พักฟื้น
            จากรายงานจาก The New England Journal of Medicine บอกไว้ว่า ผู้ที่นอนไม่เป็นเวลา อันเนื่องมาจากต้องเปลี่ยนกะทำงานโดยตลอด จะมีปัญหาเกี่ยวกับบุคลิกภาพ และปัญหาเรื่องสุขภาพอื่นๆ เช่นมีโอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ และระบบทางเดินอาหาร รวมไปถึง ชะลอขบวนการเติบโตในกล้ามเนื้อของนักเพาะกายด้วย ดังนั้นจึงควรเอาใจใส่ในเทคนิคที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เพื่อจำกัดผลกระทบต่อสุขภาพ ให้เหลือน้อยที่สุด
            มีการทดลองบอกไว้ว่า การเปลี่ยนกะ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพน้อยที่สุดคือ การเปลี่ยนกะทุกๆ 3 เดือน เพราะในเวลาขนาดนี้ มันนานพอที่จะให้ร่างกายปรับตัวได้  และผลการทดลองอีกประการหนึ่ง ยังบอกไว้ว่าการเปลี่ยนกะแบบค่อยเป็นค่อยไป จะไม่ทำให้เกิดอาการช็อค หรือหยุดการเจริญเติบโตเอาดื้อๆ เมื่อเรารู้ดังนี้แล้ว ก็นำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเรา คือยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราทำงานรอบกลางคืน และเรารู้ว่าในกะต่อไปที่เราจะได้รับ จะต้องทำงานกลางวัน วิธีการก็คือ ให้สร้างความเคยชิน ด้วยการนอนเร็วขึ้น หรือถ้าตอนนี้ เราทำกะกลางวันอยู่แล้ว และรู้ว่ากะต่อไปเราจะต้องทำรอบกลางคืน เราก็ควรสร้างความเคยชิน ด้วยการนอนให้ช้าลง เช่นเคยนอนสองทุ่ม ก็ให้ยืดเป็นห้าทุ่ม หรือเที่ยงคืนไป พอถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนกะไปทำงานช่วงดึก เราจะได้ไม่รู้สึกง่วงมากในช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืน

