TUVA ตอบปัญหา

 


ถาม
ที่ในเวบ บอกว่ามีการขอตารางฝึกได้นั้น ผมขอทราบเกี่ยวกับวิธีการทำตารางฝึกของ webmaster ครับ
 

ตอบ
ขั้นตอนการทำตารางฝึกมีดังนี้ครับ คือ

        1.ดูก่อนว่าข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น สมาชิกใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ถ้ามีแค่ดัมเบลล์ 2 ลูก ผมก็ต้องแนะนำให้ซื้ออุปกรณ์พื้นฐานเพิ่มก่อน เช่นบาร์เบลล์และเตียง แล้วค่อยให้ส่งข้อมูลมาใหม่ครับ เพราะถ้าออกแบบไปให้เลย แล้วไม่มีอุปกรณ์ ก็ไม่มีความหมายอะไรครับ

        2.เริ่มเขียนตาราง โดยใช้การปฏิบัติจริง ซึ่งปัญหานี้ผมพึ่งค้นพบภายหลังว่า ก่อนหน้านี้ตอนผมเคยทำตารางฝึกมานั้น ผมทำในตอนที่ร่างกายฟิตสมบูรณ์ พอระบุการใช้น้ำหนักลงไปในตารางฝึกตามที่ผมใช้จริง  ปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกทำตามไม่ไหว บางคนก็ท้อแท้จนเลิกไปเลย ผมเลยต้องทดลองด้วยตัวเอง โดยการหยุดเล่นสัก 5 เดือน ทำให้ร่างกายเหมือนคนไม่เคยเล่นมาก่อน แล้วทดลองเล่นแบบเริ่มต้น แล้วจดการใช้น้ำหนักจริงๆ ซึ่งเรื่องแบบนี้ผมค่อนข้างจริงจัง อย่างเช่นเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีคนเมลล์มาถามว่าอยากเพิ่มน้ำหนักอย่างเร่งด่วน ต้องทำอย่างไร ผมก็ทดลองด้วยตัวเองทันที โดยทานไข่ลวกประมาณ 18 ใบต่อวัน พร้อมกับการบริหารอย่างหนักและการใช้อะมิโนแอซิด  ปรากฏว่าน้ำหนักขึ้นเกือบ 20 กก.ในเวลา 6 เดือน ซึ่งเมื่อทดลองด้วยตัวเองแล้ว จึงบอกคำตอบให้เพื่อนสมาชิกไป แต่ผลเสียที่ตามมาสำหรับตัวผมเอง ในภายหลังก็คือ พอดีย้ายที่ทำงาน และทำงานหนักขึ้น เวลาออกกำลังแทบไม่มีเลย ทำให้การลดน้ำหนักทำได้ยากมากๆ แต่สิ่งที่ภูมิใจก็คือ ได้ตอบปัญหาให้เพื่อนสมาชิกด้วยการทดลองกับตัวเองนั่นเอง
 

บันทึกการฝึกจาการปฏิบัติจริงๆ

อาจเห็นว่าเขียนง่ายๆนะครับ แต่ความจริง มันต้องใช้การอ้างอิงจากแหล่งความรู้ด้วย ที่ผมใช้ก็คือ

2506481256.jpg 2506481259.jpg 2506481307.jpg

2506481301.jpg 2506481304.jpg

2506481312.jpg 2506481314.jpg 2506481317.jpg 2506481319.jpg 2506481321.jpg

2506481102.jpg   นิตยสารมัสเซิล แอนด์ฟิตเนส ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จำนวน 160 เล่ม

2506481108.jpg  นิตยสารเฟล็ก ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 จำนวน 53 เล่ม

2506481212.jpg 2506481215.jpg นิตสารเพาะกายต่างประเทศ ที่ฉีกหน้าปกออกเพื่อขายเลหลัง ยี่ห้อต่างๆ เช่นมัสเซิลมีเดีย ,มัสเซิลดีวีลอปเม้นท์ ฯลฯ จำนวน 138 เล่ม

2506481205.jpg 2506481207.jpg นิตยสารเพาะกายทุกเล่มในห้องสมุด ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ ผมจะถ่ายเอกสารเก็บไว้เกือบทั้งเล่ม (ตัดโฆษณาออก) ประมาณ 85 - 90 เล่ม

2506481248.jpg 2506481250.jpg 2506481252.jpg นิตยสารเพาะกายในไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 จำนวน 84 เล่ม

