| |
สวัสดีครับ เพื่อนๆสมาชิกทุกท่าน
กว่าจะหาเวลามาคุยกันได้เหนื่อยแทบตายเลย หักหกก้นขวิดไปกับอีเมลล์ซึ่งมีเข้ามาเยอะมาก
แต่ก็เข้าใจดีครับว่าการเป็นที่รู้จักในฐานะ
Webmaster
นั้น
ก็ต้องมาพร้อมกับความเหนื่อย
ซึ่งก็เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ผมเลือกเอง
ความเหนื่อยจากการทำงานนั้นไม่เท่าไร
คือผมยังพอมาเล่าสารทุกข์สุขดิบให้ฟังกันได้บ้าง แต่ความเหนื่อย (ใจ)
จากการเอาเวบผมไปรุมต่อว่าในกระทู้ของเวบบอร์ดแห่งหนึ่งนั้น
มันแย่ตรงที่ว่าไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมได้แก้ตัวเลย มีแต่ใส่กันข้างเดียว
ยังดีที่มีเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งช่วยดูแลปกป้องให้
อย่างนี้ค่อยชื่นใจหน่อยครับ อีกทั้งเจ้าของเวบนั้นเองก็ยังมีใจเป็นธรรม
บอกขอให้ช่วยยุติการโต้เถียงนั้น เรื่องก็เลยจบลงด้วยดี
ก่อนที่ผมจะอธิบายเรื่องราวในเวบบอร์ดที่เขาโต้เถียงกันนั้น
ผมขอเกริ่นนำเพื่อจะยกตัวอย่างให้ฟังก่อน
แล้วจะสรุปให้ดูในตอนหลังว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะพูดกันอย่างไรนะครับ
โดยตัวอย่างนี้เป็นเรื่องจริง ที่อาจารย์ของผมคือ พล.ต.ต.อำนวย
นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้บอกให้ฟังดังนี้ครับ
"ตำรวจมักเป็นจำเลยของสังคม โดยตอนที่มีม็อบ (ที่ผ่านมาไม่นาน)
นั้น เมื่อตำรวจต้องใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
ตำรวจก็ถูกชุดกรรมการสอบสวนพิเศษ (ไม่ขอเอ่ยชื่อครับ
มีกรรมการหลายคน)ตั้งข้อหาว่า "ทำเกินกว่าเหตุ"
และต้องออกจากราชการไปมาก ต่อมา
มีคณะกรรมการบางท่านในคณะกรรมการสอบสวนพิเศษนั้น
ไม่สามารถขับรถไปรับลูกที่เรียนหนังสือบริเวณที่มีการตั้งม็อบได้
ก็บอกตำรวจว่าทำไมไม่เข้าไปสลายการชุมนุม
เพราะเขาไม่สามารถขับรถไปรับลูกที่อยู่บริเวณใกล้ๆม็อบได้
ตำรวจบอกว่า ไม่กล้าทำ เพราะถ้ามีการบาดเจ็บ
ก็จะโดนออกจากราชการเนื่องจาก "ทำเกินกว่าเหตุ"
เมื่อคณะกรรมการพิเศษนี้ ได้ยินดังนั้น จึงตั้งข้อหาตำรวจว่า
"ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" และตำรวจก็ต้องออกจากราชการไปอีกจำนวนมาก
ตำรวจจึงถามว่า ยังงี้จะให้ทำอย่างไร คือถ้าสลายม๊อบก็โดนข้อหา
"ทำเกินกว่าเหตุ" ต้องออกจากราชการจำนวนมาก พอไม่เข้าไปสลายม๊อบ
ก็โดนข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่"
ก็ต้องออกจากราชการจำนวนมากเช่นกัน คณะกรรมการพิเศษนี้ตอบว่า
"ไม่ใช่หน้าที่ของเขา ที่จะบอกว่าตำรวจจะต้องทำยังไง"
