จากใจ Webmaster ฉบับเดือนมิถุนายน 2553 ฉลองวันเกิด 40 ปีของผมครับ
 
2
มิถุนายน 53
- ขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดของผม (1 มิ.ย.53) และตรงกับวันเกิดของเวบเพาะกาย ที่มีเพื่อนสมาชิก 2 ท่าน ส่งเมลล์มาอวยพรวันเกิดครบรอบ 40 ปีของผมด้วยนะครับ คือคุณ อภิชาญ (เมลล์ APICHAN@Gmmgrammy.com ) และคุณ ก๊อด (เมลล์ mygod_it@hotmail.com ) ขอบคุณที่ยังจำวันเกิดของผมได้นะครับ และขอบคุณสำหรับสิ่งของต่างๆที่ทางเพื่อนสมาชิกส่งมาให้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอเพาะกาย ,โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

       จริงๆแล้ว เวบเพาะกายของผมนี้ มันครบรอบสิบปีตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะครับ (ครบปี 52) แต่ตามที่ผมไปตรวจสอบชื่อไฟลล์เก่าๆ มันโดนพิมพ์ทับไปหมดแล้ว โชคดียังเหลือชื่อไฟลล์บางตัวที่ระบุไว้ว่าถูก Uplode เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) จึงคิดว่า "ควรจะว่ากันตามหลักฐาน" ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวมีเวบใดเวบหนึ่ง ขึ้นมาบอกว่า "ฉลองครบรอบสิบปี" เหมือนเวบผม แต่ไม่มีหลักฐาน อย่างนี้ก็จะโดนครหาเอาได้   ก็เลยยอมขาดทุนไป 1 ปีครับ โดยมาฉลองครบรอบสิบปีในปีนี้แทน (เพราะมีหลักฐานเป็นชื่อไฟลล์ระบุอยู่ในภาพบนสุดของหน้าเวบนี้น่ะครับ)

       อายุ 40 ปีของผม ที่ผ่านมาก็จะมีเรื่องดีเป็นส่วนใหญ่ เรื่องแย่ๆก็เห็นจะมีอยู่นิดหน่อย เช่นเมื่อสัก 2 เดือนก่อน โดยเด็กรุ่นลูกอายุ 21 ปีที่เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา มา "ด่า" ว่าผมไม่มีสิทธิที่จะต่อว่ากีฬาอื่น (เช่น บาส ,บอล ,ฟิตเนส ฯลฯ) ในเวบเพาะกายของผม  ผมก็ถามว่าแล้วเวบของฟิตเนส ,บาส ,บอล เขาชื่นชมกีฬาเพาะกายไหมล่ะ เห็นมีแต่ด่ากีฬาเพาะกายเหมือนกัน   ทำไมการที่ผมมีความคิดเห็นแบบที่ผมคิด จะพูดจะพิมพ์อะไรในเวบผมต้องไปขออนุญาตจากคุณก่อนหรือ? ถ้าอย่างนั้น เวลาเวบฟิตเนสจะด่ากีฬาเพาะกาย ก็ต้องมาขออนุญาตทางผมก่อนสิ  ทางนั้นก็ไม่ยอมหยุดหย่อน พอผมสอบถามเรื่องอายุแล้วรู้ว่าเป็นรุ่นลูก ผมก็หยุดเลยครับ ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลแล้ว มันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆแล้ว เช่นคำว่า "ใหญ่นักหรือไง?" ฯลฯ   มีเพื่อนสมาชิกบางท่านให้ผมส่งชื่อเมลล์ของเด็กคนนี้ไปให้ หรือเอามาประจานกันหน้าเวบ  แต่ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์  มันจะเหมือนเรื่องการโต้ตอบกันในกระทู้ต่างๆที่เกี่ยวกับเสื้อสีต่างๆนั่นแหละครับ ไม่มีวันจบ  และถ้าเราต้องไปเถียงกับคนที่มีอายุน้อยกว่า คงเป็นเรื่องไม่งาม (แต่ที่ไม่งามยิ่งกว่าและผมไม่เคยทำ คือการใช้วาจาที่ไม่ดีกับคนที่มีอายุมากกว่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ผมถือมากๆ)

       สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับการครบรอบ 10 ปีเวบเพาะกายในครั้งนี้คือ การเล่นกล้ามที่ "ขึ้นเร็ว" สำคัญน้อยกว่า การเล่นกล้ามที่คุณ รักษาระดับไฟในการเล่นได้นาน ครับ ถ้าจะขอพรอะไรได้สักอย่างหนึ่ง ผมจะขอพรตรงนี้ให้เพื่อนสมาชิกเลยครับ คือขอให้คุณเล่นกล้ามได้นานๆ แบบที่ฝรั่งเขาเล่นกัน 35 - 40 ปี (เป็นเรื่องปกติของเขาเลย)   ผมย้อนกลับไปดูเมลล์เก่าๆที่เก็บไว้ เห็นได้ชัดเจนว่าหลายปีก่อน เพื่อนสมาชิกบางท่าน ถามเข้ามามากมายเกี่ยวกับตัวเลขต่างๆ ทั้งปริมาณแคลอรี่ ในการทาน ,ปริมาณโปรตีน เมื่อคำนวณต่อน้ำหนักตัว ฯลฯ สุดท้าย หายเงียบไปสองปี กลับมาสารภาพกับผมว่าหยุดเล่นไปสองปีแล้ว กำลังกลับมาเริ่มใหม่  ผมจึงแนะนำว่า กีฬาเพาะกาย ไม่ใช่กีฬาฟิตเนส (จะโดนเด็กวิทยาศาสตร์การกีฬานั่นเขียนเมลล์มาด่าอะไรอีกไหมนี่) ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวเลขหรือวิชาการอะไรมากมาย  คนที่มีความรู้เต็มกระเป๋ากางเกง แต่ไม่รู้จักวิธีรักษาสัญชาติญาณของการเล่นกล้ามให้เล่นได้นานๆ มันไม่มีประโยชน์ ,ก็เหมือนคนที่ซื้ออุปกรณ์โฮมยิม แต่ตอนหลังเอาสายสลิงไปทำเป็นราวตากผ้า เพราะไม่ค่อยได้เล่นแล้ว มันต่างกับคนที่ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์โฮมยิม และมีเพียงแค่ดัมเบลล์หล่อด้วยปูนห่วยๆ แต่เล่นกล้ามติดต่อกันนานๆหลายปี อย่างนี้ คนประเภทหลังจะประสบความสำเร็จได้ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยครับ ดังนั้น แม้ว่าคุณจะมีเพียงอุปกรณ์หลักๆ (เตียง ,บาร์เบลล์ ,ดัมเบลล์) คุณก็โชคดีกว่าคนที่ใช้ปูนหล่อตั้งมากมายแล้ว  อย่าไปเสียเวลากับเรื่องวิชาการให้มากครับ (ประเภทว่า "พี่วิษณุ พี่ต้องพูดให้ขาดไปเลยสิครับ ว่าอาหารชิ้นนั้น ชิ้นนี้ ให้โปรตีนกี่กรัม ,ตัวนี้ให้กี่แคลอรี่ ,ไข่เป็ดให้กี่แคลอรี่ ,ให้โปรตีนกี่กรัม - ผมเห็นเลิกเล่นกันไปเป็นแถวๆแล้วครับ เพื่อนสมาชิกแบบนี้) เล่นกล้ามไปเรื่อยๆ ให้ติดต่อกันไปเรื่อยๆครับ  ถ้ามันเริ่มเบื่อ ก็ต้องหา กุศโลบาย ต่างๆมาช่วย เช่นลองใช้เทคนิคใหม่ๆบ้าง ,เปลี่ยนโรงยิมที่เล่นบ้าง ,ไปเดินโชว์หุ่นตามที่ต่างๆบ้าง สุดแล้วแต่จะคิดออกมาได้ว่าควรจะทำรูปแบบใด