ความรู้จากวีดีโอต่างประเทศ ประมาณ 70 ม้วน โดยได้รับความอนุเคราะห์ให้ยืมต้นฉบับโดย
คุณประธาน   คงแนวดี  ตู้ ปณ.9 ไปรษณีย์บางแสน  อ.เมือง จว.ชลบุรี 20130

2506481159.jpg  2506481200.jpg คู่มือเพาะกาย ไวเดอร์ซิสเท็ม จำนวน 2 เล่ม หนา 109 หน้า หาซื้อไม่ได้ จึงต้องขอถ่ายเอกสารมาจาก อาจารย์ พันเอก สมบูรณ์ ครับ

2506481149.jpg  2506481151.jpg ภาพแขวนตามโรงยิมต่างๆที่ผมไปขอถ่ายเอกสาร รวบรวมแล้วแยกส่วนบริหารไว้เป็นหมวดๆ  เป็นจำนวน 10 กว่าเล่ม

2506481222.jpg ชาร์ตภาพขนาดใหญ่ (6 เท่าของกระดาษ เอ 4) ที่ต้องใช้เครื่องถ่ายเอกสารแบบพิเศษ จำนวน 12 แผ่น ที่ไปขอถ่ายจาก อาจารย์ พันเอกสมบูรณ์


2506481230.jpg 2506481232.jpg หนังสือของอาจารย์นพคุณ  วันแต่ง จำนวน 6 เล่ม

2506481119.jpg เอ็นไซโคปิเดีย ของอาร์โนล์  ชวาลเซเนกเกอร์ จำนวน 1 เล่ม มูลค่า 4,000 บาท หนา 736 แผ่น  ได้รับความกรุณาจากคุณวัลลภ   วีระเดช (หนุ่ย)
wanlop79@yahoo.com ตอนไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส

2506481125.jpg หนังสือบอดี้บิลด์ดิ้ง 101 ราคา 772 บาท หนา 236 หน้า จำนวน 1 เล่ม

2506481130.jpg หนังสือโฮมม์เวอร์คเอ้าไบเบิ้ล ราคา 895 บาท หนา 434 หน้า จำนวน 1 เล่ม

นังสือ Body for life บับแปลเป็นไทย

      รวมถึงประสบการณ์การตอบปัญหาทางอีเมลล์ในช่วง 6 ปีนี้ และการดูเวบไซท์เพาะกายต่างประเทศ

      สำหรับในส่วนของอุปกรณ์นั้น ตัวผมเองมีเกือบครบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นเตียงปรับเอียงไม่ได้ ,เตียงปรับเอียงหัวได้ แบบธรรมดา และเตียงปรับเอียงหัวได้ และมีที่เล่นขา ก็จะทดลองเล่นด้วยตัวเอง สำหรับอุปกรณ์บางตัวที่ยังไม่มี ก็จะเสียเงินเข้าโรงยิม ครั้งละ 200 บาท เพื่อไปทดลองกันเลย
 

ไม่ใช่เขียนแค่วันเดียว แต่ต้องเก็บข้อมูลกันเป็นเดือนๆ

 

ปิดท้ายด้วยการนำท่าบริหารทั้งหมด (ต่อ 1 คน ต่ออุปกรณ์ที่เขามี) เข้าคอมพิวเตอร์
ดูภาพรวมแล้วกระจายท่าเพื่อทำให้เกิดการวนท่าบริหาร แล้วจึงเขียนเป็นตาราง
และภาพคอมพิวเตอร์ที่เห็นข้างบนนี้ทั้งหมด สำหรับ 1 ตารางฝึกเท่านั้นนะครับ


