ชุด 1 ชุด 2

ลี   เพรียส
ชุด 1 (รหัส ดี หนึ่ง-ห้า-ศูนย์) ชื่อ เดอะบลอนด์ มิทท์

ชุด 2 (รหัส ดี หนึ่ง-ห้า-ศูนย์) ชื่อ อะนาเทอร์ บลอนด์ มิทท์


ดีวีดีของผมจะเป็นอีกหน้าปกหนึ่งนะครับ


 

(ภาพล่าง) ปกหลังของชุด 1
- ถ่ายทำตอนลี อายุ 26 ปี -


 

(ภาพล่าง) ปกหลังของชุด 2
- ถ่ายทำตอนลี อายุ 29 ปี -


 

 
รายละเอียด

ชื่อจริง : Lee Andrew Priest McCutcheon

เกิด : 6 กรกฎาคม 2515 (ตอนที่ถ่ายทำเทปชุด 1- อายุ 26 ปี)  ,(ตอนถ่ายทำเทปชุด 2 - อายุ 29 ปี)

สูง : 162 เซนติเมตร (5 ฟุตสี่นิ้ว) 

น้ำหนัก : ช่วงนอกฤดูแข่งขัน คือ 113.6 กก. - 122.7 กก. (250 - 270 ปอนด์)

              ช่วงการแข่งขัน คือ 90.9 กก. - 100 กก. (200 - 220 ปอนด์)

ต้นแขน : ช่วงนอกฤดูแข่งขัน คือ 20 กับอีกเศษสามส่วนสี่ นิ้วฟุต

              ช่วงการแข่งขัน คือ 21 กับอีกเศษสามส่วนสี่ นิ้วฟุต

เริ่มฝึก : ตั้งแต่อายุ 13 ปี จนปัจจุบัน (พ.ศ.2551) ก็ยังฝึกอยู่ นับเวลาการฝึกได้ 23 ปี

รายการประกวดที่ผ่านมา นับถึงปี พ.ศ.2549
 


เรื่องแปลกๆเกี่ยวกับ ลี  เพรียส

เป็นนักเพาะกายคนแรกของโลก ที่ได้แชมป์รายการใหญ่ตั้งแต่อายุแค่ 17 ปี จนกรรมการต้องของดการออกประกาศนียบัตร รับรองการเป็นโปร เพื่อไม่ให้เกิดการประท้วงจากผู้เข้าร่วมแข่งขันที่แก่กว่าเขาหลายรอบ เขาคือ "เจ้าตำนานสีบรอนซ์"

ขนาดแขน 21 นิ้วในความสูง 162 ซม.ของเขา เทียบได้กับขนาดแขนขนาด 26 นิ้วของคนสูง 180 ซม.เลยทีเดียว

เทคนิคการสร้างความหนาของลี คือ ตั้งวัฎจักร ไว้สองวงจร นั่นคือ "นอกฤดูการแข่งขัน" โดยจะปล่อยตัวเต็มที่ พักผ่อนเต็มที่ ,ทานเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟาสฟู้ด ,นมไม่พร่องไขมันเนย  มีนักเพาะกายกล้ามหนาหลายคนที่ใช้เทคนิคนี้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยภาพถ่ายช่วงนอกฤดูการแข่งขัน  ผิดกับลี ที่ไม่อายกล้องแต่อย่างใด ดูสองภาพข้างล่างนี้ (คำว่านอกฤดูการแข่งขัน หมายถึงว่าไม่เน้นเรื่องการทานอาหารแบบเคร่งครัด (Diet) เท่านั้น แต่ว่าสำหรับเรื่องอื่นๆ เช่นการฝึก ไม่ได้ละทิ้งแต่อย่างใดนะครับ)

สามภาพข้างบนของลีนี้ ดูไม่จืดจริงๆ
แต่ถ้าคุณต้องการ "ความหนา" นี่แหละคือเคล็ดลับ

    หมายเหตุ คนที่ไม่รู้จักลี  เพรียส มาก่อน เห็นสามรูปข้างบนแล้ว อย่าพึ่งเบ้หน้าหนีไปไหนนะครับ ขอให้ดูภาพที่อยู่ด้านล่างๆก่อน งานนี้ต้องบอกไว้ก่อนครับ เพราะคิดว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนที่รับไม่ได้กับรูปร่าง ช่วงนอกฤดูการแข่งขันของคุณลีเขา (แต่มันเป็นเทคนิคเพิ่มความหนาของเขาจริงๆ)