       กีฬาเพาะกาย จะอยู่ตรงกลางระหว่างกีฬาฟิตเนส กับกีฬายกน้ำหนัก
Power lifting ซึ่งในส่วนของฟิตเนส ผมก็ได้พูดพาดพิงอยู่บ่อยแล้ว ก็คงจะมีแต่กีฬา Power lifting ที่เคยอ่านหลักการคร่าวๆของฝรั่งคือ "คุณเดินเข้าไปสั่งของได้ทุกอย่างใน แม็คโดนัลด์ กินทุกอย่างได้เท่าที่อยากกิน ,ไม่ต้องมาเสียเวลาวัดรอบแขน ,ไม่ต้องเสียเวลาเล่นกล้ามท้องหรือทำกล้ามให้คมชัด  สิ่งที่คุณต้องการ มีเพียงอย่างเดียวคือ ยกลูกน้ำหนักในท่า Squats ให้ได้มากกว่าเพื่อนของคุณ"  - - - สิ่งที่ผมเน้นตรงนี้ คือ คุณต้องมองจุดยืนของกีฬาเพาะกายให้ออก ว่ามันอยู่ตรงกลางระหว่างกีฬาฟิตเนส (ที่ตึงเกินไป) กับกีฬา Power lifting (ที่หย่อนเกินไป) ดังนั้น คุณจึงควรทำตัวกลางๆ  แล้วคำว่าทำตัวกลางๆเป็นอย่างไรหรือ ก็ยกตัวอย่างเช่น

       1.(ตัวอย่างเรื่องตึงเกินไป) แฟนสั่งสเต๊กมากินกับคุณ และด้วยความที่ไม่ใช่นักเพาะกาย แฟนคุณเลยราดซ๊อสมะเขือเทศ กับซอสบาร์บีคิวมาให้  แต่คุณบอกว่า "ตามตำราบอกว่าห้ามกินซอสบาร์บีคิวและซอสมะเขือเทศ แต่ให้ทานเกลือทะเลแทน" (หาเกลือทะเลในร้าน
Sizzler?) นี่คือตัวอย่างของคำว่า ตึงเกินไป คืออะไรๆก็ดูต้องเป็นวิชาการไปหมด

       การทำอะไรที่ตึงๆนั้น ก็สามารถทำได้นะครับ เช่นเป็นช่วงเตรียมตัวประกวด แต่ไม่ควรตึงตลอดปี  ให้คุณลองนึกถึงชีวิตมหาวิทยาลัย ถ้าคุณเอาแต่มุ่งมั่นกับการเรียนมากไป กลับบ้านอ่านหนังสือทุกวัน นี่คือการ "ตึงเกินไป"  คุณควรตึงเป็นช่วงๆ เช่นช่วงใกล้สอบ แล้วเวลาที่เหลือ คุณก็จะได้ซึมซาบความสุขในวัยเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ เช่นได้ไปดูสาวๆบ้าง ,ทำกิจกรรมกับสังคมและเพื่อนฝูงในมหาวิทยาลัยบ้าง

       ถ้าผมมีแฟนเล่นฟิตเนส ผมก็คงเครียด ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ ,ไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ซึ่ง "ความกินง่าย" เป็นสิ่งหนึ่งในหลายๆอย่างที่ทำให้คนๆหนึ่งน่าคบ  ลองย้อนกลับไปดูธรรมวินัย เมื่อครั้งพระเทวทัต (คือบวชในพุทธศาสนาอยู่ ณ.ตอนนั้น) เสนอต่อพระพุทธเจ้าว่า ขอให้กำหนด "ห้ามกินเนื้อสัตว์" เข้าไปอยู่ในศีลของพระด้วย แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า "ภิกษุ ต้องเป็นผู้ทานง่าย"  คือหมายความว่า ผู้ที่จะตักบาตรนั้น เขาไม่ต้องติดข้อจำกัดต่างๆที่จะจัดหาอาหารมาตักบาตรให้พระภิกษุนั่นเอง

       ดังนั้น ผมจึงเลือกกีฬาเพาะกาย เพราะอยากเป็นคนที่สบายๆ ,เขม็งเกลียวเป็นบางช่วง (เช่นช่วงประกวด) และที่สำคัญ คือเป็นคนเลี้ยงง่าย (อะไรมาก็กินได้)

       2.(ตัวอย่างเรื่องหย่อนเกินไป) คำว่า กินอะไรก็ได้ ในความหมายของนักเพาะกายกับนักยกน้ำหนัก
Power lifting ต่างกันออกไป นัก Power lifting นั้น สามารถกินเบียร์ได้! ถ้าเขาต้องการ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับการยกน้ำหนักในท่า Squats ให้ได้มากๆ  ในขณะที่การเพาะกาย มองว่าการทานเบียร์คือการทานยาพิษ ตายผ่อนส่งอย่างไม่ต้องสงสัย  อันนี้มันชัดๆอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

