สิ่งที่กีฬาเพาะกาย มอบให้แก่คุณ

บทความโดย โจ  ไวเดอร์ ปรมาจารณ์เพาะกายของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2479


               "พอได้แล้ว พอได้แล้ว" ร่างกายของคุณพยายามวิงวอนให้คุณหยุดการม้วนข้อด้วยบาร์เบลล์ลงเสีย เพราะมันผ่านศึกหนักมาถึง 4 เซทแล้ว เลือดมาคั่งอยู่ที่กล้ามไบเซบเป็นอย่างมาก  ต้นแขนคุณพองเป็นลูกโป่งไปเลย แต่อย่าฝันไปเลยว่าคุณจะหยุดตามคำวิงวอนของร่างกายคุณ  คำว่า "ใหญ่พอแล้ว" ไม่อยู่ในพจนานุกรมของนักเพาะกายน่ะ

               นักเพาะกายมีอารมณ์ดีอยู่เสมอ แต่อาจมีขุ่นมัวบ้างก็เพราะบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้ามันช่างทำชายแขนเสื้อออกมาเล็กเหลือเกิน และนี่คือสิ่งที่ทำยากที่สุด - "พับแขนเสื้อขึ้น!" - ต้นแขนคุณมันใหญ่เกินกว่าที่จะใช้เสื้อผ้าแบบสามัญชนได้ การแบ่งชนชั้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ว่าคุณจะขยับเขยื้อนไปในท่าใดๆก็ตาม เสียงเสื้อที่คุณใส่ มันจะลั่นเปรี๊ยะตลอด พร้อมที่จะขาดได้ทุกเมื่อ

               เมื่อคุณยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้ามให้คนอื่นดู เส้นเลือดอะไรมันจะปูดโป่งได้ขนาดนี้ ,กล้ามเนื้อต้นแขนอะไรจะปานนี้ คนรอบข้างคุณล้วนพากันคิดเช่นนี้  คุณจะได้เป็นเจ้าของต้นแขนนี้ได้จริงหรือ? หรือมันเป็นแค่ความฝันกันแน่ คำตอบคือ เป็นไปได้อย่างที่สุด ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าของการกัดฟันฝึกอย่างหนัก ย่อมส่งผลให้คุณเป็นเจ้าของอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ  คุณยิ้ม..  คุณไม่เคยพอใจในความใหญ่และปริมาณมัดกล้ามของตัวเองหรอก นี่แหละคือความคิดที่แท้จริงของ นักเพาะกาย  ถ้าวันใดวันหนึ่ง คุณ (ผู้อ่าน) มายืนตรงจุดที่ผมยืนอยู่ คุณก็ต้องคิดเหมือนผม

               จากประสบการณ์เกือบ 70 ปีในโลกเพาะกายที่ผมได้เป็นอาจารย์สอนเพาะกาย ผมได้เฝ้าสังเกตนักเพาะกายมานับไม่ถ้วน ทั้งชีวิตในโรงยิม และนอกโรงยิมของเขา  จนผมสามารถสรุปออกมาเป็นหัวข้อได้ว่า การเพาะกายได้ให้อะไรกับคนที่เล่นมัน (เล่นกล้าม) ได้บ้าง

1.ความเป็นยอดนักจินตนาการ

               นักเพาะกายทุกคน เป็นนักฝัน นักจินตนาการ! เขาฝันที่จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อของเขาให้กลายเป็นงานศิลป์ชิ้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต เขาจินตนาการถึงแผนการทานอาหารที่สมบูรณ์เพื่อลดไขมัน พร้อมกับสร้างกล้ามเนื้อของเขาไปพร้อมๆกัน รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ฟรีเวท (บาร์เบลล์และดัมเบลล์) ควบคู่ไปกับการออกกำลังแบบแอโรบิค  ,การพักฟื้นของร่างกาย ,การใช้อาหารเสริม ,การสร้างมโนภาพในใจถึงการได้เป็นเจ้าของเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบ ,การโพสท่าอยู่บนเวที เชื่อสิว่าไม่จำเป็นต้องหล่อลากดินและมีความสูง 180 เซนติเมตรขึ้นไปถึงจะได้รับการยอมรับ เพราะในโลกความเป็นจริงแห่งนี้ คุณสามารถทำให้ทุกคนยอมรับคุณได้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งกับพวกนี้ (นายแบบ) บนแคทวอร์คเลยแม้แต่นิดเดียว (เรื่องง่ายๆ ก็แค่อยู่กันคนละสนามแข่งขันเท่านั้นเอง)

