พิมพ์เขียว 13 อาทิตย์ก่อนการประกวด
จากหนังสือ FLEX  ฉบับ August 2009
 

คำนำจาก Webmaster - เพื่อนสมาชิกต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าคุณจะมีกล้ามเพื่อประกวด หรือจะมีกล้ามสไตล์นายแบบ ตามรูปข้างล่างนี้
 

จะมีอยู่ 3 อย่างที่คุณไม่ต้องมาเถียงผม คือ

       1.ข้างบนนี้ คือนักกีฬาเพาะกาย ไม่ใช่กีฬาฟิตเนส และ ...

       2.ถ้าอยากรู้ว่านักเพาะกายข้างบนนี้ใช้สเตอรอยด์หรือเปล่า ให้ดูที่ เขา "กล้า" ขึ้นประกวดบนเวทีหรือเปล่า (เพราะต้องตรวจปัสสาวะ) - แต่บังเอิญว่ารูปที่ผมตัดมาข้างบนนี้ เป็นภาพโฆษณารายการประกวดเพาะกาย รายการใหญ่ของอเมริกา จึงชัวร์ว่าร่างกายสวยๆของนักเพาะกาย Non-hardcore ข้างบนนี้ สร้างจากความอุตสาหะ และการลงทุนเรื่องอาหารเสริมล้วนๆ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารกระตุ้นสเตอรอยด์แต่อย่างใด

       3.จะมีกล้ามหน้าอกแบบข้างบนนี้  ต้องมีการ "ขุน" ให้เกิดปริมาณกล้ามเนื้อขึ้นมาก่อน แล้วตัดชัดทีหลัง    ไม่สามารถเพิ่มกล้ามไปด้วย และทำให้กล้ามชัดไปพร้อมๆกันได้

       ผมเอาภาพข้างบนนี้มาให้ดู และก็จะจบในส่วนของการเพาะกายแบบ Non - hardcore ตามที่เห็นในภาพข้างบนไว้เท่านั้น   เพราะในส่วนที่จะแปลในบทความต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของนักเพาะกายที่จะประกวดน่ะครับ  เพียงแต่ว่าความเกี่ยวพันระหว่างเล่นกล้ามไสตล์นายแบบ (Non-hardcore) กับเล่นกล้ามเพื่อประกวด ตามสูตรฝรั่งนั้น เหมือนกันคือ "การจำศีล"

       สิ่งนี้เป็นตัวที่ทำให้นักเพาะกายบ้านเรา ทั้งเพื่อประกวด และเล่นเพื่อความเท่ห์ ทำใจไม่ได้ นั่นก็คือเขาอยากให้รูปร่างเขาดูดี กล้ามคมชัดตลอดปี อยากให้ประทับใจคนรอบข้างตลอดเวลา แต่โลกของการเพาะกาย นอกกะลาครอบของนักเพาะกายหัวโบราณทั้งหลาย ก็คือ ต้องมีการจำศีล หรือช่วงนอกฤดูการแข่งขัน (Off season) เท่านั้น คุณถึงจะสร้างกล้ามไปทัดเทียมกับนักกล้ามต่างประเทศ  หรือมีกล้ามทัดเทียมนักเพาะกายไสตล์นายแบบของฝรั่งได้
 

