|
|
Dry Basil Leaves |
| ขั้นตอนการทำ Dry basil leaves ( ใบกระเพราแห้ง ) เป็นดังนี้ครับ |
![]() |
| wikihow.com |
| ขั้นตอนที่ 1 ( ภาพบน ) - ให้ปลูกต้น basil จนกระทั่งใบไม้มีขนาดใหญ่ขนาดเท่าที่เห็นในภาพ แล้วจึงตัดออกมา แต่ที่สำคัญคือ อย่าให้มันออกดอกก่อนเด็ดขาด ( คือต้องตัดใบออกมาใช้ ก่อนที่ลำต้นมันจะออกดอก ) |
![]() |
| wikihow.com |
| ขั้นตอนที่ 2 ( ภาพบน ) - ล้างใบ basil ด้วยน้ำเย็น |
![]() |
| wikihow.com |
| ขั้นตอนที่ 3 ( ภาพบน ) - เอาใบ basil ที่ล้างแล้ว ไปวางไว้บนกระดาษทิชชูเพื่อซับน้ำออก |
![]() |
| wikihow.com |
| ขั้นตอนที่ 4 ( ภาพบน ) - เอาใบ basil ที่ซับน้ำออกแล้วนั้น ไปผึ่งในที่มีลมพัดผ่าน ( เหมือนในรูปข้างบนนี้ ) และให้มีแสงแดดส่องตามธรรมชาติ เพื่อให้กระบวนการแห้งของใบ basil เป็นไปตามธรรมชาติ ผึ่งไว้อย่างนี้ 2 อาทิตย์ ก็นำมาใช้งานได้แล้วครับ |
![]() |
| lohsharon.wordpress.com |
| (
ภาพบน ) -
หรืออาจซื้อแบบสำเร็จรูปบรรจุขวดเหมือนในภาพข้างบนก็ได้ครับ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - อ้างอิง : https://th.wikipedia.org/wiki/กะเพรา กะเพรา ( ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum sanctum ) เป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 60-120 เซนติเมตร นิยมนำใบมาประกอบอาหารคือ ผัดกะเพรา กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และ กะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว กะเพรามีชื่อสามัญอื่นอีกคือ * * * เชียงใหม่ - กอมก้อ, กอมก้อดง * * * แม่ฮ่องสอน - ห่อกวอซู, ห่อตูปลู, อิ่มคิมหลำ * * * กะเหรี่ยง - ห่อกวอซู, ห่อตูปลู * * * เงี้ยว - อิ่มคิมหลำ * * * ภาคกลาง - กะเพราขน, กะเพราขาว, กะเพราแดง ( กลาง ) * * * ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - อีตู่ข้า ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเตี้ยความสูงประมาณ 1-3 ฟุต ต้นค่อนข้างแข็ง แตกกิ่งก้านสาขามาก ก้านเป็นขน ก้านใบยาว รูปใบเรียว โคนใบรูดในลักษณะเรียวปลายมนรอบขอบใบเป็นหยัก พื้นใบด้านหน้าสีเขียว หรือแดงแก่กว่าด้านหลัง ซึ่งมีกระดูกใบนูนเห็นได้ชัด ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นคล้ายฉัตร ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีทั้งชนิดสีขาวลายม่วงแดงและสีขาว เมล็ดอยู่ภายในกลีบ กลีบเลี้ยงสีม่วง ผลแห้งแล้วแตกออก เมื่อเมล็ดแก่สีดำ เมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือก การนำไปใช้ สำหรับการนำเอากะเพราไปปรุงอาหารนั้น ส่วนมากมักจะนิยมนำไปปรุงในอาหารไทยหลากหลายเมนูซึ่งจะต้องเลือกเฉพาะส่วนใบเท่านั้น สำหรับความแตกต่างระหว่างกะเพราขาวและกะเพราแดงนั้นจะเป็นเรื่องของกลิ่นที่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย อยู่ที่ความชอบของผู้ทำว่าชอบใช้ใบกะเพราแบบไหน สรรพคุณ * * * ใบ - บำรุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแก้ปวดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้โรคบิด และขับลม * * * เมล็ด - เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว ใช้พอกบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย * * * ราก - ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ * * * น้ำสกัดทั้งต้น - มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกอก * * * ใบและกิ่งสด - เมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น ( hydrodistillation ) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมีราคา 10,000 บาทต่อกิโลกรัม * * * แก้ลม ขับลม จุกเสียดในท้อง เป็นยาตั้งธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ใช้รักษาโรคของเด็ก คือเอาใบกะเพรามาตำละลายกับน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กแรกเกิดกินเรียกว่าถ่ายขี้เถ้า หรือตำแล้วบีบเอาน้ำผสมกับมหาหิงค์ ทารอบสะดือ แก้ปวดท้องของเด็ก ปรุงเป็นยาผงส่วนมากจะใช้เฉพาะใบ รากแห้งชงกับน้ำร้อนดื่มแก้ธาตุพิการได้ดี เป็นยากันยุง และใบกับดอกผสมปรุงอาหาร * * * เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน โดยใช้ยอดสด 1 กำมือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำ พบว่าฤทธิ์ขับลม เกิดจากน้ำมันหอมระเหย และสาร Eugenol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด |
|
|
- END - |