|
| Old School การฝึกแนวเก่า |
![]() |
|
![]() |
| นักเพาะกายรุ่นใหม่ | นักเพาะกายรุ่นเก่า |
| ( ภาพบน ) ภาพจาก sannong.tumblr.com และ pinterest.com |
|
ลองเทียบภาพนักเพาะกายสมัยปัจจุบันซึ่งอยู่ในภาพทางด้านซ้ายมือ
กับนักเพาะกายสมัยอดีตที่อยู่ในภาพทางด้านขวามือ (
คือคุณ
แฟรงค์ เซน ) จะเห็นได้ว่า “พิมพ์นิยม” ของนักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ดูราวกับ วัวตั้งครรภ์ที่ไขมันเป็นศูนย์ ( pregnant cows with zero bodyfat ) ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน มีรูปทรงเดียวกันกับเทพเจ้าของกรีกโบราณ และถึงแม้ไขมันในร่างกายเขาจะน้อย ( หมายถึงนักเพาะกายสมัยก่อน ) แต่ก็ไม่น้อยเกินไปจนดูเหมือนคนป่วย ,พวกเขามีกล้ามท้องชัด ,อกใหญ่ ,ปีกกว้าง ,หัวไหล่ต้นแขนที่มีขนาดใหญ่ นักเพาะกายสมัยก่อน มีรูปร่างทรงตัว “V “ ( V - taper ) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ชายมีร่างกายท่อนบน เป็นแบบไหล่กว้าง ,กล้ามปีกขยายกว้าง และมีเอวที่แน่นและคอด / ภาพรวมทั้งหมดนี้แหละ ถึงพูดได้ว่านักเพาะกายสมัยก่อนมีรูปร่างแบบ V - taper |
|
| imgur.com |
|
การเพาะกายแบบโรงเรียนเก่า ( Old School
) หรือแนวเก่านั้น เป็นการฝึกแบบที่มนุษย์กับลูกเหล็กมีความผูกพันกัน
นั่นก็เพราะตอนนั้น เราใช้อุปกรณ์พื้นฐานแค่สองสามอย่าง คือมีแค่ บาร์เบลล์
,ดัมเบลล์ และเตียงยกน้ำหนัก เท่านั้น / เวลาที่ฝึก
ก็เลยทำให้เราอยู่กับอุปกรณ์บาร์เบลล์ ,ดัมเบลล์ ชิ้นนั้นๆเป็นเวลานานๆทุกวัน ก็เลยผูกพันกัน
ราวกับว่าพอถึงเวลาเดินเข้าโรงยิม ก็เหมือนการไปหาเพื่อน (
บางคน พอตกเย็น ก็ไป เจอกับเพื่อน
เพื่อ "กินเหล้า" / แต่นักเพาะกาย พอตกเย็นเขาก็จะ เจอกับเพื่อน
เหมือนกัน แต่เพื่อนของเขาคือบาร์เบลล์และดัมเบลล์ และไปพบกับเพื่อนนั้น
ก็เพื่อบริหารร่างกายตนเองให้แข็งแรง ต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บ เสริมสร้างบุคลิค
) ในขณะที่การเพาะกายสมัยใหม่ เรามีอุปกรณ์เคเบิลที่ออกแบบโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ออกมาให้ใช้เป็นจำนวนมาก หลายร้อยรูปแบบ จนนักเพาะกายสมัยใหม่รู้สึกชินชากับอุปกรณ์ที่มีมากมายหลายรูปแบบเหล่านั้น ไม่ได้ผูกพันกับชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้น ความรู้สึกแบบเจอเพื่อน ( คือบาร์เบลล์ และดัมเบลล์ ) ในโรงยิม จึงไม่มีเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน เมื่อนักเพาะกายสมัยใหม่ ไม่ค่อยผูกพันกับอุปกรณ์ ก็เลยเหมือนกับว่าเขาไม่ค่อยมีความรักความผูกพันกับการเพาะกายสักเท่าไร ( คือมีความรักการเพาะกายเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่ากับนักเพาะกายสมัยก่อน ที่เขารักการเพาะกายมาก เพราะเขาผูกพันกับอุปกรณ์ ) |
![]() |
| frankzane.com |
| ในแต่ละวัน
นักเพาะกายสมัยก่อน
จะคิดคำนึงถึงเรื่องที่ว่าทำอย่างไรถึงจะเพิ่มปริมาณมัดกล้ามเนื้อ
โดยไม่ทำให้ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ในขณะที่นักเพาะกายสมัยใหม่
