ดัชนี-6  /  ดัชนี-ศัพท์เพาะกาย  /  ดัชนี-ศัพท์-เรียง-อักษร  /  ดัชนี-อักษร-Y 

อาการโยโย่ ( Yo Yo Effect ) ของนักเพาะกาย 




* * * หากภาพในหน้าเวบนี้ขึ้นไม่ครบ กรุณาคลิ๊กที่เมนู "Reload this page" นะครับ  /  ถ้าหาเมนูนี้ไม่พบ ให้อ่านคำแนะนำที่ลิงก์นี้นะครับ  http://www.tuvagroup.com/7fvhp-A-03-Q-591211-1724.html 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


* * * หน้าเว็บนี้ มีตัว Copy อีกตัวหนึ่งอยู่ที่ลิงก์  http://www.tuvagroup.com/Rfvbb-A-01-X-590611-1422.html 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       สิ่งที่เพื่อนสมาชิกจะได้อ่านข้างล่างนี้ เป็นเรื่องของนักเพาะกายที่ขึ้นประกวดโดยตรง แต่ก็เป็นประโยชน์สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการรีดไขมันด้วย ( หมายถึง คนทั่วไป ที่ไม่ต้องการประกวด แต่แค่ต้องการรีดไขมันเฉยๆ ก็สามารถอ่านเอาความรู้ได้ )
/ เรามาเริ่มกันเลยนะครับ



builtreport.com   

       ( ภาพบน ) ในช่วงปี พ.ศ.2520 ถอยหลังลงไป ( โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2510 - พ.ศ.2520 )  ขีดจำกัดของมนุษย์ ที่คนทำได้ดีที่สุดก็คือว่า ในความสูง 185 ซม.หรือ 6 ฟุต 2 นิ้ว มนุษย์เราจะมีต้นแขนใหญ่ที่สุดได้ไม่เกิน 22 นิ้ว ( โดยไม่ใช้สเตอรอยด์ ) / ซึ่งคนที่เป็นมาตรฐานสำหรับเรื่องนี้ก็คือคุณ อาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์  ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ( ที่ผมเน้นว่า "ไม่ใช้สเตอรอยด์" ก็เพราะว่า อาจจะมีคนที่เตี้ยกว่านี้ และเป็นเจ้าของต้นแขนขนาด 22 นิ้วก็ได้ แต่เขาสร้างต้นแขนขนาดนั้นได้ด้วยสเตอรอยด์  ผมก็เลยไม่เอามานับ




       ( ภาพบน )  เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทขายอาหารเสริมได้กำเนิดขึ้นหลายบริษัท   แต่ละบริษัทก็พยายามแข่งขันกัน  วิธีแข่งขันกันอย่างหนึ่งก็คือ เขาจะพยายามให้นักเพาะกายในสังกัดตัวเอง เอาชนะขีดจำกัดเรื่องขนาดต้นแขน เมื่อเทียบกับความสูงที่คุณอาร์โนลด์เคยทำไว้

       การเอาชนะขีดจำกัดที่ว่านั้น ก็คือการกำหนดให้นักเพาะกายในสังกัดตัวเอง ที่สูงเท่าคุณอาร์โนลด์ ( คือ 188 ซม. ) จะต้องทำให้ตัวเองมีต้นแขนใหญ่กว่าคุณอาร์โนลด์ ( คือใหญ่กว่า 22 นิ้ว ) ให้ได้ / หรือถ้าเตี้ยกว่าคุณอาร์โนลด์ ก็ควรจะทำให้ต้นแขนตัวเองใหญ่เท่ากับคุณอาร์โนลด์ / และจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ถ้าเตี้ยกว่าคุณอาร์โนลด์ แต่มีต้นแขนใหญ่กว่าคุณอาร์โนลด์

       หากทำเช่นนั้นได้ คือเอาชนะขีดจำกัดตรงนั้นได้ นักเพาะกายคนนั้น ก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังทันที / และเมื่อนักเพาะกายผู้นั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็จะทำให้ยอดขายอาหารเสริมของบริษัทต้นสังกัด ( ที่นักเพาะกายคนนั้นสังกัดอยู่ ) ขายดิบขายดีไปด้วย อันเป็นไปตามระบบทุนนิยมนั่นเอง



forums.musculardevelopment.com   

       ( ภาพบน )  ในที่สุด ก็มีนักเพาะกายดังๆในช่วงหลัง ( หมายถึงช่วงปี พ.ศ.2520 ขึ้นมา ) ที่สามารถเอาชนะขีดจำกัดนั้นได้จริงๆ ยกตัวอย่างเช่นคุณ ฟีล ฮีท มิสเตอร์โอลิมเปียหลายสมัย ในภาพข้างบนนี้ ที่มีขนาดต้นแขน 22 นิ้วกว่าๆ ในความสูงแค่ 175 ซม. ( คือเตี้ยกว่าคุณอาร์โนลด์ถึง 10 ซม. แต่มีขนาดต้นแขนใหญ่กว่าคุณอาร์โนลด์นิดหน่อย




