โคดี้  มอนท์โกเมรี คนพิเศษ


( Webmaster - โคดี้  มอนท์โกเมรี ( Cody Montgomery ) เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2537 ( August 6 ,1994 ) / ส่วนต้นฉบับที่ผมแปลอยู่นี้ คือมัสเซิล ดีวีลอปเม้นท์ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2558 / นั่นก็หมายความว่าในเนื้อหาที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ โคดี้ มีอายุ 21 ปีกับอีก 3 เดือน )

      
โคดี้  มอนท์โกเมรี เป็นนักเพาะกายที่ทำลายสถิติหลายอย่างตั้งแต่อายุยังน้อย อันได้แก่

       ในปี พ.ศ.2556 ( ค.ศ.2013 ) โคดี้ ได้รับการจดจำว่าเป็นนักเพาะกายคนแรกที่เป็นแชมป์ในรายการ NPC Teenage National ได้ถึง "2 ครั้ง"


       ในปี พ.ศ.2557 ( ค.ศ.2014  ) โคดี้ ได้รับการจดจำอีกว่าเป็นนักเพาะกายคนแรก ที่สามารถเป็นแชมป์ในรายการ NPC Teenage National ได้ถึง "3 ครั้ง"  ( คือเป็นแชมป์ในรายการเดิมนั่นแหละ แต่สามารถเป็นได้ถึง 3 ครั้ง โดยที่ไม่มีนักเพาะกายคนไหนเคยทำได้มาก่อน ) ซึ่งคิดว่าคงจะไม่มีใครสามารถทำลายสถิตินี้ได้อีกแล้วในอนาคต


       ในปีเดียวกัน ( คือ พ.ศ.2557 ) ด้วยระยะเวลาห่างจากการประกวดรายการ NPC Teenage National เพียง 1 เดือน โคดี้ ก็เป็นแชมป์ในอีกรายการหนึ่ง คือรายการ NPC Collegiate / โคดี้ ก็เลยได้รับการจดจำอีกว่าเป็นนักเพาะกายคนแรก ที่สามารถครองถ้วยรางวัล 2 รายการนี้ได้ในปีเดียวกัน


       ในอายุยังไม่ถึง 21 ปีนี้ โคดี้ขึ้นประกวดรายการใหญ่ๆ 7 รายการ และได้เป็นแชมป์ทั้ง 7 รายการ


       ช่วงเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมานี้ เพียง 11 วันก่อนที่โคดี้จะอายุครบ 21 ปี ( คือจะครบในวันที่ 6 สิงหาคม 2558 ) โคดี้ขึ้นประกวดในรายการ NPC USA Championships และสามารถเอาชนะในรุ่นเฮฟวี่เวท และไม่เพียงเท่านั้น เขายังเอาชนะถ้วยรวม overalll champion titles ได้อีกด้วย  ( คือชนะในทุกๆขนาดน้ำหนัก ในรายการนั้น )

       โคดี้ กลายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาลที่สามารถเอาชนะรายการประกวดระดับชาติ "ทุกรายการ" / และทำให้เขาได้ใบประกาศรับรองการเป็น "นักเพาะกายอาชีพ" ด้วยวัยเพียง 20 ปี ( ขาดไป 11 วันจะครบ 21 ปี



( ภาพบน ) รูปร่างของโคดี้ เรียงตามอายุ ตั้งแต่อายุ 14 ปี ถึง 19 ปี

ภาพจาก i.imgur.com



( ภาพบน ) ภาพของโคดี้ ตอนอายุ 20 ปี ( อีก 11 วันจะครบ 21 ปี )

ภาพจาก musculardevelopment.com  



( ภาพบน ) โคดี้ได้ขึ้นปกหนังสือมัสเซิลดีวีลอปเม้นท์ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2558 ( ที่ผมกำลังแปลอยู่นี้ )

ภาพจาก musclemecca.com  

       โคดี้  มอนท์โกเมรี่ เกิดที่ Anchorage รัฐอลาสกา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2537 ( August 6 ,1994 ) / บิดาชื่อ Doug  Montgomery ,มารดาชื่อ Rebecca  Montgomery ซึ่งทั้งพ่อและแม่ของเขาทำงานด้วยกัน คือเป็นนายช่าง อยู่ที่บริษัทน้ำมัน ARCO

       พี่น้องของโคดี้มีสามคน ( รวมตัวของเขาด้วย ) โดยโคดี้เป็นน้องคนสุดท้อง  พี่คนโตคือ Nicole ซึ่งแก่กว่าโคดี้ 4 ปี ,พี่คนรองคือ Justin ซึ่งแก่กว่าโคดี้ 2 ปี