ภาวะจำศีลทำให้นักเพาะกายรูปหล่อ หน้ากลายเป็นลูกเจี๊ยบ

       ฟิล  ฮีท (ตามรูปข้างบน) เป็นนักเพาะกายรุปหล่อ นัยน์ตาสีเขียว อายุเพียง 28 ปี  ทั้งกล้ามเนื้อและความหล่อของเขา ทำให้เขามีงานถ่ายแบบได้สบายๆตลอดปี  แต่ทำไมในรูปข้างบน หน้าเขาถึงเหมือนลูกเจี๊ยบ (หน้ากลมเชียว ,ไม่มีคางอีกต่างหาก ,ความคมชัดของลายกล้ามหายไปไหนนะ ,ใช่คนเดียวกับฟิล  ฮีท ที่ประกวดได้ที่ 3 ในรายการโอลิมเปีย 2008 จริงเหรอเนี่ย)   - คำตอบก็คือ เพราะเขาต้องเข้าภาวะจำศีล (ไม่ใช่นอนเฉยๆแบบ กบ นะครับ แต่เป็นช่วงขุนปริมาณกล้ามเนื้อด้วยการเล่นหนักๆ ,กินหนักๆ และตัดคาร์ดิโอออกน่ะ) ใน 1 ปี นานถึง 8 เดือนเลยทีเดียว เพื่อการประกวดรายการเดียวคือมิสเตอร์โอลิมเปียในปีถัดไป

       ถ้าเป็นนักกีฬามวยปล้ำ   หากคุณอ้วนเมื่อไร คุณก็จะถูกครหาเอาได้ว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่ฟิตซ้อมร่างกาย  นั่นก็เพราะรูปแบบกีฬามวยปล้ำ   ต้องปล้ำถึง 300 แมตท์ต่อ 1 ปี จึงต้องทำให้ดูฟิตตลอดเวลา คุณแก้ตัวไม่ได้เลยถ้าคุณอ้วน   แต่ "รูปแบบ" กีฬาเพาะกาย จะต่างกันออกไป  คือปีนึงคุณต้องอ้วน 8 เดือน  ดังนั้น ถ้าเวลามีใครเห็นคุณอ้วน คุณสามารถอธิบายได้เลยว่า "รูปแบบ" ของกีฬาเพาะกายมันเป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่ใช่เกิดจากความขี้เกียจแต่อย่างใด

       และไอ้เจ้า 8 เดือนแห่งการจำศีลนี่แหละ ที่นักเพาะกายบ้านเราทำใจไม่ได้  และเป็นที่มาของคำถามที่ว่า "ทำไมนักเพาะกายบ้านเราใหญ่สู้ฝรั่งไม่ได้"  "ผมอยากได้หน้าอกแบบนักเพาะกายนายแบบนิโกรที่ยืนพิงมอเตอร์ไซท์ในรูปข้างบน ทำไมไม่ได้อย่างนั้นซะที"   แม้แต่สูตรอาหารเสริมที่ผมแนะนำไป เขาก็ยังต้องแยกเป็นสูตรเพิ่มกล้ามเนื้อ และสูตรเพิ่มความชัดเลย  เพราะจะไม่มีทางที่เราเพิ่มกล้ามเนื้อไปพร้อมกับความชัดได้  (ยกเว้นจะเป็นพวกนักเพาะกายเกย์ที่โหลดภาพมาลงโทรศัพท์มือถือ เพราะพวกนั้นเขาใช้สเตอรอยด์ จึงอาจมีความใหญ่และความชัดพร้อมกัน) 
 

อยากดูดี มีกล้ามหนาแบบฝรั่ง มีทางเดียว ไม่มีทางอื่น คือต้อง "จำศีล"
 

       กีฬาเพาะกาย จึงมีรูปแบบที่สามารถทำได้ตลอดชีวิต เพราะจะมีช่วงที่เคร่งเครียด (ช่วงที่เตรียมตัวประกวด)  และช่วงที่ผ่อนคลาย (ช่วงจำศีล)  สลับกันไป  เหมือนกับคนที่ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์นั่นเอง (ทำงานทุกวันก็ไม่ดี  หรือหยุดทุกวันก็ไม่ดี)   ผิดกับกีฬาฟิตเนส  ที่ต้องขมึงเกลียวด้วยความกลัวว่าจะมีไขมันมาเกาะ จึงต้องฟิตตลอดเวลา  โดยไม่รู้ว่า "จุดหมายปลายทาง" คืออะไร ต้องเดินทางไปถึงตรงไหนถึงจะพอ รู้แต่ว่าอยากให้ดูมีไขมันน้อยเท่านั้น  ก็เลยเหมือนกับคนที่ทำงานอาทิตย์ละ 7 วัน ไม่มีช่วงผ่อนคลาย  เหมือนกับปลูกพันธุ์ไม้ที่ไม่มีผล ไม่มีดอก คือไม่มีช่วงเสวยสุขจากการนำผลไม้ หรือดอกไม้ที่เราปลูกไว้นั้นมาทาน มาใช้  เพียงแต่รู้ตัวว่าดีเพราะเป็นการออกกำลังชนิดหนึ่งเท่านั้น ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ไปอย่างนั้น  รู้แต่ว่าการปลูกต้นไม้นั้นดี ลดภาวะโลกร้อน ช่วยสังคม ฯลฯ

