|
TUVA ตอบปัญหา |
| ถาม
อยากให้ Webmaster
ช่วยออกแบบตารางการทานอาหารให้หน่อยครับ |
ตอบ ก่อนจะตอบคำถามต่อไป ผมขอส่งหลักปฏิบัติให้เพื่อนสมาชิกก่อนดังนี้นะครับ |
|
| เอาล่ะครับ ตอนนี้มาเข้าคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบตารางอาหารก่อน คืออาจเป็นไปได้ว่าเพื่อนสมาชิก เห็นผมออกแบบ "ตารางฝึก" ได้ ก็น่าจะออกแบบ "ตารางอาหาร" ได้ เรามาทำความเข้าใจตรงนี้ให้ตรงกันก่อนนะครับ |
|
|
|
|
![]() |
![]() |
![]() |
|
|
เวลาที่ผมออกแบบตารางฝึกให้นั้น เวลาที่บอกว่าให้ใช้ดัมเบลล์ขนาด 10 ปอนด์ ทำท่าโน้น ,ท่านี้ คนอ่านตารางฝึกก็จะสามารถทำตามได้เลย โดยไม่ต้องสนใจว่า ดัมเบลล์ของเขาจะหน้าตาอย่างไร เป็นแผ่นหรือเป็นหล่อเป็นลูก สีสันแบบไหน ขอเพียงเอาขึ้นตาชั่งแล้วมันโชว์ว่า 10 ปอนด์ ตามที่ผมบอกไว้ในตารางฝึก ก็เป็นอันใช้ได้ นั่นก็เพราะขนาดลูกน้ำหนักมันชั่งด้วยระบบเมตริกซ์จึงเป็นสากลเหมือนกันทั่วโลก ทำให้ผมสามารถทำตารางฝึกออกมาได้เลย แต่ตารางการทานอาหารจะต่างออกไปครับ ยังไม่ต้องไปไกล เอาอย่างแรกก่อนเลย คือความสะดวกในการหาอาหารมาทาน ในแต่ละท้องที่ก็มีความแตกต่างกันออกไป อย่างในอาหารสามรูปข้างบน ก็เป็นอาหารพื้นเมืองของแต่ละสถานที่ ถ้าผมออกแบบตารางทานอาหารให้ได้จริง ถ้าคนอ่านอยู่ภาคเหนือ หาอาหารนั้นทานได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนอ่านอยู่ภาคใต้ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ย่อมแตกต่างออกไป การจะหาอาหารแบบคนภาคเหนือก็ทำได้ยาก หรือเพื่อนสมาชิกบางท่านอยู่ต่างประเทศ ก็จะหาอาหารทานแบบในประเทศไทยไม่ได้อีก นั่นหมายความว่าในแต่ละมื้อที่ผมจะออกแบบให้ไป มันก็เลยจับหลักไม่ได้เพราะความหลากหลายของสภาพแวดล้อม |
|
|
|
|
|
|
|
บิล ดาเว่ย์
นักเพาะกายนายแบบ |
|
|
|
| อีกทั้ง นักเพาะกายที่มีหุ่นตรงสเปกกับที่คุณอยากได้ ก็มักจะเปิดเผยเรื่องตารางการทานอาหารให้คุณเห็นอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากมีหุ่นเหมือนนักเพาะกายนายแบบในรูปข้างบน คือคุณบิล ดาเว่ย์ คุณก็สามารถทานตามตารางอาหารของเขาได้เลย เพราะเขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้วนี่ครับ |
|
|
|
เวลาชกมวย อย่าหลับตา
มิเช่นนั้นก็จะโดนอัด |
|
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมพบคือ
เพื่อนสมาชิกพอเห็นว่าเป็นตารางอาหารของฝรั่ง
ที่มีชนิดของอาหารที่ไม่คุ้นเคยในบ้านเรา ก็กลัวว่าจะหาซื้อไม่ได้
ไม่สะดวก ฯลฯ ก็หลับตาปี๋ ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว
ได้แต่ขอร้องให้ผมออกแบบตารางการทานอาหารที่เป็นแบบไทยๆ ให้ท่าเดียวเลย
ซึ่งอุปสรรคแบบนี้ มันก็เหมือนเวลาคุณชกมวย
ถ้าเวลาชก คุณหลับตาด้วยความกลัวคู่ต่อสู้
คุณก็จะมองไม่เห็นว่าคู่ต่อสู้ส่งหมัดมาเมื่อไร ตรงไหน
ที่สุดแล้วคุณก็จะโดนอัดเสียน่วม แต่ถ้าคุณเปิดตา กล้าต่อสู้กับอุปสรรค
คุณก็จะเห็นว่าคู่ต่อสู้ของคุณโยนหมัดมาด้านไหน
คุณก็จะได้หลบหมัดนั้นแล้วต่อยสวนไปได้ คู่ต่อสู้ที่ว่านี้ ผมก็เปรียบกับอุปสรรคจากการใช้ตารางอาหารแบบฝรั่งๆนั่นเอง ถ้าคุณกล้าเปิดตาเผชิญกับอุปสรรค คุณก็จะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าที่คิดเยอะครับ จงอย่าไปกลัวมัน ข้อแนะนำก็คือเมื่อลองเข้าไปวิเคราะห์ดูก็จะเห็นได้ว่า 1.ในด้านวัตถุดิบ - ตารางอาหารฝรั่งบอกให้กินพาสต้า ในมื้อนั้นมื้อนี้ วิธีทำก็แค่เดินตลาดหาซื้อเส้นพาสต้าได้เลย เดี๋ยวนี้มีขายกันหลายยี่ห้อแล้วครับ ทั้งเบสท์ฟู๊ดส์ ฯลฯ หรือถ้าไม่ชอบรสของมัน ก็หาก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแทนได้นี่ครับ เพราะเป็นแป้งเหมือนกัน ,ปลาที่นักเพาะกายชอบทานกันคือ ปลาทิลาเปีย ( คลิ๊ก ) คุณก็หาปลานิลทานแทนได้ ,ถ้าเป็นอาหารชื่อแปลกๆ เช่น คอจเตสชีส ในตารางอาหารของฝรั่ง ผมก็มักจะทำลิงค์ไว้ให้คุณ "คลิ๊ก" อยู่แล้วนี่ครับ คุณก็แค่คลิ๊กเพื่อดูว่าหน้าตาคอจเตสชีสเป็นยังไง สะกดตัวภาษาอังกฤษว่ายังไง แล้วก็เดินห้างดู ถ้าไม่มียี่ห้อตรงกับในรูปที่ผมนำมาลง คุณก็ดูว่ามียี่ห้อไหนที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสะกดตรงกัน ก็ซื้ออันนั้น ต้องลองครับ อย่าไปกลัวอุปสรรค มันต้องมีวิธีสิน่า วัตถุดิบที่เหลือ ก็เป็นพวกพื้นๆทั้งนั้น เช่นดอกกะหล่ำ ,ไข่ไก่ ฯลฯ 2.ในด้านการปรุง - คุณจะเห็นได้ชัดเจนว่าตารางอาหารของฝรั่งนั้น จะประกอบอาหารได้ง่ายมากๆ ก็หนีไม่พ้น การนึ่ง ,การทอด ธรรมดานี่เลย เพราะเขาออกแบบมาให้สามารถทำตามได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าเป็นพวกน้ำราดสลัดที่ทำยากๆ ก็จำชื่อภาษาอังกฤษไว้แล้วไปเดินหาซื้อตามห้าง ถ้าไม่ตรงยี่ห้อกัน ก็ซื้อที่ใกล้เคียง ที่เน้นก็คือ ถ้าในตารางมีคำว่า Low Fat ( ไขมันต่ำ ) ยี่ห้ออื่นที่คุณจะซื้อมาทดแทนยี่ห้อที่หาซื้อไม่ได้นั้น ก็ควรจะมีคำว่า Low Fat ด้วยน่ะครับ ลองดูตัวอย่างวิธีปรุงอาหารแบบง่ายๆ ทั้งใส่หม้อต้ม ,หรือใช้ไมโครเวฟได้ที่ลิงค์ http://www.tuvayanon.net/9food5302261557.html ซึ่งการทานเลียนแบบตารางอาหารของซูเปอร์สตาร์เพาะกายนั้น