HIGH  INTENSITY
VS
HIGH VOLUME

(ในเรื่องแปลนี้ หากเพื่อนสมาขิก ยังไม่เคยอ่านรายละเอียดการฝึกแต่ละอย่างนั้น
ขอให้กลับไปอ่านได้โดย คลิ๊กที่
High Volume Training (HVT)
และคลิ๊กที่
High Intensity Training (HIT)
 

          ความขัดแย้งกันแบบสุดขั้วของระบบการฝึกระหว่างระบบฝึก High Intensity ของไมค์  เมนเซอร์ กับระบบฝึก High Volume ของอาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ นำมาซึ่งการโต้เถียงไม่ลดราวาศอกกัน ภาพการโต้เถียงนี้ถ่ายที่หลังเวทีการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) ซึ่งอาร์โนลด์ชนะการประกวด  ส่วนไมค์ ได้ที่ 5
 


          ท้ายที่สุด จึงเกิดปัญหาว่าระบบฝึกแบบใดดีกว่ากัน ซึ่งโจ  ไวเดอร์ (ภาพบน) ได้หาทางออกให้แล้ว


             การบริหารแบบท่าละเซทเดียว กับการบริหารแบบมากเซท คือการชนกันของสองระบบฝึกระหว่างระบบฝึก High Intensity ของไมค์  เมนเซอร์ กับระบบฝึก High Volume ของอาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ ซึ่งมีการโต้เถียงกันมายาวนานแล้ว และที่มันไม่จบกันเสียทีก็เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุน และมีผู้ฝึกที่ได้ผล (และไม่ได้ผล) ของระบบฝึกฝ่ายตนเอง

             ความแตกต่างของระบบฝึกทั้งสองนี้ ด้านหนึ่งคือ ไมค์  เมนเซอร์ ที่ถ่ายทอดหลักการเพาะกายในแบบของเขาในช่วงทศวรรษ ค.ศ.1980 ถึง 1990 (คือ พ.ศ.2523 - 2543) นั่นคือหลักการฝึกแบบเข้มข้น
Heavy Duty  หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า High Intensity Training (HIT)  โดยไมค์ มีผลงานการเขียนหนังสือ และเขียนบทความลงในนิตยสารเพาะกายเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อปี ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544)  เมนเซอร์ มีความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดว่าระบบการฝึกแบบ 1 เซทต่อ 1 ท่าบริหาร และฝึกให้น้อยครั้ง ของเขา คือหนทางสร้างกล้ามที่ดีที่สุด

             อาร์โนลด์   ชวาร์ลเซเนกเกอร์ เองก็ไม่น้อยหน้าในเรื่องของการเขียนบทความลงในนิตยสารเพาะกาย และหนังสือ
Encyclopedia of Modern Bodybuilding (สารานุกรมการเพาะกายสมัยใหม่) ที่โด่งดัง  ซึ่งในระบบฝึกของอาร์โนลด์นั้น เรียกว่าการฝึกแบบ High Volume Training (HVT) คือการบริหารด้วยจำนวนเซทมากๆ จำนวนครั้งในแต่ละเซทก็มากด้วย  แต่ในส่วนของการออกมาปกป้องระบบฝึกของตัวเองนั้น อาร์โนลด์ทำได้ไม่ดีเท่า เมนเซอร์ เพราะหลังจากเมนเซอร์ เกษียณตัวเองจากการประกวดแล้ว เมนเซอร์ก็ยังคงถ่ายทอดทฤษฎีของเขาต่อไป (รวมถึงโจมตีระบบฝึกของอาร์โนลด์ - Webmaster) ในขณะที่หลังจากอาร์โนลด์เกษียณตัวเองจากการประกวดแล้ว เขาก็เบนเข็มไปในเรื่องของการแสดง ,ธุรกิจ และเล่นการเมือง