ชีวิตตำรวจก็เป็นอย่างนี้ ,ท่าน พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย
ได้เคยพูดไว้ว่า หากตำรวจไปนั่งกินอาหารแถวๆสำนักงานตำรวจตอนเที่ยงๆ
และมีผู้หลักผู้ใหญ่จากฝ่ายวินัย มานั่งทานข้าวโต๊ะข้างๆ
เรื่องที่เขาจะพูดกันนั้น ก็คือว่า "ฮ่าๆ.. วันนี้เอาตำรวจออกไปอีก 5
คนแล้ว" คือกลายเป็นเรื่องปกติที่มีตำรวจถูกไล่ออกจากราชการวันละ
5 คนด้วยสาเหตุต่างๆ
เหตุที่ตำรวจต้องรับเคราะห์กรรมนี้ เนื่องจากไม่มี "ฏีกา" มาบอกว่า
ในสถานการณ์เรื่องม๊อบนี้ ตำรวจจะต้องทำอย่างไร ดังนั้น
ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะต้องมีความผิดเสมอ - - -
อันนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่ผมจะพูดทิ้งไว้แค่นี้
แล้วเดี๋ยวจะเอามาผูกกับเรื่องที่ผมกำลังจะบอกนะครับ
กระทาชายนายหนึ่ง (สมมติว่าชื่อ นาย ก.) มีความมุ่งมั่นฝึกฝนร่างกาย
เล่นกล้ามอาทิตย์ละ 7 วันมาหลายปี
เมื่อดูตัวเองในกระจกเทียบกับรูปตัวเองเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
เห็นได้ชัดว่ามีการพัฒนาไปได้เยอะมาก
จึงมีความมั่นใจที่จะสอนสั่งคนอื่น เพราะเข้าใจแล้วว่าตัวเองเป็นเลิศ
อยู่มาวันหนึ่ง มีเด็กเงอะๆงะๆเข้ามาเล่นกล้ามในโรงยิมที่เขาเล่นอยู่
ด้วยความหวังดี จึงได้เข้าไปสอนเด็กคนนั้น
แต่บังเอิญมีหัวข้อหนึ่ง ที่สอนอย่างไร เด็กก็ไม่ยอมทำตาม (เช่น
ไม่ยอมวิ่งก่อนเล่นกล้าม) จึงทำให้ นาย ก.คนนี้สุดจะหงุดหงิด
พอถามเด็กแล้ว ก็ได้ความว่า พี่วิษณุ
Webmaster
ของ
tuvayanon.net
บอกว่าไม่ให้วิ่งก่อนเล่นกล้ามครา..บ.. นาย ก.ฟังแล้วฉุนกึ๊ก...
(ยังไม่จบ)
กระทาชายอีกนายหนึ่ง (สมมติว่าชื่อ นาย ข.)
ก็มีความมุ่งมั่นฝึกฝนร่างกายเหมือนกัน แต่มีวิธีการฝึกที่แตกต่างจาก
นาย ก.มาก แต่ฝึกแล้วก็ได้ผลดีเหมือนกัน
ใครๆก็พากันกล่าวชมจนตัวเองมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
อยู่มาวันหนึ่ง มีเด็กมัธยม 4 ใส่แว่น เดินเด๋อๆ ด๋าๆ เข้ามาในห้องยิม
ด้วยความหวังดีของ นาย ข.ก็เข้าไปสอนเรื่องการออกกำลัง
และก็บังเอิญมีหัวข้อหนึ่ง ที่เด็กแว่นคนนั้นไม่ยอมทำตาม (เช่น
ไม่ยอมนอนดันบาร์เบลล์บนเตียงหัวต่ำ) จึงทำให้ นาย
ข.คนนี้สุดจะหงุดหงิด
เพราะหวังดีอยากจะให้นายแว่นคนนี้มีหน้าอกส่วนล่างหนาๆ
(ตามความเข้าใจของเขา) พอถามเด็กแว่นนี้แล้ว ก็ได้ความว่า
พี่วิษณุ
Webmaster
ของ
tuvayanon.net
บอกว่าไม่ให้นอนเล่นเตียงหัวต่ำ จนกว่าเวลาจจะผ่านไป 5 ปีงับ นาย
ข.ฟังแล้วฉุนกึ๊ก...