       ก็ในเมื่อเพื่อนสมาชิกเลือกเดินทางสายเพาะกายแล้ว จึงต้องทำความเข้าใจกับระบบเพาะกายพื้นฐานนี้ให้ได้ ว่าในปีหนึ่งๆ มันจะต้องมีช่วงหล่อ และไม่หล่อ (หน้าเหมือนลูกเจี๊ยบ)กันบ้าง  อย่าไปยึดติด  อีกทั้งต้องฝึกวิชาหูทวนลม หรือหูเหล็กบ้าง  เพื่อจะได้ไม่ต้องสนใจคนอื่นนินทาเราว่า "นี่เหรอ นักเพาะกาย ทำไมมันอ้วนจังฟระ
?" ปล่อยมันไปก่อน เดี๋ยวช่วงใกล้ประกวดจะได้เห็นของดี

       ไหนๆ ปีหนึ่งจะมีช่วงหล่ออยู่เกือบ 4 เดือน เพื่อไม่ให้ "เสียของ" ที่อุตส่าห์ลงทุนทั้งอาหารเสริม ทั้งเหงื่อลงไป ก็น่าจะลองหาเวทีประกวดกันบ้างนะครับ  คนอื่นที่เขาลงประกวด ก็ไม่ได้รูปร่างดีไปกว่าคุณหรอก ไม่เชื่อลองไปนั่งดูการประกวดดูได้  และความไฝ่ฝันของผม (Webmaster)  ที่จะได้ไปเชียร์เพื่อนๆสมาชิกประกวดบนเวทีกันนั้น ก็ใกล้ความจริงแล้ว เพราะ ณ.วันนี้ ผมทำงานเวบไซท์เกือบจะได้เคลียร์หมดแล้ว (เว้นแต่เมลล์ที่ถามมายาวๆ จนต้องเก็บเอาไว้ตอบวันหลัง)

       สำหรับบทความที่ผมกำลังจะแปลนี้  จะไม่พูดถึงช่วงจำศีล เพราะสามารถหาอ่านได้ในบทความชิ้นอื่นๆ แต่ที่จะแปลให้อ่านกันในบทความนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งเลยครับ  เพราะเป็นเนื้อหาช่วงเตรียมตัวประกวดที่ละเอียดที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมาในรอบยี่สิบปีเลยครับ  โดยบทความนี้จะเป็นการวางแผนฝึกช่วง 13 อาทิตย์สุดท้ายก่อนการประกวด ของฟิล  ฮีท (ฟิล  ฮีท คือนักเพาะกายในรูปข้างบน และช่วงที่ว่านี้ก็คือช่วงเตรียมตัวประกวดนั่นเอง) โดยครูฝึกส่วนตัวของฟิล  ฮีท ที่ชื่อ ฮานี่  แรมบอด
(Hany  Rambod) ซึ่งจะปรากฏอยู่ในรูปในหน้าถัดๆไปบ้าง นิดๆหน่อยๆ  และวิธีนับแบบฝรั่งนั้น  สมมติว่าเหลืออีก 13 อาทิตย์ เขาจะไม่นับเป็น อาทิตย์ที่ 1 ,อาทิตย์ที่ 2 ,อาทิตย์ที่ 3 ..... แต่จะใช้วิธีนับกลับด้านกัน  โดยเริ่มจากอาทิตย์ที่ตัวเลขมากก่อน แล้วนับย้อนหลังกลับไป เช่นอาทิตย์แรกที่เก็บตัว แทนที่จะนับเป็นอาทิตย์ที่ 1 ก็จะนับว่าอาทิตย์ที่ 13 ก่อนเลย แล้วไล่เรียงลงไปเป็น อาทิตย์ที่ 12 , อาทิตย์ที่ 11 ,อาทิตย์ที่ 10 .....  สำหรับเนื้อหาการแปลของผม จะแยกเป็นหน้าๆดังนี้ครับ

