เฟล็ก ผู้โชคดี

เฟล็ก  วีลเลอร์ให้สัมภาษณ์ เจอรรี่  แบรเนี่ยม

(คำว่าโชคดี ไม่ใช่โชคดีที่ประสบอุบัติเหตุ แต่เป็นการที่โชคดีเพราะทำให้ค้นพบสัจธรรมของชิวิต)

lucky11.jpg

        เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 ตอนนั้นผมกำลังเตรียมพร้อม ที่จะเข้าแข่งขันรายการ มิสเตอร์โอลิมเปียอยู่ ซึ่งการแข่งคราวนี้ผมมั่นใจ ว่าจะเอาชนะดอเรียน เยท ได้แน่นอน ถึงขนาดพนันกับตัวเองเลยว่า หากคราวนี้ โค่นดอเรนท์ลงไม่ได้ ผมจะเลิกแข่งขันเพาะกายตลอดไป เหมือนกับกีฬาตัวอื่นอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นคิ๊กบ๊อกซิ่ง เพาะกาย หรืออื่นๆ ที่ผมมักจะมีความคิด ที่จะเอาคู่แข่งขันอย่างจริงจังเช่นนี้

        วันที่ 8 มิถุนายน 2540 ผมได้รับการติดต่อ ให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณา ของสินค้าระดับประเทศ คือบริษัทเครื่องดื่มสไปรท์ ผมดีใจมาก และมองหาการฉลอง ซึ่งคงไม่มีอะไรดีไปกว่า การได้อยู่กับเพื่อนซี้ 2 - 3 คน ผมจึงนัดกับเพื่อนก็มี ด๊อกเตอร์ดรี ซึ่งเป็นนักร้องเพลงแร๊พชื่อดัง แล้วก็คนอื่นๆอีกนิดหน่อย ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเล่นเกมส์พูล เพราะผมไม่ทานแอลกอฮอล์อยู่แล้ว กว่าที่เราจะเลิก ก็เกินเที่ยงคืน จึงพากันแยกตัวกลับบ้าน คืนนั้นผมใช้รถยนต์เบ๊นซ์ ซึ่งเป็นของศูนย์ซ่อมรถ ที่นำมาให้ผมใช้ ในขณะที่รอการซ่อมรถเบ๊นซ์ ที่ผมฝากไว้กับศูนย์นั้น

        ผมขับรถไปตามถนน เพียงลำพัง เพื่อจะกลับบ้าน จำได้ว่าเหลืออีก 1 ส่วน 4 ไมลล์ ผมก็จะออกจาก ซานตาโมนิก้าแล้ว ตอนนั้นเป็นเวลาตีสองครึ่ง ทันใดนั้นรถคันที่ผมขับ ก็ไถลและเกิดการสะบัดตัว ทำให้ด้านท้ายของรถหมุนอย่างรุนแรง และด้วยแรงเหวี่ยงของตัวรถ ก็ทำให้ผมปลิวไปอยู่ที่ที่นั่งผู้โดยสาร ส่วนตัวรถยังคงหมุนเคว้ง ตกลงข้างทาง ไปชนกับเสาโทรศัพท์อย่างแรง จนเสานั้นหัก ผมพยายามใช้เบรคมือ และยังจำได้เลยว่าผมเห็นแสงไฟ จากรถคันที่วิ่งสวนมา ซึ่งนับเป็นโชคดี ที่รถผมไม่ได้ชนกับรถคันนั้นด้วย และนั่นเป็นความจำสุดท้าย ก่อนที่จะมารู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่โรงพยาบาล ซึ่งความจริงนั้น หลังเกิดเหตุผมยังไม่ได้สิ้นสติหรอก เพียงแต่ผมจำไม่ได้เท่านั้น แต่เมื่อเอาเหตุการณ์ จากปากของคนที่เห็นเหตุการณ์ มาปะติดปะต่อกันแล้ว ก็เลยพอจะจำได้คร่าวๆ

        เขาเล่าให้ผมฟังว่า ตัวผมเองนั้นเดินออกมาจากตัวรถ ที่บุบบี้ โดยอยู่ในอาการของคนสับสนอย่างเห็นได้ชัด และไอ้ตัวรถที่วิ่งโคลง จนทำให้เกิดเหตุในครั้งนี้ สอนให้ผมจำเป็นบทเรียน ว่าควรจะตรวจสภาพยางให้ดีกว่านี้  ต่อมาสักพัก ด้วยความบังเอิญ ปรากฏว่า ริโค ซึ่งเป็นเพื่อนซี้และเป็นครูฝึกส่วนตัวของผม กำลังเดินทางกลับบ้าน ซึ่งต้องใช้เส้นทางนี้เหมือนกัน มาสะดุดตาที่รถที่พังยับเยินคันนั้น แล้วก็เห็นผม กำลังเดินงงอยู่ข้างทางด้วย ริโคเล่าให้ผมฟังว่า เขาเข้ามาถามผมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมก็ตอบคำถามเขาด้วย

        ผมจำบทสนทนานี้ไม่ได้เลย ก็มีแต่ริโคนี่แหละ ที่เล่าให้ฟังว่า จำผมเกือบไม่ได้ เพราะใบหน้าผมตอนนั้น ละเลงไปด้วยเลือดเต็มไปหมด จนกระทั่งต่อมา เมื่อรถพยาบาลมาถึง ผมก็ถูกพาตัวส่งห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาล ที่ใกล้ที่สุดในซานตาโมนิก้า บุรุษพยาบาล เล่าให้ผมฟังตอนหลังว่า ตอนที่อยู่ในรถพยาบาล ผมเรียกหาแต่แมรี่ เพื่อนหญิงของผมตลอดเวลา

        เมื่อผมลืมตาขึ้นครั้งแรก ผมก็เห็นแมรี่มานั่งข้างๆเตียงแล้ว ตอนนั้นผมยังนอนอยู่บนกระดานไม้อยู่เลย ผมต้องอยู่อย่างนั้นเกือบสิบชั่วโมง เพื่อที่จะให้หมอ เอาเศษกระจกออกจากร่างกายผมให้หมด และมันก็ยากเสียด้วย เพราะเลือดจากร่างกายผม ทำให้หมอมองไม่เห็น เศษกระจกเล็กๆ

        ผมพึ่งรู้ถึงความรู้สึก ของคนที่ได้รับอุบัติเหตุ ว่าเจ็บปวดอย่างนี้นี่เอง ตาขวาของผมช้ำ และมีเลือดเต็มไปหมด ผลการตรวจ ปรากฏว่า กระดูกต้นคอ ถูกกระเทือนอย่างแรง มีรอยร้าวที่ข้อ C5 และ C6 และมีอีกหลายส่วนบนร่างกายท่อนบนผม ที่ได้รับแรงกระแทก

        ผมได้รับการบอกกล่าวจากหมอว่า มัดกล้ามของผมช่วยไว้ เพราะหากผมเป็นคนที่มัดกล้าม เล็กกว่านี้นิดเดียว ด้วยแรงกระแทกและแรงเหวี่ยงขนาดนี้ สามารถทำให้ผมถึงแก่ความตาย ในทันทีที่เกิดอุบัติเหตุเลยทีเดียว
 

lucky12.jpg


        ผมยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอีก 8 วัน จนกระทั่งผลตรวจร่างกาย ยืนยันออกมาแน่นอนแล้วว่า คอผมไม่หัก หลังไม่หัก มีอาการหัวแตกบ้าง แต่เซลล์สมองไม่เสียหาย หมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้  คุณเชื่อหรือเปล่าล่ะว่า ทั้งๆที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บอย่างนี้ ผมก็ยังหวังที่จะเตรียมตัว สำหรับขึ้นแข่งรายการโอลิมเปียให้ได้ แต่ทั้งหมดก็พังทลายลง เมื่อนักกายภาพบำบัดมาบอกกับผมว่า เลิกคิดถึงเรื่องการแข่งขัน ทุกรายการตลอดปีนี้ได้เลย

        ไม่เพียงแต่ร่างกายบาดเจ็บเท่านั้น แต่เรื่องของจิตใจก็กระทบกระเทือนด้วย ที่เห็นชัดๆก็คือ ความที่ผมเป็นคนกระฉับกระเฉง อย่างปีที่แล้วผม รับงานโชว์ตัวถึง 83 งาน แล้วยังมีรายการแข่งขัน 6 รายการใหญ่ด้วย แต่พอมาตอนนี้ ผมทำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างต้องให้คนอื่นช่วยหมด แม้กระทั่งจะเดินไปห้องน้ำก็ตาม ขนาดเพื่อนนักกล้ามของผม เวลามาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล เขายังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลย

        ขณะที่นอนบนเตียง มองดูเพดานว่างๆในโรงพยาบาลนั้น ผมได้มีเวลาทบทวนอดีตที่ผ่านมา ผมอายุเพียง 29 ปี แต่ผมได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง การยอมรับ ถ้วยรางวัล ชีวิตของผม มีแต่การล่าถ้วยรางวัล ในการแข่งขันคราวต่อไปอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จ หรือหาความสุข จากความงามของสิ่งรอบข้างเลย

