- หน้า 6 -
(หน้าสุดท้าย)


 

มันไม่ใช่วันสิ้นโลก

โดย
Tom Deters ,DC, Associate Publisher


               ถึงแม้จะป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่อุบัติเหตุก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในโรงยิม เช่นการลื่นไถลของอุปกรณ์ตกมาใส่เรา แล้วส่งผลไห้เราต้องไปนอนโรงพยาบาล  ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ เราพูดถึงเรื่องการบาดเจ็บ ,วิธีหลีกเลี่ยง ,การปฐมพยาบาล และในบทความสุดท้ายนี้ เรากำลังจะพูดถึงอีก 50% ที่เหลือ ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในบทความชุดนี้เลยก็ว่าได้ นั่นคือ สภาวะจิตใจของคุณ

               ภาวะบาดเจ็บต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั้น ดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันทำกับจิตใจของคุณ  อารมณ์ของคุณจะมีแต่ความปริวิตก ,กดดัน ,โกรธเคือง มันขัดขวางวงจรชีวิตประจำวันที่คุณทำเป็น ไลฟ์สไตล์ของนักเพาะกาย

               ให้ความคิดแง่ลบนี้ จบเพียงแค่นั้นเถอะ! ผมเขียนบทความนี้ เพื่อจะหาทางออกให้แก่คุณ ขอให้มองการบาดเจ็บนั้นเป็นครูที่สอนประสบการณ์ให้แก่คุณจะดีกว่า  และข้อเท็จจริงก็คือว่ามีนักเพาะกายชื่อก้องโลกหลายคนอย่าง แฟรงค์   เซน ,ฟรานโก   โคลัมบู ,ทอม   แพลทซ์ ที่เคยคิดว่าอาชีพเพาะกายของเขาจบลงแล้ว (เพราะอาการบาดเจ็บอย่างหนักหน่วง) แต่แล้ว กลับกลายเป็นว่าเขากลับมาได้อีกครั้งและสามารถคว้าถ้วยรางวัล ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้เคยได้สัมผัสเลย

มันไม่ใช่วันสิ้นโลก

เบอรี่  ดีเมย์


               ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมคือกรณีของคุณเบอรี่  ดีเมย์ (ภาพบน) ที่เข้าประกวดรายการมิสเตอร์โอลิมเปียปี 1988 เมื่อเดือนกรกฎาคม 1988  และได้อันดับ 3  ซึ่งหลังจากได้อันดับดีขนาดนี้แล้ว มันทำให้เขามีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ คือเขาเข้าประกวดต่อในรายการกรังปรีย์เลย แทนที่จะหยุดพักผ่อนบ้าง แล้วยังวางแผนเตรียมตัวประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียในปีถัดไป 1989 ต่อเลย (Webmaster - นั่นหมายความว่าเขาอยู่ในภาวะไดเอท ติดต่อกันนานจนเกินไป ทั้งๆที่ควรจะเข้าช่วงนอกฤดูแข่งขัน เพื่อให้ร่างกายได้รับอาหารเต็มที่และกล้ามเนื้อได้พักฟื้นบ้าง)

               ผลคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1989 หน้าอกของเบอรี่  ดีเมย์ ฉีกขาดขณะที่กำลังบริหารท่า BENCH PRESS ด้วยน้ำหนัก 227 กก.(500 ปอนด์) (Webmaster-ความผิดพลาดของเบอรี่คือ เขายกน้ำหนักเท่ากับตอนที่อยู่ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ทั้งๆที่ตอนเกิดเหตุนี้ เขายังอยู่ในช่วงไดเอท) เบอรี่ ต้องเข้ารับการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นเลย

               เมื่อการผ่าตัดและการพักฟื้นเบื้องต้นผ่านพ้นไป มันทำให้หน้าอกข้างที่ฉีกและแขนข้างเดียวกันนั้น อยู่ในภาวะเสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด แทบมองไม่ออกเลยว่านี่เคยเป็นหน้าอกและแขนของนักเพาะกายชื่อดัง แต่เขากลับโพสท่าให้กล้องแล้วทำหน้าตาตลก ทำไมหรือ?