       จากสองข้อข้างบนนี้ ผมจึงมักตอบเมลล์ของเพื่อนสมาชิก ที่ถามมาเรื่องตัวเลขต่างๆ ว่าคุณต้องโฟกัสให้ได้ว่า จุดยืนของกีฬาเพาะกายคืออะไร เพราะตอนนี้คุณตึงเกินไปแล้ว ,กับอีกเมลล์อีกแบบหนึ่ง ที่เขียนมาเหมือนขออนุญาตทานเหล้า ทานเบียร์ เพราะมีหน้าที่ต้องดูแลลูกค้าของบริษัทฯ อย่างนี้ ผมก็ต้องโฟกัสเหมือนกันว่า กีฬาเพาะกาย ไม่ตึงเหมือนฟิตเนสก็จริง แต่ก็จะไม่หย่อนเกินไปเช่นกัน  การทานเบียร์และเหล้า เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในกีฬาเพาะกาย ผมคงอนุญาตให้ไม่ได้

       เหมือนตัวอย่างเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัยที่ผมยกขึ้นมาข้างต้นว่า คุณต้องเข้าเรียน หรือทำกิจกรรมภาคบังคับของทางมหาวิทยาลัยด้วย (เพราะการไม่เข้าเรียน หรือไม่ทำกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดเลย คือการกระทำที่หย่อนเกินไป เปรียบเหมือนการวางตัวแบบนักกีฬา
Power lifting) แต่ในทางกลับกัน คุณก็ไม่ควรเขม็งเกลียวในการอ่านหนังสือทุกวัน  ควรใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วย (เพราะการเขม็งเกลียวทุกวัน มันเป็นการกระทำที่ตึงเกินไป เปรียบเหมือนนักฟิตเนส)  ที่ถูกแล้ว คือเรียนบ้าง ผ่อนคลายบ้าง แล้วไปเขม็งเกลียวช่วงใกล้สอบ แล้วใช้ชีวิตที่เหลือ ดื่มด่ำกับความสุขที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ (นี่คือทางสายกลาง ที่กีฬาเพาะกายใช้อยู่)
       อาจมีบางคนแย้งว่าตัว Webmaster ของเวบเพาะกาย คือผมนั้น จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับกีฬาฟิตเนส  ที่พูดไปก็ด้วยอคติ ก็อยากบอกให้รู้ว่าผมเองก็ศึกษาตำราของเขาด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างหนังสือในภาพด้านบน จะเห็นได้ว่าติดราคาไว้ "495 บาท" ผมก็ซื้อมาอ่าน ทั้งๆที่เป็นเรื่องการทานแบบฟิตเนสล้วนๆ ไม่ใช่แนวทางของการเพาะกายเลย (เอาป้ายราคาติดไว้ให้ดู จะได้รู้ว่าผมไม่ได้ไปเซฟภาพนี้มาจากเวบอื่น แต่ใช้การลงทุนซื้อมาอ่านเลยครับ) และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มล่าสุดเท่าที่เห็นบนแผงหนังสือด้วย  ในทางกลับกัน คนที่มีอคติกับกีฬาเพาะกาย จะกล้าลงทุนซื้อหนังสือเพาะกาย (ซึ่งเป็นกีฬาตรงข้ามกับคุณ) มาอ่าน เหมือนที่ผมลงทุนซื้อหนังสือฟิตเนส (ซึ่งเป็นกีฬาที่ตรงข้ามกับผม) มาอ่านหรือไม่  ทั้งนี้ก็เพราะก่อนจะพูดจะทำอะไร ก็ต้องรู้เขารู้เราก่อน นั่นเป็นหลักการสำคัญ