    ถ้าเก่งคณิตศาสตร์คงพอจะเดาได้นะครับว่าจะต้องมีตารางฝึกกี่แบบ ยกตัวอย่างเช่น 1 คนมี 10 อุปกรณ์ ,คนที่ 2 มี 1 อุปกรณ์ที่เหมือนคนที่ 1 ส่วนที่เหลือไม่มี หรือไม่เหมือนเลย ก็ต้องทำตารางฝึกอันใหม่ขึ้นมา ,พอคนที่ 3 มีอุปกรณ์เหมือนคนที่ 1 จำนวน 1 ชิ้น(ที่ไม่ใช่ชิ้นเดียวกับคนที่ 2 มี) ส่วนที่เหลือไม่มี หรือไม่เหมือนเลย ก็ต้องทำตารางฝึกอันใหม่ขึ้นมา เป็นอย่างนี้ไล่ไปเรื่อยๆ ซึ่งคุณก็คิดว่าอย่างมากทำต้นแบบออกมาก็แค่ 30 แบบเท่านั้นใช่ไหมครับ แต่ยังไม่หมดแค่นั้น สมมติว่าคนที่ 11 มีอุปกรณ์ชิ้นที่ 3 กับชิ้นที่ 5 เหมือนกับคนที่ 1 อันนี้ก็ต้องเริ่มทำใหม่แล้ว เพราะในวงจรแรกเหมือนกันแค่ 1 ชิ้นใช่ไหมครับ ,คนที่ 12 มีอุปกรณ์ชิ้นที่ 7 และชิ้นที่ 9 และชิ้นที่ 10 เหมือนกับคนที่ 1 แต่ที่เหลือไม่มี ก็ต้องทำใหม่ คิดอย่างนี้ไล่ไปเรื่อยๆมันจะออกมาหลายพันแบบครับ จึงหมดสิทธิที่จะทำรอไว้ล่วงหน้าเลยครับ ต้องรอข้อมูลจากเพื่อนสมาชิกมาแล้วจึงเริ่มทำเป็นคนๆไป นั่นคือคุณกำลังใช้เวลาของผมในแต่ละวันที่จะทำงาน ,ดูแลคนในครอบครัวของผม ,หาความสุขส่วนตัว หมดไปกับการทำตารางฝึกให้คุณนั่นเอง ซึ่งผมก็เต็มใจทำให้นะครับ เพราะการทำตารางฝึก 1 อันมันก็เหมือนทำงานศิลปะที่ผมชอบขึ้นมา 1 ชิ้น  ถึงจะกินเวลาส่วนอื่นไปแต่การทำด้วยความรักความชอบมันก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เพียงแต่ขอให้คุณรู้คุณค่าของมันเท่านั้นผมก็พอใจแล้ว

    ตอนนี้ก็คงพอทราบแล้วนะครับว่า การจะทำตารางฝึกแต่ละอันมันยากขนาดไหน  สำหรับตัวผมเอง อยากจะแนะนำว่า ไม่ควรใช้ข้ออ้างที่ว่า ถ้าได้ตารางฝึกจากผมแล้วจึงค่อยเริ่มบริหารนะครับ เพราะว่าจริงๆแล้ว ความรู้ในเวบไซท์ผมก็ครบถ้วนอยู่แล้ว ซึ่งพวกนักเพาะกายดังๆ เขาก็มักจะบอกตารางฝึกให้ด้วยทุกครั้ง ไม่ได้เป็นความลับอะไรนะครับ  เราควรจะพึ่งตัวเองก่อนครับ

     สาเหตุที่ ไม่อยาก ทำตารางฝึกให้

    ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ผมเคยทำตารางฝึกให้เฉพาะตัวบุคคลเลย และยังเปิดหน้าเวบฟรีให้ 1 หน้าสำหรับติดตามผลการฝึกตามตารางจากเพื่อนสมาชิกแต่ละท่านด้วย แต่ตอนหลังด้วยปัญหาเรื่องเงินทุน และการเสียความรู้สึกบางส่วน เช่น เคยมีผู้เขียนต่อว่าในกระดานข่าวว่า เขียนตารางฝึกเพื่อขายสินค้า (อาหารเสริม) นั่นเอง ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เพราะตัวผมเองก็ใช้ยี่ห้อเดียวมาตลอด จะกำหนดในตารางฝึกให้ไปใช้ตัวอื่น ผมก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวนั้นๆ  ส่วนบางคน พอได้ตารางฝึกแล้ว ก็ไม่ฝึกจริงจัง เมลล์ไปถาม ก็ตอบกลับมาว่าไม่ค่อยมีเวลา ตอนนี้เลิกเล่นแล้ว จึงทำให้เสียความรู้สึกมาก และคิดว่าผู้ที่ถ่ายทอดความรู้อย่างเรา สงสัยจะตามใจลูกศิษย์มากเกินไปแล้ว แทนที่ลูกศิษย์จะเป็นฝ่ายมาขอร้องให้อาจารย์สอนวิชาให้ มันดูเหมือนความรู้ที่เราให้นั้นไม่มีค่า ต้องคอยเอาไปยัดเยียดให้เขา ก็เลยเข็ดขยาดมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ค่อยทำตารางฝึกให้ใครเลยครับ  ตอนหลังยังมีคนมาขอมากเป็นหลักพันคน ทำให้แยกไม่ออกว่าคนไหนจะมาแบบเดิมที่เคยเจออีก เลยต้องมาระบุเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อ อะมิโน 10000 กับทางเวบไซท์ จำนวน 3 กระป๋องขึ้นไปในคราวเดียวก่อน จึงจะพิจารณาว่าจะทำให้หรือไม่ เพื่อเป็นกุศโลบายว่า อย่างน้อย ถ้าออกแบบตารางฝึกให้ไปแล้ว ก็จะได้ไม่ทิ้งขว้าง เพราะไม่ได้มาง่ายๆ อีกทั้งถ้าเลิกฝึกไปตั้งแต่ยังทานอาหารเสริมไม่หมดทั้ง 3 กระป๋อง ก็จะเสียเงินฟรีไปนั่นเองครับ