        มันเป็นสัจธรรมว่า ความตายเป็นหนทางที่ทุกคนต้องเดินไปอยู่แล้ว แต่ความใกล้ตาย เป็นสิ่งที่เตือนผมว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน อาจจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงควรรื่นรมย์กับชีวิตในปัจจุบันนี้ก่อน เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมจึงคิดเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนจากหน้ามือ เป็นหลังมือหรอกนะครับ ผมเพียงแต่ปรับมุมมองซะใหม่  ให้มองชีวิตในมุมกว้างขึ้น และรู้จักหาความสุข จากเงินทอง ที่ได้มาจากความพากเพียร อุตสาหะของผม แทนที่จะเก็บมันไว้เฉยๆ

        หลังจากได้กลับมาอยู่บ้านแล้ว ผมเองยังไม่รู้ชะตาชีวิตวันข้างหน้าเลย ตอนนั้นเมื่อผมจะขยับตัว หรือทำอะไรก็ตาม ผมจะระวังตัวเป็นอย่างมาก และเป็นอย่างนี้มาตลอด จนผลการเช็คร่างกายอีกครั้งบอกว่า ผมมีโอกาสหายได้ 100 เปอร์เซนต์ เพราะระบบประสาทในร่างกาย ไม่เสียหาย และไม่มีกล้ามเนื้อฉีกอย่างถาวร ทำให้ผมมีหวังที่จะเข้าแข่งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้
 

lucky13.jpg


        เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ที่ผมต้องใส่ปลอกคอตลอด 24 ชม. แต่ตอนนี้ผมสามารถถอดได้ ในบางโอกาสแล้ว และหลังจากได้รับอนุญาตจากหมอ ให้ผมเริ่มเล่นกล้ามได้ ผมก็เริ่มเพาะกายในทันทีเลย ซึ่งหลังจากได้รับอุบัติเหตุ จนถึงบัดนี้ เวลาผ่านไปสองเดือน  ผมเริ่มฝึกกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบนก่อนอย่างอื่น เพราะหมอบอกว่า ร่างกายส่วนบนผม ฟื้นตัวเร็ว แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังแอบฝึกหน้าขา ด้วยท่า LEG PRESSES, LEG EXTENSION , SEATED CALF RAISE อย่างน้อยหนึ่งคาบต่อสัปดาห์

        สำหรับการบริหารร่างกายส่วนบนนั้น ก่อนที่จะสามารถฝึก ด้วยลูกน้ำหนัก  ผมทำได้เพียง การออกกำลังด้วยมือเปล่า อันได้แก่ ท่ายืดกล้ามเนื้อทั้งหลายแหล่  เพื่อเป็นการปลุกกล้ามเนื้อให้ตื่นตัว รอเวลาที่จะรับการฝึกด้วยลูกน้ำหนักต่อไป และเมื่อจับลูกเหล็กครั้งแรก ผมก็ใช้ได้แต่เพียงบาร์เปล่า หรือไม่ก็ลูกน้ำหนักที่เบามากๆ แต่ผมก็ยังหวัง และปรารถนาที่จะฝึกด้วยน้ำหนักมากๆ เพื่อรอรับการแข่งขันในปีหน้า ที่ผมจะต้องกลับมาผงาดอีกครั้งให้ได้ และต้องให้ดีกว่าที่เคยเป็นด้วย

        ผมประทับใจในการเอาใจใส่ จากคู่รักคู่แค้นบนเวทีแข่งขันจริงๆ เวลาประกวดน่ะ เราแทบไม่อยากมองหน้ากัน แต่พอรู้ว่าผมได้รับบาดเจ็บ ดอเรนท์  เยท ก็โทรมาหาผมในวันรุ่งขึ้นเลย จนกระทั่งผมสามารถจะพูดได้นั่นแหละ เขาก็ให้กำลังใจกับผมว่า ผมจะต้องกลับมาได้อย่างสง่าผ่าเผย   เควิน  เลฟโรน ก็บอกผมให้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า จะได้หายไวๆ และให้กำลังใจผม ด้วยการเล่าถึง ประสบการณ์ตอนที่เขา กล้ามเนื้อหน้าอกฉีก และต้องอยู่โรงพยาบาลหลายเดือน เมื่อปีที่แล้ว

        โจ  ไวเดอร์ ปรมาจารย์เพาะกายของโลก ผู้ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของผม ได้แนะนำอาหารเสริม ที่มีผลดีต่อการรักษาการบาดเจ็บให้ผม และยังมอบอาหารเสริม ชื่อวิคตอรี่ ให้ผมรับทานอีก 250 ปอนด์เลยทีเดียว

        และเรื่องสุดท้าย ก็คงไม่พ้นเรื่องรถของผม ที่ผมเปลี่ยนจากรถเบ๊นซ์ มาใช้รถบีเอ็มดับบลิว 740 i ซึ่งยังคงเป็นรถจากเยอรมันอยู่ ซึ่งบางทีผมอาจโชคดี เหมือนกับที่รอดมาคราวนี้ หรือน่าจะโชคดีกว่านี้ก็ได้นะครับ
 

lucky14.jpg


- end -