       จากการศึกษาตำราการกินของเขา ก็ทำให้มองเห็นภาพว่า อาหารแต่ละอย่างที่ขายกัน ,หาซื้อกันง่ายๆ ในบ้านเรา เหมือน "งูจะฉก" ทั้งนั้น  คือหมายถึงว่าไอ้นั่นก็กินไม่ได้ ,ไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ทำให้มองเห็นเป็นภาพเลยว่ามีหัวงูโผล่ขึ้นมาบนอาหารเหล่านั้น เตรียมจะฉกเราตลอดเวลา (เพราะเราแตะต้องอาหารเหล่านั้นไม่ได้เลย) จะกินได้ก็พวกผลอาโวกาโด  ลองนึกถึงโรงอาหารในมหาวิทยาลัย ที่เราไปสั่งแม่ค้าว่า "พี่ๆ ขออาโวกาโดผัดกระเพรา ราดไข่ดาวจานนึงครับ" แม่ค้า กับคนที่ยืนต่อคิวรอซื้อข้าวร้านนี้ ก็คงพากันมองเราหัวจดเท้า  - - - เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จึงขอให้คุณตื่นจากความเพ้อฝันได้แล้ว (ฟิตเนส) กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริง และเลือกกีฬาให้เหมาะกับชีวิตจริงจะดีกว่าครับ (เพาะกาย) ไม่ต้องเล่นเพื่อประกวดก็ได้ แต่ให้เล่นเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทานอาหารที่มันหากินได้ง่ายๆ จะได้มีคนคบนานๆ ไม่ต้องมีคนยกจานข้าวหนีเวลาที่เราไปนั่งรวมกลุ่มกับเขา

       ขอย้อนกลับมาด้านวิชาการหน่อยครับ มีคนเน้นว่า ห้ามเล่นท่า PRESSES BEHIND THE NECK  เพราะบอกว่าเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ผมรู้ว่ามันไม่จริง เพราะสิ่งที่คุณจะต้องทำคือ "ต้องเล่น" ต่างหาก  แต่คุณก็รู้ว่า ถ้าผมไปพูด "หัก" คนสอนอย่างตรงๆ ผมก็คงมีศัตรูเพิ่มขึ้นเป็นแน่  ผมจึงรอเวลาจนกระทั่งมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า ท่าที่ไม่ควรเล่นคือท่าที่นั่งแล้วดันบาร์ขึ้นไปทางด้านหน้า (คือท่า SEATED MILITARY PRESSES ) แล้วให้เปลี่ยนเป็นท่า PRESSES BEHIND THE NECK แทน ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ก็จะ update ให้อ่านเร็วๆนี้ สั้นๆแต่มีประโยชน์ครับ ว่ากันด้วยงานวิจัยล่าสุด มีที่มาที่ไปครับ อย่าโกรธกันเชียว

       แล้วก็เรื่อง "วิ่ง" ที่กีฬาอื่นๆ ถือว่า "ต้องวิ่ง" แต่ผมสู้ว่าเป็นกีฬาที่เสี่ยงต่อการหัวใจวาย ก็ถ้าพูดไปตรงๆ เดี๋ยวก็มีเด็กอายุ 21 เขียนมาด่าอีก ก็รอจนกระทั่งมีงานวิจัยออกมาชี้เช่นกันว่า การวิ่ง มีอัตราการเสี่ยงต่อหัวใจวายเฉียบพลัน รอเอามาให้อ่านกัน มีที่มาที่ไปอีกเช่นกันครับ

       มีเรื่องเทคนิคทำให้กล้ามชัดตลอดปี คือให้กินเกลือ สามวัน วันที่สี่หยุดกิน และในวันที่สี่นี้ให้ "เยี่ยว" ให้มากๆ ก็จะเอามา
Update ให้อ่านกันอีก

       เรื่อง การเล่นกล้ามท่า LEG EXTENSIONS จะส่งผลดีเมื่อคุณอายุมาก เพราะจะทำให้ข้อหัวเข่าคุณแข็งแรง

       เรื่อง ท่าที่ต้องใช้เข็มขัดเพาะกาย เรียงลำดับตามความจำเป็น

       และมีเรื่องอื่นๆที่น่ารู้อีกหลายเรื่องครับ  ก็ใช้การทยอยมา
Update เรื่อยๆครับ รอติดตามแล้วกัน แต่ถ้าถามมาตอนนี้ อาจยังตอบให้ไม่ได้ เพราะผมเอากระดาษเสียบๆไว้ในตำราหลายเล่ม  ถึงเวลา Update ก็หยิบเล่มนั้น เล่มนี้มาแปลให้เลย  ดังนั้น ตอนนี้เลยยังบอกรายละเอียดไม่ได้ รออ่านเอาแล้วกันครับ