               ในแง่ของการฝึกนั้น นักเพาะกายจะคิดล่วงหน้าถึงท่าบริหารที่จะต้องใช้ฝึกในครั้งต่อไป เขาเป็นปรมาจารย์แห่งการตั้งคำถามให้ตัวเอง , ต้องเพิ่มลูกเล่นอะไรลงไปในท่า INCLINE DUMBBELL PRESS บ้าง เพื่อให้หน้าอกส่วนบนตอบสนองกับท่านี้ได้ดีที่สุด ,จะลองเปลี่ยนมุมบริหารกล้ามเนื้อ โดยใช้ท่าใหม่ๆท่าไหนบ้างถึงจะกระตุ้นการพัฒนากล้ามเนื้อได้ดีที่สุด , นักเพาะกายเป็นนักค้นหาคำตอบใหม่ๆที่ดีกว่าของเดิม อยู่ตลอดเวลา

               นักเพาะกาย เป็นนักตั้งเป้าหมายตัวยง ,เป้าหมาย (Goals) คือเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับการสร้างความฝันให้กลายมาเป็นความจริง ,ในการฝึกแต่ละครั้งนักเพาะกายจะวางแผนการฝึกตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ อย่างสมบูรณ์  ,เขาจะมองความฝันของตัวเอง เป็นภาพวาดที่ใช้โทนสีสดใส (ไม่ใช่ภาพวาดสีหม่น สำหรับคนที่เบื่อชีวิต)

2.ความเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

               นักเพาะกาย เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่  เขาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าเขาสามารถเป็นเจ้าของเรือนร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและปราศจากไขมันได้จริงๆ  เขาเชื่ออย่างลึกซึ้งไม่แคลงใจเลยว่า ด้วยพละกำลังของตัวเขาเอง เขาจะสามารถไปถึงเป้าหมายได้ แม้ในวันนี้จะยังมองแทบไม่เห็นทาง แต่สักวันหนึ่ง ก็จะต้องถึงเป้าหมายนั้นจนได้

               นักเพาะกายรู้โดยสัญชาตญาณของตัวเขาเองเลยว่า แม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม แต่จะต้องมีวันหนึ่งจนได้แหละ ที่เขาจะได้ไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศักยภาพของเขา  เขาจะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขามีการพัฒนาตั้งแต่การจับลูกเหล็กครั้งแรกในชีวิตแล้ว การคิดแบบนี้ จะทำให้เขารักษาความกระตือรือร้นและสร้างความตื่นเต้นในการฝึกครั้งต่อไปของเขาได้เป็นอย่างดี  จนเขารอการฝึกในรอบต่อไปแทบจะไม่ไหว อยากฝึกใจจะขาด

3.ความเป็นผู้ที่เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

               นักเพาะกายฝันถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขาต้องการความยิ่งใหญ่เท่านั้น และด้วยการทำงานหนัก ,ทิฐิอันดื้อดึง ,การกักตัวเองให้อยู่ในกรอบ จึงจะทำให้เขาไปถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นได้  อย่างที่คำโบราณกล่าวไว้ว่า บุคคลหว่านเมล็ดพันธุ์พืชผลไว้เช่นไร ท้ายที่สุดก็จะได้เก็บเกี่ยวพืชผลที่ตัวเองหว่านเอาไว้นั้น

               นักเพาะกายจะเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไว้ คือ การฝึกหนัก ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ บำรุงร่างกายด้วยอาหารเสริม ,พักผ่อนและพักฟื้นเพียงพอ ,ศึกษาวิธีลดความตึงเครียดในจิตใจ ,ศึกษาวิธีเสริมสร้างกำลังใจให้กับตัวเองตลอดเวลา แล้วด้วยเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ท้ายที่สุดเขาก็จะได้เก็บเกี่ยวผลที่เกิดมาจากเมล็ดพันธุ์นั้น ด้วยการมีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ไร้ที่ตินั่นเอง (คำว่าไร้ที่ตินั้น ไม่จำเป็นต้องเอาไปเทียบกับคนอื่น แต่ขอให้เป็นความไร้ที่ติในความคิดของเราก็เพียงพอแล้ว)


                 แม้ว่าชายคนหนึ่งจะเป็นนักกอล์ฟฝีมือเยี่ยม แต่ผู้คนรอบข้างจะไม่รู้เลยจนกว่าจะได้เห็นเขาคนนั้นบนสนามกอล์ฟ ก็แล้วชีวิตหนึ่งของคนรอบข้างที่ว่านั้น  จะมีโอกาสได้ไปเดินที่สนามกอล์ฟกี่ครั้งกันเล่า  ในขณะที่นักเพาะกายนั้น ในทุกที่ทุกทางที่เขาย่างกรายไป มันเป็นสถานที่ที่เดียวกันกับที่ทุกคนใช้ชีวิตประจำวันอยู่ และทุกคนที่เห็น ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเขาคือนักเพาะกาย เพราะนักเพาะกาย คือผู้ที่สวมชุดกีฬาของเขาเอาไว้กับตัวตลอดเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันนั่นเอง - Joe  Weider

