TUVA ตอบปัญหา

  ถาม อยากให้ Webmaster ช่วยออกแบบตารางการทานอาหารให้หน่อยครับ
 
 
ตอบ
ก่อนจะตอบคำถามต่อไป ผมขอส่งหลักปฏิบัติให้เพื่อนสมาชิกก่อนดังนี้นะครับ


 

 

รูปแบบ

ลิงค์ที่แนะนำ

  นักศึกษา มีโรงอาหารให้เลือกซื้ออาหารได้ http://www.tuvayanon.net/7-ask-A-01-F-591112-1010.html 
  นักศึกษาอยู่หอพักคนเดียว ต้องหาอาหารกินเอง http://www.tuvayanon.net/7-ask-A-01-F-591112-1025.html 
  ทำงานทั้งวัน แทบไม่มีเวลาไปไหน http://www.tuvayanon.net/7-ask-A-01-F-591112-1428.html 
  กินตามงานวิจัยของฝรั่ง http://www.tuvayanon.net/8-food-A-01-B-591112-1504.html  ( เพิ่มกล้าม 10 อาทิตย์ ,เพิ่มความชัด 10 อาทิตย์ )

http://www.tuvayanon.net/8-food-A-01-D-591112-1802.html   ( กินคู่กับโปรตีนเวย์ )

http://www.tuvayanon.net/8-food-A-01-D-591112-1828.html   ( ทานแบบเน้นเพิ่มกล้ามเนื้อแบบ hard-core )

 
  กินแบบจะขึ้นประกวดภายใน 13 อาทิตย์ http://www.tuvayanon.net/2-book-A-01-C-591112-1854.html 

 


 

       เอาล่ะครับ ตอนนี้มาเข้าคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบตารางอาหารก่อน  คืออาจเป็นไปได้ว่าเพื่อนสมาชิก เห็นผมออกแบบ "ตารางฝึก" ได้ ก็น่าจะออกแบบ "ตารางอาหาร" ได้  เรามาทำความเข้าใจตรงนี้ให้ตรงกันก่อนนะครับ

 
ถ้าพูดถึงดัมเบลล์ 10 ปอนด์ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก มันก็จะหนักเท่ากัน
 


แต่มื้ออาหารของแต่ละพื้นที่ มันมีรูปแบบไม่เหมือนกันครับ


       เวลาที่ผมออกแบบตารางฝึกให้นั้น  เวลาที่บอกว่าให้ใช้ดัมเบลล์ขนาด 10 ปอนด์ ทำท่าโน้น ,ท่านี้ คนอ่านตารางฝึกก็จะสามารถทำตามได้เลย โดยไม่ต้องสนใจว่า ดัมเบลล์ของเขาจะหน้าตาอย่างไร เป็นแผ่นหรือเป็นหล่อเป็นลูก  สีสันแบบไหน  ขอเพียงเอาขึ้นตาชั่งแล้วมันโชว์ว่า 10 ปอนด์ ตามที่ผมบอกไว้ในตารางฝึก ก็เป็นอันใช้ได้ นั่นก็เพราะขนาดลูกน้ำหนักมันชั่งด้วยระบบเมตริกซ์จึงเป็นสากลเหมือนกันทั่วโลก   ทำให้ผมสามารถทำตารางฝึกออกมาได้เลย

       แต่ตารางการทานอาหารจะต่างออกไปครับ  ยังไม่ต้องไปไกล เอาอย่างแรกก่อนเลย คือความสะดวกในการหาอาหารมาทาน  ในแต่ละท้องที่ก็มีความแตกต่างกันออกไป อย่างในอาหารสามรูปข้างบน ก็เป็นอาหารพื้นเมืองของแต่ละสถานที่  ถ้าผมออกแบบตารางทานอาหารให้ได้จริง ถ้าคนอ่านอยู่ภาคเหนือ หาอาหารนั้นทานได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนอ่านอยู่ภาคใต้ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ย่อมแตกต่างออกไป การจะหาอาหารแบบคนภาคเหนือก็ทำได้ยาก  หรือเพื่อนสมาชิกบางท่านอยู่ต่างประเทศ ก็จะหาอาหารทานแบบในประเทศไทยไม่ได้อีก นั่นหมายความว่าในแต่ละมื้อที่ผมจะออกแบบให้ไป  มันก็เลยจับหลักไม่ได้เพราะความหลากหลายของสภาพแวดล้อม


 

บิล   ดาเว่ย์ นักเพาะกายนายแบบ
 


 

ตารางการทานอาหารของ บิลล์   ดาเว่ย์

  มื้อที่ 1 ทานเวลา 04.45 น. ไข่กวน ( เอาไข่ไปกวนในกระทะและใส่ชีส ) ที่ทำจากไข่ขาว 10 ฟอง กับไข่ทั้งฟองอีก 2 ฟอง ,ชีสขาดมันเนย 1 แผ่น ,ข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยครึ่ง
 
  มื้อที่ 2 ทานเวลา 07.30 น. อาหารทดแทน ( เป็นผงชงกับน้ำ ) 1 ชุด ,สาลี่ 1 ผล ,น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ ( เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง ) ครึ่งช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 3 ทานเวลา 10.00 น. เนื้ออกไก่ปิ้ง 10 ออนซ์ ( 283.5 กรัม ) ,ข้าวสวยครึ่งถ้วย ,บรอกโคลีนึ่ง 2 ถ้วย
 