เขามีการคำนวณมาอย่างดีแล้ว นักเพาะกายซูเปอร์สตาร์บางคนถึงขนาดไปว่าจ้างนักโภชนาการระดับปริญญาเอก ( ของบ้านฝรั่งเขา ) มาออกแบบตารางอาหารให้เลย มีรายละเอียดเรื่องเลขแคลอรี่ชัดเจน เราก็เข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้ได้โดยไม่ต้องเสียตังค์จ้างใครมาคำนวณแคลอรี่ให้ ก็แค่ไปเลียนแบบตารางอาหารของนักเพาะกายซูเปอร์สตาร์คนนี้อีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง ที่สำคัญ การเลียนแบบตารางอาหารนั้น ง่ายกว่าการเลียนแบบตารางออกกำลังของเขามาก เพราะสำหรับเรื่องการทานอาหาร คุณก็แค่มีวัตถุดิบในการปรุงอาหารเหมือนเขา ,มี เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร เล็กๆอันนึง ( ไม่เกิน 500 บาท ) แล้วก็เอาวัตถุดิบ ( เช่นมันฝรั่ง ,เนื้อ ฯลฯ ) ไปชั่งน้ำหนักให้ได้เท่ากับในตารางอาหารนั้น จากนั้นก็เอามานึ่งหรืออบ หรือทอดแบบเขา แล้วก็เอาเข้าปากก็เสร็จแล้ว ในขณะที่ ถ้าเป็นตารางออกกำลัง มันมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก เช่นการพักเซท ,เทคนิคการฝึก ,สถานที่ ฯลฯ ซึ่งเลียนแบบได้ยากกว่ากันมาก เพราะความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อบ้าง ,จำนวนปีของการเล่นบ้าง ,อุปกรณ์ที่โรงยิมที่แชมป์คนนั้นบริหารบ้าง ระหว่างคุณกับแชมป์คนนั้น อาจไม่เท่ากัน ทำให้การลอกเลียนแบบตารางฝึกของซูเปอร์สตาร์อาจไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร คุณจึงควรให้ผมรับผิดชอบในส่วนที่ยาก ( เช่นออกแบบตารางฝึก ) ส่วนคุณก็ช่วยตัวเองในส่วนที่ง่าย ( ตารางการทานอาหารของตัวเอง ) ไปน่ะครับ สำหรับเพื่อนสมาชิกที่ไม่อยากเลียนแบบตารางอาหารของแชมป์ ในกรณีที่ไม่อยากจะเลียนแบบตารางอาหารของแชมป์ เพราะอยากจะมีตารางอาหารเป็นของตนเอง ผมบอกได้เลยว่าคนที่ออกแบบตารางการทานอาหารได้ดีที่สุดก็คือตัวคุณเอง เพราะข้อมูลในทางลึกอื่นๆ คุณจะรู้ดีกว่าใคร ยกตัวอย่างเช่น คุณทานเนื้อสัตว์ไหม ,แพ้โปรตีนตัวไหนไหม ,ชอบโปรตีนรูปแบบไหนมากกว่ากัน ,ทานวิตะมินได้เท่ากับค่าเฉลี่ยที่ติดไว้ที่ข้างกล่องหรือไม่ ( สังเกตว่าข้างกล่องวิตะมินมันจะมีบอกไว้ว่า "ไม่ให้ใช้ติดต่อกันนานเกินไป" ) ,เส้นทางที่จะเดินทางไปซื้ออาหาร สะดวก ใกล้หรือไกลขนาดไหน เพื่อที่จะได้หาสารอาหารตัวอื่นมาแทนอีกตัวหนึ่งในกรณีที่หาซื้อยาก ต้องเดินทางลำบากไปซื้อไกลๆ ,คุณใช้เวลาประจำวันอย่างไรบ้าง มีงานที่ต้องเดินทางไปทำ หรือว่าว่างทั้งวัน ,เลิกงานกี่โมง จะได้เอามาซอยมื้ออาหารเป็น 6 