Lee Haney

มิสเตอร์โอลิเปีย 8 สมัย
 ( ค.ศ.1984 - 1991 ) ( พ.ศ.2527 - 2534 )


อ้างอิงจาก : นิตยสารมัสคิวลาร์ดีเวลลอบเม้นท์ เดือนกรกฏาคม 2559

ศิลปะของการทานอาหาร

       การพัฒนาร่างกายให้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้อยู่ที่การฝึกที่โรงยิมเท่านั้น “การทาน” ก็เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาร่างกายด้วย

       การทานที่ถูกต้อง จะช่วยให้ร่างกายของคุณเข้าสู่รูปร่างสำหรับนักเพาะกายที่ขึ้นประกวดบนเวทีได้เลย ( ใม่ใช่แค่ กล้ามพองขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ไร้ซึ่งความชัด ) มันจะสร้างกล้ามเนื้อที่มีคุณภาพ และสมบูรณ์แบบ

       สิ่งที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ อาจทำให้วัยรุ่นสมัยนี้มองว่าผมเอาเรื่องคร่ำครึ โบราณ มาพูด แต่ผมอยากให้คุณเปิดใจให้กว้าง แล้วลองนึกถึงภาพของนักเพาะกายรุ่นนานมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Steve Reeves , Larry Scott , Arnold Schwarzenegger , Robby Robinson , Frank Zane , Tom Platz , Danny Padilla ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่านักเพาะกายที่พูดมานี้ จะมีรูปร่างดีตลอดปี ไม่มีอาการ “ทรงหลุด” หรือว่าน้ำหนักเกินกว่า 20 – 30 ปอนด์จากน้ำหนักตัวตอนประกวด

       นักเพาะกายที่พูดมานี้ รวมถึงผมด้วย ( ในสมัยที่ยังประกวดอยู่ ) ล้วนแต่มีเป้าหมายที่จะรักษารูปทรงให้ดูดีตลอดเวลา แม้จะอยู่ในช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ตาม

       พวกเราสามารถรักษาความสมดุล และคงสภาพของ สะโพก ,กล้ามหน้าท้อง ,สัดส่วนของบ่ากับเอว ให้คงที่ได้ตลอดปี เชื่อแน่ว่า ไมเคิลแองเจลโล จะไม่แกะสลักรูปมนุษย์ผู้ชายที่มีก้นใหญ่บานเผละเป็นแน่

       ไมเคิล แองเจโล ใช้ค้อนกับสิ่ว บวกกับความเพียรพยายามอุตสาหะ สกัดเอาเศษหินอ่อนในส่วนที่ไม่ต้องการให้กระเด็นออกไปจากแท่งหินอ่อนหลัก จนในที่สุด ก็จะเหลือแต่ตัวหินอ่อน ( คือผลงานแกะสลัก ) ที่เป็นผลงานชิ้นเอกตั้งอยู่ ซึ่งมันต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าจะทำให้เสร็จได้ภายในช่วงข้ามคืน และเราก็ใช้หลักการเดียวกันนั้นกับร่างกายของพวกเราเช่นกัน




forums.musculardevelopment.com

       นักเพาะกายสมัยก่อน เวลาที่เขาทานอาหารกันนั้น เขาจะทานเพื่อรักษาสภาพความสวยงามของกล้ามเนื้อทั่วร่างเอาไว้ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ตาม ( ไม่เหมือนนักเพาะกายในปัจจุบัน ที่มักจะทานอาหารแบบมโหฬารในช่วงนอกฤดูการแข่งขันเพื่อเน้นการเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ ) จะว่าไปแล้ว กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับปัจจุบันเสียอีก นั่นก็คือว่า ช่วงนอกฤดูการแข่งขันพวกเขาจะทานน้อยกว่าช่วงเตรียมตัวประกวดเล็กน้อย

       แล้วพอเข้าช่วงเตรียมตัวประกวด นักเพาะกายสมัยก่อนก็จะเริ่มเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกให้มากขึ้น และยังเพิ่มจำนวน Reps ให้แต่ละเซทให้มากขึ้น นั่นทำให้ต้องใช้พละกำลังมากขึ้น นักเพาะกายจึงเริ่มทานอาหารในปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าตอนช่วงนอกฤดูการแข่งขันเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรี่เพียงพอที่จะมีแรงเล่นกล้าม และให้เพียงพอที่จะรักษาปริมาณมัดกล้ามเนื้อไว้ได้

       หลักการทานอาหารที่ใข้กัน ( สำหรับนักเพาะกายสมัยก่อน ) ก็คือ การทานโปรตีนปริมาณสูง-การทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณปานกลางถึงต่ำ-การทานไขมันในปริมาณปานกลางถึงต่ำ

       ในช่วงไดเอทสำหรับการเตรียมตัวประกวด อาหารโปรตีนที่จำเป็นมากก็คือเนื้อสเต๊ก / red meat ควบคู่ไปกับแหล่งโปรตีนอื่นคือ ไก่ ,ปลา และไข่ทั้งใบ ผมยืนยันได้ว่าสมัยก่อน ไม่มีใครเขาไดเอทด้วยการทานอาหารโปรตีนในรูปแบบ “ไข่ขาวอย่างเดียว” กันหรอกครับ

       การแบ่งสัดส่วนของอาหารในช่วงไดเอท คือ โปรตีน 60% / คาร์โบไฮเดรต 30% / ไขมัน 10% แล้วถ้าเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ก็จะเพิ่มสัดส่วนของไขมันขึ้นเล็กน้อยครับ