อยู่มาวันหนึ่ง นาย ก.และนาย ข. บังเอิญได้เข้ามาตอบกระทู้ในเวบบอร์ดเพาะกายที่หนึ่ง
โดยกระทู้ดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฝึกกล้ามบ่าและหัวไหล่
ซึ่งเนื่องจาก นาย ก. และนาย ข.ฝึกในแนวของตัวเอง
แต่ไม่เหมือนกับของอีกฝ่ายหนึ่ง
จึงเกิดการเถียงกันบนกระทู้อย่างหน้าดำหน้าแดง
เพราะต่างก็คิดว่าการฝึกของตนได้ผลดี
คนที่เข้ามาอ่านในกระทู้นั้น
เพื่ออยากรู้ว่าจะฝึกกล้ามหัวไหล่ยังไงให้ได้ผลดี
ฝึกทุกวันเหมือนอย่างที่ นาย ก.บอกในกระทู้ หรือจะฝึกอาทิตย์ละ 5
ครั้ง อย่างที่ นาย ข.บอก ก็เลยไม่รู้จะเชื่ออันไหน
อยู่ๆก็มีลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง เข้าไปตอบในกระทู้นั้นว่า
"ให้ฝึกตามที่วิษณุบอกสิ" ทันใดนั้น ทั้งนาย ก. และนาย ข.
ซึ่งมีใจหงุดหงิดกับผมเป็นทุนเดิม (ทั้งคู่) อยู่แล้ว ก็เลยพักรบ
แล้วร่วมมือกันมารุมจวกผมแทน
ทั้งๆที่ตัวผมไม่ได้เข้าไปตอบอะไรในกระทู้นั้นเลย
คำต่อว่าก็มีเช่นว่า เวบ
tuvayanon.net
ไม่เห็นทำอะไรเลย
เอาแต่นั่งแปลตำราภาษาอังกฤษ ไปซื้อหนังสืออ่านเอาก็ได้ ,เวบ
tuvayanon.net
ทำไมต้องแทรกความเห็นเข้าไปในตำราที่แปลด้วย (เห็นได้ชัดว่า
ถ้าจะให้ผมทำให้ถูกใจทั้งสองฝ่ายนี้คงเป็นไปไม่ได้
ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ไม่อยากให้แค่แปลตำราอย่างเดียว
ผมก็เลยเอาใจเขาด้วยการแทรกความเห็นเข้าไปให้ด้วย
เสร็จแล้วก็ไม่ถูกใจอีกฝ่ายหนึ่งที่ว่า
ทำไมต้องแทรกความเห็นเข้าไปในบทความที่แปลด้วย) - - -
อันนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ที่ผมพูดไว้แล้วจะจบแค่นี้
ยังเหลืออีกอันหนึ่ง ก่อนที่จะสรุปให้ฟังครับ
คนที่มีข้อสงสัยเรื่องการฝึกกล้ามบ่าและหัวไหล่คนนั้น
เมื่อเข้ามาในเวบ
tuvayanon.net
แล้ว
ก็ได้สอบถามผมถึงวิธีการฝึก ผมเองนั้น
จะมีสไตล์ความคิดในรูปแบบของผมดังนี้คือ
1.ผมไม่โทษเลยว่า ทั้ง นาย ก.และนาย ข.ผิด อันจะสังเกตได้จาก
ผมไม่ไปยุ่งย่ามกับเวบบอร์ดเวบอื่นเลย มีแต่จะมีคนลากผมไปรุมจวกในเวบบอร์ดอื่น
ทั้งๆที่ผมก็อยู่ของผมเฉยๆ
2.ผมถามแบบตรงๆเลยว่า ไอ้เจ้ารูปมาร์คัส รูลล์ ข้างบนนี้
หัวไหล่ของเขา เทียบกับ คุณ ก.และ คุณ ข.แล้ว ใครเจ๋งกว่ากันครา..บ..บ
