จากใจ Webmaster วันที่ 19 ต.ค.61


       สวัสดีเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ วันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ผมจะได้กลับมา Update กันอีกครั้งแบบยาวๆเลยครับ  ขอเล่าเรื่องทั่วไปให้ฟังก่อนนะครับ คือว่า จากที่แต่ก่อน ผมจ่ายค่า Host แบบสามเดือนครั้งนั้น ตอนนี้เปลี่ยนมาชำระเป็นรายปีแทน และได้ประหยัดลงเกือบสองพันบาทแน่ะครับ คือแต่ก่อนต้องเสีย "ปีละ 17,000 บาท ( หนึ่งหมื่นเจ็ดพันบาท )" ตอนนี้เหลือ " ปีละ 15,000 บาท"  โดยมีกำหนดจ่ายทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี

       สำหรับการจ่ายค่า Host ของปีนี้ ( คือที่จะต้องจ่ายวันที่ 5 ธันวาคม ) ผมมีเงินพร้อมแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้   ดังนั้น ผมจึงวางงานหาเงินทุกอย่างตั้งแต่เมื่อวานนี้ แล้วกลับมาเริ่ม Update เวบเพาะกายในวันนี้เป็นวันแรกทันทีเลยครับ

       ภรรยาของผม ( ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานเพาะกาย ) บอกผมว่า ผมควรจะหารายได้มาจ่ายค่า Host ด้วยการรับ "ติดแบนเนอร์" โฆษณาอาหารเสริม หรือเครื่องออกกำลังต่างๆ  จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาเงินด้านอื่น แล้วทำให้ต้องหยุด Update เวบเป็นเวลานานๆแบบนี้ มันขาดการต่อเนื่อง ซึ่งมันก็เป็นไปตามหลักของ "กฏการตลาด" ( คือภรรยาบอกว่า เพื่อนสมาชิกน่าจะยอมที่จะ "รำคาญสายตา" เวลาที่มีแบนเนอร์โผล่มาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเรื่องใหม่ๆมาให้อ่าน )

       ผมบอกกับภรรยาว่า ( ผมแต่งงานกับภรรยามา 15 ปีแล้ว อยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา และไม่เคยทะเลาะกันเลยตั้งแต่แต่งงานมา ) การที่ผมไม่รับติดแบนเนอร์นั้น มันไม่ใช่เรื่อง "รำคาญสายตา" หรอก  มันเป็นเรื่องของการวางตัวมากกว่า

       สมมติว่าผมมีอาหารเสริมยี่ห้อ A มาติดแบนเนอร์ที่หน้าเวบผม  แล้วบังเอิญซ๋า อาหารเสริมยี่ห้อ A เขา "ดีจริงๆ" และผมพูดชมขึ้นมา  /  เวลาผมพูดชมอาหารเสริมยี่ห้อ A   เพื่อนสมาชิกก็ต้องคิดว่าผมพูดชมเพราะเขาเป็นสปอนเซอร์ ( เพราะมีแบนเนอร์ของอาหารเสริมยี่ห้อ A มาติดที่หน้าเวบ )  มันทำให้ลดความศักดิ์สิทธิ์ในคำพูดของผมลงไป ซึ่งผมให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มาก  ผมไม่อยากเอาคำพูดหรือคำแนะนำของผมไปผูกกับ "กฏการตลาด" อะไรทั้งสิ้น

       ส่วนเรื่องกฏการตลาดจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน ผมไม่ได้จบมาด้านนี้  ผมจบนักเรียนนายร้อยตำรวจมา ไม่ได้เรียนด้านการตลาดเลยสักนิด และก็เพราะผมไม่รู้เรื่องกฏการตลาด ก็เลยทำให้ผมยอมเสียเงินจ่ายค่า Host  ปีละ 17,000 บาท ติดต่อกันมาขึ้นปีที่ 19 แล้ว ไงล่ะครับ ถ้าผมเรียนเรื่องการตลาดมา ผมก็คงเลิกทำเวบเพาะกายไปตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วแล้ว เพราะมันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย อันเป็นไปตามกฏการตลาดนั่นเอง ( เดาเอาครับ ว่ามันต้องมีกฏข้อนี้อยู่อย่างแน่นอน )

       ในทางกลับกัน ถึงแม้ผมไม่ได้จบเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โภชนาการมา แต่ผมก็แนะนำเรื่องพวกนี้กับคุณได้ เพราะว่า ผมเก็บข้อมูลการทานและการฝึกของนักเพาะกายระดับแชมป์มาเป็นเวลา 35 ปีแล้ว  โดยที่คุณผู้อ่านไม่ต้องมาเสียเวลานั่งเก็บข้อมูลแบบผม  แค่ถามผม คุณก็ได้คำตอบแล้ว และเป็นคำตอบแบบที่ไร้สปอนเซอร์ ไร้ความลำเอียง ใดๆทั้งสิ้น  และผมก็เห็นว่าพวกแชมป์เพาะกายระดับโลก เขาก็ไม่ได้จบพวกนี้มาสักหน่อย  จะมีดังๆ ก็ด๊อกเตอร์จิม สทอฟพานี่ ปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องเพาะกาย แต่ก็ไม่เคยเห็นได้แชมป์เพาะกายสักรายการ  /  นั่นก็หมายความว่าประสบการณ์จากนักเพาะกายระดับแชปม์ ( ที่ผมพยายามรวบรวมไว้ในรอบ 35 ปีนี้ ) มีความสำคัญมากกว่าปริญญาสาขาโน้น สาขานี้นะครับ  /  คุณจะจำเรื่องความดันเลือด , การเต้นของหัวใจ ,จำเรื่องเลขแคลอนี่ไปทำไม  จำได้แล้วเป็นแชมป์เหรอ? การประกวดเพาะกายเขาไม่มีรอบสอบข้อเขียนนะครับ