       พอโคดี้อายุได้ 2 ขวบ ครอบครัวของเขาทั้งหมดก็ย้ายมาอยู่ที่ Dallas รัฐเทกซัส และก็อาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ 

       โคดี้ชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง ตั้งแต่ฟุตบอลไปจนถึงการตีกอล์ฟ และดูเหมือนว่าเขาจะประสบความสำเร็จในกีฬาแทบทุกประเภทที่เขาสนใจ

       เขาขึ้นประกวดเพาะกายครั้งแรก ตอนอายุ 15 ในรายการ 2010 NPC Dallas Europa Supershow และแน่นอน เขาได้แชมป์ในระดับเยาวชน ( Teen Class ) ของรายการนี้ด้วยวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น

       ปัจจุบันนี้โคดี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย University of Texas ที่ San Antonio ซึ่งเขาจะต้องเรียน 3 ปีในสาขาบริหารธุรกิจ 




       จากประสบการณ์ของผม ( หมายถึงประสบการณ์ของคุณปีเตอร์  แม็คคูช ผู้สัมภาษณํคุณโคดี้ ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ )  ผมพบว่าบรรดาแชมป์ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย นอกจากจะมีร่างกายที่พิเศษกว่าคนอื่นแล้ว  พวกเขายังมี "จิตใจ และแนวคิด" ที่เข้มแข็ง แกร่งกว่าคนปกติด้วย  ทั้งสองสิ่งนี้ ( คือร่างกายและจิตใจ ) ทำให้แชมป์แต่ละคน จะดูแตกต่างจากเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่รอบๆข้างเขาอย่างชัดเจน

       คำสัมภาษณ์ข้างล่างนี้ ผมจะให้คุณได้ฟังคำพูดจากปากของโคดี้เอง แล้วคุณจะได้รู้ว่าทำไมแชมป์ที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาล ในวัยเพียง 20 ปีคนนี้ ถึงได้ประสบความสำเร็จในอาชีพเพาะกายของเขา


ชีวิตวัยเด็ก

       ทั้งพ่อและแม่ของผม เลี้ยงดูลูกสามคนมาอย่างพิถีพิถัน  ท่านสอนพวกเราตั้งแต่ยังเล็กเลยว่าถ้าต้องการสิ่งที่ดีกว่าที่คนอื่นได้รับ เราก็ต้องขยันมากกว่าคนอื่น  และถ้าเราต้องการอะไร เราควรเอาแรงกายเข้าแลก ไม่ใช่รอขอคนอื่นอย่างเดียว 

       ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมจะออกไปเที่ยวเล่นหรือดูหนังพร้อมๆกับเพื่อนๆในละแวกเดียวกัน  เพื่อนผมก็จะสามารถออกมาเที่ยวได้เลย ในขณะที่ผมนั้น จะต้องทำภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนเพื่อแลกกับการที่จะได้ออกมาเที่ยวกับเพื่อน ยกตัวอย่างเช่นการกวาดใบไม้ที่สนามหน้าบ้านตัวเองและบริเวณรอบๆ

       แม้จะอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน แต่เพื่อนที่ผมคบหลายคนก็ไม่เอาจริงเอาจังกับชีวิตเหมือนผม พวกเขายังคงเที่ยวเตร่ ผิดกับผมที่พ่อแม่ของผมเน้นย้ำให้ฟังอยู่เสมอว่าทุกสิ่งที่ต้องการในชีวิต เราจะต้องเสาะแสวงหาด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครนำมาให้เรา

       ในวัยเด็ก ผมเป็นคนที่ผอมมาก แต่โชคดีหน่อยที่ร่างกายดูทะมัดทะแมงและเห็นกล้ามท้องชัดกว่าคนอื่น


       กีฬาในสมัยเด็กที่ผมเล่นอย่างจริงจังคือกีฬาฟุตบอล แต่ก็เล่มกล้ามควบคู่ไปด้วย โดยหวังเพียงแค่ให้มีกล้ามเพื่อ "เตะตาสาวๆ"

       ผมเริ่มเล่นกล้ามตอนอายุ 12 ปี  คือเริ่มเล่นเมื่อ พ.ศ.2550 ( ค.ศ.2007 )  เพื่อนร่วมฝึกของผมก็คือจัสตินพี่ชาย ( ที่แก่กว่าผม 2 ปี ) ของผมเอง
/ จัสตินมีรถ ผมจึงชอบติดรถไปโรงยิมชื่อ Time Fitness ในดัลลัส พร้อมกับเขาเป็นประจำ /  ทั้งๆที่จัสตินก็เล่นกล้ามพร้อมๆกันกับผม  แต่ร่างกายของผมกลับพัฒนาล้ำหน้าจัสตินไปมาก ซึ่งนั่นทำให้เขาเซ็งเอามากๆ ( แซวพี่ชาย )


การขึ้นประกวดครั้งแรก

       วันหนึ่งในปี พ.ศ.2553 ( ค.ศ.2010 ) ตอนที่ผมอายุ 15 ปี  มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายอาหารเสริม และเขามาบริหารที่โรงยิมเดียวกับผม  เขาบอกว่าเขาเห็นศักยภาพในตัวผมและยินดีจะออกค่าใช้จ่ายให้ถ้าผมจะลองไปประกวดในรายการ Europa Supershow ที่จะจัดในดัลลัสในปีนั้น / ซึ่งผมก็สนใจที่จะลองดู

       นึกถึงสมัยนั้น ผมจำได้ว่าตัวผมไม่มีประสบการณ์การขึ้นประกวดเพาะกายมาก่อนเลย  ไม่รู้เลยว่าผู้ที่จะขึ้นประกวดจะต้องเตรียมตัวอย่างไร?   ตอนนั้นผมซื้อดีวีดีของ Flex Lewis มาดูแบบเป็นจริงเป็นจัง และก็ทำตาม Flex เขาคือกินปลานิล ( Tilapia ) เป็นจำนวนมาก ,และก็กินมะเขือเทศ ( tomato ) เป็นจำนวนมากด้วย 

       แต่เมื่อถึงเวลาขึ้นประกวดจริงๆ ผมกลับไม่รู้สึกประหม่าอะไรเลย ทั้งๆที่เป็นการประกวดครั้งแรกในชีวิตแท้ๆ  ตอนที่ผมกำลังเดินก้าวขึ้นไปบนเวที Europa Supershow เพื่อจะโพสท่า  ผมรู้สึกราวกับว่าโลกใบใหม่ได้เปิดกว้างสำหรับผม มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ

       การประกวดในครั้งนั้น ผมมีน้ำหนักตัว 78 กิโลกรัม ( 172 ปอนด์ )
 และผมสามารถเอาชนะในรุ่น Teen Division ได้

       ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่า หลังจากที่รับถ้วยรางวัลจากกรรมการแล้ว ตอนที่ผมกำลังเดินลงจากเวที และมีคุณแม่ของผมยืนรออยู่ตรงนั้น ผมพูดกับแม่ว่า "นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ ,นอกจากจะไม่กลัวการประกวดแล้ว ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับการประกวดอย่างบอกไม่ถูก ( ทั้งๆที่พึ่งประกวดเป็นครั้งแรก ) มันทำให้ไฟในตัวผมลุกโชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"

       หลังจากการชนะการประกวดในครั้งนั้น ( คือตอนที่อายุ 15 ปี ) ผมก็คลั่งไคล้กีฬาเพาะกายเป็นอย่างมาก จากที่แต่ก่อนคิดแค่ว่าเล่นกล้ามให้เตะตาสาวๆ  แต่มาตอนนี้
ผมอยู่กับคำว่าเพาะกาย ตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะในยามหลับผมก็ยังฝันถึงการเล่นกล้ามด้วย / ส่วนในยามตื่น ผมก็ยังเอาระเบียบวินัยที่จำเป็นต้องมีในการเล่นกล้ามนั้น  เอาไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การกิน การนอน ฯลฯ ( Webmaster - คือแทนที่จะไปเที่ยว ไปจีบสาว ไปดื่มแอลกอฮอล์ เหมือนที่เพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกันเขาทำกัน แต่โคดี้ กลับเป็นเด็กอายุ 15 ปี ที่มีระเบียบวินัยในชีวิต อันเป็นผลพวงที่ได้มาจากการฝึกเพาะกายนั่นเอง )

       ในช่วงปีนั้น ผมได้เซ็นสัญญาสำหรับการลงแข่งฟุตบอลด้วย  แต่ผมไม่ต้องการเล่นฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว ผมทิ้งกีฬาทุกอย่าง และมุ่งเน้นเรื่องการเพาะกายเพียงอย่างเดียว



drwannabe.tumblr.com 

       ( ภาพบน "ตอนแรกๆ คุณพ่อและคุณแม่ของผม รู้สึกว่ากีฬาเพาะกายเป็นกีฬาที่ป่าเถื่อน และดุดันเอามากๆ  ถึงคุณพ่อกับคุณแม่จะไม่ออกปากห้าม แต่พวกเขาก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า เขาจะมีความสุขกว่าถ้าเห็นผมก้าวหน้าในอาชีพนักกอล์ฟ"


