-  หน้า 3  -


            ในการแข่งขันรายการมิสเตอร์โอลิมเปียสำหรับผู้สูงอายุ เอ็ดจะต้องเจอกับ ลู  เฟอริกโน (คลิ๊ก) ที่มีมัดกล้ามใหญ่โตมโหฬาร เมื่อเราถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอ็ดยักหัวไหล่รูปสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันคมชัดของเขาขึ้น แล้วพูดอย่างไม่แยแสว่า "ผมเคยเจอของแบบนี้มาก่อนครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1971 (พ.ศ.2514) ตอนนั้นผมต้องประชันกับ Mike  Katz ซึ่งผมเตี้ยกว่าเขาเยอะมาก น้ำหนักผมเบากว่าตั้ง 31 กก. และผมยังแก่กว่าเขาตั้ง 10 ปีอีกด้วย ทุกคนคิดว่ารู้ผลการแข่งขันก่อนกรรมการจะตัดสินซะอีก แต่เมื่อผลของกรรมการออกมา ผมว่า Mike ดูจะช็อคกว่าทุกๆคนเลย เมื่อผมชนะเขาได้"

            ที่เอ็ดพูดถึงนั้น นับเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่เขาเก็บไว้เป็นความทรงจำอันแสนวิเศษ รวมกับอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1975 คือการที่ได้ร่วมแสดงหนังเรื่อง Pumping Iron อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีวันเวลาใดที่กีฬาเพาะกายจะรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดเท่ากับยุคนั้นอีกแล้ว ยุคที่เรื่องราวการเล่นกล้ามถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งพาให้ลู  เฟอริกโน และ อาโนลด์   ชวาลเซเนกเกอร์ (คลิ๊ก) เข้าสู่อ้อมกอดของฮอลลีวู๊ดตั้งแต่นั้นมา เอ็ดจำเรื่องราวได้แม่นราวกับพึ่งเกิดเมื่อวานเลยทีเดียว เขาเล่าให้ฟังว่า "ตอนนั้นผมอยู่ที่โอลีกอน ปรากฏว่าอาโนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ โทรมาจากลอสแองเจลลิสเพื่อคุยกับผม เขาต้องการเพื่อนคู่หูในการบริหารเพื่อถ่ายทอดลงในหนังเรื่องนี้ แต่ ฟรานโก  โคลัมบู (คลิ๊ก) ซึ่งตามปกติเป็นคู่หูกับเขา กลับไม่มีเวลาให้ เพราะต้องไปปรากฏตัวตามที่อื่นๆด้วย ดังนั้นอาโนลด์จึงเลือกผม ซึ่งผมไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจให้มากเลย ผมก็เก็บสัมภาระใส่กระเป๋าเดินทางไปแอลเอทันที"

            เอ็ดระลึกความหลังให้ฟังอีกว่า "ช่วงสี่เดือนที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ มันช่างวิเศษสุด แม้ว่าเป็นภาพยนตร์ แต่การแสดงการบริหาร ก็ต้องทำจริงๆ ผมต้องบริหารกับอาโนลด์จริงๆ ทุกๆอย่างถูกจัดใหม่หมดโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นตารางเล่นกล้าม ,การบริหารเวลาอย่างเคร่งครัดในการฝึก ,การทุ่มเทพลังใส่ลูกเหล็ก ช่วงเวลานั้นเราพากันโด่งดัง ไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากการเล่นกล้าม ,ผู้หญิง แล้วก็งานปาร์ตี้ ผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมคนจึงชอบบริหารที่ยิมมากกว่าจะบริหารที่บ้าน ก็เพราะได้ show off นั่นเอง"

            เอ็ดเล่าต่อว่า "ตอนนั้น เราถ่ายทำกันที่ Gold' Gym ในเวนิช แคลิฟอร์เนีย เพื่อต้องการใช้สถานที่จริง โดยเมื่อแสงไฟกล้องถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ก็ให้ออาโนลด์เดินเข้ามาทางประตูหน้า แล้วกล้องก็เริ่มเดิน คนในยิมที่ไม่มีส่วนร่วมแสดงด้วย ต่างก็พากันเขย่งเท้าให้ตัวเองสูงขึ้น เพื่อมองข้ามหัวไหล่คนข้างหน้าให้เห็นอาโนลด์ วีรบุรุษของเขา อาโนลด์เดินไปเล่นกล้าม เล่นอย่างหนัก จริงจัง แล้วกล้องก็แพนไปจับภาพผู้ที่จะเข้าแข่งขันคนอื่นที่บริหารในยิมนั้น ซึ่งกำลังบริหารอย่างหนัก โดยหวังจะช่วงชิงตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียจากอาโนลด์ ในปีนั้นที่อาฟริกาใต้"

            เอ็ดพูดอีกว่า "ตอนนั้นเมื่อเราบริหารท่า SQUAT โดยใช้น้ำหนักมโหฬาร คนต่างพากันคิดว่านั่นเป็นไปเพื่อการแสดงหน้ากล้อง แต่เปล่าเลย เพราะการบริหารดุดันอย่างกับสัตว์ป่า ที่มีอาโนลด์เป็นหัวหน้าฝูงสัตว์ในหนังนั้น คือการบริหารจริงที่เราบริหารกันทุกวันนั่นเอง อาโนลด์มีเรี่ยวแรงที่น่าทึ่ง ความเข้มข้นในการเล่นกล้ามของเขาไม่อาจทำให้ผมลืมได้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตามมันทำให้ผมยึดเป็นแบบอย่างมาตลอดนับแต่นั้น"

            นอกจากหนังเรื่อง Pumping Iron แล้ว เรื่องที่ทำให้เอ็ดมีชื่อเสียงโด่งดัง และนิตยสารต่างๆก็พากันพูดชมไม่หยุดปาก นั่นคือการที่เขาได้รับการนับถือว่าเป็นปรมาจารย์สำหรับท่าโพส  ที่ให้สมญานามนี้ ก็เนื่องมาจากความสมดุลกัน ระหว่างรูปร่างที่พอดี ผสมกันกับการไหลของท่า การแสดงอารมณ์ผ่านท่าโพส ซึ่งอาโนลด์ต้องเอ่ยปากเลยว่า "นี่สิ! ถึงจะเรียกว่าการโพสอย่างแท้จริง" สมัยนั้นยังไม่มีดนตรีประกอบ และคนมักจะตกม้าตายเมื่อต้องเปลี่ยนท่าจาก REAR DOUBLE BICEPS (คลิ๊ก) มาเป็น FRONT DOUBLE BICEPS (คลิ๊ก) ซึ่งมักจะทำแบบเงอะๆเงิ่นๆ เอ็ดกล่าวว่า "เมื่อยึดผมเป็นรูปแบบการโพสแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าการโพสถูกแบ่งเป็นยุคๆ ยุคแรกคือ แฟรงค์  เซนต์ (คลิ๊ก) ที่นำสิ่งใหม่สำหรับการโพสมาให้โลกนักกล้าม จากนั้นก็มาเป็นยุคผม แล้วหลังจากผมก็เป็นยุคของ คริส  ดิกเคอร์สัน และ โมแฮมเม็ด  แมคคาวีร์ และเมื่อมาถึงปัจจุบันนี้ ทุกอย่างก็กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว ผมจึงภูมิใจว่า เป็นตำนานสำคัญบทหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงท่าโพส
 

ed31.jpg


หน้าถัดไป


 

1  <  2  <  3  >  4