  มื้อที่ 4 ทานเวลา 13.00 น. อาหารทดแทน ( แบบเดียวกับมื้อที่ 2 ) 1 ชุด ,แอปเปิล 1 ผล ,น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ครึ่งช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 5 ทานเวลา 15.00 น. มันฝรั่งอบ 10 ออนซ์ ,คอตเทจชีส ( Cottage Cheese ) ครึ่งถ้วย ,เนยแอปเปิล 1 ช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 6 ทานเวลา 18.00 น. อาหารทดแทน ( แบบเดียวกับมื้อที่ 2 ) 1 ชุด ,โปรตีนผง ( Protien Powder ) 2 ช้อนครึ่ง ( 2.5 ออนซ์ )
 
  มื้อที่ 7 ทานเวลา 20.00 น. เนื้อปลาปิ้ง 10 ออนซ์ ,กะหล่ำดอกนึ่ง 1 ถ้วย ,ถั่ว "ลิมา" นึ่ง 1 ถ้วย
 
  มื้อที่ 8 ก่อนนอน  ดื่มโปรตีนผง ( แบบเดียวกับมื้อที่ 6 ) 2 ช้อนครึ่ง
 

 


คุณสามารถเลียนแบบตารางอาหารนักเพาะกายที่คุณชื่นชอบได้อยู่แล้ว
( ไม่ต้องรอให้ผมออกแบบตารางอาหารให้แต่อย่างใด )
 

       อีกทั้ง นักเพาะกายที่มีหุ่นตรงสเปกกับที่คุณอยากได้ ก็มักจะเปิดเผยเรื่องตารางการทานอาหารให้คุณเห็นอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากมีหุ่นเหมือนนักเพาะกายนายแบบในรูปข้างบน คือคุณบิล  ดาเว่ย์ คุณก็สามารถทานตามตารางอาหารของเขาได้เลย เพราะเขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้วนี่ครับ


 

เวลาชกมวย อย่าหลับตา มิเช่นนั้นก็จะโดนอัด
 

       ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมพบคือ เพื่อนสมาชิกพอเห็นว่าเป็นตารางอาหารของฝรั่ง ที่มีชนิดของอาหารที่ไม่คุ้นเคยในบ้านเรา ก็กลัวว่าจะหาซื้อไม่ได้ ไม่สะดวก ฯลฯ  ก็หลับตาปี๋ ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว ได้แต่ขอร้องให้ผมออกแบบตารางการทานอาหารที่เป็นแบบไทยๆ ให้ท่าเดียวเลย    ซึ่งอุปสรรคแบบนี้ มันก็เหมือนเวลาคุณชกมวย  ถ้าเวลาชก คุณหลับตาด้วยความกลัวคู่ต่อสู้  คุณก็จะมองไม่เห็นว่าคู่ต่อสู้ส่งหมัดมาเมื่อไร ตรงไหน ที่สุดแล้วคุณก็จะโดนอัดเสียน่วม แต่ถ้าคุณเปิดตา กล้าต่อสู้กับอุปสรรค คุณก็จะเห็นว่าคู่ต่อสู้ของคุณโยนหมัดมาด้านไหน คุณก็จะได้หลบหมัดนั้นแล้วต่อยสวนไปได้  

       คู่ต่อสู้ที่ว่านี้ ผมก็เปรียบกับอุปสรรคจากการใช้ตารางอาหารแบบฝรั่งๆนั่นเอง   ถ้าคุณกล้าเปิดตาเผชิญกับอุปสรรค คุณก็จะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าที่คิดเยอะครับ จงอย่าไปกลัวมัน   ข้อแนะนำก็คือเมื่อลองเข้าไปวิเคราะห์ดูก็จะเห็นได้ว่า

       1.ในด้านวัตถุดิบ - ตารางอาหารฝรั่งบอกให้กินพาสต้า ในมื้อนั้นมื้อนี้  วิธีทำก็แค่เดินตลาดหาซื้อเส้นพาสต้าได้เลย  เดี๋ยวนี้มีขายกันหลายยี่ห้อแล้วครับ ทั้งเบสท์ฟู๊ดส์ ฯลฯ หรือถ้าไม่ชอบรสของมัน ก็หาก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแทนได้นี่ครับ เพราะเป็นแป้งเหมือนกัน ,ปลาที่นักเพาะกายชอบทานกันคือ ปลาทิลาเปีย ( คลิ๊ก )  คุณก็หาปลานิลทานแทนได้ ,ถ้าเป็นอาหารชื่อแปลกๆ เช่น คอจเตสชีส ในตารางอาหารของฝรั่ง ผมก็มักจะทำลิงค์ไว้ให้คุณ "คลิ๊ก" อยู่แล้วนี่ครับ คุณก็แค่คลิ๊กเพื่อดูว่าหน้าตาคอจเตสชีสเป็นยังไง  สะกดตัวภาษาอังกฤษว่ายังไง  แล้วก็เดินห้างดู ถ้าไม่มียี่ห้อตรงกับในรูปที่ผมนำมาลง คุณก็ดูว่ามียี่ห้อไหนที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสะกดตรงกัน ก็ซื้ออันนั้น  ต้องลองครับ อย่าไปกลัวอุปสรรค มันต้องมีวิธีสิน่า วัตถุดิบที่เหลือ ก็เป็นพวกพื้นๆทั้งนั้น เช่นดอกกะหล่ำ ,ไข่ไก่ ฯลฯ