แต่ละอย่างก็มีข้อดีและข้อด้อย
 
โจ  ไวเดอร์ กับไมค์   เมนเซอร์

             HIGH  INTENSITY

                          ข้อเด่นคือ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายได้มากกว่า (หมายถึงว่า เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อถูกทำให้เสียหายมากกว่า ร่างกายก็จะสร้างเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้มากกว่าการบริหารที่เซลล์กล้ามเนื้อถูกทำให้เสียหายน้อยกว่า)  อธิบาย - การบริหารแบบ
High Intensity นั้น ไม่มีผลการทดลองหรือวิจัยแม้แต่ชิ้นเดียวที่จะรองรับคำพูดของเมนเซอร์ และหลักการของเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์การเพาะกายธรรมดา นั่นคือการทำให้เซลล์กล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย แล้วก็พักฟื้นเซลล์นั้นเพื่อให้มันซ่อมแซมตัวเองและสร้างความหนาขึ้นกว่าเดิม   โดยการบริหารแบบนี้ (High Intensity) ให้ความสำคัญกับการใช้น้ำหนักมากๆเพื่อให้เซลล์กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายให้มากที่สุด และก็เน้นเรื่องการพักฟื้นโดยใช้ระยะเวลานานๆเพื่อให้ระบบในร่างกายจัดการกับเซลล์กล้ามเนื้อได้เต็มที่

                          ข้อด้อย คือ
                                       1.ปัญหาเรื่องความเสี่ยงอันตราย โดยดูได้จากภาพข้างล่าง
 


(ภาพบน) กล้ามไบเซบและแขนท่อนปลายของแขนข้างซ้ายของดอเรียน  เยทส์ ฉีกขาด

(ภาพล่าง) ให้สังเกตแขนซ้ายของดอเรียน จะเห็นว่าการฉีกขาดนั้นจะอยู่ถาวร
 


             ขนาดดอเรียน  เยทส์ ซึ่งเป็นนักเพาะกายระดับมืออาชีพ และเป็นแชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่มากๆ ซึ่งใช้เทคนิค
High Intensity เป็นหลัก ก็ยังพลาดด้วยการบริหารหนักเกินไป จนกล้ามไบเซบและแขนท่อนปลายของแขนข้างซ้ายของเขาฉีกขาดจากการบริหาร  แล้วนับประสาอะไรกับเราๆท่านๆ ที่อาจจะมีโอกาสพลาดเช่นเขา
 

กล้ามไบเซบที่ฉีกขาดถาวรเพราะการฝึกหนักเกินไปของทอม  แพล็ท
(กล้ามฉีกขาดเป็นเรื่องปกติของนักเพาะกายระดับแชมป์ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะดี)


 

ไมค์  และเรย์   เมนเซอร์ เสียชีวิตที่อายุ 50 ต้นๆด้วยระบบฝึกของตนเอง


                                       2.ปัญหาที่ตัวผู้ออกแบบระบบ - มันหมายถึงอะไรกันแน่ ที่เจ้าของระบบฝึกคือไมค์   เมนเซอร์ และพี่ชายของเขาที่ฝึกร่วมกันมาโดยตลอด ต้องเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในช่วงอายุ 50 ต้นๆ (ไมค์เสียชีวิตก่อน และในอีกไม่กี่เดือนถัดมา เรย์ก็เสียชีวิตตาม) แม้จะทำให้วงการเพาะกายสั่นคลอน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงถึงข้อด้อยบางประการ เช่นเรื่องเกี่ยวกับอายุ  และการฝึกที่หนักเกินไป ซึ่งหากไมค์ ไม่พยายามพิสูจน์ตลอดเวลาว่าการฝึกอย่างหนักด้วยระบบ
High Intensity สามารถใช้ได้กับทุกคนทุกวัย เขาก็คงจะอยู่กับเราได้อีกนาน

             จึงอาจกล่าวได้ว่า การฝึกแบบนี้คือ "ยิ่งเสี่ยงมาก ก็ได้มาก" หมายความว่ามีให้เลือกแค่สองทาง คือถ้ารอด(ตาย) หรือกล้ามไม่ฉีกขาด คุณก็จะได้ร่างกายที่สุดยอด (ความจริง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบคำพูดนี้นะครับ ฟังแล้วดูมันน่าลองดีจัง เหมือนกับพวกนักกีฬาเอ๊กตรีม ทั้งหลาย (พวกเล่นสเกตบอร์ด ,โดดร่มแบบกระตุกเอง ฯลฯ) ที่ชอบเล่นกีฬาเสี่ยงอันตรายแบบแผลงๆ ก็เพราะทำให้ร่างการหลั่ง อะดรีนารีน ได้มากกว่าการเล่นตามปกติ  อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เป็นหนังสือที่แปลมา ผมจึงขอเอาความเห็นส่วนตัวไว้ในหน้าสุดท้ายของบทความนี้ (หน้า 4 ) ยังไงตามไปอ่านด้วยนะครับ) -
Webmaster


 

หน้าถัดไป


 

1  >  2  >  3  4