       ( ภาพบน ) อย่างไรก็ตาม การสร้างมัดกล้ามจนเอาชนะขีดจำกัดนี้ จะมี "ข้อเสีย" อย่างหนึ่งตามมาแบบเป็นเงาตามตัว  และนักเพาะกายทุกคนก็รู้ว่าจะต้องมีปัญหากับ "ข้อเสีย" อันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะเมื่อนักเพาะกายค่ายหนึ่งทำไปแล้ว ( เช่นคุณฟีล  ฮีท ทำให้ตัวเองมีขนาดแขนใหญ่กว่าคุณอาร์โนลด์ ทั้งๆที่เตี้ยกว่าคุณอาร์โนลด์ถึง 10 ซม. ได้แล้ว ) นักเพาะกายค่ายอื่นก็ต้อบทำตาม เพื่อจะได้ตามฟีล  ฮีท ให้ทัน

       ก่อนจะรู้ว่า "ข้อเสีย" อันนั้น คืออะไร? เพื่อนสมาชิกต้องรู้วิธีเอาชนะขีดจำกัดนั้นเสียก่อนว่าเขาทำกันอย่างไร? 



clipartkid.com

       ( ภาพบน ) วิธีทำก็คือว่า เขาผู้นั้น จะต้องขุนตัวเองให้เป็น "หมู" ติดต่อกันนานถึง 9 เดือนต่อปี เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างเซลล์กล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุด

      
ซึ่งเราเรียกช่วงนี้ว่าเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน หรือ Off Season  โดยในช่วง Off Season นี้ เขาก็ใช้ลูกน้ำหนักในการเล่นกล้ามตามปกติ ( ไม่ใช่ไม่ได้ออกกำลังนะครับ )


pinterest.com

       ( ภาพบน ) จากนั้น ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี พวกนักเพาะกายก็จะทำคาร์ดิโอกันอย่างหนัก เพื่อรีดไขมันออก

       โดยช่วง 3 เดือนที่ว่านี้ เราเรียกว่า ช่วงเตรียมตัวประกวด หรือ Pre Contest 


forum.bodybuilding.com

       ( ภาพบน ) นักเพาะกายเขาจะวางกำหนดการล่วงหน้า โดยกะว่าเมื่อรีดไขมันครบ 3 เดือนแล้วก็จะตรงกับวันประกวดพอดี / ซึ่งในวันประกวด นักเพาะกายก็จะได้รูปร่างแบบ "เป๊ะ" เหมือนในภาพข้างบนนี้

       ด้วยวิธีที่พูดมานี้แหละ ถึงทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาจนเกินขีดจำกัดได้

       คราวนี้มาดู "ข้อเสีย" ที่ตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ( ที่เราพูดทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ ) กันบ้าง
โดยสามารถฟันธงได้เลยว่า



 

       ( ภาพบน ) ข้างบนนี้คือข้อเท็จจริงที่ชัดเจนมากๆ  ถ้าคุณศึกษาการเพาะกายติดต่อกันมาเป็นเวลา 34 ปีแบบผม คุณจะเห็นช้อเท็จจริงนี้ได้ชัดเจนเลย เพราะผมเอาไปเทียบข้อมูลกับนักเพาะกายสมัยก่อน ( Old School ) ที่ไม่เคยทำคาร์ดิโอ  เขาก็ไม่เคยมีอาการโย - โย่ แบบนี้

      
แต่สาเหตุที่คนส่วนมากไม่รู้ความจริงข้อนี้ ก็เพราะว่า "ระบบทุนนิยม" มันพยายามปิดบังข้อเท็จจริงนี้เอาไว้  คือบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ได้ลงทุนไปกับการผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์ทำคาร์ดิโอเป็นเงินมหาศาลในระดับเป็นหมื่นๆล้าน ( ดังจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ทำฟิตเนสทั้งหลายจะมีราคาแพงมาก ( เช่นสายพาน หรือลู่วิ่ง - ดูราคาที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านคุณก็ได้ ) ในขณะที่อุปกรณ์เพาะกายราคาถูก และใช้ได้เป็น 100 ปี )

       ถ้าคนทั่วไปรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ( คือรู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีเรื่อง "การทำคาร์ดิโอ" มาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือ ปฏิกิริยา โย - โย่ ) อุปกรณ์คาร์ดิโอราคาแพงทั้งหลาย ( เช่นสายพานสำหรับวิ่งอยู่กับที่ ,หรือจักรยานปั่นกับที่ ,คลาสเรียนแอโรบิค ฯลฯ ) ที่เขาลงทุนผลิตไว้เพื่อขาย ก็จะขายไม่ออก แล้วก็จะพากันเจ๊ง