       2.ในด้านการปรุง - คุณจะเห็นได้ชัดเจนว่าตารางอาหารของฝรั่งนั้น  จะประกอบอาหารได้ง่ายมากๆ ก็หนีไม่พ้น การนึ่ง ,การทอด ธรรมดานี่เลย เพราะเขาออกแบบมาให้สามารถทำตามได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าเป็นพวกน้ำราดสลัดที่ทำยากๆ  ก็จำชื่อภาษาอังกฤษไว้แล้วไปเดินหาซื้อตามห้าง ถ้าไม่ตรงยี่ห้อกัน ก็ซื้อที่ใกล้เคียง  ที่เน้นก็คือ ถ้าในตารางมีคำว่า
Low Fat ( ไขมันต่ำ )   ยี่ห้ออื่นที่คุณจะซื้อมาทดแทนยี่ห้อที่หาซื้อไม่ได้นั้น  ก็ควรจะมีคำว่า Low Fat ด้วยน่ะครับ  ลองดูตัวอย่างวิธีปรุงอาหารแบบง่ายๆ ทั้งใส่หม้อต้ม ,หรือใช้ไมโครเวฟได้ที่ลิงค์ http://www.tuvayanon.net/9food5302261557.html

       ซึ่งการทานเลียนแบบตารางอาหารของซูเปอร์สตาร์เพาะกายนั้น เขามีการคำนวณมาอย่างดีแล้ว นักเพาะกายซูเปอร์สตาร์บางคนถึงขนาดไปว่าจ้างนักโภชนาการระดับปริญญาเอก ( ของบ้านฝรั่งเขา ) มาออกแบบตารางอาหารให้เลย มีรายละเอียดเรื่องเลขแคลอรี่ชัดเจน   เราก็เข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้ได้โดยไม่ต้องเสียตังค์จ้างใครมาคำนวณแคลอรี่ให้  ก็แค่ไปเลียนแบบตารางอาหารของนักเพาะกายซูเปอร์สตาร์คนนี้อีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง  ที่สำคัญ การเลียนแบบตารางอาหารนั้น ง่ายกว่าการเลียนแบบตารางออกกำลังของเขามาก เพราะสำหรับเรื่องการทานอาหาร  คุณก็แค่มีวัตถุดิบในการปรุงอาหารเหมือนเขา ,มี เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร เล็กๆอันนึง ( ไม่เกิน 500 บาท ) แล้วก็เอาวัตถุดิบ ( เช่นมันฝรั่ง ,เนื้อ ฯลฯ ) ไปชั่งน้ำหนักให้ได้เท่ากับในตารางอาหารนั้น จากนั้นก็เอามานึ่งหรืออบ หรือทอดแบบเขา แล้วก็เอาเข้าปากก็เสร็จแล้ว ในขณะที่ ถ้าเป็นตารางออกกำลัง มันมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก เช่นการพักเซท ,เทคนิคการฝึก ,สถานที่ ฯลฯ ซึ่งเลียนแบบได้ยากกว่ากันมาก  เพราะความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อบ้าง ,จำนวนปีของการเล่นบ้าง ,อุปกรณ์ที่โรงยิมที่แชมป์คนนั้นบริหารบ้าง  ระหว่างคุณกับแชมป์คนนั้น อาจไม่เท่ากัน  ทำให้การลอกเลียนแบบตารางฝึกของซูเปอร์สตาร์อาจไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร   คุณจึงควรให้ผมรับผิดชอบในส่วนที่ยาก ( เช่นออกแบบตารางฝึก ) ส่วนคุณก็ช่วยตัวเองในส่วนที่ง่าย ( ตารางการทานอาหารของตัวเอง ) ไปน่ะครับ


สำหรับเพื่อนสมาชิกที่ไม่อยากเลียนแบบตารางอาหารของแชมป์

       ในกรณีที่ไม่อยากจะเลียนแบบตารางอาหารของแชมป์ เพราะอยากจะมีตารางอาหารเป็นของตนเอง  ผมบอกได้เลยว่าคนที่ออกแบบตารางการทานอาหารได้ดีที่สุดก็คือตัวคุณเอง เพราะข้อมูลในทางลึกอื่นๆ คุณจะรู้ดีกว่าใคร ยกตัวอย่างเช่น
คุณทานเนื้อสัตว์ไหม ,แพ้โปรตีนตัวไหนไหม ,ชอบโปรตีนรูปแบบไหนมากกว่ากัน ,ทานวิตะมินได้เท่ากับค่าเฉลี่ยที่ติดไว้ที่ข้างกล่องหรือไม่ ( สังเกตว่าข้างกล่องวิตะมินมันจะมีบอกไว้ว่า "ไม่ให้ใช้ติดต่อกันนานเกินไป" ) ,เส้นทางที่จะเดินทางไปซื้ออาหาร สะดวก ใกล้หรือไกลขนาดไหน เพื่อที่จะได้หาสารอาหารตัวอื่นมาแทนอีกตัวหนึ่งในกรณีที่หาซื้อยาก ต้องเดินทางลำบากไปซื้อไกลๆ ,คุณใช้เวลาประจำวันอย่างไรบ้าง มีงานที่ต้องเดินทางไปทำ หรือว่าว่างทั้งวัน ,เลิกงานกี่โมง จะได้เอามาซอยมื้ออาหารเป็น 6 มื้อได้เหมาะกับเวลานั้นๆ ,งบประมาณในแต่ละวันมีกี่บาท ฯลฯ

       เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ออกแบบตารางทานอาหารเสร็จแล้วชอบส่งมาให้ผมดู ต่อไปนี้ ไม่ต้องส่งมาให้ดูแล้วนะครับเพราะว่าผมจะบอกหลักการพิจารณาให้ตรงนี้เลย ( หมายความว่า ถึงจะส่งมาให้ดู ผมก็ใช้หลักพิจารณาเดียวกันนี่แหละ )  ให้ตรวจสอบดูว่าครบกับที่ผมตั้งไว้หรือเปล่า ผมจะพยายามจำกัดข้อพิจารณาไว้ให้น้อยๆ จะได้ทำตามได้ไม่ยาก มีดังนี้นะครับ ( คำแนะนำข้างล่างนี้ ใช้ได้กับทุกเพศ ,ทุกวัย ,ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลดความอ้วน ,เพิ่มน้ำหนัก  ฯลฯ ขอเพียงมีคำว่า "เพาะกาย" เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องใช้หลักการออกแบบตารางทานอาหาร ตามที่ปรากฏข้างล่างนี้ครับ )
 

สำคัญที่สุด อันดับ 1 คือต้องทานอาหารเช้า (ไม่ใช่แค่กาแฟแก้วเดียว)
 

       ต้องทานอาหารเช้า - ถ้าข้อแรกยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องคุยกันแล้วครับ  บางคนเวลาตอนเช้ามีน้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะการที่ผมบอกว่าอาหารเช้า ผมไม่ได้บอกว่าต้องทานกี่โมง ดังนั้น คุณอาจไปทานที่ทำงานก็ได้ หรือคนที่นอนผิดเวลากับคนอื่น เช่นเพื่อนสมาชิกที่ทำงานตอนกลางคืนแล้วนอนตอนเช้า ตื่นบ่าย  ตอนที่ตื่นตอนบ่ายนั้น ก็ต้องทานอาหารตอนบ่ายนั้นเลยครับ  อย่ารอไปทานตอนดึก  ให้ทำประหนึ่งราวกับว่าคุณตื่นนอนตอนเช้า ( ทั้งๆที่ความจริงคุณตื่นบ่าย ) แล้วอาหารมื้อแรกของคุณ ก็คืออาหารมื้อเช้านั่นเอง ( แต่ความจริงเป็นมื้อบ่าย )

       ต่อให้คุณเขียนตารางอาหารมาให้ผมดูยังไง  ถ้าไม่มีอาหารเช้าอยู่ในตารางนั้น ผมก็ไม่อ่านต่อแล้วครับ   ให้ทำอาหารง่ายๆทานครับ อย่างในรูปข้างบน ผมก็จะทานอย่างนี้เป็นสิบๆปี ไม่เบื่อครับ ทำง่ายด้วย แต่ห้ามกินกาแฟแก้วเดียวกับปาท๋องโก๋ครับ ไอ้อย่างนั้น มันไม่เรียกว่าอาหารเช้า มันเรียกว่า "จิบเครื่องดื่ม"  ถ้าคุณเป็นนักกีฬาเพาะกาย คุณจะไปทานแบบเพื่อนคุณไม่ได้ครับ คุณต้องเคร่งครัดในเรื่องอาหารเช้า   สิ่งที่ผมจะขอจากคุณนั้น มีไม่มากหรอกครับ และอันนี้เป็นอันดับหนึ่งเลย  "คุณต้องทานอาหารเช้า"


 

ห้ามอดอาหารเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ
 

       ห้ามอดอาหารเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ - กีฬาเพาะกาย เป็นกีฬาที่แปลกอย่างหนึ่งคือ ห้ามมีคำว่า "หิว" และห้ามมีคำว่า "ง่วง" อย่างเด็ดขาด  ถ้าคุณมีสองอาการนี้เกิดขึ้นเมื่อใด นั่นไม่ใช่เหตุปกติแล้ว  ( แต่ถ้าไม่ใช่นักเพาะกาย ก็อาจจะไม่แปลกถ้าคุณมีสองอาการนี้ )

       เรื่องความง่วงคงไม่ต้องพูดถึง ก็แค่นอนให้เพียงพอ หรือแอบงีบหลับในที่ทำงานบ้าง ก็แก้ปัญหาได้แล้ว  แต่เราต้องมาคุยกันเรื่องอาการ "หิว" โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยการเพาะกาย ที่มักจะเข้าใจผิดๆ เข้าใจผิดอย่างไรหรือ? คำตอบก็คือ การลดน้ำหนักด้วยการเพาะกายนั้น จุดประสงค์คือการเสริมสร้างมัดกล้ามเนื้อขึ้นมาในร่างกายให้มากขึ้น เพื่อช่วยสลายไขมันได้ตลอด 24 ชม. โดยมิได้มีส่วนใดพูดถึงการลดปริมาณอาหารเลย  ดังนั้น เมื่อเป้าประสงค์มีอยู่แค่นี้ เราก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา และหนึ่งในปัจจัยของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือคุณต้องทานอาหารให้เพียงพอ ( ทานแค่ "พออิ่ม" และห้ามอดอาหาร )