       หน้าที่ 2   - จะพูดถึงการฝึกโดยภาพรวม (การนับหน้า - หน้าที่ 1 ก็คือหน้าที่เพื่อนสมาชิกกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ครับ ,หน้าที่ 2 ก็คือหน้าถัดไปจากหน้านี้นั่นเองครับ)

       หน้าที่ 3  - ช่วงที่ 1  (อาทิตย์ที่ 13 ถึงอาทิตย์ที่ 11)  ตามปฏิทินของครูฝึกคือ วันที่ 26 มิถุนายน 2551 -  16 กรกฎาคม 2551

       หน้าที่ 4  - ช่วงที่ 2  (อาทิตย์ที่ 11 ถึงอาทิตย์ที่ 8)  ตามปฏิทินของครูฝึกคือ วันที่ 17 กรกฎาคม 2551 -  6 สิงหาคม 2551

       หน้าที่ 5  - ช่วงที่ 3  (อาทิตย์ที่ 8 ถึงอาทิตย์ที่ 5)  ตามปฏิทินของครูฝึกคือ วันที่ 7 สิงหาคม 2551 -  27 สิงหาคม 2551

       หน้าที่ 6  - ช่วงที่ 4  (อาทิตย์ที่ 5 ถึงอาทิตย์ที่ 2)  ตามปฏิทินของครูฝึกคือ วันที่ 28 สิงหาคม 2551 -  10 กันยายน 2551

       หน้าที่ 7  - ช่วงที่ 5  (อาทิตย์ที่ 2 ถึงอาทิตย์สุดท้าย (0))  ตามปฏิทินของครูฝึกคือ วันที่ 11 กันยายน 2551 - 25 กันยายน 2551  จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นประกวด ตามปฏิทินข้างล่างนี้ครับ

* * * ความสมดุลของโภชนาการที่ใช้ในบทความอันนี้ทั้งหมด  เป็นของฟิล  ฮีท ที่มีน้ำหนักตัว 118 กิโลกรัม (260 ปอนด์) ดังนั้น เมื่อเพื่อนสมาชิกนำไปใช้ ก็ขอให้ลดหลั่นลงไปตามน้ำหนักตัวที่เป็นจริงของเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ * * * 

 
  ฏิทินการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008)

วันพฤหัสที่ 25 กันยายน 2551

       - ผู้เข้าประกวด รายงานตัวที่ห้องโชว์รูมโรงแรมออรีน โฮเต็ล เวลา 07.00 น.

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน 2551

       - มีงานโอลิมเปียเอ็กโป และงานประกวดการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ,ประกวดรายการฟิตเนส ,มิสโอลิมเปีย จนถึงเวลา 19.00 น. ของวันเดียวกัน ก็เป็นการประกาศผลมิสโอลิมเปีย รอบสุดท้าย และ เริ่มประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย รอบแรก

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน 2551

       - ยังคงมีงานโอลิมเปียเอ็กโปและงานประกวดต่างๆทั้งวัน  จนกระทั่งเวลา 19.00 น.ของวันเดียวกัน ก็เริ่ม ประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียรอบสุดท้าย และประกาศผลเลย
 


 

หน้าถัดไป


 

1  >  2  >  3  >  4  >  5  >  6  >  7