|
จากใจ webmaster วันที่ 18 กันยายน 2543 |
|
| สวัสดีครับ ยินดีที่ได้มาคุยกับเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ในวันนี้ผมจะขอพูดถึงประวัติส่วนตัว ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ที่กำลังผิดหวัง หรือประสบความล้มเหลวอย่างหนัก แล้วลองมาดูว่าเมื่อเอามาเทียบกับของผม บางทีเรื่องของคุณอาจจะเล็กกระจิดริดเลยก็ได้ แล้วมาดูกันว่า ผมรอดตายจากภาวะนั้น ด้วยการเล่นลูกน้ำหนักได้อย่างไร | |
| เรื่องที่ผมประสบมานี้ พึ่งผ่านมาเมื่อ 2 ปีนี่เอง ผมถามคุณว่า หากคุณเป็นคนกินเงินเดือนแบบผม คือเดือนละ 8,000 บาท แล้วคุณโดนธนาคารฟ้อง ให้ชำระเงิน 7ล้านบาท เนื่องจากติดหนี้ธนาคาร โดยที่คุณก็ไม่ได้มีรายได้อื่นเลย คุณจะทำอย่างไร ยังไม่เท่านั้น ในระยะเวลาเดียวกัน แฟนที่คุณคบด้วยกันมาตลอด คุณขับรถ ไปรับไปส่ง วันละ 160 กม.ทุกวัน มาขอเงินคุณ 3,000 บาท เพื่อไปทำแท้ง โดยที่คุณไม่เคยร่วมหลับนอนกับเขาเลย คุณคิดอย่างไร กับการที่โดนหักหลัง โดยคนที่ไว้ใจที่สุด แล้วถ้าเรื่องยังไม่จบเท่านั้น เกิดมีเหตุผู้ต้องหา คดียาเสพติด ที่คุณเป็นเจ้าของคดีอยู่ หลุดจากการประกันตัวไปได้ โดยที่คุณไม่มีโอกาสรู้เลยว่า เขาแอบส่งเงินให้ใคร เพื่อการหลบหนีของเขา แต่เมื่อเขาหนีไปได้ถึง 4 คน ผู้รับผิดชอบก็คือเจ้าของคดี แม้จะตามจับกลับมาได้ 3 คน แต่ก็ยังหนีไปได้อีกหนึ่งคน คุณก็ต้องแป๊ก (แปลว่ายศไม่ขึ้น) ไปอีกหนึ่งปี ทั้งๆที่ทำงาน หลังขดหลังแข็งมาตลอดปี ยังไม่รวมเรื่องเล็กๆอื่นๆ เช่น จับได้ว่าแคชเชียร์ร้านอาหารคุณ อมเงินคุณไปหลายแสน คุณก็ไล่ออกไป ซึ่งก็เหมือนกับแคชเชียร์ อีกสามคน ที่คุณไล่ออกไปก่อนหน้านี้ ที่แต่ละคนสามารถซื้อรถกระบะด้วยเงินสดได้ ทั้งๆที่มาทำงานที่ร้านอาหาร ไม่ถึง 8 เดือน ถ้าเรื่องทั้งหมด ค่อยๆเกิดขึ้น ให้คุณแก้ปัญหาทีละเปลาะ ทีละเปลาะ มันก็อาจจมีเวลาหายใจบ้าง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ เข้ามาหาผมพร้อมกันหมดทุกเรื่อง เป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร | |
| มาดูถึงความเจ็บปวดทีละเรื่อง อย่างแรก ครอบครัวผมนั้น คุณพ่อเป็นทหาร เป็นคนเดียวที่มีเงินเดือน เพราะคุณแม่เป็นแม่บ้าน ไม่ได้ทำงานอื่น จนกระทั่งผมและน้อง สอบเป็นนักเรียนนายร้อย และมีเงินเดือนเป็นของตนเอง คุณพ่อจึงเบาภาระลงบ้าง ที่พูดเช่นนี้ คือกำลังจะบอกว่า บ้านผมนั้น ไม่ได้ร่ำรวยแต่อย่างใด เราอยู่ในฐานะปานกลาง จนกระทั่งต่อมา ผมได้ทำงานต่างจังหวัด แล้วกู้เงินสหกรณ์ ของโรงพัก