มื้อได้เหมาะกับเวลานั้นๆ ,งบประมาณในแต่ละวันมีกี่บาท ฯลฯ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ออกแบบตารางทานอาหารเสร็จแล้วชอบส่งมาให้ผมดู ต่อไปนี้ ไม่ต้องส่งมาให้ดูแล้วนะครับเพราะว่าผมจะบอกหลักการพิจารณาให้ตรงนี้เลย ( หมายความว่า ถึงจะส่งมาให้ดู ผมก็ใช้หลักพิจารณาเดียวกันนี่แหละ ) ให้ตรวจสอบดูว่าครบกับที่ผมตั้งไว้หรือเปล่า ผมจะพยายามจำกัดข้อพิจารณาไว้ให้น้อยๆ จะได้ทำตามได้ไม่ยาก มีดังนี้นะครับ ( คำแนะนำข้างล่างนี้ ใช้ได้กับทุกเพศ ,ทุกวัย ,ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลดความอ้วน ,เพิ่มน้ำหนัก ฯลฯ ขอเพียงมีคำว่า "เพาะกาย" เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องใช้หลักการออกแบบตารางทานอาหาร ตามที่ปรากฏข้างล่างนี้ครับ ) |
|
|
|
สำคัญที่สุด อันดับ 1
คือต้องทานอาหารเช้า (ไม่ใช่แค่กาแฟแก้วเดียว) |
|
ต่อให้คุณเขียนตารางอาหารมาให้ผมดูยังไง ถ้าไม่มีอาหารเช้าอยู่ในตารางนั้น ผมก็ไม่อ่านต่อแล้วครับ ให้ทำอาหารง่ายๆทานครับ อย่างในรูปข้างบน ผมก็จะทานอย่างนี้เป็นสิบๆปี ไม่เบื่อครับ ทำง่ายด้วย แต่ห้ามกินกาแฟแก้วเดียวกับปาท๋องโก๋ครับ ไอ้อย่างนั้น มันไม่เรียกว่าอาหารเช้า มันเรียกว่า "จิบเครื่องดื่ม" ถ้าคุณเป็นนักกีฬาเพาะกาย คุณจะไปทานแบบเพื่อนคุณไม่ได้ครับ คุณต้องเคร่งครัดในเรื่องอาหารเช้า สิ่งที่ผมจะขอจากคุณนั้น มีไม่มากหรอกครับ และอันนี้เป็นอันดับหนึ่งเลย "คุณต้องทานอาหารเช้า" |
|
|
|
ห้ามอดอาหารเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ |
|
เรื่องความง่วงคงไม่ต้องพูดถึง ก็แค่นอนให้เพียงพอ หรือแอบงีบหลับในที่ทำงานบ้าง ก็แก้ปัญหาได้แล้ว แต่เราต้องมาคุยกันเรื่องอาการ "หิว" โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยการเพาะกาย ที่มักจะเข้าใจผิดๆ เข้าใจผิดอย่างไรหรือ? คำตอบก็คือ การลดน้ำหนักด้วยการเพาะกายนั้น จุดประสงค์คือการเสริมสร้างมัดกล้ามเนื้อขึ้นมาในร่างกายให้มากขึ้น เพื่อช่วยสลายไขมันได้ตลอด 24 ชม. โดยมิได้มีส่วนใดพูดถึงการลดปริมาณอาหารเลย ดังนั้น เมื่อเป้าประสงค์มีอยู่แค่นี้ เราก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา และหนึ่งในปัจจัยของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือคุณต้องทานอาหารให้เพียงพอ ( ทานแค่ "พออิ่ม" และห้ามอดอาหาร ) ช่วง 4 เดือนแรกคุณอาจจะตกใจบ้างที่น้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกรัมของคุณ แทนที่จะลด มันกลับเพิ่ม