       มีเพื่อนสมาชิกบางท่านที่ซื้อตำราเพาะกายมาอ่านเอง แล้วเห็นข้อความบางอย่างมันขัดกับที่ผมอธิบายไว้ในเวบ ก็เลยสอบถามกันมา  ก็เลยจะขออธิบาย ณ.ตรงนี้เลยครับว่า ไอ้ข้อความที่ผมอธิบายไว้ในเวบ (แล้วขัดกับที่คุณอ่านในตำราเล่มอื่นนั้น) ข้อความนั้น ก็มาจากตำราอีกเล่มหนึ่งเหมือนกัน  ตรงนี้คือความแตกต่างระหว่างการอ่านบทความนั้น ในหนังสือเล่มเดียวของคุณ กับ การอ่านบทความนั้น จากหนังสือหลายเล่มของผม

       มาดูธรรมชาติของตำราเพาะกายกันก่อน ที่เห็นภาพได้ง่ายๆคือนิตยสารเพาะกาย  สมมติว่าบรรณาธิการ สั่งให้คุณทำคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องโภชนาการมาส่งทุกเดือน (เพราะนิตยสารออกเป็นรายเดือน) ตำราก็ไม่พ้น กินเพื่อความชัด ,กินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ,กินเพื่อเพิ่มน้ำหนัก ,กินเพื่อประกวด  วนไปวนมาอยู่อย่างนี้  และถ้าเป็นดังนั้น ผมคงส่งต้นฉบับให้บรรณาธิการได้ 4 ครั้ง (4 เดือน) แล้วเดือนถัดไปก็ไม่มีเรื่องส่งแล้ว  ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงโดนไล่ออก
!  ดังนั้น วิธีทำตัวให้อยู่รอด จึงต้องมีประเภทว่า "ค้นพบได้ใหม่ล่าสุด! ,งานวิจัยชี้ชัดว่า.... ฯลฯ" เพื่อให้มีเนื้อเรื่องส่งบรรณาธิการทุกๆเดือน จะได้ไม่โดนไล่ออก และไอ้เจ้าคำว่า "ค้นพบใหม่ล่าสุด.... หรือ งานวิจัยชี้ขัดว่า..." นี่แหละตัวปัญหา  เพราะมันมีหลายครั้งที่มันไปขัดกับหลักการเดิม ที่มีประโยชน์ และใช้งานได้จริงๆ

       ดังนั้น เมื่อเพื่อนสมาชิกซื้อหนังสือเล่มนี้มาหนึ่งเล่ม  ก็จะเจอบทความประเภทที่ว่า พึ่งค้นพบว่า.... แล้วพอเอามาเทียบกับตำราที่ผมอธิบายไว้ในเวบ มันไม่ตรงกัน ก็เลยสับสน ตรงนี้ผมขอบอกเพื่อความสบายใจนะครับว่า ตำราเล่มที่คุณกำลังถืออยู่นั้น ผมก็คงซื้อมาอ่านเหมือนกันนั่นแหละ แต่ตามคำโบราณว่า "ถามทางต้องถามสามคน" คือผมก็ต้องดูตำราเพาะกายหลายเล่มมากๆ (และรับรองได้เลยว่าในเนื้อเรื่องอันเดียวกัน เช่น การกิน ,หรือการเล่นกล้ามอก ฯลฯ ก็จะไม่ตรงกันสักเล่ม) แล้วดูว่าถึงที่สุดแล้ว อันไหนน่าเชื่อถือที่สุด เพื่อให้เข้ากับภาษิต ถามทางให้ถามสามคน เผื่อคนที่หนึ่งและคนที่สองมีอคติ เราก็จะได้พึ่งคนที่สาม  ก็คือการที่คุณต้องอ่านตำราหลายเล่มแบบผมเสียก่อน แล้วค่อยสรุปว่าอันไหนน่าเชื่อถือ ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เสียเวลาเป็นอย่างมาก ที่เอาหลักการในหนังสือเล่มนั้น เล่มนี้มาเถียงกับผม เพราะผมได้ทำหน้าที่ของผมอยู่แล้ว คือพยายามศึกษาตำราเพาะกายจากหลายๆเล่ม ทั้งใหม่ทั้งเก่ามาเป็นเวลานานยี่สิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 14 จนเดี๋ยวนี้ 40 ปีแล้ว  เหมือนกับว่าถ้าคุณอยากกินขนมตาล คุณจะมาเสียเวลาปีนต้นตาล ,เสียเวลาศึกษาว่าอบขนมตาลยังไงจะให้ฟู ,ต้องปรุงรสยังไงถึงจะหวานอร่อย  ก็แค่เดินไปซื้อขนมตาลในตลาดก็จบ  แล้วส่วนที่เหลือ (ปีนต้นตาล ,ปรุงรส ,เทคนิคการอบขนม) ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่ค้าเขา   การศึกษาตำราเพาะกายก็เหมือนกัน ถ้าคุณต้องใช้ชีวิตรีบเร่ง เพราะต้องหาเงินซื้อบ้าน ,ซื้อรถ ,เก็บออมไว้ตอนแก่ ,ไว้เป็นทุนการศึกษาลูก  แล้วถ้าคุณจะเล่นเพาะกาย คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปเริ่มศึกษาตำราเพาะกายย้อนหลังไปยี่สิบกว่าปีเหมือนผม  เพราะผมทำหน้าที่ตรงนั้นให้คุณไปแล้ว (และยังคงทำอยู่ทุกวันในปัจจุบันนี้ )  คุณก็แค่มาเอาความรู้จากผมไป โดยไม่จำเป็นต้องไปปีนต้นตาลด้วยตนเองแต่อย่างใด เพราะผมปีนให้คุณเรียบร้อยแล้ว มันง่ายกว่าไหมครับ