       ช่วง 4 เดือนแรกคุณอาจจะตกใจบ้างที่น้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกรัมของคุณ  แทนที่จะลด มันกลับเพิ่ม ทั้งๆที่ก็เล่นกล้ามอย่างถูกวิธีแล้วแท้ๆ อย่าพึ่งไปตีพงตีพายครับ หลังจากขึ้นเดือนที่ 5 แล้ว น้ำหนักตัวคุณจะเริ่มอยู่ตัว และจะกราฟการลดน้ำหนักจะเริ่มเทลาดลงแล้ว

       แม้แต่นักเพาะกายที่ลดน้ำหนักตัวเพื่อขึ้นประกวด ถึงจะใช้คำว่า "ไดเอท" คล้ายกับกีฬาฟิตเนส  แต่ความจริงแล้ว นักเพาะกายเขาแค่ตัดอาหารคาร์โบไฮเดรตลงอย่างเดียว แต่ไปเพิ่มอาหารโปรตีนขึ้น  ไม่ได้อดอาหารอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ

       ถึงน้ำหนักตัวคุณจะร่วมร้อยกิโลกรัม ,หรือคุณเป็นสุภาพสตรีที่ต้นขาใหญ่มาก ก็ขอให้ทำตัวเป็นศิษย์มีครู อย่าคิดอะไรมั่วๆเอาเองด้วยการอดอาหาร   หนทางของการเพาะกายมันมีอยู่ครับ คุณต้องทานอาหารให้เพียงพอเพื่อสร้างพละกำลัง แล้วนำพละกำลังเหล่านั้นไปเล่นกล้าม และทำคาร์ดิโอ ( ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ,เดินบนสายพาน ,วิ่งจ๊อกกิ้ง ) นี่ต่างหากคือหนทางที่ถูกต้องในการลดไขมันในร่างกายคุณครับ ไม่ใช่อดอาหาร   ก็ลองดูตารางอาหารของคุณบิล  ดาเว่ย์ นักเพาะกายนายแบบในภาพข้างบนสิครับ กล้ามคมกริบไร้ไขมันแบบนี้ ยังกินไข่ไก่ตั้งวันละ 10 ฟองเลย  ไม่เห็นว่าเขาจะต้องอดอาหารแต่อย่างใดเลยครับ


 

ทานเนื้อสัตว์ให้ได้ความกว้าง ,ยาว ,หนา เท่ากับฝ่ามือข้างขวาของคุณ


       ในแต่ละวัน ควรทานเนื้อสัตว์รวมทั้งวันแล้ว ให้ได้เท่ากับความกว้าง ,ยาว ,หนา ของฝ่ามือข้างขวาของคุณเอง - ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเพาะกายแนวไหน  ( อยากพอมีกล้ามบ้าง ,อยากขึ้นประกวด ฯลฯ ) คุณต้องเริ่มจากการรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ "อย่างน้อย" ใน 1 วัน ต้องให้ได้ ความกว้าง ,ยาว ,หนา เท่ากับฝ่ามือข้างขวาของคุณ   ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่งนะครับ  อันนี้เป็นการประมาณเฉยๆ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเช้าคุณอาจสั่งข้าวกับกระเพราหมูชิ้น ( สั่งแบบพิเศษ ) ,ตอนกลางวันอาจจะสั่งข้าวมันไก่ สองจาน ,ตอนเย็นอาจจะเป็นข้าวสวยกับปลาทูก็ได้ เพียงแต่ให้คะเนเอาด้วยสายตาว่า ไอ้เจ้าหมูชิ้น ( จากมื้อเช้า ) ,ไก่ตอน ( จากมื้อบ่าย ) ,ปลาทู ( จากมื้อเย็น ) ถ้าเอามาวางไว้ด้วยกัน มันน่าจะได้ความกว้าง ,ยาว ,หนาเท่ากับฝ่ามือข้างขวาของเราหรือยัง  ถ้ายัง ก็อาจจะเพิ่มไข่เจียวบ้าง ,หมูปิ้งสัก 4 - 5 ไม้เข้าไปบ้าง

       แล้วถ้าคุณอยู่ในข่ายประเภทต้องการให้กล้ามใหญ่มากๆเพื่อขึ้นประกวด คุณก็ค่อย "ต่อยอด" จากการกินโปรตีนในแต่ละวันของคุณ ( 1 ฝ่ามือข้างขวาของคุณ ) ให้สูงขึ้นไป เช่นเพิ่มการทานไข่ขึ้นไปอีกเป็น 10 ฟองเป็นต้น  แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด คุณจะต้องทานโปรตีนในแต่ละวันให้ได้ขนาดเท่ากับหนึ่งฝ่ามือด้านขวาของคุณเป็นพื้นฐานก่อนครับ


 

น้ำและนม ควรกินแยกเวลากันคนละช่วง (เช้า - บ่าย)