เวบ
tuvayanon.net ของผม
ไม่ได้เอารูปแบบการฝึกของผมมาสอน
แต่ผมไปเอารูปแบบการฝึกหัวไหล่ของ มาร์คัส รูลล์ มาสอนครา..บ...บ
ดังนั้น ในเมื่อมาร์คัส บอกว่าพี่แกฝึกบ่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ซึ่งไปขัดกับ
นาย ก.ที่บอกว่าให้ฝึกอาทิตย์ละ 7 ครั้ง และ นาย ข.บอกว่า
ให้ฝึกอาทิตย์ละ 5 ครั้ง อย่างไหนจึงน่าเชื่อถือกว่ากันครา..บ..บ
(ดังนั้น ก็ขอให้เลิกด่าผมได้แล้วครับ ให้คุณไปประกวดชนะมาร์คัสในรูปข้างบนนี้ให้ได้
แล้วค่อยเมลล์ไปบอกมาร์คัสว่า ที่เขาฝึกบ่า
แล้วผมเอามาแปลให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านนั้น การฝึกบ่าและไหล่ ของมาร์คัส
เป็นเรื่องที่เหลวไหลทั้งเพ)
จึงขมวดสิ่งข้างบนนี้ทั้งหมดให้อย่างนี้ครับว่า -
เหตุที่ตำรวจต้องหาอาชีพสำรองไว้เสมอ ก็เพราะเรายังไม่มี "ฏีกา"
ที่จะตัดสินว่า การสลายม็อบนั้น ต้องทำอย่างไร
กรรมการท่านหนึ่งบอกว่า การสลายม็อบเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
(ใครจะยอมเดินออกไฟเฉยๆฟระ) ก็ถูกของเขา
ส่วนกรรมการอีกท่านหนึ่งบอกว่า การไม่สลายม็อบ
(ทำให้เขาขับรถไปรับลูกไม่ได้) เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ก็ถูกของเขา ทั้งๆที่กรรมการสองคนนี้ อยู่ในคณะกรรมการเดียวกัน
แต่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน เคราะห์กรรมจึงตกอยู่กับผู้ปฏิบัติ
(คือพวกผม) ฉันท์ใดฉันท์นั้น นาย ก. และนาย ข.
ก็อยู่ในวงการเพาะกายเดียวกันทั้งคู่
แต่มีแนวความคิดในการฝึกไม่เหมือนกัน
ต่างคนต่างก็ฝึกของตัวเองแล้วได้ผล
เคราะห์กรรมจึงมาตกอยู่กับนักเพาะกายหน้าใหม่ ที่ไม่รู้จะเชื่อใคร
ผมจึงเอาการฝึกบ่าและหัวไหล่ของมาร์คัส มาเป็น "ฏีกา"
ไงครับ เพื่อให้นักเพาะกายหน้าใหม่นั้น
จะได้เลือกเอาว่าอยากได้ขนาดหัวไหล่ แบบ นาย ก. ,นาย ข. หรือนายมาร์คัส
ตราบใดที่วงการใดไม่มี ฏีกา เป็นตัวบอกว่า ควรจะยึดถือทางสายไหนกันแน่
วงการนั้นก็จะต้องวุ่นวาย
ต้นไม้ต้นหนึ่ง กำลังจะเริ่มออกดอก
ถ้าคุณอยากให้ดอกไม้นั้นผลิไวๆ คุณจะเอาน้ำไปรดตรงดอกที่กำลังผลินั้น
หรือจะไปรดที่โคนต้นไม้ครับ ก็เหมือนเรื่องของผม