ปฏิกิริยาจากคุณพ่อและคุณแม่

       ไม่ใช่ว่าการเพาะกายของผมมันจะราบรื่นไปเสียทุกอย่างหรอกครับ  อุปสรรคก็พอมีบ้าง นั่นก็คือตอนแรกๆ คุณพ่อและคุณแม่ของผม รู้สึกว่ากีฬาเพาะกายเป็นกีฬาที่ป่าเถื่อน และดุดันเอามากๆ  ถึงคุณพ่อกับคุณแม่จะไม่ออกปากห้าม แต่พวกเขาก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า เขาจะมีความสุขกว่าถ้าเห็นผมก้าวหน้าในอาชีพนักกอล์ฟ

       ในตอนแรกๆ พ่อกับแม่ไม่ได้สนับสนุนเรื่องการเพาะกายของผมแบบ 100% แต่พ่อแม่เขาก็มีหลักประจำใจว่า ปล่อยให้ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ  พวกเขาจึงไม่ห้ามเรื่องการเล่นกล้ามของผมแต่อย่างใด

       และเมื่อผมพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าผมสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพเพาะกายนี้ได้  พวกเขาก็หันมาสนับสนุนผมในทุกๆด้าน


ผลงานช่วงวัยรุ่น

       หลังจากชนะในชั้นระดับวัยรุ่น ( teen division ) ของรายการ 2010 Europa ตอนที่ผมอายุ 15 ปี  ผมก็มีความคิดอยากที่จะขึ้นประกวดในเวทีระดับนานาชาติ นั่นคือรายการ NPC Teen Nationals

       ในรายการ NPC Teen Nationals ผมมีสิทธิ์ประกวดได้ทุกปีจนกว่าจะอายุครบ 20 ปีใน ค.ศ.2015 ( พ.ศ.2558 ) คือประกวดได้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2010 ถึงปี ค.ศ.2015  ( Webmaster - ในรายการ NPC Teen Nationals นั้น อายุต่ำที่สุดที่ขึ้นประกวดได้คืออายุ 15 ปี อายุสูงสุดที่ขึ้นประกวดได้ คือ 20 ปี )

       แต่ผมยังไม่รีบขึ้นประกวดระดับนานาชาติในปี ค.ศ.2010 นั้นเลย  เพราะคิดว่าควรจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสัก 2 ปีแล้วค่อยขึ้นประกวดในรายการใหญ่ๆแบบนั้น ( คือตั้งใจจะขึ้นประกวดรายการนี้ตอนอายุ 17 ปี )

       ในช่วง 2 ปี ( คือ ค.ศ.2011 ตอนที่อายุ 16 ปี ถึง ค.ศ.2012 ตอนที่อายุ 17 ปี ) ผมฝึกอย่างหนักและควบคุมเรื่องโภชนาการอย่างจริงจัง  แต่ก็ไม่ซีเรียสถึงขนาดที่ว่า "จะต้องชนะ" / แท้ที่จริงแล้ว ผมเผื่อใจไว้ด้วยว่าผมอาจจะแพ้ในปี ค.ศ.2012 ก็ได้  แต่หากแพ้จริง ผมก็ยังมีเวลาเหลืออีก 2 ปีให้พิสูจน์ตัวเองได้อีก / อย่างน้อย การขึ้นประกวดเวทีนี้หลายครั้ง ก็น่าจะได้ถ้วยรางวัลชนะเลิศสักครั้งล่ะน่า 

       ในปี ค.ศ.2011 ตอนที่ผมอายุ 16 ปี ผมลองขึ้นประกวดในรายการ Ronnie Coleman Classic 2011 ( ซึ่งยังไม่ใช่ระดับ International ) และชนะในระดับวัยรุ่น ( teen division ) และยังชนะในรุ่นมิดเดิลเวทในรายการนั้นอีกด้วย ( คือน้ำหนัก 70.55 กก. ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 80.55 กก.

       ในที่สุดก็ถึง ค.ศ.2012 ที่ผมจะต้องขึ้นประกวดในรายการ NPC Teen Nationals  ตามที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนถึง 2 ปีแล้ว / ผมใช้เวลาอยู่ในช่วงเตรียมตัวประกวดนานถึง 16 อาทิตย์เทียบเท่ากับที่นักเพาะกายอาชีพเขาทำกันเลยทีเดียว

       ผมยังจำความรู้สึกของตัวเองในตอนที่ขึ้นประกวดในรายการ  NPC Teen Nationals ในปี ค.ศ.2012 นั้นได้เป็นอย่างดี  ตัวเต็งของรายการนี้คือคุณ Dominick Cardone ซึ่งมีสื่อต่างๆติดตามการฝึกของเขาตั้งแต่ก่อนขึ้นประกวดเป็นเวลานานแล้ว

       ผิดกับผม ทั้งๆที่ขึ้นประกวดในรายการเดียวกัน แต่ดูเหมือนผมไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครรู้จักผมมาก่อนเลย ไม่เด่น ไม่ดังแต่อย่างใด