     สาเหตุที่ อยาก ทำตารางฝึกให้

    เคยคิดเอาว่า ถ้าคนติดตามข้อมูลในการเล่นกล้ามให้มากพอ เขาน่าจะถามเราว่า ควรจะเอาท่า BENCH PRESS (คลิ๊ก) หรือท่า INCLINE BENCHPRESS (คลิ๊ก) บริหารก่อนกัน แต่ที่ไม่มีใครถามก็เพราะในตารางฝึกของนักเพาะกายระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายขึ้นต้นในวันบริหารหน้าอกด้วยท่า Incline Benchpress กันทั้งสิ้น และสิ่งนี้แหละคือปัญหา เพราะในเมื่อคนเข้าใจกันว่าจะต้องเอา Incline Benchpress ขึ้นก่อน เขาก็เลยไม่รู้ว่าจะถามอะไร แล้วก็ทำตามนั้นไปเลย  ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย ลองนึกภาพตามผมแล้วกัน สมมติว่าตอนนี้คุณอยู่ช่วงวัยรุ่นอายุ 16 - 18 ปีกำลังห้าวเพราะฮอร์โมนในตัวมันออกฤทธิ์  บิดาคุณที่อายุ 50 ปี มองคุณแล้วส่ายหัว แล้วต่อว่าต่างๆนาๆว่าทำไมทำตัวบ้าๆบอๆอย่างนี้ แล้วก็แนะนำคุณว่าที่ถูกแล้วควรจะทำตัวอย่างนี้ๆ (ตามมุมมองของคุณพ่อคุณ)  แต่ประเด็นคือว่า ตอนที่คุณพ่อคุณอายุเท่าคุณ เข้าอาจจะบ้ากว่าคุณก็ได้ แต่เขา "ลืมไปแล้ว"

    เหมือนกับนักเพาะกายระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย "ลืมไปแล้ว" ว่าสมัยเริ่มเล่นนั้น ความหนาในระนาบกลาง ของ หน้าอก (ที่ต้องสร้างด้วย Benchpress เท่านั้น) คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ที่ปัจจุบันนี้เขาแนะนำคนอื่นว่าจะต้องเน้นการทำ Incline Benchpress (เพื่อสร้างอกในระนาบบน) ก่อนก็เพราะเขามีหน้าอกในระนาบกลางที่เต็มอยู่แล้ว แต่คนก็มักเชื่อเขา เพราะการที่เขามีดีกรีเป็นถึงนักเพาะกายระดับซูเปอร์สตาร์ ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดจึงน่าเชื่อถือ  ก็เหมือนกับคุณพ่อของคุณที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในช่วงอายุ 50 ปี ที่กำลังพยายามแนะนำคุณในวัย 16 - 18 ปี โดยอ้างความสำเร็จในชีวิตของเขาในปัจจุบันนั่นเอง

    สรุปในส่วนนี้ คือ ถ้าไม่ทำตารางฝึกให้คุณ คุณก็จะไปทำตามตารางฝึกของซูเปอร์สตาร์ที่ "ลืมไปแล้ว" สำหรับบางอย่างที่สำคัญ