    อีกวงจรที่เหลือ ก็คือช่วง "ฤดูการแข่งขัน" ซึ่งคุณจะเรียนรู้วิธีการฝึกในช่วงนี้ (ช่วงฤดูการแข่งขัน) ได้จากเทปสองม้วนนี้นั่นเองครับ  มันทำให้เขาลดน้ำหนักตัวลงได้ 22 กิโลกรัมและมีมวลกล้ามเนื้อกำยำชัดเจนด้วย

ลี  เพรียส เป็นนักแข่งรถด้วย โดยเขาบอกว่า ชีวิตไม่ได้มีแค่เวทีประกวดเพาะกาย ควรหามุมต่างๆของชีวิตให้เจอ และสนุกกับมัน
 

สนุกกับชีวิตด้วยการทำอย่างอื่นดูบ้าง!


เมื่อปี พ.ศ.2548 ลี ไปสักลายไว้ที่ "หน้า" ของตนเอง เหมือนแบบที่ไมค์  ไทสัน สักที่หน้าเหมือนกัน 

สรุป ลี  เพรียส เป็นนักเพาะกายสูง 162 ซม. ที่รูปหล่อ ,อารมณ์ดี ,ใช้ชีวิตคุ้มค่า ,คิดอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน (โดยเฉพาะเรื่อง "นอกฤดูการแข่งขัน" แบบหลุดโลกของเขา) เล่นกล้ามตั้งแต่อายุ 13 ปี แม้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้วก็ไม่ทิ้งการฝึก โดยถือได้ว่า การปล่อยตัวช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ดี ,การขับรถแข่งก็ดี ช่วยทำให้ไม่หมกมุ่นกับการเล่นกล้ามมากเกินไป และทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่านักเพาะกายหลายคน ที่เคร่งครัดตลอดทั้งปี และใช้ชีวิตอยู่ในโรงยิมอย่างเดียว

เทปสองม้วนนี้ เหมาะสำหรับเพื่อนสมาชิกที่อยากมีกล้ามเนื้อชัด พร้อมกับความหนาไปพร้อมๆกัน เพราะคุณจะได้ศึกษาวิธีฝึกของเขาในช่วงฤดูการแข่งขัน  อันได้แก่ การเรียงลำดับการฝึก ,ขนาดน้ำหนักที่ใช้แต่ละท่า ,จังหวะในการเล่นแต่ละท่า เร็วหรือช้าแบบไหน นั่นก็คือ คุณกำลังเรียนรู้ วิธีลดน้ำหนักตัวถึง 22 กิโลกรัม โดยมีกล้ามเนื้อชัดเจน เส้นเลือดปูดโปนแบบเขานั่นเอง (นอกฤดูการแข่งขันลีหนัก 113 กิโลกรัม ส่วนช่วงฤดูแข่งขันหนัก 90.9 กิโลกรัม)

ความเห็นส่วนตัวของ Webmaster - เกี่ยวกับคุณลี  เพรียส ก็คือ เท่าที่ดูรูปร่างเขา ทั้งในวีดีโอสองม้วน และตามนิตยสารต่างๆแล้ว  ผมหาจุดอ่อนบนร่างกายเขาไม่ได้จริงๆ มาวิเคราะห์ดูว่าเหตุใดจึงก้าวไปสู่จุดมิสเตอร์โอลิมเปียไม่ได้  ทั้งๆที่สมัยนั้นลี ก็อยู่ในสังกัดของโจ  วีเดอร์ เจ้าของรายการมิสเตอร์โอลิมเปียแท้ๆ อีกทั้งรูปร่างของลี ก็ไร้ที่ติจริงๆ

     อย่างหนึ่งที่จะต้องปรากฏในสัญญาของซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายตอนที่เซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่ก็คือ นอกเหนือจากการแข่งขันแล้ว คุณจะต้องมีการโชว์ตัว ,ปรากฏตัว ,รับเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ของรายการต่างๆตามแต่ที่เจ้าของสังกัด (โจ  วีเดอร์) จะได้รับการติดต่อมา (ห้ามรับงานเองโดยไม่ผ่านต้นสังกัด)  เป็นศัพท์ที่เขาเรียกว่า "ไฟท์บังคับ" เพื่อจะได้มีการปรากฏตัวให้สาธารณชนได้เห็นบ่อยๆ  เพราะค่ายยักษ์ใหญ่ต่างก็ต้อง "ลงทุน" ในการซื้อตัวซูเปอร์สตาร์เหล่านั้นเป็นเงินหลายอัฐทีเดียว รายได้ของต้นสังกัดจึงต้องมาจากการถ่ายรูปบ้าง ,ถ่ายนิตยสารบ้าง ,ปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญตามเวทีต่างๆ  แต่ ปัญหาคือ "ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน" ของลี นี่เอง  มันก็เหมือนศรีธนญชัย คือลี คงจะบอกว่าผมไม่ได้ทำผิดสัญญา จะให้ผมไปโชว์ตัวที่ไหน ผมก็ไป แต่ผมไปในหุ่นแบบ (รูปหมูอ้วน) ข้างบนนี้นะ! ก็เลยไม่มีใครจ้างไงครับ