               เบอรี่กล่าวว่า "ภาวะเช่นนี้ คุณอยู่บนทางสองแพร่งระหว่างการหัวเราะหรือร้องไห้ เพราะคุณไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับมาประกวดอีกครั้งได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรทำให้ชีวิตมันจริงจังเกินไป ผมจึงเลือกที่จะหัวเราะแทนที่จะเป็นการร้องไห้  เพราะภาวะเศร้าซึมมันจะไปทำลายทัศนคติที่ว่า "ยังมีความหวัง" ว่าจะได้กลับมาประกวดบนเวทีอีกครั้ง จำไว้ว่า อย่างไรก็ตาม ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

               ฤดูร้อนปีนั้น เบอรี่เข้าค่ายฝึกของ โจ    ไวเดอร์  สิ่งที่เขาได้รับคือ ความรู้ในการฝึกใหม่ๆที่ไม่เคยรู้มาก่อนตอนที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บ  ผลของมันน่ะหรือ?

               ช่วงรายการประกวดทัวนาร์เม้นท์ในปีนั้น เบอรี่ไม่ได้เข้าแข่งขัน แต่เป็นนักเพาะกายรับเชิญให้ขึ้นไปโพสท่า และผมก็อยู่ในกลุ่มคนดูด้วย สิ่งที่ผมแทบไม่เชื่อสายตาก็คือ หน้าอกของเบอรี่ ดูหนาขึ้นกว่าตอนที่เขายังไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างเห็นได้ชัด! และไม่เพียงแค่นั้น ต้นแขนข้างเดียวกันนั้น (โดยเฉพาะไบเซบ) กลับได้รับการพัฒนาไปถึงขั้นที่สูงกว่าตอนก่อนรับบาดเจ็บเสียอีก (Webmaster - คนที่ดูประกวดเพาะกายเป็น เขาจะจำรูปทรงกล้ามเนื้อต่างๆของนักเพาะกายที่เขาชื่นชอบได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่นั่งดูแล้วฟังเพลงไปยังงั้นนะครับ) หลังเวที ผมถามเขาว่าทำอย่างไรหน้าอกถึงได้หนาขึ้นกว่าตอนก่อนบาดเจ็บ  เบอรี่กล่าวว่า เขาเรียนรู้การนำจิตใจเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อในขณะบริหาร  รับรู้การหดและเกร็งกล้ามด้วยสติมากกว่าแต่ก่อน (Webmaster - หมายความว่า แต่ก่อนเบอรี่ยกแต่ของหนัก และโดยลักษณะคนยกของหนักแล้ว สมาธิจะไปอยู่ที่ลูกน้ำหนักที่ยก ในลักษณะที่ว่า "ทำอย่างไรก็ได้ ให้ยกจนจบเซท"  แต่คำว่าเอาจิตใจไปไว้ในกล้ามเนื้อในที่นี้ หมายถึงว่าไม่แคร์ว่าจะใช้น้ำหนักเบาหรือไม่ แต่ให้สมาธิอยู่ที่ตัวกล้ามเนื้อขณะบริหาร ให้รับรู้การเคลื่อนไหว การออกแรงทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อส่วนนั้น ไม่ใช่ที่ลูกน้ำหนัก)
 