    รูปแบบแปลกๆอีกอันหนึ่ง เช่น สมมติว่าผมเป็นเจ้าของโรงยิม ที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการรับเงินค่ามาใช้บริการจากเพื่อนสมาชิก  สมมติว่าผมลงทุนไปกับ ม้ายกน้ำหนักแบบปรับหัวสูงได้ 2 ตัว และแบบ ปรับหัวต่ำได้ 1 ตัว เป็นเงินเรือนหมื่น เพื่อเอามาไว้ในยิมผม เสร็จแล้ว ด้วยการที่วงจรชีวิตของคนจะคล้ายๆกัน คือเลิกงานแล้วมายิมประมาณ 17.30 น. ปัญหาที่เกิดสำหรับสมาชิกที่จะมาเล่นหน้าอกคือทุกคนต่างรอคิวที่จะเล่นม้ายกน้ำหนักแบบปรับหัวสูงได้กันหมด โดยไม่มีใครเล่นแบบปรับหัวต่ำเลย ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ สมาชิกก็จะเห็นว่ายิมนี้รอคิวนาน ไปเล่นยิมอื่นดีกว่า คุณก็จะเสียโอกาสที่จะได้เงินจากสมาชิก และแล้วระหว่างที่คุณกำลังปวดหัว (ในฐานะเจ้าของยิม) อยู่นั้น ก็มีสมาชิกหน้าใหม่ เงอะๆงะๆเข้ามาหาคุณแล้วบอกว่า "พี่ๆ ช่วยออกแบบตารางฝึกให้ผมหน่อย เน้นหน้าอกนะ"  ถามว่าสำหรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ค่อยรู้อะไรนี้ กับความอยู่รอดของคุณที่ลงทุนไปกับเตียงหัวต่ำที่ไม่มีใครเล่นเลย คุณพอเดาออกไหมว่าผมจะทำตารางฝึกออกมายังไง?

    การบริหารท่า DECLINE BENCH PRESS หรือการยกน้ำหนักแบบหัวต่ำทั้งหลาย เพื่อไว้บริหารอกส่วนล่าง มีไว้สำหรับคนที่เล่นกล้ามมาไม่ต่ำกว่า 4 - 5 ปีเท่านั้น เรื่องพื้นฐานง่ายๆสำหรับคนที่เป็นอาจารย์ทั้งหลายจะไม่รู้เชียวหรือ     แต่ปัญหาคือ

    1.เพื่อความอยู่รอด เพราะลงทุนไปกับเตียงทั้งหมดหลายบาท ก็ควรจะให้คนที่มาเล่น ใช้กันให้ทั่วถึงทุกเตียง

    2.เพื่อไม่ให้เจ้าสมาชิกใหม่คนนี้ต้องไปต่อคิวกับเตียงปรับหัวสูง อันจะส่งผลกระทบทำให้คิวยาวขึ้น และคนอื่นๆจะพากันหนีไปเล่นที่อื่นกัน

    3.ใครจะไปรู้ว่าการเล่นกล้ามอกส่วนล่างเขามีไว้เล่นตอนที่เล่นกล้ามอกไปแล้ว 4 - 5 ปีเท่านั้น (นอกจากเรา)

    ดังนั้น ตารางฝึกที่คุณได้มา คุณก็จะได้ตารางที่บริหารหน้าอก โดยมีท่า DECLINE BENCH PRESS ติดมาด้วย ก็ด้วยเหตุผลสามข้อข้างต้นนี้ ทั้งๆที่คุณพึ่งมาจับลูกเหล็กครั้งแรกแท้ๆ แต่มีท่านี้เข้ามาได้ยังไง

    สิ่งเหล่านี้ เมื่อคุณไม่รู้ว่ามันเป็นปัญหา คุณก็ไม่ได้ถามผม และเมื่อไม่ได้ถาม ก็เลยเข้าใจว่าทางที่ทำอยู่นั้นถูกแล้ว  ถ้าบังเอิญว่าวันหนึ่งคุณได้รู้ความจริงเหล่านี้จากผม คุณก็รู้สึกเจ็บใจและอาจเอาเรื่องแบบนี้ไปต่อว่าเจ้าของยิม แล้วพออ้างว่าได้ข้อมูลมาจากผม ปัญหาที่ตามมาก็คือ เจ้าของยิมบ้าง คนขายอาหารเสริมยี่ห้ออื่นบ้าง ก็ต้องผูกอาฆาตผมที่ผมเอาเรื่องไปตีแผ่

    สรุปในส่วนนี้ คือ ถ้าผมไม่ทำตารางฝึกให้คุณ คุณก็อาจกลายเป็นคนที่มีไว้สำหรับแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจให้กับใครบางคน แล้วถ้าคุณมารู้ความจริงที่หลัง ผมก็อาจได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีก 1 คน (คือเจ้าของยิม) โบราณบอกไว้ว่ามีเพื่อนพันคนยังน้อยไป มีศัตรู 1 คนมันมากเกินไป