            มีนักเพาะกายผู้ประสบความสำเร็จ ได้แก้ปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว สิ่งที่เราทำก็เพียงแค่ศึกษาจากเขาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ลี  ลาบราดา ซึ่งอาศัยอยู่ที่เทกซัส เมื่อถึงคราวต้องประกวดรายการ IFBB Men's Pro World Championships ที่เยอรมัน ซึ่งเวลาต่างกันถึง 9 ชั่วโมง ลีจึงเตรียมพร้อม ด้วยการค่อยๆเข้านอนให้เร็วขึ้น ทำอย่างนี้เป็นเดือนก่อนแข่งจริง จนกระทั่งเขาชินกับเวลาของเยอรมัน ทั้งๆที่ตัวเขายังอยู่ที่เทกซัสอยู่เลย 
            เพราะเขารู้ว่าเวลากลางวันและกลางคืน มีผลต่อการทำงานของสมองส่วน ไฮโปธารามัส (Hypothalamus) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการรับรู้ การย่อยอาหาร และความแข็งแกร่ง ดังนั้นลีสร้างความเคยชินโดย เมื่อถึงเวลาบ่ายสาม เขาจะปิดม่าน พยายามทำให้สิ่งแวดล้อมมืด ให้เหมือนกับเป็นเวลากลางคืน จากนั้นก็เข้านอน แล้วตื่นขึ้นมาเวลาตีสอง เปิดไฟ และทานอาหารเช้า (ตอนตีสอง) แล้วก็นอนอาบแดดบนเตียงตอนตีสาม เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง (เพราะเมื่อไปถึงเทกซัสแล้ว เวลาตีสามคือเวลาเกือบเที่ยง) ด้วยเทคนิคนี้ ทำให้เมื่อไปเก็บตัวสำหรับประกวดที่เยอรมัน ลีไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเวลา  
            การงีบหลับก็เป็นเรื่องสำคัญ ควรหาโอกาสงีบให้ได้ แม้เพียง 15 นาทีก็ทำให้ร่างกายสดชื่นได้ และสมองยังได้รับประโยชน์ เพราะการงีบ คือการนอนหลับแบบ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งสามารถนำไปชดเชยการอดนอนจริงๆได้ (แค่ชดเชยเท่านั้น แต่ไม่สามารถแทนกันได้) ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยา เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะจะไปลดประสิทธิภาพการนอนหลับลง และทำให้รู้สึกสลึมสลือในเวลาที่ตื่น ที่สำคัญคือมันยังไปขัดขวาง การที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จาก Rapid Eye Movement (REM) ด้วย
เตรียมพร้อมจิตใจ
            จากที่เรากล่าวมาข้างต้น คือเทคนิคการทานอาหาร ,เทคนิคการพักฟื้น ซึ่งช่วยให้เราได้รับผลกระทบต่อสุขภาพน้อยที่สุด แต่ตอนนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจบ้าง  มีหลักสังเกตอยู่ว่า เมื่อคุณรู้สึกตัวขณะที่ยืนอยู่ในยิมว่า วันนี้คุณมายิมโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาเลย คือมาตามตารางเวลาเท่านั้น ถ้าคุณรู้สึกตัวเช่นนี้ มันหมายถึงว่าการเพาะกายในวันนั้นของคุณ เหนื่อยและเสียเหงื่อไปเปล่าๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แกรี่   สไตรดอม กล่าวไว้ว่า "ถ้าคุณคิดถึงเรื่องการบริหารทันทีที่ถึงหน้าประตูยิม นั่นหมายความว่า ในคาบการฝึกของคุณ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  เพราะที่ถูกแล้ว ก่อนที่เราจะไปเล่นกล้ามในวันไหนก็ตาม เราต้องเตรียมจิตใจก่อนไป เช่นพิจารณาตารางฝึก พิจารณาความรู้สึกที่กล้ามเนื้อ เมื่อจะไปบริหารใน 3 - 4 ชั่วโมงข้างหน้านี้  และเทคนิคอีกอย่างที่ใช้บ่อยคือ ก่อนไปยิม ผมจะดูเทปการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย  แล้วดูว่าใครมีกล้ามเนื้อ ชิ้นเดียวกับที่เราจะไปฝึกในวันนี้สวยที่สุด แล้วจินตนาการว่าได้กล้ามเนื้อส่วนนั้นเป็นของตัวเอง เช่นผมจะคิดว่าผมมีกล้ามปีกของลี   ฮาเน่ เป็นต้น ด้วยการทำอย่างนี้ ช่วยทำให้ระดับพลังงานสูงขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสายตรง ระหว่างจิตใจกับกล้ามเนื้อด้วย" เรามีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ช่วยยืนยันคำพูดของสไตรดอม นั่นคือ เมื่อเราเตรียมพร้อมจิตใจแล้ว มันจะส่งผลโดยอัตโนมัติไปที่ร่างกาย โดยการเพิ่มความดันเลือด ,ความถี่ในการเต้นของหัวใจ และระดับของกล้ามเนื้อ
            สุดท้ายนี้ขอยืนยันว่า เมื่อคุณนำเทคนิคที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นไปใช้ละก็ คุณก็จะเป็นนักเพาะกายที่ประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาเรื่องกะสักเท่าใดก็ตาม



ตำรวจ

ตัวอย่างของการทำงานเป็นกะ

By Mike  Bahrke (Mike is the director of development for Fitfrorce ,a national law enforement total - fitness program designed to improve the physical readiness and health of peace officers)