       น้ำและนม ควรกินแยกเวลากันคนละช่วง ( เช้า - บ่าย ) - หมายความว่า ตามปกติแล้ว คุณจะต้องทานน้ำวันละ 8 แก้วเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าในตารางทานอาหารของคุณ มีนมอยู่ด้วย ( ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้นะครับ แต่น้ำเปล่าจะต้องมีในตารางอาหารของคุณเสมอ )  การจะทานนมในตารางอาหาร ควรแยกออกจากกันกับการดื่มน้ำ นั่นคือ ถ้าคุณดื่มน้ำช่วงเช้า จนครบทั้ง 8 แก้ว ( 09.00 น. ถึงก่อนอาหารเที่ยง )  คุณก็ควรเอานมไปทานในช่วงบ่าย ( 13.00 น. ถึง 16.00 น. ) สาเหตุก็เพราะว่ามันเป็นของเหลวด้วยกันทั้งคู่ และนมมักจะมีปัญหากับน้ำเสมอในเรื่องการย่อย  คราวนี้ เมื่อมันเข้าสู่กระเพาะพร้อมๆกัน ประการแรกคุณอาจ "จุก" เพราะเหมือนกับว่าคุณรับของเหลวเข้าไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมากเกินไป  ประการที่สองก็คืออย่างที่ผมบอกไว้ว่าอาจมีปัญหาเรื่องระบบการย่อยนมของร่างกาย ในเวลาที่ดื่มเข้าไปพร้อมๆกับการดื่มน้ำ


 

มื้ออาหาร "หลังการออกกำลังกาย" จะต้องมีข้าวเป็นส่วนประกอบ


       ในมื้ออาหารที่ทานทันทีหลังการเล่นกล้ามเสร็จ จะต้องมีข้าวเป็นส่วนประกอบ - สำหรับมื้ออื่นนั้น ไม่เป็นปัญหา คุณอาจจะทานสเต๊ก ซึ่งก็คือเนื้อล้วนๆ ไม่มีคาร์โบไฮเดรตอยู่เลย  แต่สำหรับมื้อหลังการเล่นกล้ามเสร็จ คุณจะต้องมีคาร์โบไฮเดรต รวมอยู่ในมื้ออาหารนั้นด้วยเสมอ คาร์โบไฮเดรตที่หาง่ายที่สุดก็คือ ข้าว หรือไม่ก็พวกเส้นก๋วยเตี๋ยว

       เหตุผลก็เพราะหลังการเล่นกล้ามเสร็จใหม่ๆ การรับคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกายภายใน 45 นาทีหลังการเล่นกล้ามเสร็จ จะช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนที่เราทานมาในมื้อก่อนหน้านี้ ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เราได้รับประโยชน์จากโปรตีนที่เรากินเข้าไปก่อนหน้านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


 

เรื่องเครื่องดื่ม ขอข้อเดียว คืออย่าดื่มแอลกอฮอลล์ ,เหล้า ,เบียร์


       เรื่องเครื่องดื่มขอข้อเดียวคือ อย่าดื่มแอลกอฮอลล์ คือเหล้าและเบียร์ - หลายคนชอบตารางการกินแบบ "ลงโทษตัวเอง" เพราะรู้สึกผิดที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วนมาตลอด  ตารางการกินแบบลงโทษตัวเองก็เช่น ห้ามเครื่องดื่มที่มีโซดา ,ห้ามน้ำอัดลม ,ห้ามกาแฟ ฯลฯ ซึ่งเราจะเห็นตารางแบบลงโทษตัวเองที่ว่านี้ได้ในตารางการกินแบบของพวกนักฟิตเนสเขา  เอาล่ะ ถ้าเราอยากดื่มแบบลงโทษตัวเองแบบนั้น ก็สามารถทำได้เป็นครั้งคราวเช่นก่อนประกวดสักสามเดือน  แต่หลังจากนั้นต้องผ่อนคลาย

       กีฬาเพาะกายเป็นกีฬาแห่งจิตวิญญาณ คือต้องมีใจเป็นหลัก เราจึงมีจะแรงใจฝ่าฟันการออกกำลังให้ตลอดรอดฝั่งยันแก่ยันเฒ่า ดังนั้นต้องมีการผ่อนคลายบ้าง การห้ามโน่นห้ามนี่ไปเสียทุกอย่าง จะทำให้คุณเครียดเพิ่มมากขึ้นจากความเครียดที่ได้รับจากการทำงาน ,การต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูคนในครอบครัว ฯลฯ สักวันหนึ่งมันจะทำให้คุณเลิกออกกำลังไปเสียดื้อๆเพราะความเบื่อจากการถูกห้ามกินโน่นกินนี่เหมือนพวกฟิตเนสเขา   อีกทั้งการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ,กาแฟ ก็ไม่อยู่ในข้อห้ามของการเพาะกายแต่อย่างใด

       ในเมื่อผมเป็นคนที่ผ่อนคลายในเรื่องการดื่มขนาดนี้   ดังนั้น อะไรที่ผมเอ่ยปากห้าม นั่นต้องเป็นสิ่งที่แย่สุดๆเกินจะเยียวยาจริงๆ   และสิ่งนั้นก็คือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เช่นเหล้าและเบียร์ นั่นเองครับ   แล้วไวน์ล่ะ? ตัวไวน์นั้น ถ้าทานมากก็จะสามารถถูกตรวจจับแอลกอฮอลล์ได้ด้วยเครื่อเป่าของตำรวจ ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่ก็ยังไม่เน้นหนักเหมือนเหล้าและเบียร์ครับ อันนี้ห้ามเด็ดขาดครับ
!