    สิ่งที่ผมจะพูดไปตามตัวอักษรสีเขียวนี้ เมื่อคุณอ่านแล้วจะรู้เรื่องหรือเปล่าครับ?ลอง อ่านผ่านๆ ดูนะ ไม่ต้องซีเรียส ทำไมเอากล้ามไบเซบไปไว้วันเดียวกับวันบริหารอก ,ทำไมเอากล้ามไทรเซบไปไว้วันเดียวกับการบริหารปีก ไม่รู้หรือไงว่าเวลาเล่นหน้าอกน่ะ กล้ามไทรเซบก็ถูกบริหารไปพร้อมกันอยู่แล้ว  แล้วไม่รู้หรือไงว่าขณะบริหารปีกน่ะ กล้ามไบเซบก็ถูกบริหารไปพร้อมกันอยู่แล้ว? ผมตอบว่า ผมรู้ว่าขณะที่บริหารหน้าอก กล้ามไทรเซบก็ถูกบริหารไปด้วย แต่ที่ในตารางฝึกของผม นำไบเซบมาบริหารต่อจากหน้าอก ก็เพราะมันไปอิงกับเรื่อง ความถี่ในการฝึก ,เรื่องความสดของกล้ามเนื้อในการฝึก เพราะทุกๆวันจันทร์ กล้ามเนื้อชิ้นแรกที่ถูกบริหารจะสดที่สุด และได้รับการพัฒนาได้ดีที่สุด ดังนั้น ผมจะต้องสลับไปทุกอาทิตย์ เพื่อให้กล้ามเนื้อชิ้นแรกที่ถูกบริหารวันจันทร์เปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ เช่นวันจันทร์นี้เป็นหน้าอก ,วันจันทร์หน้าเป็นปีก วันจันทร์ถัดไปเป็นบ่า  คราวนี้ พอจันทร์ไหนที่หน้าอกขึ้นก่อน หน้าอกก็จะถูกบริหารอีกครั้งในวันศุกร์ แต่จันทร์ไหนที่เอาปีกขึ้นก่อน ก็จะทำให้การบริหารหน้าอกในอาทิตย์นั้นมีครั้งเดียว  ดังนั้นเมื่อเอากล้ามไบเซบไปอิงกับการเล่นกล้ามอก ผลดีที่ได้รับคือ

      1.เหมือนกับอาทิตย์นั้น (ที่มีการเล่นหน้าอกครั้งเดียว) ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน อาทิตย์นั้นคุณก็สามารถเล่นแขนได้ถี่ขึ้น เพราะคุณได้รับการบริหารไทรเซบจากการเล่นอก และคุณได้รับการบริหารไบเซบจากท่าตามตารางฝึกที่ผมบอก แต่ถ้า คุณเอาไทรเซบไปรวมกับการเล่นอก แล้วอาทิตย์ไหนที่คุณเล่นอกครั้งเดียว ก็เท่ากับอาทิตย์นั้นคุณเล่นไทรเซบครั้งเดียวไปด้วย


      2.วิธีเรียงลำดับกล้ามเนื้อบริหารนี้ ผมเผื่อไปถึงการฝึกของคุณในอีกเป็นปีๆข้างหน้าด้วย เพราะตอนนั้น คุณจะได้รู้จักกับคำว่า Over train หรือการล้าเกินกำลังของกล้ามเนื้อ ตอนนี้อาจยังไม่เห็นเท่าไร แต่เมื่อคุณฝึกหนักขึ้น หนักขึ้น หลายปีเข้า การบริหารไบเซบแต่ละครั้งของคุณอาจจะหนักมาก แล้วถ้าตามตารางคุณต้องฝึกไบเซบ (อย่างหนักหน่วง) อาทิตย์ละ 2 ครั้งทุกๆอาทิตย์ กล้ามไบเซบของคุณก็จะ Over train ในขณะที่ตามตารางของผม มันจะมีไขว้กันตลอด เช่นอาทิตย์นี้คุณได้ฝึกไบเซบ 2 ครั้ง อาทิตย์หน้าฝึกแค่ครั้งเดียว ดังนั้นอาการ Over train ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น และยังมีโอกาสฟื้นตัวได้มาก และยังได้ใช้หลักการ Confuse หรือการทำให้กล้ามเนื้อสับสน ป้องกันการเคยชิน เพราะถ้ากล้ามเนื้อเคยชินแล้วก็จะพัฒนาช้า คำว่าเคยชินก็คือ กล้ามเนื้อมันพยายามจำแล้วว่าในอาทิตย์หนึ่งจะเล่นกล้ามอะไรกี่ครั้ง แล้วมันก็จะสร้างมาตรการมาป้องกัน การสร้างมาตรการการป้องกันนี่แหละคือ "ความเคยชิน" ทำให้กล้ามคุณขึ้นช้า