               และเบอรี่ ยังใช้เทคนิคสัญชาตญาณ INSTINCTIVE PRINCIPLE (คลิ๊กเพื่ออ่าน) ในการคิดว่าจะบริหารกล้ามเนื้อรอบๆบริเวณที่บาดเจ็บ ด้วยท่าไหน จำนวนเท่าใด  (แน่นอนว่าต้องตัดท่า Benchpress ออกไปก่อน) นั่นทำให้เขาได้ลองบริหารท่าใหม่ๆ จนได้เจอท่าที่ทำแล้วรู้สึกว่าดีที่สุดสำหรับเขา   และเมื่อลองบริหารท่าเดิม เบอรี่ก็จะลองเปลี่ยนวิธีการจับรูปแบบต่างๆ (เช่นใช้เชือก ,ใช้บาร์สั้น ,บาร์ยาว ฯลฯ) ลองเปลี่ยนจังหวะบริหารให้ช้าลง ,ลองเพิ่มการเพ่งสมาธิไปที่กล้ามเนื้อที่ฝึกให้มากขึ้น สรุปสั้นๆสำหรับเบอรี่คือ เขาถูกบังคับให้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ (ผ่านการบาดเจ็บ)


 

เดฟ  เดรเปอร์


               เดฟ   เดรเปอร์ นักเพาะกายในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Get Serious ว่า "จริงอยู่ที่ว่า อาการบาดเจ็บนั้น หยุดยั้งจังหวะการเติบโตของกล้ามเนื้ออย่างกะทันหัน แต่สิ่งที่คุณได้รับคืนมาก็คือ ช่วงเวลาที่คุณจะได้เรียนรู้วิธีฝึกกล้ามเนื้อส่วนนั้น อย่างตั้งอกตั้งใจจริงๆต่างหาก" (Webmaster - หมายความว่า ก่อนหน้านี้ คุณก็บริหารกล้ามเนื้อทั่วร่างกายไปอย่างธรรมดา แต่เมื่อกล้ามเนื้อส่วนใดบาดเจ็บ คุณก็จะเอาใจใส่มัน และเรียนรู้ที่จะฝึกกล้ามเนื้อตรงนั้นเป็นพิเศษ ทำให้มันฟื้นตัวกลับคืนมา และมีพัฒนาการที่ดีกว่าเดิม ตอนก่อนบาดเจ็บเสียอีก)

               พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส  โอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ,โอกาสที่จะทบทวนการวางแผนด้านโภชนาการ ,กลยุทธ์การฝึก ,และโอกาสที่จะพัฒนากล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บนั้น ให้ข้ามขั้นไปแบบก้าวกระโดด  ถึงแม้ว่าคุณไม่สามารถที่จะเดินทางไปโรงยิมได้ แต่คุณก็สามารหาตำราเพาะกายมาอ่านเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับโภชนาการ ,การฝึก ,อาหารเสริม ซึ่งคุณไม่ได้อ่านมันมาก่อนเลยก่อนที่คุณจะได้รับบาดเจ็บนี้

ซ่อมแซมจิตใจของคุณ

               ในหนังสือของ โจ    ไวเดอร์ ชื่อ Future Physique: Bodybuilding In The 21st Century ได้ทำนายอนาคตในอีก 50 ปีข้างหน้าของกีฬาเพาะกายว่า กีฬาเพาะกายเป็นกุญแจที่สำคัญ ในการทำให้ผู้คนมีความมั่นใจในบุคลิกภาพของตัวเอง ,รู้จักการจัดผังชีวิตตัวเองให้ปกติสุข ,มีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ  อาการบาดเจ็บของกีฬานี้ ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่เป็นสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเพียงเพื่อจะทำให้ "จิตใจ" ของผู้คนที่รักกีฬานี้ อยู่ในภาวะ "ท้าทาย" คือการท้าทายจิตใจของคุณ เพื่อให้เรียนรู้ที่จะใช้ความอดทน ผ่านช่วงเวลาที่ยากเย็นเหล่านี้ไปให้ได้