       สำหรับคำตอบของผม อันเป็นคำตอบที่ไร้สปอนเซอร์ ไร้ความลำเอียง นั้น "สำคัญเป็นอย่างมากกับยุคนี้"  เหตุผลก็เพราะว่า ยุคนี้มันเป็นยุคที่ข้อมูลในโลกโซเชียลมันเยอะเกินไป  ถ้าคุณเสพข้อมูลเยอะแบบนี้ คุณจะ "เบลอ"  คือไม่รู้เลยว่าอันไหน "ต้อง" ทำ อันไหน "ไม่จำเป็น" ต้องทำ  อันไหนควรซื้อ อันไหนไม่ควรซื้อ

       จึงพูดได้ว่า การที่ผมยอมเสียเงิน ปีละ 17,000 บาท ติดต่อกันมาขึ้นปีที่ 19 แล้ว เพื่อจ่ายค่า Host นั้น  แม้ว่าตาม "กฏการตลาด" มันไม่คุ้มเอาเสียเลย แต่ถ้าพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำพูดแล้ว การที่ผมได้รับความไว้วางใจจากคนที่ผมสอน มัน "คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม" ครับ

       และในเมื่อผมเริ่มกลับมา Update เวบแล้ว เพื่อนสมาชิกที่เคยถามปัญหามาแล้วผมไม่ได้ตอบ ก็ถามกลับมาใหม่นะครับ  ตอนนี้ผมจะทำงานด้านเวบเพาะกายอย่างเดียวไปจนถึงปลายๆปีหน้านั่นแหละ  แล้วถ้าปลายๆปีหน้า "เงินไม่พอจ่ายค่า Host " ในยอด 15,000 บาท ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ก็ค่อยว่ากันใหม่ ( คือก็อาจจะต้องหายตัว ไม่ได้ Update ไปอีก ) แต่ถ้าเงินพอจ่ายค่า Host  ผมก็จะไม่หายตัวไปไหนครับ จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ ไม่ขาดตอน


ของแถม : กฏการตลาดที่ภรรยาาผม พยายามจะบอกผมก็คือว่า ถ้าปีนี้ เรายังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ และฝนตกดี เราก็ปลูกข้าวเอาไว้สำหรับกินในปีนี้ แต่ก็ไม่ใช่ปลูกแค่พอกิน  เราต้องปลูกเยอะๆสำรองเผื่อไว้ด้วย เผื่อว่าปีหน้าน้ำท่วม หรือฝนแล้ง ไม่มีข้าวกิน จะได้ไม่ลำบากภายหลัง 

       คือภรรยาผมแกบอกว่า ในตอนนี้ ยังมีโอกาสให้เวบหารายได้ด้วยการ เขียนหนังสือเพาะกายขายบ้าง , รับติดแบนเนอร์บ้าง , ร่วมหุ้นกับคนอื่น เปิดอาหารเสริมเป็น "ยี่ห้อของตัวเอง" บ้าง หรือไม่ก็รับหุ้นลม 30% ของบริษัทที่มาชวนเปิดขายอาหารเสริมตัวใหม่บ้าง ฯลฯ ก็ให้รีบทำไปเถอะ จะได้มีเงินสำรองเก็บไว้ตอนแก่ อะไรแบบนั้น

       แต่ผมมันเป็นคนที่ไม่อยากใช้กฏการตลาดน่ะครับ

       คือแนวทางหรือสไตล์ผมก็คือ เก็บข้อมูลเพาะกาย "ใหม่ๆ" ไปเรื่อยๆ แปลไปเรื่อยๆ  พอใกล้เวลาจ่ายค่า Host ก็ค่อยมาดูเงินในกระเป๋า  คือถ้าเงินบริจาค และเงินขายของในเวบไม่พอ ผมก็หยุด Update เวบเพาะกายก่อน แล้วก็ไปทำงานหาเงินที่อื่น  แล้วพอมีเงินพอสำหรับจ่ายค่า Host แล้วก็ค่อยกลับมา Update เวบเพาะกายต่อ

       แต่ถ้าเงินบริจาค และเงินขายของ พอจะจ่ายค่า Host  ผมก็จะ Update เวบเพาะกายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุดยาวแต่อย่างใด - ก็หลักการง่ายๆมีแค่นี้  ไม่ต้องไปทำความเข้าใจกฏการตลาดอะไรให้ยุ่งยาก


       เพื่อนสมาชิกก็คิดดูเอาเองแล้วกันครับว่า คำพูดของใครจะน่าเชื่อถือกว่ากัน ระหว่างคำพูดของคนที่พยายามจะขายของให้กับคุณ  หรือคำพูดของผม ที่ทำเวบเพาะกาย ขึ้นปีที่ 19 ( หมดไป สามแสนกว่าบาทแล้ว ) โดยที่ไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าดู ค่าอ่านจากเพื่อนสมาชิกแต่อย่างใด  และไม่มีแบนเนอร์โฆษณาสินค้าในหน้าเวบแต่อย่างใด

สรุป - ผมเริ่ม Update เวบในวันนี้แล้วนะครับ