เอาเวลาไปนั่งคำนวณเลขแครอลี่ มุมมองของนักเพาะกายสมัยก่อน จะไม่ทำอะไรเกินตัว ,ไม่กินมากเกินไป ,ไม่ฝึกหนักเกินไป ไม่พึ่งพาอาหารเสริมมากเกินไป ( คือใช้อาหารเสริมเหมือนกัน แต่ยังอิงกับอาหารธรรมขาติมากกว่า ) , ไม่มีการฝึกหนักจนร่างกายเกิดอาการ Over Training , ไม่รู้สึกวิตกกังวลกับอะไรมากเกินไปนัก เพราะสมัยก่อน ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาเยอะเหมือนสมัยนี้ นักเพาะกายสมัยก่อนก็เลยไม่เครียด และบริหารร่างกายแบบสบายใจ ( ยิ่งมีงานวิจัยออกมาเยอะ ก็ยิ่งทำให้คนสมัยนี้ กลัวโน่น กลัวนี่จน ประสาทกิน ) นักเพาะกายสมัยก่อน เขาเน้นที่การบริหารกล้ามเนื้อด้วยลูกเหล็ก โดยไม่ต้องไปเปลืองสมองในเรื่องการคิดว่าจะเลือกซื้อขวดใส่เวย์สีไหนดี ,จะกินครีเอทีนตอนไหน ,หรือดูเวลาว่าจะต้องกินคาเฟอีน ก่อนฝึกเป็นเวลา 30 นาทีเป๊ะๆ ฯลฯ |
![]() |
| got-big.de |
|
นักเพาะกายสมัยก่อนจะ หุ่นดีตลอดปี
คือรูปร่างช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ( Off Season
) กับช่วงเตรียมตัวประกวด (
On Season หรือ Pre Contest )
จะใกล้เคียงกัน ทำให้นักเพาะกายสมัยก่อน
สามารถรับงานโชว์ตัวในที่ต่างๆได้เกือบตลอดปี
เพราะเขารูปร่างดีตลอดปี ในขณะที่นักเพาะกายสมัยนี้ รูปร่างช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ( Off Season ) กับช่วงเตรียมตัวประกวด ( Pre Contest หรือเรียกว่า On Season ก็ได้ ) จะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ / คือหมายความว่าใน 1 ปี นักเพาะกาย ( สมัยใหม่ ) จะมีรูปร่างดีแค่ 3 เดือนเท่านั้น คือในช่วงเดือนสิงหาคม ,กันยายน ,ตุลาคม ของทุกปี อันเป็นช่วงใกล้กับการแข่งขันประกวดเพาะกายรายการใหญ่ๆ ซึ่งเราเรียกช่วงนี้ว่าช่วงเตรียมตัวประกวด นั่นก็คือว่า นักเพาะกายสมัยใหม่จะมีรูปร่างดี และรับงานโชว์ตัวได้ก็เพียงปีละ 3 เดือนเท่านั้น ไม่ได้มีรูปร่างดีตลอดปีเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน |
ขอแทรกนิดนึงครับ
สาเหตุหลักที่ทำให้รูปร่างนักเพาะกายสมัยใหม่ดูดีแค่ปีละ 3 เดือนก็คือเรื่องของการทำ "คาร์ดิโอ" / ซึ่งผมจะได้อธิบายให้ฟังดังนี้ครับ แต่เนื่องจาก "ระบบทุนนิยม" ได้ลงทุนไปกับการผลิตอุปกรณ์คาร์ดิโอเป็นเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังทุ่มงบโฆษณาเพื่อกล่อมกลุ่มลูกค้าทั่วโลกว่าการทำคาร์ดิโอนั้น ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ โดยปิดข้อความจริงที่ว่า ผลที่ตามมาของการทำคาร์ดิโอก็คือ อาการ โย - โย่ เพราะกลัวจะขายอุปกรณ์สำหรับทำคาร์ดิโอไม่ออก เมื่อถูกล้างหัวแบบนี้ ก็เลยทำให้เมื่อนักเพาะกายเข้าสู่ช่วงเตรียมตัวประกวด ( คือช่วงเดือนสิงหาคม ,กันยายน ,ตุลาคม ) ต่างก็พากันทำคาร์ดิโอ เพื่อลดไขมัน ( ทั้งๆที่นักเพาะกายสมัยก่อนเขาไม่ทำคาร์ดิโอกัน ) โดยทำคาร์ดิโอติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนจนกระทั่งถึงวันแข่งขัน พอแข่งขันเสร็จ นักเพาะกายสมัยใหม่เหล่านั้น ก็หยุดทำคาร์ดิโอ เมื่อนักเพาะกายสมัยใหม่เหล่านั้นหยุดทำคาร์ดิโอ ก็เลยส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการโย - โย่ ( ซึ่งนักเพาะกายสมัยก่อนเขาไม่เป็นกัน ) ผลของอาการโย - โย่ ก็คือ นักเพาะกาย อ้วนเป็นหมูตอน ยาว....ไปจนถึงช่วงเตรียมตัวประกวดในปีหน้าโน่นเลย
( ภาพบน ) ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน ( ซึ่งยังไม่มีการทำคาร์ดิโอ ) รูปร่างของเขาในช่วงนอกฤดูการแข่งขันนั้น ( เช่นคุณ แฟรงค์ เซน ในภาพข้างบนนี้ ) แม้จะขาดความชัดไปบ้าง แต่ขนาดเอวก็ยังไม่หลุดการควบคุม นั่นก็เป็นเพราะว่านักเพาะกายสมัยก่อน ไม่ได้รับปฏิกิริยา โย - โย่ อันเกิดจากการทำคาร์ดิโอแต่อย่างใด ( เพราะนักเพาะกายสมัยก่อนไม่ได้ทำคาร์ดิโอเลย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเตรียมตัวประกวด หรือช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ตาม ) |