       ทำไมไม่ค่อย Update เนื้อหาในเวบบ่อยๆ - ก็เพราะมันซ้ำๆไงครับ ก็ตามเหตุผลในย่อหน้าบนๆนั่นแหละ คือมันก็วนไปวนมา เอาไว้ว่า ถ้ามันมีประโยชน์จริงๆ ผมจะเอามา update ให้ดู เพราะผมอ่านตำราแบบเล่มต่อเล่มตลอดเวลาอยู่แล้ว คืออ่านเล่มใหม่อยู่ตลอด แต่ก็เข้าหลักที่ว่า "พึ่งค้นพบว่า..."  นั่นแหละ เมื่อเอามาลง แล้วมันตีกับของเก่า มันจะทำให้สับสนเปล่าๆ แต่ถ้ามันน่าเชื่อถือจริงๆ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่งครับ


       แล้วพอผมไม่ได้เอาเรื่องใหม่ๆมา update เพื่อนสมาชิก็จะพากันใจเสียว่า "ความรู้ยังไม่พอ ทำให้เริ่มเล่นกล้ามด้วยความไม่มั่นใจ"  ผมก็อยากจะบอกว่าที่มีอยู่ในเวบผม ณ.ปัจจุบันนี้ มันมากเสียยิ่งกว่ามากแล้ว อยากให้ดูสองภาพข้างบนนี้ครับว่า สมัยเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั้น ในห้องเพาะกายเขาอยู่กันยังไง  อุปกรณ์ก็มีแค่เตียงยกน้ำหนัก ,บาร์เบลล์ ดัมเบลล์ มันไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้ และยิ่งตำราการฝึกด้วยแล้ว ไอ้เจ้าพวกเทคนิคที่ผมเอามาลงไว้ในลิงค์ http://www.tuvayanon.net/6index3.html  นั้น แทบจะไม่ได้ใช้กันเลย (เพราะยังไม่มีการค้นพบ มาค้นพบเอาช่วงปลายๆชีวิตเพาะกายของอาร์โนลด์แล้ว) ทำไมเขายังสร้างกล้ามกันเป็นยักษ์ปักหลั่นแบบที่เห็นในภาพกันได้ 