               จากข้อความข้างต้นนี้ ถ้าคุณพิจารณาให้ดี ชีวิตของนักเพาะกาย เหมือนกระจกเงาของชีวิตคนทั่วไป นั่นคือ จะมีช่วงที่ "ผ่านไปได้อย่างยากเย็น" ,ช่วงที่ "ท้าทาย" ,ช่วงที่ "ล้มเหลวไปชั่วขณะ" ยกตัวอย่างเช่น คุณจะ "แข็งแกร่ง" ก็ต่อเมื่อชีวิตได้ประสบกับสิ่งที่โหดร้าย ที่เข้ามาทดสอบจิตใจคุณ ,คุณจะ "ฉลาด" ก็ต่อเมื่อ ชีวิตได้ประสบกับปัญหาที่ยากเหลือเกินที่จะแก้ไข ซึ่งเมื่อคุณเรียนรู้ที่จะเดินทางผ่านสิ่งเหล่านั้นมา ก็อุปมาเหมือนพระเจ้าได้อวยพรให้คุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง
 

โจ  ไวเดอร์ ในวัยหนุ่ม


               ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง คือชีวิตของคุณ โจ    ไวเดอร์ ในวัยหนุ่ม  ในช่วงนั้นคุณไวเดอร์ ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อยู่ในระดับสูงสุดของการเป็นนักยกน้ำหนักโอลิมปิคของประเทศแคนาดา แต่แล้ว! เขาก็จบอาชีพเขาอย่างถาวรด้วยอาการบาดเจ็บที่บ่า  ในตอนนั้น แทนที่เขาจะหมดอาลัยตายอยากไปกับชีวิต เขากลับลืมเรื่องความเจ็บปวดแห่งจิตใจนั้น แล้วลองทำอย่างอื่น ด้วยการเอาใจใส่กับการพิมพ์หนังสือ Your Physique หนังสือ forerunner of MUSCLE&FITNESS แทน

               ไวเดอร์ กล่าวให้ผมฟังบ่อยๆว่า "ทอม, ถ้าผมไม่บาดเจ็บในตอนนั้น ผมคงจะอุทิศตนให้กับการประกวดไปอีกเป็นสิบๆปี และนั่นก็คือการกีดขวางความสำเร็จในการพิมพ์หนังสือในปัจจุบันนี้ของผมเลยทีเดียว   สำหรับร่างกายแล้ว การบาดเจ็บอาจทำให้ผม "ฝึก" ไม่ได้อีก แต่สำหรับจิตใจแล้ว ผมได้ "ฝึก" ตลอดมา ฝึกให้ถึงแก่นแท้ของจิตใจ ซึ่งนั่น ทำให้ผมชนะใจตัวเอง  จริงอยู่ที่ว่าสำหรับโลกเพาะกายแล้ว ผมไม่ได้ขึ้นเวทีประกวดอีก แต่ผมกลับทำอะไรอย่างอื่นได้มากขึ้น นั่นคือผมได้สอนให้ผู้คนได้ทำให้ชีวิตของเขาฟิต และสุขภาพดีได้ด้วยการใช้ชีวิตแบบนักเพาะกาย (Bodybuildin Lifestyle) ดังนั้น การที่ผมได้รับบาดเจ็บอย่างหนักในคราวนั้น แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พระเจ้าประทานพรให้ผมเห็นช่องทางต่างหาก "

               ขอยืมคำของนักปราชญ์ ชาร์ล  สวินดอล มากล่าวว่า "ผมเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาในชีวิต มีเพียง 10% เท่านั้น ที่เกิดขึ้นเอง แต่อีก 90% คือการกระทำของตัวเราเอง ว่าจะจัดการกับเจ้า 10% นั้นอย่างไร"  ทัศนคติของชีวิตคือทุกสิ่ง ,ทัศนคติคือชัยชนะเหนือทุกอย่าง

               ถ้าคุณได้รับบาดเจ็บ จงอย่าหมดหวัง  จงนำสิ่งต่างๆรอบๆตัวคุณ(รวมถึงอาการบาดเจ็บของร่างกายและจิตใจ) มาทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น ดีขึ้น ต่างหาก นั่นแหละคือ นิยามของคำว่า Bodybuilder (นักเพาะกาย)


 

- END -


 

1  2  <  3  <  4  <  5  <  6