|
- หน้า 2 - |
| เป้าหมายของผม
คือทำเพื่อครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูในครอบครัว ส่งผลในด้านแนวความคิดสำหรับเซปเป็นอย่างมาก "ความไฝ่ฝันของผม คือการหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปให้ครอบครัวผมได้อยู่ดีกินดีกันถ้วนหน้า โดยวิธีที่จะให้ได้มันมาไม่ว่าจะเป็นด้วยการครองตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย หรือได้เป็นสุดยอดนายแบบ เป้าหมายของผมก็คือสิ่งนี้เท่านั้น" เซปยังไม่ได้วางแผนชีวิตในอนาคตอย่างตายตัว เพียงแต่ตอนนี้ เขาเอาใจใส่เรื่องหน้าตาและร่างกาย ให้เหมาะกับงานนายแบบให้มากที่สุดเท่านั้น "ผมต้องการจะมีรูปร่างให้ดีที่สุด เพื่อเอื้ออำนวยต่ออาชีพการเป็นนายแบบ โดยผมลดลำดับความสำคัญ ของการประกวดเพาะกายไว้เป็นอันดับสอง" |
![]() |
"พ่อของผม ท่านสอนผมว่า จงค้นหาบางสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขที่ได้ทำมัน แล้วเรื่องเงินทองมันจะตามมาเอง ซึ่งผมยึดถือ และปฏิบัติเรื่อยมา สิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับผมก็คือ ทำตัวเองให้มีความสุข และทำคนรอบข้างให้มีความสุขไปด้วย และเป็นเรื่องที่เดาไม่ยากว่า สิ่งใดคือตัวที่ทำให้คนรอบข้างมีความสุข เพราะคำตอบก็คือสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รักได้เป็นเวลานานหรอกครับ" เซป มีพี่ชาย 2 คน และน้องสาว 1 คน "สก๊อต พี่ชายคนหนึ่งของผม เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่ที่เมืองนิวยอร์ค อายุ 28 ปี และมีลูก 4 คนแล้ว เป็นนักเพาะกายที่เข้าแข่งโดยไม่ใช้สารกระตุ้นใดๆ (natural competitor) และชนะในรายการ Eastern USA และรายการอื่นอีก 2 - 3 รายการ" คู่แข่งขันที่น่ากลัว เซป เป็นเด็กที่โตขึ้นมาแบบสามัญชนทั่วไป พิเศษหน่อยก็ตรงความสามารถในการเล่นอเมริกันฟุตบอลของเขา โดยที่เขาเป็นชายผิวขาวเพียงคนเดียวในทีม Springfield Garden High School ที่โด่งดัง พูดถึงโลกของการเพาะกายแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้เข้าต่อกรกับนักเพาะกายระดับนานาชาติ ที่หนักกว่าเขาถึง 25 กก. ในรายการ North American และมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย "ผมได้รับการยอมรับนับถือจากคนทั่วไป ก็เพราะได้ตำแหน่งในรายการนี้นั่นเอง ซึ่งถ้าจะมีใครบางคนเกลียดผมเพราะผมประสบความสำเร็จละก็ ผมคิดว่านั่นเป็นปัญหาของเขาครับ ส่วนตัวผมเอง ถ้ามีอาการอย่างนี้ ผมจะเตือนตัวเองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ สู้หาสิ่งที่มีประโยชน์อย่างอื่นมาทำไม่ดีกว่าหรือครับ" |
|
|
ทุกๆคน ต้องการใครสักคน "ผมฝึกอยู่ที่ยิมชื่อ Steve Weinberger and Bev Francis's Gold's Gym ตั้งแต่อายุ 19 ปี ผมเข้าแข่งรายการต่างๆ แต่เมื่อครั้งที่จะเข้าแข่งครั้งที่ 2 คือรายการ New York Metropolitan Championship ตอนนั้นผมกลัวที่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากคุณ Weinberger เพราะแต่ละคนที่เข้าพบเขา ก็ล้วนแต่มีชื่อเสียงดังๆ เช่น อัลเบิรต์ แบคเคิ่น (คลิ๊ก) และ รอบบี้ โรบินสัน (คลิ๊ก) แล้วทำไมเขาจะต้องมาสนใจนักเพาะกายผอมๆตัวเล็กๆ อายุ 23 ปี อย่างตัวผมนี้ด้วยเล่า" "จะกระทั่งเหลืออีก 8 อาทิตย์สุดท้ายจะมีการแข่งขัน ผมจึงตัดสินใจเข้าไปขอความช่วยเหลือเขา ปรากฏว่าเขาเอาใจใส่ผมอย่างมาก เรารวมหัวกันคิดแก้ปัญหาต่างๆ จนในที่สุดผมก็ชนะในรายการนั้น และจนถึงเดี๋ยวนี้แม้ว่าผมจะมีชื่อเสียงขึ้นมากแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ในใจผม เขาก็เป็นผู้ที่ชี้แนวทางและทำให้ผมเข้าใจกีฬาเพาะกายได้อย่างแท้จริง" "เป็นความคิดผิดๆ ที่คิดว่าคุณสามารถทำทุกๆอย่างด้วยตัวคุณคนเดียว ทุกๆคนต้องการใครบางคนยื่นมือเข้ามาช่วย และคงจะเป็นโชคของคุณ ถ้าคนที่เข้ามาอยู่เคียงข้างเป็นคุณ Weinberger ที่ช่วยผมมาตลอดนั่นเอง" |
|
|
ความคิดด้านลบ "ยิ่งคุณประสบความสำเร็จในกีฬาเพาะกายนี้มากเท่าใด จำนวนคนที่อยากให้คุณหลุดจากตำแหน่ง ก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งคุณเดินทางผ่านถนนสายนี้มากเท่าไร ความทรงจำของคุณก็จะรับรู้แต่ความรู้สึกเกลียดชังที่คนอื่นมอบให้คุณมากเท่านั้น" "ถ้าคุณอยู่ใกล้เขา เขาจะเกลียดคุณ แต่ถ้าคุณเดินทางจากไป พวกเขากลับจะรักคุณ เพราะคุณไม่ใช่คู่แข่งเขาอีกต่อไป คุณอยู่นิวยอร์คแล้วเขาไม่ชอบคุณ แต่เมื่อไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย หรือโอไฮโอ พวกเขากลับคิดถึงคุณ" มีเพียง Weinberger ที่สอนเซปให้รู้จักการเปลี่ยนแนวความคิดด้านลบ มาเป็นโชคลาภของตัวเอง "Weinberger พี่เลี้ยงและที่ปรึกษาที่แสนดีของผม เขาอยู่ในวงการนี้มานานถึง 15 ปี การได้คุยกับเขา ทำให้ผมได้แง่คิดและพัฒนาจิตใจของผม ทำให้ผมดำเนินชีวิตไปได้อย่างที่มันควรจะเป็น" "และเป็นเพราะWeinberger ทำให้ผมได้พบกับเพื่อนซี้ของเขา คือคุณ ดอเรนท์ เยท (มิสเตอร์โอลิมเปีย 6 สมัย) ซึ่งดอเรนท์ ได้ให้แนวคิดผมว่า อย่าได้ไปสนใจคนรอบข้างว่า เขาจะคิดจะพูดอย่างไร ทำในสิ่งที่เราจะต้องทำเท่านั้นเป็นพอ |