     การทำตัวไม่อยู่ในข้อบังคับของต้นสังกัดอย่างนี้ ทำให้ต้นสังกัดไม่ต่อสัญญากับลีอีกเลย และนี่อาจเป็นผลให้ลี ไม่ค่อยได้ก้าวสู่จุดสูงสุดของการประกวดเท่าไร เพราะเขาจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ให้กับซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆในสังกัดของโจ  วีเดอร์ ที่จะพากันปล่อยตัวอ้วนฉุเหมือนลีกันหมด อันหมายถึงรายได้เข้าต้นสังกัดก็จะหายไปอย่างมหาศาล เพราะจะไม่มีใครมาจ้างดาราในค่ายนี้ไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆอีกแล้ว เพราะพวกนี้จะมีรูปร่างดีในช่วงเดียวคือช่วงก่อนการประกวดเท่านั้น (3 - 4 เดือนต่อปี) แล้วถ้ายังขืนให้ลี ก้าวสู่จุดสูงสุดในการประกวดได้ ต้นสังกัดก็จะพากันเจ้งระนาว เพราะคนอื่นๆในสังกัดก็จะพากันเลียนแบบบ้าง  - ดังนั้น การเมืองในวงการเพาะกาย จึงกดลีไว้ ไม่ให้ถึงจุดสูงสุดของการประกวดนั่นเอง แต่บางรายการ ที่อิทธิพลของวีเดอร์ไปไม่ถึง ก็จะมีหลายเวทีที่ลีได้แชมป์ครับ (ผมวิเคราะห์นะครับ)

     ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปล่อยตัวแบบหลุดโลกของลี  เพราะตามปกติ เรามักจะมีไฟเมื่อเห็นฮีโร่ในดวงใจของเรา หุ่นดี รักษาหุ่น และเราก็จะให้เขาเป็นแบบอย่างที่จะก้าวตามเขาต่อไป  แต่ เอาล่ะ ถ้าเรายกเรื่องนี้เก็บไว้ก่อน สิ่งที่ต้องนับถือลี ก็คือ เขากล้าที่จะไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ซูเปอร์สตาร์หลายคนทำแบบเขาไม่ได้  การปล่อยตัวช่วงนอกฤดูแข่งขัน ไม่ใช่ว่าลีจะขี้เกียจ แต่มันเหมือน หมีจำศีล เพื่อที่จะออกมาบู้ล้างผลาญภายหลังต่างหาก สิ่งที่เห็นคือทั้งๆที่ลี ฝึกอย่างหนัก แต่ ลี  เพรียส เป็นนักเพาะกายคนเดียวที่ฝึกหนัก แต่ไม่เคยมีข่าวการบาดเจ็บเลย  เหตุที่บาดเจ็บหลักๆของนักเพาะกายทั่วไปนั้น ตอนแรกมันจะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อ เปรียบเหมือนกับท่อประปาที่เริ่มมีรอยร้าวเล็กน้อย  แต่แทนที่จะปิดน้ำประปา แล้วหารอยร้าวนั้นเพื่อทำการซ่อมแซม เรากลับเปิดน้ำไปตลอดเวลา รอยร้าวดังกล่าวก็เริ่มปริออกมากขึ้น จนในที่สุดท่อก็แตก เปรียบเหมือนอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ว่านั้น ถ้ายังฝืนฝึกหนักต่อไป โดยไม่มีการพักฟื้นที่เพียงพอ อาการบาดเจ็บก็จะขยายตัวมากขึ้นจนอาจกล้ามเนื้อฉีกได้