ทั้งๆที่ก็เล่นกล้ามอย่างถูกวิธีแล้วแท้ๆ อย่าพึ่งไปตีพงตีพายครับ หลังจากขึ้นเดือนที่ 5 แล้ว น้ำหนักตัวคุณจะเริ่มอยู่ตัว และจะกราฟการลดน้ำหนักจะเริ่มเทลาดลงแล้ว แม้แต่นักเพาะกายที่ลดน้ำหนักตัวเพื่อขึ้นประกวด ถึงจะใช้คำว่า "ไดเอท" คล้ายกับกีฬาฟิตเนส แต่ความจริงแล้ว นักเพาะกายเขาแค่ตัดอาหารคาร์โบไฮเดรตลงอย่างเดียว แต่ไปเพิ่มอาหารโปรตีนขึ้น ไม่ได้อดอาหารอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ ถึงน้ำหนักตัวคุณจะร่วมร้อยกิโลกรัม ,หรือคุณเป็นสุภาพสตรีที่ต้นขาใหญ่มาก ก็ขอให้ทำตัวเป็นศิษย์มีครู อย่าคิดอะไรมั่วๆเอาเองด้วยการอดอาหาร หนทางของการเพาะกายมันมีอยู่ครับ คุณต้องทานอาหารให้เพียงพอเพื่อสร้างพละกำลัง แล้วนำพละกำลังเหล่านั้นไปเล่นกล้าม และทำคาร์ดิโอ ( ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ,เดินบนสายพาน ,วิ่งจ๊อกกิ้ง ) นี่ต่างหากคือหนทางที่ถูกต้องในการลดไขมันในร่างกายคุณครับ ไม่ใช่อดอาหาร ก็ลองดูตารางอาหารของคุณบิล ดาเว่ย์ นักเพาะกายนายแบบในภาพข้างบนสิครับ กล้ามคมกริบไร้ไขมันแบบนี้ ยังกินไข่ไก่ตั้งวันละ 10 ฟองเลย ไม่เห็นว่าเขาจะต้องอดอาหารแต่อย่างใดเลยครับ |
|
|
|
ทานเนื้อสัตว์ให้ได้ความกว้าง ,ยาว ,หนา เท่ากับฝ่ามือข้างขวาของคุณ |
แล้วถ้าคุณอยู่ในข่ายประเภทต้องการให้กล้ามใหญ่มากๆเพื่อขึ้นประกวด คุณก็ค่อย "ต่อยอด" จากการกินโปรตีนในแต่ละวันของคุณ ( 1 ฝ่ามือข้างขวาของคุณ ) ให้สูงขึ้นไป เช่นเพิ่มการทานไข่ขึ้นไปอีกเป็น 10 ฟองเป็นต้น แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด คุณจะต้องทานโปรตีนในแต่ละวันให้ได้ขนาดเท่ากับหนึ่งฝ่ามือด้านขวาของคุณเป็นพื้นฐานก่อนครับ |
|
|
![]() |
|
น้ำและนม ควรกินแยกเวลากันคนละช่วง (เช้า - บ่าย) |
|
|
|
มื้ออาหาร "หลังการออกกำลังกาย" จะต้องมีข้าวเป็นส่วนประกอบ |
เหตุผลก็เพราะหลังการเล่นกล้ามเสร็จใหม่ๆ การรับคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกายภายใน 45 นาทีหลังการเล่นกล้ามเสร็จ จะช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนที่เราทานมาในมื้อก่อนหน้านี้ ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เราได้รับประโยชน์จากโปรตีนที่เรากินเข้าไปก่อนหน้านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย |
|
|
|
เรื่องเครื่องดื่ม ขอข้อเดียว คืออย่าดื่มแอลกอฮอลล์ ,เหล้า ,เบียร์ |
