- หน้า 1 - |
Fight Choreography ( ข้างล่างนี้ ) |
![]() |
( ภาพบน ) Fight Choreography Fight Choreography หมายถึง การออกแบบและจัดลำดับฉากต่อสู้ หรือการวางท่าทางการต่อสู้ล่วงหน้า เพื่อให้นักแสดงสามารถแสดงฉากต่อสู้ในภาพยนตร์ ซีรีส์ ละคร การแสดงบนเวที หรือสื่อวิดีโอต่างๆ ได้อย่างสมจริง น่าตื่นเต้น และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำว่า Fight หมายถึง การต่อสู้ ส่วน Choreography หมายถึง การออกแบบและจัดลำดับการเคลื่อนไหว ดังนั้น Fight Choreography จึงไม่ได้หมายถึงการต่อสู้จริง แต่เป็นการนำท่าต่อสู้หลายๆ ท่ามาออกแบบและเรียงลำดับให้เหมาะสมกับฉาก คล้ายกับการออกแบบท่าเต้น เพียงแต่เปลี่ยนจากการเต้นมาเป็นการชก เตะ หลบ ปัด ป้องกัน จับ ทุ่ม ล้ม หรือใช้อาวุธประกอบฉาก ผู้ที่ทำหน้าที่ออกแบบฉากต่อสู้มักเรียกว่า Fight Choreographer ซึ่งอาจทำงานร่วมกับ Stunt Coordinator, Stunt Performer, นักแสดง ผู้กำกับ และทีมกล้อง เพื่อกำหนดว่าตัวละครแต่ละคนจะเคลื่อนไหวอย่างไร ใครเป็นฝ่ายโจมตี ใครเป็นฝ่ายหลบหรือรับการโจมตี นักแสดงจะล้มอย่างไร รวมถึงกล้องควรอยู่ในตำแหน่งใดเพื่อทำให้การต่อสู้ดูรุนแรงและสมจริงโดยที่นักแสดงไม่ได้โจมตีกันอย่างเต็มแรงจริงๆ ตัวอย่างเช่น ในฉากที่ตัวละครคนหนึ่งชกหน้าอีกคน หมัดของนักแสดงอาจไม่ได้กระแทกใบหน้าของคู่แสดงจริง แต่ Fight Choreography จะกำหนดระยะ ทิศทางของหมัด จังหวะการหันศีรษะของผู้ถูกชก และตำแหน่งกล้องให้สอดคล้องกัน เมื่อถ่ายออกมาแล้วผู้ชมจึงรู้สึกเหมือนหมัดกระแทกใบหน้าอย่างรุนแรงจริงๆ Fight Choreography กับการออกกำลังกาย แม้ Fight Choreography จะมีจุดประสงค์หลักเพื่อการแสดง แต่ผู้ที่ต้องแสดงฉากต่อสู้จำเป็นต้องมีสมรรถภาพทางร่างกายที่ดี เพราะฉากหนึ่งอาจต้องถ่ายซ้ำหลายครั้ง และแต่ละครั้งอาจประกอบด้วยการวิ่ง กระโดด ชก เตะ หลบ ก้ม ลุกขึ้นจากพื้น หรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกัน การฝึกเวทเทรนนิ่งจึงสามารถมีส่วนช่วยในการเตรียมร่างกายสำหรับ Fight Choreography ได้ โดยเฉพาะการพัฒนาความแข็งแรงของขา สะโพก แกนกลางลำตัว หลัง และหัวไหล่ อย่างไรก็ตาม ผู้แสดงไม่ได้ต้องการเพียงกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังต้องการความคล่องตัว ความยืดหยุ่น การทรงตัว ความเร็ว ความอดทน และความสามารถในการควบคุมร่างกายด้วย สำหรับนักเพาะกายหรือผู้ที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ การมีความแข็งแรงมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแสดง Fight Choreography ได้ดีโดยอัตโนมัติ เพราะการแสดงฉากต่อสู้ต้องอาศัยการควบคุมแรงอย่างมาก นักแสดงต้องสามารถออกหมัดหรือเตะด้วยความเร็วที่ดูรุนแรง แต่หยุดหรือเบี่ยงทิศทางได้อย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้ทำร้ายคู่แสดงจริง |
![]() |
( ภาพบน ) ความแตกต่างระหว่าง Fight Choreography กับการต่อสู้จริง Fight Choreography ให้ความสำคัญกับภาพที่ผู้ชมเห็น ความต่อเนื่องของเรื่องราว และความปลอดภัยของผู้แสดง ในขณะที่การต่อสู้จริงหรือการแข่งขันศิลปะการต่อสู้มีเป้าหมายในการเอาชนะคู่ต่อสู้ภายใต้กติกาของกีฬานั้น ดังนั้น ท่าบางอย่างที่ดูสวยงามและรุนแรงในภาพยนตร์อาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้จริง ในทางกลับกัน เทคนิคการต่อสู้จริงบางอย่างอาจรวดเร็วหรือมีการเคลื่อนไหวน้อยเกินไปจนมองเห็นได้ไม่ชัดเมื่อถ่ายทำ จึงอาจต้องมีการปรับท่าทางให้กว้างขึ้นหรือชัดเจนขึ้นสำหรับกล้อง การฝึก Fight Choreography โดยทั่วไปจะเริ่มจากการฝึกการเคลื่อนไหวทีละส่วนด้วยความเร็วต่ำก่อน เช่น การออกหมัด การหลบ การรับ การเตะ หรือการล้ม เมื่อผู้แสดงจำลำดับและควบคุมระยะห่างได้แล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มความเร็ว ผู้แสดงต้องจำลำดับการเคลื่อนไหวคล้ายกับการจำท่าเต้น เช่น ชกซ้าย หลบหมัดขวา ถอยหนึ่งก้าว เตะ แล้วล้มลง เป็นต้น หากผู้แสดงคนใดคนหนึ่งผิดจังหวะหรือยืนผิดตำแหน่ง อาจทำให้เกิดการกระแทกหรืออุบัติเหตุได้ ด้วยเหตุนี้ Fight Choreography ที่ดีจึงไม่ได้วัดจากความรุนแรงของการปะทะจริง แต่เป็นความสามารถในการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการต่อสู้นั้นรุนแรงและสมจริง ในขณะที่ผู้แสดงสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวและทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ในแง่ของการออกกำลังกาย Fight Choreography จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำ Strength, Power, Speed, Agility, Coordination, Balance และ Endurance มาใช้ร่วมกัน กล่าวคือ ต้องมีทั้งความแข็งแรง พลังระเบิด ความเร็ว ความคล่องตัว การประสานงานของร่างกาย การทรงตัว และความอดทน ไม่ใช่อาศัยเพียงขนาดของกล้ามเนื้อหรือกำลังเพียงอย่างเดียว |
- จบ - |
|
|