     ผิดกับลี ที่พักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่ ปล่อยให้เซลล์กล้ามเนื้อมันรักษาตัวมันเองจนไร้รอยปริ จากนั้นเขาก็จะเหมือนหมีที่ออกจากถ้ำ พร้อมที่จะฝึกอย่างหนักหน่วงได้อย่างสบาย ด้วยการเข้าสู่ช่วงฤดูการแข่งขัน

     ลี  เพรียส ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของนักกีฬา "ฟิตเนส" ซึ่งต้องการมีหุ่นไร้ไขมันตลอดปี พวกฟิตเนสคือพวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงยิมทุกวัน ยุ่งอยู่กับตัวเลขวัดชีพจร  วัดอัตราการเต้นหัวใจ เบริ์น ฯลฯ แต่ลี น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับกลุ่มคนสี่กลุ่มข้างล่างนี้

     1.กลุ่มผู้ชายที่มีความสูงประมาณ 160 ซม. - ลี ได้ใจคนเหล่านี้เพราะ เขาคือตัวอย่างคนที่มีความสูงไม่มาก แต่รู้จักทำตัวให้เป็นที่น่าสนใจ ผิดกับหลายคนที่มีความสูงระดับเดียวกับเขา แต่ชอบทำตัวแบบ "คนขี้แพ้" คิดว่าตัวเองไม่มีค่า ต่ำต้อยกว่าคนอื่น นั่นเพราะเขาเหล่านั้นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กที่โดนเพื่อนกลั่นแกล้งเพราะดันตัวเล็ก ตัวเตี้ยกว่าเขา  แต่ลี ค้นพบอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องความสูงของตนเอง นั่นคือการเล่นกล้าม ทำให้เตะตาผู้คน นำไปสู่ความภาคภูมิใจ ที่คนที่มีความสูงถึง 180 ซม.ก็ทำอย่างเขาไม่ได้ก็แล้วกันล่ะ

     2.กลุ่มคนที่ชอบคิดว่านักเพาะกายตัวใหญ่ๆเขาใช้สเตอรอยด์กัน - คุณกินตามปกติ และก็เล่นกล้ามมานาน แต่กล้ามไม่เห็นใหญ่เหมือนลีสักที ก็เลยได้แต่นั่งคิดว่า ไอ้ที่เขาตัวใหญ่กันขนาดนั้น เพราะใช้สเตอรอยด์แหงๆ แต่ความจริงก็คือ คุณไม่ได้มีโภชนาการเหมือนเขาต่างหาก คนพวกนี้เขาทานอกไก่กันมื้อละ 12 ชิ้นเป็นอย่างต่ำ  ไข่ไก่ก็จะอยู่ราวๆ 55 - 60 ใบต่อวัน  ถ้าเป็นอย่างที่คุณคิดจริง (สเตอรอยด์เป็นหนทางที่ทำให้กล้ามใหญ่)  ทำไมลี ไม่ใช้สเตอรอยด์เสียเลยล่ะ จะเสียเวลามาเล่นกล้ามทำไม กินไก่ กินไข่วันละเยอะๆทำไม  ดังนั้น คุณจึงควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า คุณกล้าพอที่จะเปลี่ยนโภชนาการของคุณไหมล่ะ ถ้ากินได้ตามเขา คุณก็จะมีกล้ามเนื้อใหญ่เหมือนเขานั่นเอง โดยที่ไม่ต้องใช้สเตอรอยด์ตามที่คุณถูกเป่าหูมาแต่อย่างใด

     3.กลุ่มคนที่อ้วนเป็นร้อยกิโลกรัม - คนเหล่านี้มักคิดว่าการจะลดความอ้วนได้ มีวิธีเดียวคือต้องปั่นจักรยานหรือวิ่งวันละเป็นชั่วโมง ,อดอาหาร ไม่ต้องยกเวทกันล่ะ เอาแค่รีดไขมันอย่างเดียว แต่ลี ทำให้เห็นว่าเขาลดน้ำหนักตัวได้ถึง 22 กิโลกรัมได้ด้วยการเล่นกล้ามแท้ๆ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียว แต่ลีจะทำอย่างนี้ทุกครั้งก่อนการประกวดในทุกๆปี  ดังนั้น คนที่อ้วนเป็นร้อยกิโลกรัม และไม่ต้องการมีโพรงไขมัน (อาการเนื้อหย่อนเนื่องจากไขมันหายไป จึงเหลือช่องว่างระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อ ทำให้หนังหย่อนย้อยห้อยลงมาอย่างน่าเกลียด) จึงควรศึกษาการฝึกของลี เพราะคุณจะเห็นได้ว่าน้ำหนักที่หายไป 22 กิโลกรัมนั้น ไม่ทำให้ลีเกิดอาการโพรงไขมันแต่อย่างใด แต่กลับตรงกันข้าม นั่นคือสามารถเห็นกล้ามเนื้อเขาได้ชัดเจนเพราะชั้นไขมันหายไปนั่นเอง