          โดยทั่วไปการหลับนอนไม่เป็นเวลา ด้วยการต้องทำงานกะเย็นและกลางคืน สร้างความเครียด และความเหนื่อยล้าให้กับร่างกาย และยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านรักษากฎหมาย ที่ชีวิตการเข้าเวร บางครั้งอาจต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นความตายโดยฉับพลัน ก็ยิ่งต้องเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
          การทำงานแบบเปลี่ยนกะ มีผลกระทบต่อสุขภาพ และวงจรชีวิตในเวลาแต่ละวัน เป็นสาเหตุของอาการอดหลับอดนอน  และอาการอดนอน จะนำมาซึ่งความปวดเมื่อย , ,ความผิดปกติของการเผาผลาญอาหาร ,การระงับอารมณ์เมื่อโกรธ ,กระบวนการรับรู้ และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก  โชคไม่ดีที่ไม่มีวิธีง่ายๆ  ในการจัดการกับการนอนตอนกลางวัน และการนอนตอนกลางคืน การทดลองทางวิทยาศาสตร์บอกว่า เมื่อเปลี่ยนวงจรชีวิตไปอยู่อีกกะหนึ่ง ร่างกายจะปรับตัวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และกระบวนการการปรับตัวนี้ จะถดถอยไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆก็คือ มนุษย์ไม่สามารถ ชิน กับการเปลี่ยนกะบ่อยๆได้
          แต่เมื่อบวกการเพาะกายเข้าไปในวงจรชีวิต มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานปกติของคุณด้วย ถ้าเปรียบการทำงานเป็นกะเหมือนคุก ที่ทำให้คุณรับสภาพเรื่องร้ายๆเกี่ยวกับสุขภาพและอารมณ์ การเพาะกายก็เหมือนกับช่องลม หรือทางเอาตัวรอดทางเดียว ที่คุณจะมุดหนีออกมาจากคุกนั้นได้ หน่วยงานตำรวจที่เห็นความสำคัญของการยกน้ำหนัก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของตำรวจในสังกัดได้ โดยเรามีข้อแนะนำดังต่อไปนี้
          งานกะเย็น (เวลา 15.00 - 23.00 น. หรือ 16.00 - เที่ยงคืน) หลังการออกกะ จะเป็นชั่วโมงของการตื่นตัว ทำให้ไม่ง่วง จนบางคนต้องหาวิธีผ่อนคลายด้วยการแวะดื่มเบียร์ ดังนั้นเราจึงควรเอาเวลานี้มาเล่นกล้าม เพราะเป็นเวลาที่เหมาะสมหลายประการ เช่นพลังในร่างกายเรายังสูงอยู่ และคนที่โรงยิมก็น้อยจนถึงว่าง (โรงยิมของฝรั่งเปิด 24 ชม. - webmaster) สมาชิกในครอบครัวก็หลับหมดแล้ว  หลังจากออกกำลังกาย ให้กลับมาอาบน้ำอุ่นที่บ้าน ตามด้วยอาหารมื้อเบาๆก่อนนอนจะดีที่สุด
          งานกะดึก (เวลา 23.00 - 07.00 น. หรือ เที่ยงคืน - 08.00 น.) งานกะนี้ ลดความฟิตของร่างกายเราลงได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานกะนี้ จะบ่นถึงปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวลด ,เกิดโรคเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ,มีทัศนคติและอารมณ์ไม่ค่อยดี เขาพบว่าไม่มีแรงพอที่จะเพาะกายตอนออกจากกะได้  การรับมือสำหรับการทำงานกะนี้ คือควรเพาะกายตั้งแต่หัวค่ำ ที่แนะนำคือเวลา 21.00 น. ก่อนเวลาเข้ารับเวร
          การหมุนตารางเวร  เรื่องการหมุนตารางเวรเป็นเรื่องสำคัญ การหมุนเวรที่ดีที่สุดคือ เปลี่ยนจากกะกลางวัน ไปกะเย็น จากกะเย็นไปกะกลางคืน 
          ความถี่ในการหมุนตารางเวร  ถ้าได้อยู่กะไหน ก็ควรอยู่กะนั้นติดต่อกันหลายๆวัน ไม่ควรเปลี่ยนกะบ่อยๆ
          สงบและเงียบ  คุณต้องวางแผนการพักผ่อนเวลากลางวันหลังจากออกกะรอบดึกให้ดี ด้วยการยกหูโทรศัพท์ออก ,ปิดกริ่งประตูบ้าน ,ใช้ผ้าม่านปิดแสงที่จะเข้าห้อง ทำเสียงในบ้านให้เบาที่สุด
          งีบหลับ  จงงีบหลับเวลาเย็นๆ (ขึ้นอยู่กับกะที่คุณได้รับ ว่าสามารถทำได้ตอนไหน)
          ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของการทำงาน  เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนไม่หลับ และความเครียด คุณควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีน ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนออกเวร
          นอกจากเทคนิคทั้งหมดที่แนะนำข้างต้นนี้ ยังมีเทคนิคชั้นสูงอื่นๆร่วมด้วย เช่น การบำบัดแบบ Photo Therapy (คือการไปอยู่กับแสงสว่างในเวลาที่กำหนด โดยให้สัมพันธ์กับวงจรการหลับและตื่น) ,การใช้ยา (เช่นยา Melatonin สารเคมีที่สกัดโดยต่อม ซึ่งจะช่วยการทำงานของนาฬิกาในจิตใจได้ 
          สุดท้ายนี้ แม้ว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงตารางเวรที่ถูกกำหนดมาไม่ได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนตัวเองให้ยกลูกน้ำหนัก และรักษาทัศนคติทางบวก เพื่อช่วยให้คุณอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ทั้งในขณะเข้าเวร และออกเวรแล้วได้

 


- END -


 

1  <  2  <  3