 

ถ้ามีงบประมาณพอ ก็ควรใช้อาหารเสริมด้วยนะครับ


       ควรใช้อาหารเสริมช่วยในการเล่นกล้ามด้วยนะครับ - ตามที่ผมได้บอกไว้ข้างบนแล้วว่า แต่ละพื้นที่ มีอาหารประจำท้องถิ่นไม่เหมือนกัน   ถ้าเราต่างคนต่างทานอาหารท้องถิ่นอย่างเดียว เราก็คงจะเสียเปรียบพวกฝรั่งแน่ๆ เพราะฝรั่งเขาค้นคว้า วิจัย และผลิตอาหารเสริมสำหรับการเล่นกล้ามใหม่ๆมาเสมอ  และนักกล้ามที่กล้ามสวยๆ ก็จะไปกระจุกตัวอยู่ที่อเมริกาที่เดียวเป็นแน่

       ดังนั้น วิธีที่ดีคือ เราควรไปซื้ออาหารเสริม "ของแท้" จากบ้านเมืองฝรั่งมาทาน  เพราะแม้ว่าอาหารพื้นเมืองของเราจะต่างจากเขา แต่ถ้าอาหารเสริมที่เรากิน เป็นแบบเดียวกัน รุ่นเดียวกันกับที่นักเพาะกายฝรั่งเขาทานกัน ก็ไม่มีปัญหาเรื่องที่ว่าเราจะกล้ามโตสู้พวกเขาไม่ได้ครับ  เพราะโครงสร้างทางกายภาพโดยรวมของคนทั้งโลกก็จะคล้ายๆกันหมด ดังนั้นอาหารเสริม "ของแท้" ที่ใช้ได้ผลกับฝรั่ง ก็จะใช้ได้ผลกับคนเอเซียด้วยครับ

       จากที่ผมพูดมาข้างบนทั้งหมดนั้น เพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่าผมไม่เน้นเรื่องการแบ่งมื้ออาหารย่อยเป็นวันละ 6 มื้อแต่อย่างใด คือถ้าเพื่อนสมาชิกทำได้ ก็ทำไปเถอะครับ ( แบ่งเป็นมื้อย่อย 6 มื้อ ) แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องซีเรียสอะไร เอาแค่ที่ผมเจาะจงไว้เป็นข้อๆข้างบนนี้ก็พอครับ ที่ควรทำให้ได้

       ถ้าอ่านจากข้างบนที่ผมเขียนไว้ แล้วรู้สึกว่าตารางอาหารมันยังเข้มงวดไม่พอ ผมก็อยากจะเตือนสติไว้ว่า อย่าไปมองหาคนออกแบบตารางอาหารให้เลยครับ  อย่างมากเขาก็ "สัก" แต่ว่าเขียนการทานอาหารขึ้นมาชิ้นหนึ่งให้คุณ ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะเหมาะกับคุณหรือเปล่า  สู้ให้ตัวคุณเองออกแบบตารางอาหารให้ตัวเองจะดีที่สุด เพราะคุณย่อมรู้ข้อมูลของตัวคุณเองดีที่สุด  อีกทั้งตารางการทานอาหาร ยังขึ้นอยู่กับ "ชนิด" ของอาหารนั้นๆอีกด้วย เป็นต้นว่า รสเค็ม รสเผ็ด รสหวาน ,ผัด ,ทอด ,ต้ม ฯลฯ คุณจะได้เลือกอย่างที่คุณชอบจริงๆ   ส่วนไหนที่มันเป็นความสำคัญที่คุณจะต้องมีในตารางอาหารของคุณ ผมก็ได้สำทับให้ฟังเป็นข้อๆในข้างบนนี้ทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่นมาเพิ่มเติมหรอกครับ แต่ถ้าอยากจะลองทานแบบนักเพาะกายซูเปอร์สตาร์ที่คุณชื่นชอบ ก็ให้ลอกแบบตารางทานอาหารของเขาไปเลยครับ ไม่ต้องเอามาประยุกต์ให้ยุ่งยาก เพราะเท่าที่ผมดูแล้ว ตารางอาหารของพวกแชมป์เลียนแบบได้ง่ายมากๆเลยครับ


 

สมาชิกเข้ามาใช้บริการผม "ต่อวัน" นั้นสูงมาก


       แม้ว่าผมจะหว่านล้อมให้คุณฟังมาทั้งหมดในหน้านี้ แต่ก็ยังมีเพื่อนสมาชิกประเภทที่ว่า "อยากให้เคลียร์ไปเลยมากกว่า" คือหมายถึงอยากให้ได้ตารางอาหารที่ออกแบบมาเป๊ะๆสำหรับตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม ,ทั้งแบบยอมเสียเงิน ,ทั้งแบบคอยถามตอดเล็กตอดน้อย เช่นกินไอ้นั่นตอนนั้นได้ไหมครับ ,กินไอ้นี่ ตอนนี้ได้ไหมครับ พอตอบกลับไป ก็จะยกตัวอย่างๆอื่นมาถามอีกไม่รู้จักจบสิ้น โดยมีความคิดว่าปัญหาของตัวคุณมีความแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ ควรจะได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่นคุณอ้วนกว่าคนอื่น ,คุณย่อยอาหารช้ากว่าคนอื่น ,คุณแพ้โน่นแพ้นี่  ( ซึ่งความจริงแล้ว คุณก็ควรให้เครดิตกับพวกลิงค์ตารางอาหาร ที่ผมเอามาให้คุณดูในตอนต้นของหน้านี้ด้วยว่า  คนที่เขาออกแบบ เขาก็ต้องทราบดีอยู่แล้วว่าคนที่อ่านตารางอาหารนี้จากทั่วโลก ยิ่งต้องมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวมากมาย เช่น สูง,ต่ำ ,ดำ ,ขาว ,อายุมาก-น้อย ,แพ้อาหารตัวไหนไหม ฯลฯ  ดังนั้น การที่จะออกตารางอาหารในลิงค์นั้นมาให้ดูได้ เขาก็ต้องวิเคราะห์วิจัยจนแน่ใจแล้วว่าสามารถใช้ได้กับคนโดยทั่วไป  อีกทั้งเวลาที่ผมจะตอบคำถาม  ผมก็มาใช้หลักที่เขียนไว้ในหน้านี้นั่นแหละครับ ดังนั้น ถ้าคุณจับหลักในหน้านี้ได้ คุณก็จะไม่เหลือคำถามอะไรมาถามอีกครับ รับรองได้ )