     4.กลุ่มคนที่เลิกเล่นไปนาน - กลุ่มคนพวกนี้ เมื่อเลิกเล่นไปนาน ก็มีการปล่อยเนื้อปล่อยตัวอ้วนเผละ และเมื่อนึกถึงภาพนักกล้าม ก็จะพากันคิดว่า "สายเกินไป" ที่จะกลับมาสู่วงการนี้แล้ว  แต่ขอให้คุณดูภาพข้างล่างนี้ของลีอีกเป็นครั้งที่สอง

     ถ้ารูปร่างคุณยังไม่ได้อ้วนอุบาทว์เหมือนกับลีในภาพข้างบนนี้ หรือถึงจะหุ่นเป็นแบบภาพข้างบนนี้ก็เถอะ คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้  เพราะคุณก็มีสองมือสองเท้าเหมือนลี และลี ก็สามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปภาพข้างบน มาเป็นรูปภาพข้างล่างนี้ได้จนเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปแล้ว
 

ลีรีดน้ำหนัก 22 กก.ได้ทันการประกวดในแต่ละปีอย่างง่ายดาย ดังนั้น เมื่อดูรูปร่างคุณเองที่ปล่อยตัวจนอ้วนเผละเพราะทิ้งการเพาะกายไปนาน  การเอาลี เป็นแบบอย่าง อย่างน้อยคุณก็จะเห็นความเป็นไปได้แล้วสินะครับ ที่จะสามารถหวนคืนมาสู่การเพาะกาย  พร้อมที่จะมีกล้ามเนื้อสวยสะดุดตาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณจะห่างเหินไปนานเท่าใดก็ตาม ปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดไหนก็ตาม คุณก็เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้อยู่ดีครับ

หมายเหตุ ไม่ใช่ว่าเขาปล่อยตัวให้อ้วนแล้วเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนดูดีแบบนี้แค่ครั้งเดียว แล้วผมก็เอามายกเป็นตัวอย่างเลยนะครับ เขาทำอย่างนี้ทุกปี มาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งการประกวดเลยทีเดียว  ดังนั้นถ้าคุณอ้วน ,ปล่อยเนื้อปล่อยตัวมานาน ,ไม่ได้ใช้สเตอรอยด์  แต่อยากได้หุ่นแบบนักกล้ามจริงๆ (ไม่ใช่ฟิตเนส) ก็ควรยึดเอาวิธีฝึกของ ลี  เพรียส มาเป็นแบบอย่างแล้วล่ะครับ

 

นอกเหนือจาก "ตำนานผมบลอนท์" แล้ว อีกฉายาของลีคือ "ลี เคเอฟซี"
ภาพนี้ผมไม่ได้ทำเองนะครับ ฝรั่งสาวกลี เขาทำไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า
ไม่ว่าจะในฤดูหรือนอกฤดูการแข่งขัน ลีก็คือลูกค้ารายใหญ่ของไก่เคเอฟซีจริงๆ


แถมนิดหน่อย - เฉลี่ยรายได้นักเพาะกายฝรั่งดังๆ (ไม่ต้องถึงกับเป็นแชมป์นะครับ) เอาเฉพาะ ถ่ายนิตยสาร ,โชว์ตัวในงานต่างๆ (ราคาปัจจุบันอยู่ที่โชว์งานละ 2แสนห้าหมื่นบาท ถึงสามแสนบาท)  รวมแล้ว รายได้ "ต่อปี" จะตกอยู่ที่  25 ล้านบาท คิดดูเอาเองว่าลี เป็นโปรตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนนี้ 36 ปีแล้ว และยังขึ้นประกวดอยู่จนถึงทุกวันนี้ คำนวณรายได้ดูแล้วกันครับ
 


 

ภาพข้างล่างนี้ ไม่ได้อยู่ในเทปนะครับ เอามาให้ดูกล้ามเนื้อของคุณลีครับ

คุณไม่มีวันได้ความหนาขนาดนี้ ถ้ามัวแต่ "ไดเอท" ตลอดปี!


 

- END -