มาได้สามหมื่นบาท ก็ไปร่วมลงทุนทำร้านอาหารกับเพื่อน ต่อมาปรากฏว่าขายดี และผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่ติดการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิง แบบหุ้นส่วนผม ดังนั้นผมจึงมีเงินเหลือ จนในที่สุดก็สามารถซื้อหุ้นจากเพื่อนได้ทั้งหมด เป็นเจ้าของร้านแต่เพียงผู้เดียว ผมมีเงินเข้าธนาคารทุกวัน จนธนาคารให้เครดิต จากนั้นผมกู้เงินธนาคารมาก้อนใหญ่ แล้วเอาไปลงทุนอย่างอื่น เช่นอู่ซ่อมรถ ร้านวิดีโอเกมส์ ซื้อรถหกล้อมาทำรถยก ซึ่งแต่ละอย่างนั้น ผมวางแผนด้วยความรอบคอบทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เป็นเวลา 3 ปี จนกระทั่งถึงยุคไอเอ็มเอฟ ซึ่งผมก็ต้องรับสภาพนั้นเต็มๆ จากกำไรร้านอาหารวันละหมื่น กลายเป็นไม่มีรายได้ อีกทั้งรายจ่ายคือค่าตัวพนักงาน ที่คงที่ทุกวัน ประมาณ 2พันบาท เดือนหนึ่งก็หกหมื่น ไม่รวมดอกเบี้ยธนาคาร เดือนละ 5 หมื่นบาท ต้องขายของอย่างอื่น เพื่อดำรงร้านอาหารไว้ เพื่อหวังจะให้มันกลับฟื้นได้อีก แต่จากวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นได้เลย เพราะเศรษฐกิจประเทศเรา แย่อย่างสุดๆ ดังนั้นจากที่เคยไปไหนมาไหนอย่างสบายใจ ก็กลับกลายเป็นว่าต้องหลบๆธนาคาร จนในที่สุดธนาคารก็ฟ้องขึ้นศาล เพราะรู้แน่ว่า เราไม่สามารถใช้คืนได้ จนถึงบัดนี้รวมดอกเบี้ยด้วย เป็นเงิน 7 ล้านสองแสนบาท เราก็ต้องรับสภาพ ซึ่งหากใช้คืนไม่ได้ นั่นหมายถึงการล้มละลาย อันเป็นเหตุให้กระทบกระเทือน กับตำแหน่งหน้าที่การงานของเราด้วย | |
| เรื่องที่สอง คือเรื่องการสร้างสถาบันครอบครัวของผม ตัวผมเองนั้นเลิกงานจากร้านอาหารตอนตี 2 ก็ไปนอนหลับ แล้วตื่นมา 8 โมงเช้า เพื่อไปส่งแฟนที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่ง เป็นระยะทาง 40 กม. แล้วขับรถกลับมาทำงาน 40 กม. พอตอนบ่าย ก็ขับรถไปรับ 40 กม. แล้วขับกลับมาด้วยกันอีก 40 กม. รวมแล้วคือวันละ 160 กม. มันไม่ใช่เรื่องของ การประหยัดหรือฟุ่มเฟือย แต่มันเป็นเรื่องของ การทำให้คนที่เรารัก จึงไม่มีอะไรต้องมาบ่นเสียดาย แต่เนื่องจากแฟนผมตอนที่คบกันนั้น อายุเพียง 18 ปี และผมไม่ต้องการที่จะมีปัญหาด้านกฏหมาย จึงไม่ได้ทำอะไร และไม่ได้พักที่เดียวกัน เขาอยู่กับมารดาเขาที่บ้าน หน้าที่ผมคือขับรถไปรับและส่งที่บ้านเขาเท่านั้น จนกระทั่งต่อมา เมื่อเขาเรียนจบตอนอายุ 20 ปี ถึงเวลาต้องฝึกงาน ครั้งแรกเขามาฝึกงานที่ร้านอาหารผม แต่ต่อมาตอนหลัง อยากไปดูที่ฝึกงานอื่น เขาจึงเดินทางไปกรุงเทพฯ เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งในช่วงห้าวันนี่เอง ที่เขามายอมรับกับผมว่า ได้เจอแฟนเก่า ที่เคยเลิกกันก่อนมาเจอผมสองปี เขาก็เลยได้เสียกันในช่วงห้าวันนั้นเอง จากนั้นเมื่อเขากลับมาได้สองเดือน ก็มีอาการอาเจียร คลื่นไส้ ผมก็ไม่ได้ถามอะไร จนในที่สุดเขาก็มายอมรับเองว่า เขาไปมีอะไรกับแฟนเก่ามา ถ้าเจออย่างนี้ คุณจะทำอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องที่ผมไปจับผิดได้เอง แต่เป็นเรื่องที่เขามาสารภาพ ถึงแม้จะเจ็บปวดมาก แต่ก็ต้องอดทน และต้องให้อภัย เพราะอย่างน้อยเขาก็ยอมรับผิด เขาต้องการเอาเด็กออก แต่ผมบอกว่า ผมจะรับเลี้ยงเด็กคนนี้ โดยจดทะเบียนเป็นพ่อให้ แต่เรื่องการจดทะเบียนกับผู้หญิงนั้น ขอคิดดูก่อน แต่ปรากฏว่า แฟนเก่าของเขาไม่ยอม และตามมาพากันแอบไปทำแท้งจนได้ แล้วเขาก็ไปอยู่ด้วยกัน เพราะเขาเรียนจบแล้ว | |
| เรื่องที่สามคือเรื่องที่ผู้ต้องหาหลุด มันเป็นคดีธรรมดาๆ เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหายาเสพติดได้ 4 คน แยกเป็นสามคดี ผมก็ทำการฝากขังตามปกติ ซึ่งโดยปกติศาลจะอนุญาตให้ ฝากละ 12 วัน จนกระทั่ง ฝากที่ 4 ซึ่งเป็นเวรของนายตำรวจอีกผู้หนึ่งไปฝากขัง ปรากฏว่าศาลให้ 11 วัน ซึ่งหมายความว่า หากได้ฝากขัง 12 วัน ผมก็จะไปฝากขังในวันจันทร์ แต่เมื่อศาลให้ 11 วัน แล้วไม่มีใครแจ้งให้ผมทราบ ทางราชทัณฑ์ จึงปล่อยตัวผู้ต้องหา ทั้งสี่คนไปตั้งแต่วันเสาร์ตอนเย็น ซึ่งผมเข้าร้อยเวรเมื่อวันเสาร์นั้นเอง ซึ่งหากไม่มีการติดสินบนกันแล้ว เมื่อราชทัณฑ์ จะปล่อยผู้ต้องหาให้หลุดฝากขังนั้น อย่างน้อย ตำรวจศาลซึ่งเป็นผู้ปล่อย ก็ต้องแจ้งให้โรงพักทราบ แต่ปรากฏว่าไม่มีการแจ้งแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนา ที่จะช่วยเหลือผู้ต้องหาทั้งสี่คน ต่อมาในวันจันทร์ เมื่อผมทราบเหตุ จึงไปพร้อมกับลูกน้อง ตามไปจับตามจังหวัดต่างๆ ใช้เวลาไปเกือบสองเดือน ตามกลับมาได้ 3 คน รอดไปคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นผลเสียต่อราชการ ผมจึงโดนยามไป 7 วัน ทั้งๆที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และต้องแป๊กไปหนึ่งปี | |
| เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับผมเมื่อต้นปี 41 เข้ามาพร้อมๆกัน ลองดูเจ้าของกิจการคนอื่น ที่ธุรกิจล้มแล้ว เขาก็รับสภาพเดียวกับผม คือจากที่เคยเดินในตลาด มีคนทักทาย ไปไหนมาไหน มีลูกน้อง มีเพื่อนฝูงมากมาย แต่เวลาเราล้มแล้ว กลับไม่มีใครอยู่กับเราเลย ขอให้เพื่อนฝูงช่วย ก็ไม่มีใคร คิดมากจนกระโดดตึกตาย หรือกับคนอื่น ที่แฟนตีจาก หรือไปมีคนอื่น เขาก็ยังเจ็บปวดไม่เท่าผมหรอก ที่โดนหักหลังแบบไม่รู้ตัว แต่เขาก็เลือกที่จะ ฆ่าตัวตาย ส่วนตำรวจโรงพักหลายคน โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน เมื่อเจอปัญหาอย่างนี้ ก็มักจะจบชีวิตด้วยปืน ตามที่เคยเป็นข่าวบ่อยๆ แล้วทำไมผมไม่คิดสั้นอย่างนั้น | |