กีฬาเพาะกายเป็นกีฬาแห่งจิตวิญญาณ คือต้องมีใจเป็นหลัก เราจึงมีจะแรงใจฝ่าฟันการออกกำลังให้ตลอดรอดฝั่งยันแก่ยันเฒ่า ดังนั้นต้องมีการผ่อนคลายบ้าง การห้ามโน่นห้ามนี่ไปเสียทุกอย่าง จะทำให้คุณเครียดเพิ่มมากขึ้นจากความเครียดที่ได้รับจากการทำงาน ,การต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูคนในครอบครัว ฯลฯ สักวันหนึ่งมันจะทำให้คุณเลิกออกกำลังไปเสียดื้อๆเพราะความเบื่อจากการถูกห้ามกินโน่นกินนี่เหมือนพวกฟิตเนสเขา อีกทั้งการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ,กาแฟ ก็ไม่อยู่ในข้อห้ามของการเพาะกายแต่อย่างใด ในเมื่อผมเป็นคนที่ผ่อนคลายในเรื่องการดื่มขนาดนี้ ดังนั้น อะไรที่ผมเอ่ยปากห้าม นั่นต้องเป็นสิ่งที่แย่สุดๆเกินจะเยียวยาจริงๆ และสิ่งนั้นก็คือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เช่นเหล้าและเบียร์ นั่นเองครับ แล้วไวน์ล่ะ? ตัวไวน์นั้น ถ้าทานมากก็จะสามารถถูกตรวจจับแอลกอฮอลล์ได้ด้วยเครื่อเป่าของตำรวจ ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่ก็ยังไม่เน้นหนักเหมือนเหล้าและเบียร์ครับ อันนี้ห้ามเด็ดขาดครับ! |
|
|
|
ถ้ามีงบประมาณพอ ก็ควรใช้อาหารเสริมด้วยนะครับ |
ดังนั้น วิธีที่ดีคือ เราควรไปซื้ออาหารเสริม "ของแท้" จากบ้านเมืองฝรั่งมาทาน เพราะแม้ว่าอาหารพื้นเมืองของเราจะต่างจากเขา แต่ถ้าอาหารเสริมที่เรากิน เป็นแบบเดียวกัน รุ่นเดียวกันกับที่นักเพาะกายฝรั่งเขาทานกัน ก็ไม่มีปัญหาเรื่องที่ว่าเราจะกล้ามโตสู้พวกเขาไม่ได้ครับ เพราะโครงสร้างทางกายภาพโดยรวมของคนทั้งโลกก็จะคล้ายๆกันหมด ดังนั้นอาหารเสริม "ของแท้" ที่ใช้ได้ผลกับฝรั่ง ก็จะใช้ได้ผลกับคนเอเซียด้วยครับ จากที่ผมพูดมาข้างบนทั้งหมดนั้น เพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่าผมไม่เน้นเรื่องการแบ่งมื้ออาหารย่อยเป็นวันละ 6 มื้อแต่อย่างใด คือถ้าเพื่อนสมาชิกทำได้ ก็ทำไปเถอะครับ ( แบ่งเป็นมื้อย่อย 6 มื้อ ) แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องซีเรียสอะไร เอาแค่ที่ผมเจาะจงไว้เป็นข้อๆข้างบนนี้ก็พอครับ ที่ควรทำให้ได้ ถ้าอ่านจากข้างบนที่ผมเขียนไว้ แล้วรู้สึกว่าตารางอาหารมันยังเข้มงวดไม่พอ ผมก็อยากจะเตือนสติไว้ว่า อย่าไปมองหาคนออกแบบตารางอาหารให้เลยครับ อย่างมากเขาก็ "สัก" แต่ว่าเขียนการทานอาหารขึ้นมาชิ้นหนึ่งให้คุณ ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะเหมาะกับคุณหรือเปล่า สู้ให้ตัวคุณเองออกแบบตารางอาหารให้ตัวเองจะดีที่สุด เพราะคุณย่อมรู้ข้อมูลของตัวคุณเองดีที่สุด อีกทั้งตารางการทานอาหาร ยังขึ้นอยู่กับ "ชนิด" ของอาหารนั้นๆอีกด้วย เป็นต้นว่า