คือคุณจะต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ (รดน้ำที่โคนต้นไม้)
ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุ (รดน้ำตรงดอกที่กำลังผลิ)
ที่ว่าไปแก้ที่ต้นเหตุคือ นาย ก.นาย ข.ก็ต้องไปต่อว่ามาร์คัสเอาเองที่ดันฝึกกล้ามบ่าและหัวไหล่ได้ดีกว่า
แทนที่จะมาแก้ที่ปลายเหตุ คือมาต่อว่าผมที่ไปเอาการฝึกของมาร์คัสมาเปิดเผย
- ผมพูดถูกไหมครับ
ไม่ใช่ว่าผมจะไปนิยมชมชอบฝรั่งนะครับ
เพราะทุกวันนี้จากการที่ผมเห็นภรรยาของผมโดยฝรั่งโกงตอนที่ซื้อสินค้าให้ลูกค้า
แล้วต้องออกเงินคืนลูกค้าไปหลายรายเป็นหมื่นๆแล้ว
ก็เห็นได้ชัดว่าบ้านเมืองฝรั่งเขาก็ศิวิไลซ์แค่วัตถุภายนอก
แต่จิตใจนั้นไม่ได้ดีเหมือนคนไทยหรอกครับ
เพียงแต่ว่า ในบางเรื่องนั้น
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเพาะกาย เขามีงบการวิจัยที่มหาศาลจริงๆ
ประกอบกับ "รางวัล" สำหรับการประกวดแต่ละรายการก็เยอะมาก
คนจึงหันมาเล่นกล้ามกันเยอะ เผื่อฟลุ๊คประกวดแล้วได้รางวัลที่คุ้มค่าเหนื่อย
เมื่อมีนักกล้ามเยอะ เวลาจะวิจัยอะไรเกี่ยวกับการเพาะกาย
ก็มีตัวอย่างให้ใช้เยอะตามไปด้วย ทำให้งานวิจัยด้านเพาะกายของเขา
น่าเชื่อถือเพราะมีหลายตัวอย่างให้ดูในการวิจัย
ไม่ใช่ดูแค่ตัวอย่างเดียว คือ "ดูตัวเอง"
แล้วเอามาสรุปว่าต้องฝึกอย่างนั้น ต้องฝึกอย่างนี้
หลักการสอนของผม ก็ยึดแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว
ผมดั้นด้นไปหาข้อมูลของแชมป์หลายๆคนเอามาให้อ่านกัน ดังนั้น ถ้าคุณจะ เอาชนะ ข้อมูลที่ผมสอนแก่เพื่อนสมาชิก
คุณก็ต้องไปเอาชนะมิสเตอร์โอลิมเปีย
,ไปเอาชนะนักเพาะกายระดับแชมป์โลกหลายๆคนแล้วล่ะครับ
ไม่ต้องมาเอาชนะอะไรผมหรอก ผมก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ไม่ต้องการไปแข่งขันกับใคร อย่าให้ถึงขนาดว่าผมจะพิมพ์อะไรในเวบของผม
ก็ต้องเมลล์ไปขออนุญาตคุณก่อนว่า ผมขอพิมพ์อย่างนั้น
อย่างนี้ได้ไหมครับ - อันนั้นมันก็เกินไปครับ
เอาเป็นว่าถ้าอยากอยู่กันแบบสงบสุข
ช่วยกันเสริมสร้างความเจริญให้แก่วงการเพาะกายเรา คุณ ก. กับคุณ ข.
ก็ฝึกของคุณไป และสั่งสอนคนที่เชื่อคุณไป (ซึ่งผมก็เชื่อแน่ว่า คุณ ก.