       แต่กลับกลายเป็นว่าผลการตัดสินออกมา คุณ Dominick ชนะแค่ในรุ่นเฮฟวี่เวทเท่านั้น  แต่ผม ที่น้ำหนัก 83.6 กก. ( 184 ปอนด์ )  สามารถเอาชนะได้ทั้งในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และชนะ "ถ้วยรวม" คือเอาชนะทุกรุ่นน้ำหนักที่ขึ้นประกวดในรายการ NPC Teen Nationals ทั้งหมด



( ภาพบน ) ภาพถ่ายอายุ 17 ปี , 18 ปี และ 19 ปี เรียงลำดับซ้ายไปขวา

ภาพจาก reddit.com

ทำได้ถึง 3 ครั้ง

      
  หลังจากที่ผมชนะการประกวด NPC Teen Nationals เป็นครั้งแรกในชีวิต  ก็มีบริษัทมาติดต่อขอเป็นตัวแทน ขอเป็นสปอนเซอร์ให้กับผม  และหลังจากผมเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ผมรู้สึกว่าทำอะไรๆที่เกี่ยวกับการประกวดได้ง่ายขึ้น เพราะกว่าก่อนหน้านี้ ผมจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ ผมมี "ทีมงาน" จำนวนหลายคน ทำทุกอย่างแทนผมทั้งหมด

      
  พอถึงการขึ้นประกวด NPC Teen Nationals ในปีถัดมา ( คือ ปี ค.ศ.2013 ตอนที่โคดี้ อายุ 18 ปี ) เมื่อนึกย้อนหลังถึงตอนนั้น ผมมีความรู้สึกแย่ๆ นั่นก็คือว่าในปีนั้น ผมใช้เวลาในช่วงเตรียมตัวประกวดเพียง 12 สัปดาห์เท่านั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ( หมายถึงปี ค.ศ.2012 ) ผมใช้เวลาเตรียมตัวถึง 16 สัปดาห์เลยทีเดียว

         ผมขึ้นเวทีด้วยน้ำหนัก 90 กก. ( 198 ปอนด์ ) และเอาชนะในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และได้ถ้วยรวมอีก ( คือชนะทุกรุ่นน้ำหนักในรายการนั้น ) / หลังจากรับถ้วยรางวัลและกำลังเดินลงจากเวทีนั้น คุณ คริส  คอเมียร์  ที่ทางบริษัทสปอนเซอร์ ว่าจ้างให้มาเป็นผู้ดูแลผม ได้พูดแซวผมว่า "รู้สึกอย่างไร ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งคนอื่น ทั้งๆที่เตรียมตัวมาแค่ 85% เท่านั้น" /  ณ.ตอนนั้น ผมพูดไม่ออก และสาบานกับตัวเองว่าในการประกวดครั้งต่อไป ผมจะไม่ขึ้นประกวดด้วยความพยายามเพียง 85% อีก ( Webmaster - ขอแทรกตรงนี้นิดนึงครับ  "อารมณ์" ของคนแซว กับคนถูกแซวในเหตุการณ์นี้ น่าจะเป็นคนละอารมณ์กัน คือ คริส เหมือนจะพูดชมโคดี้ว่า ขนาดเตรียมตัวมาแค่ 85% ยังเอาชนะคู่แข่งทุกคนในรายการระดับนานาชาติได้ แจ๋วนี่หว่า ( อะไรประมาณนั้น ) / แต่โคดี้ กลับคิดว่าเขาไม่อยาก "ดูถูก" คู่แข่งทุกคนที่เขาเอาชนะมาจากรายการนั้น โคดี้ต้องการจะให้เกียรติกับคู่แข่งทุกคนที่เขาเอาชนะมา  เพราะว่าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ต่างก็ฝึกแบบเอาเป็นเอาตายมาเป็นปีๆ เพื่อจะขึ้นมาแข่งกับเขาบนเวที

         เหมือนกับการที่คุณเป็นนักมวยฝีมือดี  และคุณรู้ว่าการฝึกมวยนั้น มันหนักมาก ต้องใช้ความอดทนสูง / สมมติว่าวันหนึ่ง คุณต้องขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ของคุณ ซึ่งคุณก็รู้ว่าคู่ต่อสู้ของคุณเขาก็ต้องฝึกมาอย่างหนัก และต้องใช้ความอดทนสูงเช่นกัน

         สมมติว่าคุณชกมวยครั้งนี้แล้วคุณเป็นฝ่ายชนะ  จะดีกว่าไหม?ถ้าคู่ต่อสู้ของคุณ เขาคิดว่าเขาแพ้คุณ เพราะคุณเตรียมตัวมาดี ( ซึ่งนั่นจะทำให้เขามีกำลังใจที่จะกลับไปฝึก และ "มีลุ้น" ว่าจะกลับมาเอาชนะคุณได้ในปีถัดไป )