รสเค็ม รสเผ็ด รสหวาน ,ผัด ,ทอด ,ต้ม ฯลฯ คุณจะได้เลือกอย่างที่คุณชอบจริงๆ ส่วนไหนที่มันเป็นความสำคัญที่คุณจะต้องมีในตารางอาหารของคุณ ผมก็ได้สำทับให้ฟังเป็นข้อๆในข้างบนนี้ทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่นมาเพิ่มเติมหรอกครับ แต่ถ้าอยากจะลองทานแบบนักเพาะกายซูเปอร์สตาร์ที่คุณชื่นชอบ ก็ให้ลอกแบบตารางทานอาหารของเขาไปเลยครับ ไม่ต้องเอามาประยุกต์ให้ยุ่งยาก เพราะเท่าที่ผมดูแล้ว ตารางอาหารของพวกแชมป์เลียนแบบได้ง่ายมากๆเลยครับ |
|
|
|
สมาชิกเข้ามาใช้บริการผม "ต่อวัน" นั้นสูงมาก |
แม้ว่าผมจะหว่านล้อมให้คุณฟังมาทั้งหมดในหน้านี้ แต่ก็ยังมีเพื่อนสมาชิกประเภทที่ว่า "อยากให้เคลียร์ไปเลยมากกว่า" คือหมายถึงอยากให้ได้ตารางอาหารที่ออกแบบมาเป๊ะๆสำหรับตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม ,ทั้งแบบยอมเสียเงิน ,ทั้งแบบคอยถามตอดเล็กตอดน้อย เช่นกินไอ้นั่นตอนนั้นได้ไหมครับ ,กินไอ้นี่ ตอนนี้ได้ไหมครับ พอตอบกลับไป ก็จะยกตัวอย่างๆอื่นมาถามอีกไม่รู้จักจบสิ้น โดยมีความคิดว่าปัญหาของตัวคุณมีความแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ ควรจะได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่นคุณอ้วนกว่าคนอื่น ,คุณย่อยอาหารช้ากว่าคนอื่น ,คุณแพ้โน่นแพ้นี่ ( ซึ่งความจริงแล้ว คุณก็ควรให้เครดิตกับพวกลิงค์ตารางอาหาร ที่ผมเอามาให้คุณดูในตอนต้นของหน้านี้ด้วยว่า คนที่เขาออกแบบ เขาก็ต้องทราบดีอยู่แล้วว่าคนที่อ่านตารางอาหารนี้จากทั่วโลก ยิ่งต้องมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวมากมาย เช่น สูง,ต่ำ ,ดำ ,ขาว ,อายุมาก-น้อย ,แพ้อาหารตัวไหนไหม ฯลฯ ดังนั้น การที่จะออกตารางอาหารในลิงค์นั้นมาให้ดูได้ เขาก็ต้องวิเคราะห์วิจัยจนแน่ใจแล้วว่าสามารถใช้ได้กับคนโดยทั่วไป อีกทั้งเวลาที่ผมจะตอบคำถาม ผมก็มาใช้หลักที่เขียนไว้ในหน้านี้นั่นแหละครับ ดังนั้น ถ้าคุณจับหลักในหน้านี้ได้ คุณก็จะไม่เหลือคำถามอะไรมาถามอีกครับ รับรองได้ ) ผมจึงต้องใช้คำตอบอันสุดท้ายนี้อธิบายให้เข้าใจนะครับว่า คุณจะทำให้ผมอายุสั้นในไม่ช้า เพราะทุกวันนี้ การที่มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาใช้บริการบางวันเหยียบ 24,000 คน ( ดูจากกราฟสถิติของจริงในรูปข้างบนได้เลย ) แล้วประดังถามปัญหาเข้ามา ยังไม่รวมถึงเรื่อง Update วิชาการทั่วไปในเวบ ,เรื่องตารางฝึก ,เรื่องตอบปัญหาทั่วไป