และคุณ ข. ต่างก็ต้องมีลูกศิษย์ที่นิยมชมชอบคุณ
และยินดีปฏิบัติตามคุณอยู่) ส่วนคนที่เป็นลูกศิษย์ของผม
และเขาเชื่อผมอยู่ คุณก็อย่าไปโกรธเขา แล้วพาลมาโกรธอาจารย์ (คือผม)
เลยครับ ต่างคนต่างอยู่ ทีมงานผมก็แวบไปอ่านกระทู้ที่นั่นบ้าง
ที่นี่บ้าง อย่าลืมนะว่าโลกอินเตอร์เนทมันแคบ
เขียนอะไรไว้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นความลับสำหรับทีมงานของผมน่ะครับ
ที่อ่านๆดู ก็มี "เคซีน" หรือ "คาเซอีน"
ซึ่งเรื่องนี้ ผมอ่านว่าคาเซอีนมาตั้งแต่ต้น
แต่มีเพื่อนสมาชิกมาทักท้วงว่า ต้องอ่านเป็น "เคซีน"
ประกอบกับผมก็ถามกับหลายๆคนแล้วว่า คาเซอีน ถ้าอ่านเร็วก็เป็นเคซีน
จึงได้เปลี่ยนคาเซอีน เป็นเคซีน ตามคำแนะนำของเพื่อนสมาชิกท่านนั้น
จึงแจ้งให้ทราบครับ เพราะเห็นมีพูดในกระทู้เหมือนกัน
เรื่องการใช้สูตรอาหารเสริมก็เช่นกัน
ผมแนะนำไปตามงบประมาณที่เพื่อนสมาชิกมีอยู่ เพราะด้วยความหวังดี
ผมก็แนะนำแบบประหยัดที่สุดให้คือถ้าใช้อะมิโน 10000 และเซนทรัม
เมื่อกินเต็ม
Dose
ก็จะหมดวันละ 29.9 บาท
แต่ถ้าคุณมีงบสปอนเซอร์มาให้ใช้ ผมก็แนะนำให้ใช้สูตร ซึ่งจะเฉลี่ยนวันละ
380 บาท (แบบเต็ม Dose)
ก็ไปเป็นประเด็นอีกว่าสูตรอาหารเสริมนั้น ใช้ได้ผลจริงหรือ ไม่เชื่อ
ที่ว่าเดือนนึงแขนขึ้น 1 นิ้วนั้น ไม่จริง ฯลฯ ครับ
ในตอนที่รับอาหารเสริมตามสูตรไปจนครบแล้วนั้น
ในลิงค์หน้าสุดท้ายที่ผมส่งให้คนที่ซื้อไป
ผมก็ได้แสกนต้นฉบับสูตรตัวจริงที่ด๊อกเตอร์จิม สท๊อพพานี่
เขียนไว้ ใส่ลงไปในลิงค์หน้านั้นให้ด้วยแล้ว ผมไม่ได้คิดสูตรเอง
ก็ถ้าสงสัย ก็คงต้องแนะนำให้ไปทำแบบ นาย ก.และนาย ข.