       ผมจึงต้องใช้คำตอบอันสุดท้ายนี้อธิบายให้เข้าใจนะครับว่า คุณจะทำให้ผมอายุสั้นในไม่ช้า เพราะทุกวันนี้ การที่มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาใช้บริการบางวันเหยียบ 24,000 คน ( ดูจากกราฟสถิติของจริงในรูปข้างบนได้เลย )  แล้วประดังถามปัญหาเข้ามา ยังไม่รวมถึงเรื่อง
Update วิชาการทั่วไปในเวบ  ,เรื่องตารางฝึก ,เรื่องตอบปัญหาทั่วไป  มันทำให้ชีวิตส่วนตัวของผมแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ตอนนี้ผมเริ่มไปตรวจสุขภาพแล้วเพราะรู้สึกว่าระดับความเครียดอันเกิดจากการต้องรับผิดชอบเรื่องต่างๆให้เพื่อนสมาชิก มันกำลังเริ่มเล่นงานผม  อีกทั้งอายุของผมก็มากขึ้นทุกวัน ( 45 ปีแล้วน่ะครับ ) พอบวกกับความเครียด มันก็ทำให้สุขภาพเริ่มทรุดโทรม  ประเด็นคือ  ถ้าผมเป็นอะไรไปสักคน ใครจะอยู่ให้ความรู้เพาะกายกับส่วนรวมล่ะครับ ถ้าทุกคนตั้งหน้าตั้งตาให้ผมรับใช้ส่วนตัวให้ทุกเรื่อง ผมคงจะอยู่ต่อได้อีกไม่นานแน่ๆ ( แต่ถ้าเป็นเรื่องสั่งซื้อของ  ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็ถามเข้ามาได้เลยครับ เพราะมีทางทีมงานดูแลให้เต็มที่อยู่แล้ว ผมไม่ได้ไปเหนื่อยตรงนั้นด้วย )

       ถึงจะเอาปืนมาจ่อหัว ,ถึงจะเอาเงินมากมายมาว่าจ้าง ,ถึงผมจะสงสารและอยากช่วยคุณเพียงไหน ผมก็คงมานั่งออกแบบตารางทานอาหารให้คุณเป็นรายตัวไม่ไหวแล้ว  อย่างที่เห็นฝรั่งเขาทำกันนั้น เขารับลูกค้าปีละไม่ถึงสิบคน และคิดรายได้เป็นนาที ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด   แต่ของผม มีลูกค้าเข้ามาวันละสองหมื่นคนขึ้นไป  และไม่มีรายได้พิเศษจากการใช้เวลาส่วนตัวไป Update เนื้อหาในเวบให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกันเลย  จึงไม่สามารถเอาไปเทียบกับนักออกแบบตารางอาหารส่วนตัวของฝรั่ง ทั้งในแง่รายได้ ,ทั้งในแง่ชีวิตว่างๆ ( เวลาส่วนตัว ) ว่าทำไมเขาถึงทำได้ แต่ผมทำไม่ได้

       และยืนยันอีกครั้งครับว่า ถึงผมจะรู้ตัวดีว่าช่วยคุณเป็นรายตัวไม่ได้ แต่ผมก็ได้เตรียมวิธีแก้ปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นก็คือคำอธิบายในหน้านี้ทั้งหมดอันประกอบไปด้วย

       1.ในส่วนแรกจะเป็น ลิงค์ตัวอย่างมื้ออาหาร ซึ่งสร้างจากนักวิชาการของฝรั่งที่จบมาจากทางด้านนี้โดยเฉพาะ ,มากด้วยประสบการณ์ ,มาจากแหล่งให้ความรู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

       2.ในส่วนที่เหลือจากข้อ 1  ก็จะเป็นหลักการการออกแบบตารางทานอาหารด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ผมได้สังเกต ,เก็บรายละเอียด ,จับผิด ตารางอาหารทั้งของนักวิชาการเพาะกาย ,ทั้งของตัวนักเพาะกายที่ออกแบบเอง   รวมเข้าไว้เป็นประสบการณ์เอามาถ่ายทอดให้คุณทำความเข้าใจในรูปแบบง่ายๆ

       เมื่อคุณทำตามที่ผมแนะนำไว้ในหน้านี้  ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบตารางอาหาร หรือออกแบบตารางอาหารเอง ( โดยใช้คำแนะนำในหน้านี้เป็นหลัก )  ผมรับรองได้ว่าตารางอาหารที่เกิดขึ้นจะ "แน่นปึ๊ก" อย่างไม่ต้องสงสัย จงอย่าได้ลังเล หรือสงสัยอะไรอีกเลยครับ


 

- END -