จากใจ webmaster
ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2550

 
 
        สวัสดีครับเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ไม่ได้มาคุยกันเสียนาน พอดีคุณวิชุดาภรรยาของผมได้เช็คเวบบอร์ด แล้วเห็นมีกระทู้หนึ่งที่คุยเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงชอบผู้ชายกล้ามใหญ่หรือเปล่าอะไรทำนองนี้น่ะครับ แล้วก็เห็นมีคนมาตอบกันค่อนข้างเยอะ ก็เลยได้โอกาสเอาเรื่องนี้มาคุยกันนิดนึง เผื่อผมพอจะแนะแนวทางอะไรให้ได้บ้างนะครับ

        อันดับแรกเลยนั้น ผมเคารพสิทธิในการแสดงความเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกท่านในกระทู้นั้นนะครับ ทุกคนสามารถแดสงความคิดเห็นของตัวเองในเวบบอร์ดได้ และเห็นเสียงสนับสนุนการไม่ชอบกล้ามใหญ่ในกระทู้นั้นก็อาจจะมีมากกว่าฝ่ายไม่เห็นด้วยเสียด้วยซ้ำ  นั่นไม่ใช่ปัญหาครับ ปัญหาคือ บางท่านที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นมาแต่แรกแล้วว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาต้องการที่จะมีมัดกล้ามใหญ่มโหฬารเป็นที่เตะตาคนอื่นให้ได้ แต่เมื่อได้มาฟังความเห็นของเพื่อนสมาชิกผู้หญิงในกะทู้นี้ที่มีความเห็นตรงกันข้ามแล้ว ก็เหมือนกับการต้องอุทานว่า "อ้าว.. นึกว่าผู้หญิงจะชอบเสียอีก ไม่รู้มาก่อนเลย" แล้วความมุ่งมั่นของคุณก็ลดลงไปกว่าครึ่ง เหมือนกับพวกผิดหวังในชีวิตไปเลย

        ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จงอย่าให้ความมุ่งมั่นของเราคลอนแคลนไปเพียงเพราะความคิดเห็นของคนอื่นครับ ครั้งหนึ่งคุณคิดว่าจะต้องมีกล้ามใหญ่มากๆให้มันสะใจไปเลย แต่พอมีคนแสดงความไม่เห็นด้วยเท่านั้น มันถึงกับจะทำให้คุณต้องเปลี่ยนเข็มทิศเชียวหรือครับ  จากประสบการณ์การเป็นตำรวจของผม ที่ต้องคอยอบรมเด็กวัยรุ่นที่ถูกนำตัวมาโรงพักเพราะไม่ประพฤติตัวไม่ดี  เจ้าพวกนี้ก็พ่นหัวสีแดง สีเขียว สักบ้าง เจาะจมูก เจาะหูบ้าง คุณรู้ไหมครับว่ามีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมแอบนิยมชมชอบพวกนี้อยู่ในใจ ก็คือ เจ้าพวกนี้มันกล้าเดินออกจากบ้านได้ยังไงนะ?

        ถ้าเป็นตัวเรา เราคงรู้สึกอับอายไม่กล้าออกจากบ้านแน่ถ้าบนหัวเรามีสีแดง ,สีเขียว แบบนี้ แต่เจ้าพวกนี้มันน่ายกย่องตรงที่ว่ามันกล้าทำอะไรกับตัวเองในแนวทางที่มันชอบ (เช่นการพ่นสีบนหัว) และที่ต้องโดนเรียกมาโรงพักก็เพราะเขาจับกลุ่มกันตอนดึกๆเท่านั้น ไม่ใช่ถูกเรียกมาเพราะเขามีสีบนหัวไม่เหมือนชาวบ้าน  คิดดูแล้วกันครับ เด็กก๊องแก๊งอย่างนี้ ยังรู้จักตัวเองว่าต้องการอะไร แบบไหน ทำไมต้องแคร์สายตาผู้อื่น ขอเพียงไม่ทำผิดกฎหมายเขาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่ตัวเองชอบได้แล้ว  แล้วประสาอะไรกับคุณที่มีความมุ่งมั่นมาแต่แรกแล้วว่าจะต้องมีมัดกล้ามใหญ่ๆ จะต้องไปแคร์กับความคิดเห็นของคนรอบข้างล่ะครับ
 
 

 

       
ผมมีรูปเก่าๆมาให้ดูครับ คงเห็นกันบ่อยแล้วสำหรับหลายท่าน (คนกลางในรูปคือตัวผมเองน่ะครับ) ถึงรูปร่างผมตอนนั้นจะสู้เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เอามาลงในเวบนี้ไม่ได้เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาครับ และไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพราะรูปถ่ายนี้คือหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งผมก็เคยขึ้นประกวดมาแล้ว  มันไม่เกี่ยวหรอกว่าจะเป็นเวทีเล็ก ,เวทีใหญ่ รูปร่างดีหรือไม่ จะได้แชมป์หรือเปล่า แต่สำคัญตรงที่ผมได้เคยลองทำแล้วต่างหาก  

       
เชื่อเถอะว่ามีหลายคนที่อยากจะทำอะไร "สุดโต่ง" อย่างนี้ให้ชีวิตบ้าง  ต่ไม่กล้าลงมือทำ เพราะอายสายตาคนรอบข้าง จากนั้นไม่นาน เขาก็จะโดนวงจรชีวิตมนุษย์เล่นงาน เช่นต้องแข่งขันในหน้าที่การงาน ,ต้องขยันสร้างตัวเพื่อจะได้บ้านสักหลังเป็นของตนเอง พอมารู้ตัวอีกทีก็แก่มากแล้ว และมีวิถีชีวิตที่ไม่ต่างกันกับคนอื่นรอบๆข้างเลย เวลามีหลานมาหา ก็ไม่มีเรื่องเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองให้หลานฟังเลย  มันคงจะจืดชืดถ้าเล่าให้หลานฟังว่า เอ้อ.. ลุง เรียนหนังสือจบมา ก็หางานทำ มีเมีย มีลูก แล้วก็มีหลานอย่างแกนี่แหละ ... จบ แล้วก็รอวันตาย

