของคุณลดลงไปแล้วเลิกขุดต่อ ปีนออกจากหลุมกลับบ้านไปเลย แต่ปรากฏว่าจริงๆแล้วหีบสมบัติมันอยู่ห่างจากผิวดิน 20.05 เมตร ซึ่งความเชื่อมั่นเดิมของคุณ ทำให้คุณขุดลงไปได้ 20 เมตร เหลือเพียง ลงจอบอีกแค่ครั้งเดียว คุณก็จะได้เห็นสมบัติอย่างที่ต้องการแล้ว  แต่คุณกลับเสียโอกาสนี้ไปเพียงเพราะขาดความเชื่อมั่นที่จะขุดต่ออีกครั้งเดียวเท่านั้น   ความผิดมันไม่ได้เกิดจากคนข้างนอกมันมาเป่าหูคุณ เพราะเรื่องอย่างนี้มันมีทุกวงการอยู่แล้ว แต่ความผิดคือ คุณขาดความเชื่อมั่นในตัวคุณเองต่างหาก

       มีคนที่เล่นกล้ามหลายคน เล่นกล้ามอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ก็หุ่นไม่สวยเหมือนซูเปอร์สตาร์ที่เขาชื่นชอบสักที  ทันใดนั้น ก็มีคนมาพูดให้ฟังว่า ไอ้ซูเปอร์สตาร์ที่นายชื่นชมน่ะ มันใช้สเตอรอยด์ ถ้านายอยากได้หุ่นอย่างมัน นายก็ต้องใช้สเตอรอยด์เหมือนมันสิ - ได้ฟังเพียงเท่านี้ คุณทิ้งจอบ แล้วปีนออกจากหลุมไปเลย

       ฟังให้ชัดๆ จูนความคิดใหม่ตามผมให้ดีนะครับ  นักเพาะกายระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงนั้น คุณเชื่อมั่นได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาไม่ได้ใช้ยา เขาไม่ได้ทำศัลยกรรม เพราะเขามีระบบตรวจสอบกันเองแบบที่ผมยกตัวอย่างเรื่องกล้ามน่องของเฟล็กซ์ให้ฟัง  ปัญหาของคุณคือ ไอ้การที่คุณคิดว่าคุณเล่นกล้ามอย่างเป็นบ้าเป็นหลังนั้น จริงๆแล้วมันอาจจะเล็กน้อยสำหรับซูเปอร์สตาร์พวกนี้ เขาอาจมีความพยายามมากกว่าที่คุณคิดเยอะ  อย่าง
Don Long นักเพาะกายคนหนึ่ง ก็ไม่ได้กินข้าวในวันขอบคุณพระเจ้ากับครอบครัวเขา มาถึง 5 ปีเต็ม เพียงเพราะว่ามันเป็นช่วงเก็บตัวที่จะต้องขึ้นประกวด และเขาต้องใช้ชีวิตในโรงยิมแบบจริงจัง จนต้องตัดครอบครัวไปเลย

       ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือ ต้องตัดความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับซูเปอร์สตาร์ในใจของคุณออกไป เพราะประโยชน์ที่ได้รับก็คือคุณจะมีกำลังใจที่จะขุดหลุมหาสมบัติต่อไป  ไอ้การขุดหลุมหาสมบัติน่ะ ถ้าไม่เจอสมบัติก็ไม่ได้อะไรเลย แต่การเพาะกายโดยยึดซูเปอร์สตาร์เป็นกำลังใจน่ะ ถึงคุณไม่ได้เป็นแชมป์อย่างเขา แต่คุณก็จะได้สุขภาพ ,รูปร่างที่แตกต่างจากคนทั่วไปที่คุณใช้ชีวิตประจำวันร่วมด้วยเป็นของขวัญอยู่แล้ว ไม่มีเสีย มีแต่ได้ กับได้ครับ

ปล.ระวังการขายสเตอรอยด์ในโรงยิม โดยอัดความคิดว่าหนทางเดียวที่จะเป็นแชมป์ได้ คือต้องใช้สเตอรอยด์นะครับ บทความที่ผมเขียนให้คุณอ่านข้างบนนี้ ขอให้ระลึกไว้เสมอแล้วคุณจะรอดพ้นจากยาอันตรายพวกนี้ครับ จำไว้ว่าทุกคนสามารถที่จะทำให้ร่างกายสวยเหมือนซูเปอร์สตาร์ที่คุณชอบได้ เพียงแต่ว่าคุณได้ฝึกหนัก และมีวินัยในการฝึกเทียบเท่ากับพวกเขาหรือยังเท่านั้นน่ะครับ


       (ภาพบน) คงไม่เถียงว่า คน "หน้าตาธรรมดา ความสูงธรรมดา" แต่เล่นกล้าม ดูจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจได้ดีนะครับ ลองดูสีหน้าของคนที่อยู่รอบๆนักเพาะกาย โดยเฉพาะคนที่กำลังแตะที่แขนนักเพาะกายคนนี้ (ทางด้านซ้ายของรูป) ดูเอาแล้วกัน

 

หน้าถัดไป


 

1  <  2  <  3  <  4  >  5  >  6  >  7