คือต้องไปเรียนปริญญาเอกด้านเพาะกายก่อน เพื่อเอาชนะ จิม สท๊อพพานี่
คนเขียนสูตร แล้วก็ต้องไปเป็นบรรณาธิการหนังสือเพาะกายระดับโลกอย่าง
Flex เสียก่อน แล้วเวลาเขียนสูตร ก็ต้องกล้า
"แอ่นอกรับ" เหมือน ด๊อกเตอร์จิมเขาด้วยว่า
ตนเองเป็นผู้เขียนสูตรขึ้นมา เมื่อคนใช้ตามแล้วไม่ได้ผล
ก็จะได้ไปถอนทะเบียนต๊อกเตอร์ออกเสีย ดังนั้น
ในเมื่อตอนนี้ ด๊อกเตอร์จิม เขามีภาษีเหนือกว่าในทุกๆด้าน
และมีผลงานพิมพ์เรื่องอาหารเสริมเปรียบเทียบออกมาอย่างต่อเนื่อง
ผมก็คิดว่า ไม่น่าเสียหายอะไร ถ้าเราจะเชื่อถือ ดร.จิม เขา
ดีกว่าซื้ออาหารเสริมมั่วๆ จริงไหมครับ
ส่วนที่ว่าใช้สูตรแล้วกล้ามแขนโตขึ้น 1 นิ้วใน 1 เดือนนั้นไม่จริง
เป็นไขมันหรือเปล่า ฯลฯ นั้น ปรากฏว่าตัวเจ้าของแขนคู่นี้
ก็ได้เข้าไปอ่านในกระทู้ของคุณแล้วด้วย และก็เอามาเล่าให้ผมฟังน่ะครับ
ผมไม่ได้สมมติคนๆนี้ขึ้นมาเพื่อให้สูตรอาหารเสริมนี้ดูน่าเชื่อถือหรอกครับ
ตัวคนเขียนสูตรเอง เขามีความน่าเชื่อถืออยู่ในตัวอยู่แล้ว
และเพื่อนสมาชิกท่านนี้ ก็มีนิสัยดี ,อบอุ่น น่าคบ ทั้งคุณวุฒิ
และวัยวุฒิ จัดเป็นผู้ใหญ่คนนึงครับ
ไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรเล่นๆสนุกๆหรอกครับ ที่สำคัญคือเดือนนี้
เขากำลังจะมีกล้ามแขนโตขึ้นอีกครึ่งนิ้วแล้วด้วย (สองเดือน - กล้ามไบเซบขึ้นหนึ่งนิ้วครึ่ง)
ผมขอเอานอกเรื่องมาเปรียบเทียบนิดนึงครับ
จากการที่ผมเห็นศพคนตายโหงมาเยอะ ที่ตายเพราะการยิงกัน
ผมได้สัจธรรมอย่างหนึ่งว่า "อย่าคิดว่าตัวเรามีอิทธิฤทธิ์อยู่คนเดียว"
จงอ่อนน้อมถ่อมตน คนที่คิดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์อยู่คนเดียว
เหนือกว่าผู้อื่น มักจะคิด จะพูด จะทำอะไร โดยไม่กลัวคนอื่น
นั่นเป็นผลร้าย อย่างตัวอย่างเรื่องจริงที่ผมประสบมาว่าคนนึงพกปืนติดรถไว้
แล้วจะต้องวิ่งสวนกับรถอีกคันในซอยแคบ
สุดท้ายหน้ารถก็มาจ่อกัน
(เพราะจะต้องมีอีกคันหนึ่งยอมถอยหลังออกจากซอยแคบนั้นให้)
ไอ้เจ้านี่ก็ไม่ยอมถอยรถ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมถอยรถเช่นกัน
ไอ้เจ้านี่ เข้าใจว่าตัวเองเหนือกว่า เพราะมีปืนอยู่ในรถ
เคยชักออกมาขู่คนแล้วได้ผล ก็เลยออกจากรถไปพร้อมกับปืนกระบอกนั้น
ปรากฏว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็พกปืนเหมือนกัน
แล้วก็บังเอิญเข้าใจตนว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์เหนือผู้อื่นเหมือนกัน
ก็เลยเอาปืนออกมาจากรถจะขู่อีกฝ่ายหนึ่งเหมือนกัน
สุดท้ายก็ยิงกันตายเป็นผีเฝ้าซอยทั้งคู่ (ใครจะเลี้ยงพ่อ แม่
ใครจะเลี้ยงเมีย เลี้ยงลูก?)