        อย่าให้ใครมาขีดเขียนชีวิตของคุณครับ  คุณไม่จำเป็นจะต้องมีวิถีชีวิตอยู่ในกรอบเหมือนคุณพ่อคุณแม่ หรือ บรรพบุรุษคุณ  ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุขนาดใด ถ้าคุณอยากจะทำอะไร จงมุ่งมั่นและลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าคนอื่นจะมีความคิดเห็นตรงกับคุณหรือไม่ และคุณก็ไม่ต้องไปเสียเวลาชี้แจงหรือพยายามจัดความคิดเห็นของคนอื่นให้มาตรงกับคุณด้วย เสียเวลาเปล่าครับ เอาเวลานั้นมาทำในสิ่งที่คุณอยากทำดีกว่า  จากจุดนี้ไปในอนาคตข้างหน้า เราไม่รู้ว่าเรายังจะมีเวลาได้เล่นกล้ามอยู่หรือเปล่า แต่ตอนนี้เรามีเวลา และมีโอกาส คุณจะต้องไปให้ถึงจุดสูงสุดของศักยภาพของคุณให้ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ว่าอย่างน้อยในชีวิตครั้งหนึ่งคุณก็ได้เคยลองทำอะไรที่มัน "สุดโต่ง" มาแล้ว ได้เคยขึ้นประกวดมาแล้ว ได้เคยมีกล้ามใหญ่โตมโหฬารมาแล้ว เอาให้หลานมันฟังแล้วอ้าปากหวอไปเลย เล่าให้มันฟังว่า ต้องเตรียมตัวประกวดยังไง ต้องอดข้าวยังไง ต้องไปอาบแดดยังไง ต้องโกนขนรักแร้แล้วมันรู้สึกคันขนาดไหน  เวลานั่งบนรถสองแถว เกือบโดนเก็บเงินเท่ากับสองคน เพราะตอนนั้นไหล่ของฉันมันกว้างจนผิดปกติ  คุณต้องทำวันนี้ให้เหมือนกับโฆษณาเป๊ปซี่ที่ว่า "เต็มที่กับชีวิต" ครับ

        เทคนิค - หากล้องถ่ายรูปติดตัวไว้ครับ อย่างรูปที่ผมเอามาให้ดูนั้น ผมก็เอากล้องผมไปให้เพื่อนถ่ายให้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้เห็นกันแน่ คุณดูตัวอย่าง "เสือใบ" สิครับ ตอนนี้อายุจะ 90 ปีแล้ว ดูเหมือนคนแก่ธรรมดา แต่พอมีใครรู้ถึงความเหี้ยมโหดในอดีตของเขา ต่างก็พากันหวาดกลัวโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเขามีประวัติที่อยู่กับทางการ เป็นหลักฐานอยู่จริง   การถ่ายรูปก็เช่นกันครับ การเล่าเรื่องความสำเร็จในอดีตอย่างเดียว ใครก็โม้ได้ แต่ถ้าคุณมีรูปถ่ายเป็นหลักฐาน นั่นจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือครับ  ประสบการณ์ของผม ผมเคยเห็นพี่แขกที่อยู่ยิมจตุจักร ตอนนี้สุขภาพร่างกายแกไม่ค่อยดี ผอมไปมาก เมื่อมาคุยกับคนที่ไม่รู้จักกัน ก็คงไม่มีใครอยากฟังคำแนะนำเรื่องการเล่นกล้ามจากแก  แต่พอแกให้ดูภาพถ่ายตอนขึ้นประกวด เอ้อ.. แกมีประสบการณ์จริงนี่หว่า อย่างนี้ความเชื่อมั่นมาเต็มร้อยเลยครับ

ปล. เทคนิคนี้ได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ของผมครับ คือ คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้อาจจะปวดหัวกับลูกที่มันไม่ค่อยให้ความเคารพ ถึงหน้าเทศกาล มันก็ไม่เคยมาไหว้เลย นั่นก็เพราะเขาอาจไม่เคยเห็นตัวอย่างที่คุณเคยทำไว้กับพ่อแม่คุณ  แต่ของผมจะต่างกันครับ ทุกครั้งที่ผมไปไหว้คุณพ่อคุณแม่ในทุกเทศกาล ผมจะถ่ายภาพไว้ทุกปี เอาไว้เป็นหลักฐานครับ อย่างน้อยถ้ามีลูก มันก็เถียงไม่ได้ว่า "ทีคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นเคยไปไหว้คุณปู่คุณย่าเลย" 

        แนะนำว่าน่าจะใช้กล้องธรรมดาดีกว่า อาจจะเปลืองเรื่องการล้างฟิล์มมากกว่ากล้องดิจิตัลหน่อย แต่มันเปิดดูง่ายและวางไว้ที่โต๊ะรับแขกก็ได้  ขอให้ถ่ายช่วงเวลาต่างๆในชีวิตให้ได้มากที่สุดนะครับ ตอนอยู่กับเพื่อนในชั้นเรียน ,ตอนที่ร่างกายถึงจุดสมบูรณ์แบบสุดๆ ,ตอนเล่นกีฬาของโรงเรียน ฯลฯ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีนับจากวันนี้ คุณจะขอบคุณสำหรับคำแนะนำนี้ของผมนะครับ