       บางท่าน ชอบให้ผมวิเคราะห์เทคนิค HIT ของไมค์  เมนเซอร์ ผมก็ตอบกลับว่า ตามตำราที่ผมแปลมามันมีอยู่เท่านั้น  เพราะถ้าผมวิเคราะห์แล้วมันผิดขึ้นมา ผมจะไปถามใคร (ไมค์ตายไปหลายปีแล้ว) แล้วถ้าเพื่อนสมาชิก เอาที่ผมวิเคราะห์ผิดๆอันนั้นไปใช้ แล้วบาดเจ็บขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะครับ  คือถ้าจะให้ผมวิเคราะห์มั่วๆ ผมไม่วิเคราะห์เลยจะดีกว่า ยอมเป็นอาจารย์ที่ตอบว่า "ไม่รู้" บ้าง ยังดีกว่ากลัวเสียเหลี่ยม แล้วสอนผิดๆไป

       ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของการซื้อการขายหน่อย คงไม่ว่ากันนะครับ  คือตำราเพาะกายทุกเล่มที่ผมซื้อ ล้วนแล้วแต่ได้มาจากเงินทองที่เพื่อนสมาชิกช่วยกันอุดหนุนสินค้าในเวบเพาะกาย และฝากซื้อสินค้าในเวบ tuvagroup.com ของภรรยาผมทั้งนั้น  ปีที่แล้ว ดูได้จากสเตทเม้นท์ที่ลิงค์ http://www.tuvagroup.com/stateindex.html ที่ซื้อสินค้าให้ลูกค้านั้น มียอดซื้อเป็นแสนๆเลยครับ แต่ได้กำไร ทั้งปี พ.ศ.2552 คือ "1,700 บาท" อ่านว่า หนึ่ง - พัน - เจ็ด - ร้อย - บาท (ก็คือค่าบริการจากการรับฝากซื้อสินค้า ครั้งละ 75 บาท ซื้อกี่ชิ้นก็ได้) จริงๆครับ ก็เลยอยากโปรโมทให้ช่วยใช้บริการจากเวบภรรยาของผมบ้าง คือถ้าภรรยามีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะๆ ก็จะได้มีตังค์เหลือบ้าง ผมจะได้ไม่ต้องเจียดเอาเงินเดือนไปจ่ายเป็นค่ากับข้าว แล้วจะได้เอามาซื้อตำราเพาะกายแทน    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้ได้ข่าวว่าทาง Bodybuilding.com จะเริ่มรับการจ่ายแบบ PayPal แล้ว ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าโอนทาง Western Union ครั้งละ 660 บาทเหมือนแต่ก่อนแล้ว ก็มาช่วยใช้บริการฝากซื้อสินค้ากันหน่อยนะครับที่ลิงค์ www.tuvagroup.com

       และท้ายที่สุดก็คืออย่าทำร้ายจิตใจผมด้วยการบอกว่า "พี่ครับ ผมไปซื้ออะมิโน 10000 จากเวบ mino 1000.com มาแล้วครับ เพราะราคาถูกกว่าของเวบพี่ ตอนนี้ผมอยากให้พี่บอกวิธีกิน และทำตารางฝึกให้ผมด้วยครับ"  คือถ้าไม่มีตังค์ซื้อก็มาให้ผมสอนได้ แต่ถ้ามีตังค์ซื้อ แต่ไปอุดหนุนที่อื่น แล้วมาขอความรู้จากผม ก็ดูจะใจร้ายไปสักหน่อยน่ะครับ  ผมได้กำไร 40 - 50 บาทต่อขวด เพื่อเอาไปซื้อตำรับตำราเพาะกายมาอ่านสำหรับให้ความรู้คุณ อีกทั้งเสียค่า Host สำหรับเวบนี้ให้คุณได้อ่านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  ผมจึงคิดว่าน่าจะช่วยกันที่เวบของเรา (หรือจะฝากซื้อสินค้าอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการเล่นกล้ามก็ได้ ที่ลิงค์ www.tuvagroup.com ของภรรยาผมน่ะครับ)  ถ้าผมอยู่ได้ เราก็จะมีแหล่งความรู้เพาะกายอย่างนี้ตลอดไปครับ แต่ถ้าผมอยู่ไม่ได้ ผมคงไม่ไปกู้เงินสหกรณ์ตำรวจมาจ่ายค่า Host อินเตอร์เนทแน่ครับ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า (เพื่อนสมาชิกที่อุดหนุนสินค้าของเวบเพาะกายและเวบ www.tuvagroup.com อยู่แล้ว ต้องขอขอบคุณมากๆเลยครับ)


- END -