         แต่ถ้าคนที่ชกมวยแพ้คนนี้ ไปคิดว่าเขาแพ้คุณ ทั้งๆที่คุณเตรียมตัวมาแค่ 85% เท่านั้น เขาก็จะไม่มีกำลังใจ และอาจเลิกชกมวยไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

         ผม Webmaster มองว่าโคดี้ เป็นคนที่มีจิตใจสูงส่งคนหนึ่งเลยทีเดียว  คือเขาอยากให้คู่แข่งคิดว่า พวกเขา ( หมายถึงคนที่แพ้ ) ได้แพ้ให้แก่คนที่เตรียมตัวมา 100%  มากกว่าจะให้คิดว่าพวกเขา ได้แพ้ให้แก่คนที่เตรียมตัวมาเพียง 85% / ซึ่งความคิดของโคดี้ในเรื่องนี้ นับว่าสูงส่งกว่าคนที่อายุมากกว่าเขาถึงเกือบ 3 เท่าเลยทีเดียว ( หมายถึง คริส  คอเมียร์ )


         ในเดือน กรกฏาคม ค.ศ.2014 ผมขึ้นแข่งในรายการ NPC Teen Nationals อีกครั้ง ด้วยน้ำหนัก 94.5 กิโลกรัม หรือ 208 ปอนด์ และแน่นอนว่าครั้งนี้ผมเตรียมตัวมา 100% เต็ม  ( Webmaster - เพื่อนสมาชิกอาจจะงงว่า เดี๋ยวผมก็ใช้ พ.ศ. เดี่ยวผมก็ใช้ ค.ศ. สาเหตุที่ผมใช้ ค.ศ.ก็เพราะว่า "ชื่อเวทีประกวด" มันเป็นเลข ค.ศ. เช่น ชื่อเวทีประกวดคือ 2014 NPC Teen Nationals / ผมก็เลยคิดว่าน่าจะใช้เลข ค.ศ.ในการแปลไปก่อน ) และผมก็เอาชนะถ้วยรวมในรายการ NPC Teen Nationals ระดับนานาชาติได้เป็นครั้งที่สาม

         ในปีเดียวกัน ผมยังเข้าประกวดอีกรายการหนึ่งด้วย นั่นคือรายการ 2014 Collegiate Championship ที่ต้องเจอกับคู่แข่งที่อายุมากกว่าผมหลายปี ( Webmaster - โดยธรรมชาติแล้ว คนที่อายุมากกว่า ย่อมจะมีขนาด และรายละเอียดของกล้ามเนื้อ มากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า ) แต่ผมก็เอาชนะถ้วยรวมได้อีก



jotasuplementos.com 

ปัญหารุมเร้า

         ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2014 หลังจบรายการประกวด NPC Teen Nationals มาหมาดๆ ผมมีเหตุที่ต้องเลิกกับแฟนสาวที่คบกันมานาน  นั่นทำให้ผมตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า

         สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอารมณ์ที่ซีมเศร้าอย่างเดียว มันยังส่งผลสะท้อนถึงเรื่องสุขภาพด้วย  ทั้งๆที่ผมพยายามตัดใจเรื่องแฟนสาวแล้ว แต่เวลาที่ผมตื่นนอนตอนเช้า และพยายามทานอาหารเช้า ปรากฏว่าความเครียดของผม ทำให้ผมถึงกับต้องอาเจียรอาหารออกมาบ่อยๆ

         ประจวบเหมาะกับสัญญาที่เซ็นไว้กับบริษัทสปอนเซอร์ก็หมดพอดี ( สัญญาปีต่อปี )  ผมจึงตัดสินใจหยุดเพาะกายไปก่อน แล้วหันไปโฟกัสเฉพาะเรื่องการเรียนที่ University of San Antonio เพียงอย่างเดียว


ออกจากมุมมืด

       ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อมาคุณ Aaron  Singerman ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทอาหารเสริม Blacksone Labs ได้มาคุยกับผมเพื่อชักชวนให้ผมกลับมาเริ่มเล่นกล้ามอีกครั้ง  ผมตกลงตามนั้นและคุณ Aaron ก็ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้กับผมด้วย
 

       จากนั้นผมก็ตั้งเป้าสำหรับการเข้าประกวด NPC Teen Nationals ของปี ค.ศ.2015 ที่จะจัดขึ้นใน เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2015 / สิ่งที่ต้องทำก็คือเริ่มรีดไขมันในจุดที่ลดได้ยากเสียก่อน ( เพราะหยุดเล่นไปเสียนาน )  จากนั้นก็เพิ่มขนาดมัดกล้าม