       ดังนั้น ระบบทุนนิยมจึง "ปิดข่าว" ไม่ให้มีการพูดถึงเรื่องนี้ 



 
pinterest.com  


 
stek.org/bodybuilding

       ( ภาพบน ) ผลของการทำคาร์ดิโอในช่วง 3 เดือนของปีที่แล้ว  ก็เลยส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาโย - โย่ กับฟีล  ฮีท ใน ปีถัดมา ทันที

       คือทั้งๆที่คุณฟิล   ฮีท ก็ยังเล่นกล้ามอยู่เหมือนเดิม แต่ผลของปฏิกิริยา โย - โย่ นั้น ทำให้ร่างกายเขา "บวม" ในช่วง  9 เดือนของปีถัดมา เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้


       คราวนี้ ผมขอให้คุณใช้เวลา 5 นาที ลองดูวีดีโอข้างล่างนี้ ซึ่งเป็นนักเพาะกายในสมัยที่เขาไม่มีการทำคาร์ดิโอนะครับ



 

Frank Zane vs. Bob Paris : The Truth

โดย Muscle Mutant

วิธีใช้วีดีโอ  /  วิธีแจ้งวีดีโอลิงก์ขาด


       นักเพาะกายสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อน ( ตามที่คุณเห็นในวีดีโอข้างบนนี้ ) เขาก็มีช่วง Off Season และช่วง Pre Contest เหมือนกับนักเพาะกายสมัยนี้ทุกประการ

       และในช่วง Off Season และช่วง Pre Contest
เขาก็มีการไดเอท เหมือนกับนักเพาะกายสมัยนี้ ด้วยเช่นกัน

       ที่ต่างกันก็คือ ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็ตาม ( คือไม่ว่าจะเป็นช่วง Off Season และช่วง Pre Contest ) นักเพาะกายสมัยก่อน ไม่มีการทำคาร์ดิโอใดๆเลย



 

       ( ภาพบนข้อเสีย ของนักเพาะกายสมัยก่อน เป็นดังนี้ครับ

       นักเพาะกายสมัยก่อน ไม่สามารถเอาชนะขีดจำกัดได้ ( คือ จะไม่มีใครที่จะมีกล้ามต้นแขน 22 นิ้ว โดยมีความสูงไม่ถึง 185 ซม.ได้ )


       เพราะวิธีเอาชนะขีดจำกัดได้ ก็คือ ต้องมีการขุนตัวเองจนเป็นหมู แล้วใช้ "การทำคาร์ดิโอ" เพื่อรีดไขมันออกเพื่อการประกวด  นั่นแหละ คุณถึงจะมีขนาดกล้ามต้นแขน 22 นิ้วได้ในความสูงที่ไม่ต้องถึง 185 ซม.ก็ได้ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

       ข้อดี ของนักเพาะกายสมัยก่อน เป็นดังนี้ครับ

       นักเพาะกายสมัยก่อน จะหุ่นดีตลอดปี  เรียกได้ว่าไม่ว่าเขาจะอยู่ในช่วง Off Season หรือช่วง Pre Contest  ความชัด และความที่ "เอวคอด" ของเขานั้น แทบไม่เปลี่นแปลงเลย


       เหตุที่นักเพาะกายสมัยก่อนมีหุ่นดีตลอดปี ก็เพราะนักเพาะกายสมัยก่อน ไม่มีการทำคาร์ดิโอเลย


       เมื่อนักเพาะกายสมัยก่อนไม่ทำคาร์ดิโอ  ร่างกายเขาก็เลยไม่เกิดปฏิกิริยาโย - โย่


       เมื่อไม่เกิดปฏิกิริยา โย - โย่  ร่างกายของนักเพาะกายสมัยก่อนก็เลย "หุ่นดีตลอดปี"



 

       ( ภาพบน ) ถามตัวเองก่อนว่าคุณต้องการแบบไหน

ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายที่ต้องการประกวด

       ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายที่ต้องการประกวด และต้องการข้ามขีดจำกัดของตัวเอง หรือต้องการ "ข้ามรุ่นน้ำหนัก" เช่น อยากข้ามจากรุ่นมิดเดิลเวท ( 70.55 กก. - 80.55 กก. ) ไปเป็นรุ่นเฮฟวี่เวท ( 90.55 - 102.82 กก. ) ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำตามวิธีฝึกของนักเพาะกายสมัยใหม่ ซึ่งก็คือการขุนตัวเองให้เป็นหมูก่อน แล้วจึงทำคาร์ดิโอเพื่อรีดไขมันออกภายหลัง


ถ้าคุณเพาะกายและไม่ได้สนใจเรื่องการประกวด และอยากให้รูปร่างคงที่ตลอดปี

       ถ้าคุณไม่ได้สนใจเรื่องขนาดแขน 22 นิ้ว และคุณต้องการรักษารูปทรงของร่างกายให้คงที่ตลอดปี คุณก็ควรฝึกแบบนักเพาะกายสมัยก่อน คือทำยังไงก็ได้ แต่ ห้ามมีการทำคาร์ดิโอ เข้ามาอย่างเด็ดขาด



- END -