4.นักเพาะกายคือผู้ชนะ

                 แม้ว่าชายคนหนึ่งจะเป็นนักกอล์ฟฝีมือเยี่ยม แต่ผู้คนรอบข้างจะไม่รู้เลยจนกว่าจะได้เห็นเขาคนนั้นบนสนามกอล์ฟ ก็แล้วชีวิตหนึ่งของคนรอบข้างที่ว่านั้น  จะมีโอกาสได้ไปเดินที่สนามกอล์ฟกี่ครั้งกันเล่า  ในขณะที่นักเพาะกายนั้น ในทุกที่ทุกทางที่เขาย่างกรายไป มันเป็นสถานที่ที่เดียวกันกับที่ทุกคนใช้ชีวิตประจำวันอยู่ และทุกคนที่เห็น ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเขาคือนักเพาะกาย เพราะนักเพาะกาย คือผู้ที่สวมชุดกีฬาของเขาเอาไว้กับตัวตลอดเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันนั่นเอง

               เมื่อคนทั่วไปได้มองเห็นนักเพาะกาย เขาจะได้มองเห็นคนที่มีร่างกายที่ผ่านการฝึกมา ราวกับเพชรที่ถูกเจียรไน  และเมื่อคนทั่วไปเหล่านั้น ได้ลองพูดคุยกับนักเพาะกายดูบ้าง  เขาก็จะรู้ว่านักเพาะกายไม่เพียงแต่ฝึกร่างกายมาเป็นอย่างดีเท่านั้น  เขายังฝึกจิตใจมาเป็นอย่างดีอีกด้วย โดยจะเห็นได้จากทัศนคติทางบวกที่เขาแสดงผ่านออกมาทางคำพูดและท่าทางของเขา เชื่อเถอะว่า นักเพาะกายคือผู้ที่ร่างกายและจิตใจ เดินทางไปในทิศทางเดียวกัน

               ในชีวิตที่ดูเหมือนจะวุ่นวายสับสนในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องรอบตัว ฯลฯนี้ นักเพาะกายจะเป็นผู้ชนะเสมอ เพราะเขาไม่เสียเวลาปล่อยความคิดไปตามกระแสเหล่านั้น เขาเพียรพยายามดูแลตัวเอง บริหารร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า ,เซทแล้วเซทเล่า ,วงรอบแล้ววงรอบเล่า เขาจึงประสบความสำเร็จ  เขารู้ว่าไม่มีทางลัดสำหรับเรื่องใดๆก็ตาม  ชัยชนะถูกสร้างขึ้นมาด้วยการก่อตัวของก้อนอิฐแห่งความมุ่งมั่น ทีละก้อน ทีละก้อน ในทุกๆวัน (อธิบาย - คนที่มีทัศนคติเชิงบวก แบบนักเพาะกายนั้น จะเลือกคิดเฉพาะสิ่งที่ดีต่อร่างกายและจิตใจเท่านั้น เขาจะคิดถึงสิ่งที่เขาจะชนะได้ และนั่น ทำให้จิตใจเขามีความสุข ในขณะที่คนทั่วไปคิดถึงแต่เรื่องการเมือง ,เรื่องความประพฤติของเพื่อนบ้าน ฯลฯ ซึ่งไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรได้เลย จึงเสียเวลาที่จะคิด และทำให้จิตใจเศร้าหมองเปล่าๆ - webmaster)

5.การเพาะกายคืองานศิลป์ที่ไร้ที่ติ

               เวลาคือเพื่อนของนักเพาะกาย เมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น เขาก็มีความฉลาดมากขึ้น และพัฒนาร่างกายได้ดีขึ้น การเพาะกายคือศัตรูของความแก่

               นักเพาะกายเรียนรู้จากการลองผิด ลองถูกในเรื่องการฝึก ,การทาน ,อาหารเสริม และการพักฟื้นหลายๆรูปแบบ เพื่อจะได้รู้ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ได้ผล   ทุกๆอย่างจะต้องถูกนำมาทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายและเป้าหมายของเขา

               การเพาะกายก็เหมือนงานแกะสลัก  ร่างกายเราเหมือนแท่งหินอ่อน ,ท่าบริหารเปรียบเหมือนสิ่ว ,จำนวนเซทและจำนวนครั้งเปรียบเหมือนค้อน ที่ใช้ตอกสิ่วนั้นลงไปบนแท่งหินอ่อน  ส่วนโภชนาการก็เหมือนผ้าเนื้อพิเศษ ใช้ในการขัดเงา เก็บรายละเอียด บนหินอ่อนที่ถูกแกะสลักนั้น  ท้ายที่สุด ด้วยความพยายามของเรา เราก็จะได้งานศิลป์ที่งามแบบไร้ที่ติ คือร่างกายอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเรานั่นเอง


 

- END -