-  หน้า 2  -


อย่าใส่ใจเรื่องของขนาดให้มากนัก

                  คำว่าเล่นกล้าม เมื่อมองเผินๆแล้ว ย่อมหมายถึงการทำให้กล้ามใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้น แต่ความจริงแล้ว ความมุ่งมั่นที่จะสร้างขนาดให้ใหญ่ขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทั้งหมดของการเพาะกาย ซึ่งเรื่องนี้นักเพาะกายวัยรุ่นผู้ไร้ประสบการณ์ มักจะเน้นเรื่องการเพิ่มขนาด จนในที่สุดสิ่งที่เขาได้รับคือ ขนาดกล้ามเนื้อที่ใหญ่เกินไป ในขณะที่นักเพาะกายผู้มากด้วยประสบการณ์ เขาจะรู้วิธีที่จะรวมเอาขนาด ,ความสมส่วน ,ความคมชัดเข้าไว้ด้วยกัน

                  เมื่อนักเพาะกายเกือบทั้งหมดพูดว่า เขากำลังวางแผนที่จะพัฒนารูปร่างให้ดีกว่าเดิม การพัฒนานั้น จำเป็นต้องให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? คำตอบคือไม่จำเป็น รูปร่างของคุณสามารถถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณ แต่หันมาเอาใจใส่การเพิ่มคุณภาพแทน  คำว่าคุณภาพนั้นได้แก่ความหนา การแตกชัด ความคมลึก ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดได้ด้วยการเจริญวัยของกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องอาศัยเวลา และในระหว่างนั้น กล้ามเนื้อต้องได้รับการฝึกด้วยวิธีที่ถูกต้องด้วย  นักเพาะกายที่ประสบความสำเร็จ ไม่อาจวัดได้ด้วยปริมาณกล้ามเนื้อแต่เพียงอย่างเดียว  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สำหรับผู้ที่มีปริมาณกล้ามเนื้อน้อยกว่า แต่มีคุณภาพของกล้ามเนื้อมากกว่า ก็ได้แก่ แลรี่   สก๊อต , ฟรานโก   โคลัมบู ,แฟรง  เซนท์ และ ลี  ลาบราดา (คลิ๊กเพื่อดู)

เกี่ยวกับแอโรบิค
                  การทำแอโรบิคไม่ได้มีไว้ชดเชยการทานอาหารมากเกินความจำเป็นของคุณ ถ้าคุณทานมากเกินไป หรือว่าทานอาหารไม่มีคุณภาพ คุณไม่สามารถเพิ่มปริมาณการทำแอโรบิค เพื่อเอาของเหล่านั้นออกจากร่างกายคุณ โดยทั่วไปแล้ว การทำแอโรบิคจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และกระตุ้นอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย แต่หากทำแอโรบิคมากไป ผลที่ได้คือ คุณจะสูญเสียเซลล์กล้ามเนื้อ ที่คุณอุตส่าห์สร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

                  สำหรับผม ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ผมจะทำแอโรบิคครั้งละ 30 นาที ในตอนเย็นของวันที่เล่นกล้าม ส่วนวันไหนที่ไม่เล่นกล้าม ผมก็จะไม่ทำแอโรบิค เหตุผลก็คือ วันที่ไม่เล่นกล้าม ถูกจัดให้เป็นวันพักและวันพักฟื้นกล้ามเนื้อนั่นเอง  เมื่อเข้าฤดูการแข่งขัน ผมจะเพิ่มการทำแอโรบิคขึ้นเป็นทำวันละ 2 ชั่วโมง สำหรับท่าที่ใช้ทำแอโรบิค ผมจะเน้นเรื่องการเดินมากกว่าการใช้จักรยานปั่นกับที่ และ  STAIR MASTER (คลิ๊กเพื่อดู) ซึ่งผมคิดว่าการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ต้องการพลังงานจากร่างกายมากเกินไป และอาจทำให้ระบบการฟื้นตัวของร่างกายเป็นไปได้ยาก  สำหรับการทำแอโรบิค ผมมักจะแบ่งเวลา 2 ชั่วโมงที่ว่านั้น ออกเป็นเวลาย่อยๆ 2 - 3 ช่วงเวลาในแต่ละวัน

กล้ามปีกกับกล้ามไบเซบ
                  ผมบริหารไบเซบกับไทรเซบในวันเดียวกัน โดยหลังจากบริหารกล้ามปีกแล้ว ผมจะต่อด้วยการบริหารไบเซบก่อนไทรเซบ หลักการคือ เมื่อคุณบริหารกล้ามปีก กล้ามไบเซบจะได้รับการบริหารไปด้วยพร้อมกัน (เหมือนกับเวลาที่บริหารหน้าอก และกล้ามบ่า จะทำให้กล้ามไทรเซบถูกบริหารไปด้วยนั่นเอง) เวลาที่บริหารกล้ามปีกด้วยน้ำหนักมากๆ กล้ามไบเซบก็ถูกออกแรงมากด้วย ดังนั้นอาจถือได้ว่า การเล่นกล้ามปีกเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารไบเซบด้วย ดังนั้นเมื่อถึงเวลาบริหารไบเซบจริงๆ ก็ไม่ต้องใช้น้ำหนักมากๆอีกแล้ว แต่ให้ใช้ท่าที่ถูกต้องเคร่งครัด และตกแต่งกล้ามไบเซบก็เพียงพอ
 

cott21.jpg
 

SEATED DUMBBELL CURL

            สำหรับท่านี้ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ว่าจะยกดัมเบลล์ขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้าง หรือจะสลับกันยกทีละข้าง  การใช้ดัมเบลล์ช่วยให้คุณหมุนมือ ไปพร้อมๆกับการม้วนข้อขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านี้ ผมมีข้อแนะนำว่า เมื่ออยู่ในจังหวะที่ 1 ตามภาพ คุณไม่ควรหันฝ่ามือเข้าหากัน เพราะถ้าทำอย่างนั้น ทันทีที่คุณยกดัมเบลล์ขึ้น จะทำให้กล้ามเนื้อไบเซบด้านนอก ถูกออกแรงซึ่งไปซ้ำกับการทำท่า HAMMER CURLS(คลิ๊กเพื่อดู) ดังนั้นที่ถูกแล้วคือ ควรหันฝ่ามือออกไปด้านหน้า ตามภาพจังหวะที่ 1 ให้นิ้วโป้งหันทิศทางชี้ออกไปนอกตัว และเมื่อแต่ละข้างยกขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว ให้เกร็งกล้ามเนื้อไบเซบ เพื่อสร้างความปูดนูนให้ไบเซบด้วย

 


หน้าถัดไป


 

1   <   2   >   3   >   4   >   5