| ผมรอดมาได้ด้วยเหตุสองประการคือ หนึ่ง เวลาผมเดินถนน ผมเห็นขอทาน บางคนตาบอด บางคนแขนด้วน บางคนนอนไม่มีผ้าห่ม (ซึ่งผมมักให้ลูกน้อง เอาผ้าห่มของผม ไปห่มให้ในเวลากลางคืน) ผมคิดว่า ผมยังโชคดีกว่าพวกเขา ที่ไม่ต้องเกิดมาตาบอด ถึงผมจะตาบอด แต่ถ้าผมมีแขนขาสมบูรณ์ ผมก็ยังโชคดี หรือถ้าผมตาบอด และแขนขาพิการ ผมก็ยังมีชิวิต ยังหายใจอยู่ได้ นั่นก็เป็นโชคดีอีก นั่นคือ ผมมองชีวิตในแง่บวก | |
| ประการที่สอง ผมระบายความเครียด กับการยกลูกน้ำหนัก ซึ่งบางคนนั้น ใช้ยาเสพติดเป็นเครื่องระบาย ลูกคดีผมหลายคน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเช็คหลายๆแสน เครียดมาก และหาทางออกด้วยการใช้ยาเสพติด ซึ่งเขาหารู้ไม่ว่า ร่างกายเราผลิตเอนโดฟินด์ ที่มีฤทธิ์คล้ายกัญชาได้ในร่างกาย ในเวลาที่เราออกกำลังกายนั่นเอง จริงอยู่ที่การวิ่ง ร่างกายก็หลั่งเอนโดฟินด์ออกมาได้ แต่สำหรับผม มันไม่เพียงพอ เพราะเมื่อผมยกน้ำหนักที่หนักมากๆ ร่างกายผมจะผลิตอะดรีนารีนออกมาด้วย ซึ่งมันเป็นความรู้สึกสุดยอด ที่ทำให้ผมติดที่ยกน้ำหนัก แบบหนักๆมาจนถึงทุกวันนี้ | |
| ที่ผมเล่ามานี้ เป็นเรื่องจริง ที่ผมยืนยันได้ว่ามันยิ่งกว่านิยาย มันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง ไม่ได้ฟังใครเล่ามา แต่ผมก็ยังอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ และหาความสุขได้ ด้วยการให้ความรู้ ทางด้านเพาะกายที่ผมรัก ให้แก่เพื่อนสมาชิกที่อ่านอยู่นี้ทุกคน จำไว้ว่า ปัญหาอะไรที่มันเกิดขึ้นกับคุณตอนนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เข้ามา แล้วก็จะผ่านไป อย่ามัวท้อแท้ ทำอะไร ขอให้ทำจริง จะเพาะกาย ก็ต้องเพาะจริงๆ อย่าทำเล่น มิเช่นนั้นเมื่อคุณแก่ตัวลง คุณคงไม่มีอะไรเล่าให้ลูกหลานฟังได้ เพราะคุณไม่เคยทำอะไรสำเร็จสักอย่าง หากคุณมีปัญหาอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการเพาะกาย คุณก็อาจคุยกับผมได้ (ถ้ามีเวลานะครับ ฮ่า..ฮ่า..) ขอให้เรื่องผม เป็นตัวอย่างในการสู้ชีวิต ให้กับใครบางคน ที่กำลังประสบปัญหานะครับ แล้วอย่างทอดทิ้งการออกกำลังนะ เพราะนั่นแหละ คือสิ่งช่วยชีวิตคุณ | |