ดังนั้น เมื่อจับหลักข้อนี้ได้แล้ว
ว่าทุกคนต่างก็มีอิทธิฤทธิ์ของตัวเอง ดังนั้น
จงอย่าเป็นศัตรูกันเลยครับ ต่างคนต่างอยู่ ผมไม่บังคับให้คุณมาเชื่อผม
แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องไม่เอาผมไปจวกกันสนุกสนาน
ซึ่งไม่ใช่วิถีของลูกผู้ชาย จะว่ากันเรื่องวิชาการก็ว่าไป
ผมก็ว่าไปในเวบของผม ไม่ได้ไปก้าวก่ายในกระทู้ของคุณแต่อย่างใด
บางอย่างที่มันฝืนความรู้สึก เช่น ต้องวิ่งก่อนเล่นกล้าม
,ต้องกินน้ำร้อน ไม่ให้ทานน้ำเย็น อะไรพวกนี้
ที่ผมมีความเห็นไม่เหมือนคุณ ก็อย่าทำให้มาผิดใจกันเลยครับ
มันก็เป็นเรื่องทางวิชาการไป ไม่อยากให้คิดว่า
ถ้าจะโน้มน้าวให้คนมาวิ่งก่อนเล่นกล้ามได้
ก็ต้องทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของเวบผมด้วยวิธีต่างๆ
มันไม่ค่อยดีเท่าไรครับ
ยกตัวอย่างเช่น มีนักเพาะกายบางท่านก็เป็นมังสวิรัติ
แล้วเขาก็มีกลุ่มของเขา ซึ่งมีความเชื่อแบบเดียวกันอยู่ ส่วนตัวผมนั้น
ผมทานเนื้อ อย่างนี้ก็คือว่าแนวความคิดเรื่องการทานเนื้อ -
หรือไม่ทานเนื้อ
ของผมกับเพื่อนสมาชิกกลุ่มมังสวิรัตินี้ก็ไม่ตรงกันแล้ว
แต่วิธีจะอยู่กันโดยสันติก็คือ ผมก็แนะนำกลุ่มที่ทานเนื้อของผมไปว่า
การทานเนื้อนั้นมีประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่ทานจะขาดประโยชน์ตรงไหน
แต่จะไม่ไปลากเอา "ชื่อบุคคล" ของเพื่อนที่เป็นมังสวิรัติ มาบอกว่า
"ไอ้หมอนี่พูดผิด (ที่แนะนำคนในชมรมมังสวิรัติว่าไม่ให้กินเนื้อ)"
เพราะเราต้องแยกเรื่องความเชื่อ กับเรื่องของตัวบุคคลออกจากกัน
ในโบราณ มีกฏมณเฑียรบาลบอกว่า ใครทำผิดแบบ..... "ท่านว่า"
ให้เอาตัวฝังดิน เอาหัวโผล่ไว้ แล้วให้ช้างเหยียบ ไอ้คำว่า
"ท่านว่า" เนี่ย ท่านนี้คือใคร ก็เหมือนกันแหละครับ
เวลาที่คุณมีทฤษฎีที่ต่างไปจากข้อมูลที่ผมมี แล้วคุณสั่งสอนลูกศิษย์คุณ
ก็ควรจะหาคำตอบให้ลูกศิษย์ได้ด้วยว่า
เหตุผลที่แนะนำการฝึกอย่างนี้ให้ลูกศิษย์คืออะไร มีที่มาจากใครที่ไหน
(อย่าไปบอกแค่ว่า "ท่านว่า" ให้ฝึกแบบนั้น ให้ฝึกแบบนี้)
ถ้าทำได้ (หาที่มาของทฤษฏีนั้น)
ลูกศิษย์เขาก็มีความเชื่อมั่นในคำสอนของคุณไปเอง
โดยที่เราไม่ต้องไปหาวิธีลดเครดิตของอาจารย์คนอื่นเพื่อทำให้คำแนะนำของตัวเองดีขึ้น
แต่ควรเพิ่มความศรัทธาให้แก่ลูกศิษย์ของตัวเองมากกว่า
จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่า
|