    งงไหมครับ? อะไรคือ ความสดของกล้ามเนื้อ ,อะไรคือความถี่ของกล้ามเนื้อ ,อะไรคือ Over train อะไรคือ Confuse นี่ขนาดแค่อยากรู้ว่าทำไมต้องเอาไทรเซบมาบริหารต่อจากการเล่นปีก เรายังจะต้องใช้องค์ความรู้ละเอียดขนาดนี้ นี่ยังไม่รวมคำถามการเรียงลำดับกล้ามเนื้ออื่น ยังไม่รวมคำถามการเรียงลำดับท่าบริหารที่ใช้สำหรับกล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่แยกย่อยลงไปอีก งงใช่ไหมครับ?

    สรุปในส่วนนี้ คือ ถ้าผมไม่ทำตารางฝึกให้คุณ แล้วผมต้องมานั่งอธิบายยาวๆอย่างนี้กับกล้ามเนื้อทุกๆส่วน กับอุปกรณ์ทุกชิ้น กับเพื่อนสมาชิกทุกคนที่มีเรือนหมื่น มันก็ไม่ไหว   เหมือนกับถ้าลูกค้ามาร้านอาหารเต็มร้านแล้ว  ถ้ากุ๊กต้องคอยออกมาอธิบายกับลูกค้าแต่ละคนว่าอาหารที่ทำให้ทานนี้ประกอบขึ้นมาจากอะไรบ้างมันก็คงเป็นไปไม่ได้  เพราะจะไปกระทบกับลูกค้ารายอื่นที่รอด้วย ดังนั้นถ้าจะทานอาหารให้อร่อย ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่กุ๊กเขาทำไปเถอะ ไม่ต้องมาถามว่าประกอบอาหารนี้ขึ้นมาอย่างไร    การทำตารางฝึกก็เช่นกันครับ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมทำตารางฝึกขึ้นมา โดยไม่ต้องมาอธิบายทีละรายการ ว่าทำไมต้องเอาอันนั้นต่ออันนี้ ทำไมท่านั้นต่อท่านี้ ทุกอย่างมีเหตุผลอยู่ในตัวแล้วทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องทรมานอย่างมากถ้าจะต้องมาแจงให้ทราบทีละชิ้น ทีละคน

    ที่พูดมานี้คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆสำหรับเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณจึงควรใช้ตารางฝึกของผม และแน่นอนครับว่าคุณจะต้องมีความศรัทธาในตัวผมก่อน ถึงจะฝึกตามตารางได้ดี ขอให้คุณรู้เถอะว่าตารางฝึกที่ผมทำนั้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ และที่ต้องเรียกร้องความศรัทธาจากคุณก็เพราะว่าการสร้างกล้ามเนื้อนั้น มันไม่เหมือนการบวกเลข ที่ 1 บวก 1 เท่ากับ 2  มันต้องใช้เวลาในการสร้างเขาถึงได้เรียกว่า "เพาะกาย" ไงครับ   ดังนั้นหากคุณไม่ศรัทธาในตัวผม ในตารางฝึกของผม ประกอบกับความใจร้อน แล้วซ้ำร้ายไปโดนพูดยุแยงตะแคงรั่วเข้าอีก  ก็จะเกิดความคิดว่า สงสัยจะมาผิดทางแล้วมั้ง? ขอให้เชื่อผมเถอะว่าองค์ความรู้ในเรื่องการเพาะกายของผมไม่เป็นรองใคร และถึงแม้จะมีคำพูดว่า "ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม" คืออาจมีหลายเส้นทางที่จะไปสู่ความสำเร็จ แต่เชื่อเถอะว่าแนวทางของผมนี้ เป็นทั้งทางด่วน , ทางตรง และเป็นทางลัด อย่างที่สุดแล้วครับ


 

- END -