มันทำให้ชีวิตส่วนตัวของผมแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ตอนนี้ผมเริ่มไปตรวจสุขภาพแล้วเพราะรู้สึกว่าระดับความเครียดอันเกิดจากการต้องรับผิดชอบเรื่องต่างๆให้เพื่อนสมาชิก มันกำลังเริ่มเล่นงานผม อีกทั้งอายุของผมก็มากขึ้นทุกวัน ( 45 ปีแล้วน่ะครับ ) พอบวกกับความเครียด มันก็ทำให้สุขภาพเริ่มทรุดโทรม ประเด็นคือ ถ้าผมเป็นอะไรไปสักคน ใครจะอยู่ให้ความรู้เพาะกายกับส่วนรวมล่ะครับ ถ้าทุกคนตั้งหน้าตั้งตาให้ผมรับใช้ส่วนตัวให้ทุกเรื่อง ผมคงจะอยู่ต่อได้อีกไม่นานแน่ๆ ( แต่ถ้าเป็นเรื่องสั่งซื้อของ ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็ถามเข้ามาได้เลยครับ เพราะมีทางทีมงานดูแลให้เต็มที่อยู่แล้ว ผมไม่ได้ไปเหนื่อยตรงนั้นด้วย ) ถึงจะเอาปืนมาจ่อหัว ,ถึงจะเอาเงินมากมายมาว่าจ้าง ,ถึงผมจะสงสารและอยากช่วยคุณเพียงไหน ผมก็คงมานั่งออกแบบตารางทานอาหารให้คุณเป็นรายตัวไม่ไหวแล้ว อย่างที่เห็นฝรั่งเขาทำกันนั้น เขารับลูกค้าปีละไม่ถึงสิบคน และคิดรายได้เป็นนาที ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด แต่ของผม มีลูกค้าเข้ามาวันละสองหมื่นคนขึ้นไป และไม่มีรายได้พิเศษจากการใช้เวลาส่วนตัวไป Update เนื้อหาในเวบให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกันเลย จึงไม่สามารถเอาไปเทียบกับนักออกแบบตารางอาหารส่วนตัวของฝรั่ง ทั้งในแง่รายได้ ,ทั้งในแง่ชีวิตว่างๆ ( เวลาส่วนตัว ) ว่าทำไมเขาถึงทำได้ แต่ผมทำไม่ได้ และยืนยันอีกครั้งครับว่า ถึงผมจะรู้ตัวดีว่าช่วยคุณเป็นรายตัวไม่ได้ แต่ผมก็ได้เตรียมวิธีแก้ปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นก็คือคำอธิบายในหน้านี้ทั้งหมดอันประกอบไปด้วย 1.ในส่วนแรกจะเป็น ลิงค์ตัวอย่างมื้ออาหาร ซึ่งสร้างจากนักวิชาการของฝรั่งที่จบมาจากทางด้านนี้โดยเฉพาะ ,มากด้วยประสบการณ์ ,มาจากแหล่งให้ความรู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก 2.ในส่วนที่เหลือจากข้อ 1 ก็จะเป็นหลักการการออกแบบตารางทานอาหารด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ผมได้สังเกต ,เก็บรายละเอียด ,จับผิด ตารางอาหารทั้งของนักวิชาการเพาะกาย ,ทั้งของตัวนักเพาะกายที่ออกแบบเอง รวมเข้าไว้เป็นประสบการณ์เอามาถ่ายทอดให้คุณทำความเข้าใจในรูปแบบง่ายๆ เมื่อคุณทำตามที่ผมแนะนำไว้ในหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบตารางอาหาร หรือออกแบบตารางอาหารเอง ( โดยใช้คำแนะนำในหน้านี้เป็นหลัก ) ผมรับรองได้ว่าตารางอาหารที่เกิดขึ้นจะ "แน่นปึ๊ก" อย่างไม่ต้องสงสัย จงอย่าได้ลังเล หรือสงสัยอะไรอีกเลยครับ |
|
- END - |