       ระหว่างที่รอขึ้นประกวดในรายการ NPC Teen Nationals ที่จะจัดขึ้นใน เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2015 นั้น มันอีกรายการหนึ่งคือรายการ 2015 NPC USA Championships ที่จะจัดขึ้นใน เดือนกรกฏาคม ค.ศ.2015 และผมคิดว่าจะลงแข่งในรายการนี้  เพื่อคั่นเวลา ( Webmaster - โปรดสังเกตุนะครับว่าในรายการ 2015 NPC USA Championships นี้ ไม่มีคำว่า "Teen Nationals" อยู่ด้วย  นั่นหมายความว่าเป็นรายการแข่งที่กรรมการจะตีความว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นระดับผู้ใหญ่กันหมดแล้ว  พูดง่ายๆก็คือว่าเมื่อโคดี้ลงแข่งในรายการนี้ เขาก็ต้องโพสท่าแข่งขันบนเวทีเดียวกันกับนักเพาะกายที่แก่กว่าเขา 20 ปีเลยทีเดียว ซึ่งมันยากที่จะเอาชนะได้

       เป้าหมายจริงๆคือการแข่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2015 ( คือรายการ NPC Teen Nationals ) แต่ผมจะลองลงในรายการประกวดของเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2015 ดูก่อน เพื่อหาประสบการณ์ ( คือหาประสบการณ์ในรายการ NPC USA Championships )

       บริษัทสปอนเซอร์ จัดให้คุณ Chris  Aceto  มาดูแลเรื่องการเตรียมตัวเข้าประกวดในรายการ 2015 NPC USA Championships ( ที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2015 ) ให้กับผม / ซึ่งผมมีเวลาเตรียมตัวเพียง 11 อาทิตย์เท่านั้น ก็จะถึงเวลาประกวดแล้ว

       คุณคริส  อะซีโต ให้ผมเพิ่มการทานโปรตีนขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อเร่งอัตราการเผาผลาญอาหาร และเพิ่มความ "เต็ม" ( full ) ให้กับมัดกล้ามทุกส่วน เพื่อให้รูปร่างที่ออกมา ทั้งคมชัด และดูเต็ม ( Webmaster - คำว่าดู "เต็ม" หรือ full ในที่นี้ เป็นวิธีการดูกล้ามเนื้อให้สมบูรณ์จากหลายๆด้าน ยกตัวอย่างเช่น ในรายการแข่งของฟิตเนส เมื่อดูแผงหน้าอกทางด้านหน้า มันก็ดูกว้างดี แต่พอไปดูทางด้านข้าง หน้าอกของพวกนักฟิตเนสจะแบน  คือดูดีจากการมองทางด้านหน้าอย่างเดียว  อย่างนี้ไม่เรียกว่ากล้าม "เต็ม" / ส่วนในรายการประกวดของนักเพาะกายนั้น  หน้าอกของนักเพาะกายที่ได้คะแนนดีๆ จะต้องดูกว้างเมื่อมองจากด้านหน้า และเมื่อมองจากด้านข้าง หน้าอกก็จะต้องดูหนา ปูดโปนด้วย นี่แหละคือความหมายของคำว่ากล้ามเนื้อดู "เต็ม" )

       "คุณจำเป็นต้องดูหนา" คุณคริสพูดกับผม "เพราะว่าในชั้นเฮฟวี่เวทของรายการ NPC USA Championships มันจะไม่เหมือนชั้นเฮฟวี่เวทของรายการ NPC Teen Nationals / เพราะว่าในรายการ NPC USA Championships รุ่นเฮฟวี่เวทนั้น คุณจะต้องปะทะกับนักเพาะกายที่ตัวใหญ่มากๆ / ถ้าคุณไม่ดูหนา ไม่ดูเต็ม พอคุณไปยืนเทียบกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น คุณจะดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาไปเลย"

       นี่เป็นการเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญในชีวิตของผมเลยทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้ ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องความหนาสักเท่าไร

       เดี๋ยวมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับการขึ้นประกวดในรายการ 2015 NPC USA Championships ของผมบ้าง





almostperfectiongregplitt.blogspot.com
 
โคดี้ ที่ผมรู้จัก

       Aaron  Singerman ซีอีโอของค่ายอาหารเสริม Prime Nutrition และ Blacksone Labs  ที่ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้กับโคดี้เมื่อปลายปี ค.ศ.2015 ได้พูดเกี่ยวกับโคดี้เอาไว้อย่างนี้ว่า