       พวกเราจะจับตาดู “หน้าท้อง” ของพวกเราตลอดเวลาแม้ว่าจะเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ตาม เมื่อไรก็ตาม ที่พวกเราสังเกตุเห็นกว่ากล้ามหน้าท้องของเราเริ่มเลือน เราก็จะเริ่มตัดอาหารคาร์โบโฮเดรตลง หรืออาจเพิ่มการทำแอโรบิคขึ้นก็ได้

       โดยส่วนตัวแล้ว สัดส่วนการทานของผมจะเป็น โปรตีน 30% / คาร์โบไฮเดรต 60% / ไขมัน 10% ผมเป็นคนที่บริโภคคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างมาก เพราะผมมีอัตราการเผาผลาญอาหารที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าผมไปลดคาร์โบไฮเดรตลง เพียงแค่อาทิตย์เดียวน้ำหนักผมจะหายไปถึง 4 ปอนด์ ( 1.8 กก. ) เลยทีเดียว ซึ่งนั่นส่งผลที่ไม่ดีต่อการรักษาปริมาณมัดกล้ามเนื้อไว้ ตลอดช่วงการแข่งขันในรอบหลายปีของผม ผมไม่เคยไดเอทแบบอดอยากเลย ( คือไม่ลดคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป จนต้องหิวโหย )

       คุณสามารถย้อนไปดูประวัติในช่วงการประกวดของผมได้ ผมนั้น รักษาขนาดของเอวไว้ที่ 31.5 นิ้วโดยตลอด โดยมีน้ำหนักตัว 254 ปอนด์ ( 115 กก. )

       ผมรักษาแชมป์ไว้ได้หลายปีโดยที่เน้นที่ “คุณภาพของกล้ามเนื้อ” ไม่ใช่ “ปริมาณของกล้ามเนื้อ” ดังนั้น คุณจะเห็นได้ว่าผมไม่เน้นเรื่องการเพิ่มปริมาณน้ำหนักตัว ( เพื่อเอาไปสร้างปริมาณกล้ามเนื้อ ) แต่อย่างใด โดยคุณจะเห็นได้จากปีที่ผมเริ่มการเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียในปีแรก ซึ่งก็คือปี ค.ศ.1984 ผมมีน้ำหนักตัว 243 ปอนด์ ( 110.4 กก. ) จนกระทั่งถึงปีสุดท้ายที่ผมเป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย ซึ่งก็คือปี ค.ศ.1991 ที่ผมมีน้ำหนักตัว 254 ปอนด์ ( 115 กก. ) ก็หมายความว่าในช่วง 8 ปีของการครองแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปีย น้ำหนักผมเพิ่มขึ้นเพียง 11 ปอนด์ ( 5 กก. ) หรือเท่ากับ เกิน 1 ปอนด์ต่อปีไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผมยืนยันได้ว่าไอ้เจ้า 11 ปอนด์ที่เพิ่มขึ้น ( ในรอบ 8 ปี ) นี้ มาจากการเพิ่มปริมาณมัดกล้ามที่มีคุณภาพล้วนๆเท่านั้น ไม่ใช่เป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแบบที่เป็นส่วนเกิน

       ตลอดเวลาที่อยู่ในช่วงหลายปีที่มีการประกวดนั้น ผมไม่เคยปล่อยให้เอวของผมหลุดรอดจากการสังเกตุเลย ( คือจะเอาใจใส่ตลอดเวลา )

       สิ่งที่นักเพาะกายสมัยนี้ทำผิดกันก็คือ เขาแบกน้ำหนักตัวในช่วงนอกฤดูการแข่งขันมากเกินไป ซึ่งผลร้ายที่ตามมาก็คือ เมื่อเขาเข้าสู่ช่วงเตรียมตัวประกวด พวกเขาต้องทำแอโรบิคอย่างมากมาย เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่สภาพที่จะลงแข่งขันได้ นั่นทำให้ร่างกายเกิดความเครียดเป็นอย่างสูง และความเครียด ( ของร่างกาย ( ไม่ใช่จิตใจ ) ) นี้เอง ที่ส่งผลต่ออาการบาดเจ็บที่จะเกิดตามมา

       นักเพาะกายสมัยก่อน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆตลอดปี ไม่มีความเครียดว่าช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมตัวประกวดนะ ฯลฯ พวกเขาไม่มีอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง เหมือนที่นักเพาะกายสมัยปัจจุบันเป็นกันอยู่ในช่วงเตรียมตัวประกวด

       กุญแจสำคัญก็คือพวกเรา ( นักเพาะกายสมัยก่อน ) ไม่เน้นเรื่องการแข่งขันว่าใครจะมีน้ำหนักตัวมากกว่ากัน ( เหมือนที่นักเพาะกายสมัยนี้ มีความคิดอย่างนี้ ) คือเราไม่เน้นแข่งกันเรื่องปริมาณของกล้ามเนื้อ ( not quantity ) แต่เราจะรักษาคุณภาพของกล้ามเนื้อ ( quality ) ให้คงที่หรือดีขึ้น และพยายามดูแลให้ไขมันในร่างกายของเราอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา

       ด้วยศิลปแห่งการทานอาหารที่ผมพูดมานี้ คุณจะสามารถสร้างศิลปบนร่างกายของคุณให้ได้อย่างที่หวัง ( คือมีกล้ามเนื้อที่มีคุณภาพ และรักษาความชัดได้ตลอดปี )



- END -