|
| muscleandfitness.com |
|
การทานอาหารของนักเพาะกายสมัยก่อน ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาใช้หลักการง่ายๆคือ
ไม่ต้องสรรหาน้ำตาลเทียมมาทานแทนน้ำตาลธรรมชาติ ,ไม่ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักอาหารเพื่อคำนวณเลขแครอลี่ให้ยุ่งยาก ผิดกับสมัยนี้ ที่ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้ดู "เยอะ" เกินไป ทำให้นักเพาะกายประสาทกิน แค่จะเอาอาหารเข้าปากก็ดูจะยุ่งยากไปหมด |
![]() |
| robbyrobinson.blogspot.com |
| สรุปว่าการฝึกแบบเก่า หรือฝึกแบบ Old School นั้น
มีความเด่นดังนี้คือ "แต่" นักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ชอบโปรโมทตัวเองแบบดารา ด้วยการทำตัวโด่งดังในโลกโซเชียล ไม่ทำตัวเงียบๆเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน อันเป็นไปตามระบบทุนนิยม ที่ว่าเป็นไปตามระบบทุนนิยม ก็คือหมายความว่า หากเขาทำตัวเด่นจนเตะตาพวกแมวมองแล้ว ก็จะมีรายได้งามๆถ้าบริษัทต่างๆมาจ้างไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าของบริษัทเขา ( ซึ่งเหตุผลนี้เอง ที่มีการ "แอบใช้สเตอรอยด์" เพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่น ( จะได้เตะตาแมวมอง ) ทั้งๆที่ก็รู้ว่าต้องอายุสั้นลงเกือบครึ่งหนึ่ง / ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน เขาเพาะกายกันเพื่อสุขภาพจริงๆ / ให้อ่านเรื่องการใช้สเตอรอยด์ของ ริช เปียน่า ที่ผม "พูดแทรก" เอาไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมสีเนื้ออันแรก ที่อยู่ในลิงค์นี้นะครับ http://www.tuvagroup.com/8fvbb-A-01-X-600312-1418.html ) อีกทั้งยังชอบเกทับนักเพาะกายคนอื่นด้วยการถ่ายภาพรถหรูๆราคาแพงๆ , บ้านราคาเป็นล้านๆ , นาฬิกาแพงๆ ของตัวเองโชว์ลงในเฟซบุ๊ค บางคนก็ถึงขนาดถ่ายทอดสดตัวเอง ( แบบ Steram ) ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนเลยว่าทำอะไรมาบ้าง ทำอาหารเช้าตอนไหน กินตอนไหน ฝึกตอนไหน ฯลฯ เพื่อจะได้ทำให้ตัวเองดังมากขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปนั่งคิดว่าจะทาน จะบริหารร่างกายตัวเองอย่างไรให้กล้ามเนื้อพัฒนาขึ้น เมื่อไม่มีเวลาคิดว่าจะทาน จะบริหารอย่างไรให้กล้ามเนื้อตัวเองพัฒนาขึ้น ก็ต้องไปจ้างที่ปรึกษาชั่วโมงละ 2หมื่นบาท มาออกแบบการทาน การฝึกให้ตัวเอง ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน วันๆเขาจะหมกมุ่น คิดคำนึงอยู่กับเรื่องการฝึกของตัวเองว่าทำอย่างไร จะฝึกให้ได้ผลดีขึ้น เขาไม่ฟุ้งซ่านเหมือนนักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ( เนื่องจากผมติดตามเรื่องการเพาะกายมา 34 ปีแล้ว ผมสังเกตุเอาจาก "คำสัมภาษณ์" ของนักเพาะกายสมัยก่อน กับนักเพาะกายสมัยนี้แล้ว ได้เห็นข้อแตกต่างในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ( หมายถึงข้อแตกต่างที่ว่านักเพาะกายสมัยก่อน ชอบทำตัวเงียบๆ และเก็บตัว ในขณะที่นักเพาะกายสมัยนี้ชอบโปรโมทตัวเอง ) ) |
|
|
|
| มิสเตอร์โอลิมเปียยุคปัจจุบัน | มิสเตอร์โอลิมเปีย 40 ปีก่อนหน้านี้ |
|
| - END - |