      "ครั้งแรกที่ผมตัดสินใจว่าจะเป็นสปอนเซอร์ให้กับโคดี้  ก็เพราะผมมองเห็นศักยภาพในตัวของเขา  เขาประสบความสำเร็จในทุกรายการที่แข่งทั้งๆที่อายุยังน้อยมาก  ถือได้ว่าเป็นนักเพาะกายวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพาะกายเลยก็ว่าได้ 

      หลังจากตัดสินใจว่าจะชวนโคดี้เข้าสังกัด  ผมก็พยายามติดต่อกับโคดี้  ผมยังจำครั้งแรกที่คุยกับโคดี้ทางโทรศัพท์ได้   ตอนที่คุยกันครั้งแรกนั้น ผมรู้สึกทันทีว่าเขาเป็นนักเพาะกายที่แตกต่างจากนักเพาะกายคนอื่นๆ  โคดี้เป็นคนพูดจาฉะฉาน และมีแนวความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เอามากๆเมื่อเทียบกับอายุของเขา  ฟังแล้วมีความหนักแน่นในคำพูด  และคุณสมบัติที่พูดมานี้ ยังไม่รวมถึง "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" ที่หาได้ยากในนักเพาะกายชื่อดังคนอื่นๆ" 

      "ผมติดตามโคดี้ด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนที่เขาขึ้นประกวดในรายการ NPC USA Championships แล้ว   อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นชัดมากคือเขาไม่ทะนงตน ไม่วางมาดน่าหมั่นไส้เหมือนแชมป์คนอื่นๆที่ผมเคยเจอมา"

      "ตอนที่โคดี้รู้ว่า เจย์  คัทเลอร์  มาดูเขาประกวดที่ลา
สเวกัส ,โคดี้แอบส่งข้อความ SMS บอกผมว่า การที่เจย์มาดูเขา ( หมายถึงมาดูโคดี้ ) ประกวด นั่นคือสิ่งที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาในชีวิต  ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? "  ( Webmaster - โคดี้ คลั่งไคล้เจย์มาก )

      "ในรายการ NPC USA Championships ซึ่งเจย์ คัทเลอร์ นั่งดูอยู่ด้วยนั้น  เมื่อโคดี้ชนะ  โคดี้ถึงกับร้องไห้ไม่ยอมหยุดเลยทีเดียว"

       "ตอนที่ผมคุยกับโคดี้ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น ความคิดก็ผุดขึ้นมาในหัวผทันทีว่า โคดี้คือนักเพาะกายในฝันที่โลกทั้งใบเฝ้ารอมานาน  เขาจะนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่วงการเพาะกาย  ช่วยปลุกกระแสความนิยมของกีฬาเพาะกายให้กับโลก  และผมเชื่ออย่างหนักแน่นว่าในอนาคต เขามีสิทธิ์ที่จะเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียได้ด้วยครับ" 






เสี่ยงโชคในเวกัส

       ในรายการ 2015 NPC USA Championships นั้น ตามกำหนดการ จะมีการตัดสินรอบแรก
( prejudging ) ในวันศุกร์ที่ 24 เดือนกรกฏกาคม ค.ศ.2015 ที่ลาสเวกัส / ปรากฏว่าในวันพฤหัสบดี ช่วงดึก ผมรู้สึกไม่สบายตัวอันเนื่องมาจากอาการอาหารเป็นพิษ

       พอถึงเวลาตีสอง ( ซึ่งก็คือเช้าของวันศุกร์ )  ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 12 ชั่วโมงก่อนที่จะต้องขึ้นเวทีประกวดรอบแรก  อาการผมก็หนักขึ้นมากโดยที่ผมเริ่มอาเจียรไม่หยุด 

       จนถึงเวลาตีสี่ของวันเดียวกัน ผมพยายามพยุงตัวให้ลุกขึ้นจากเตียง ซึ่งห็นได้ชัดว่าเรี่ยวแรงของผมหายไปหมด และไม่ต้องพูดถึงแรงที่ผมจะต้องใช้ในการโพสท่าบนเวทีเลย เพราะมันก็หายไปหมดเช่นกัน

       ผมไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ด้วยความที่ผมศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้ามาตลอด  สิ่งที่ผมคิดและทำ ณ.ตอนนั้นก็คือการภาวนาขอพรจากพระเจ้าเพื่อให้ร่างกายผมกลับสู่ภาวะปกติ

       ผมตื่นนอนอีกทีตอน 6.30 น.และความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น นั่นคืออาการป่วยทั้งหมดของผมได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง  นี่มันปาฏิหารย์ชัดๆ

       ผมชอบบรรยากาศแถวๆเวทีประกวดเป็นอย่างมาก / ผมรู้สึกฮึกเหิมตอนที่ยืนรออยู่ที่ด้านหลังเวที  สิ่งที่ผมอดทนฝึกฝนมาเป็นเวลานาน กำลังจะถูกโชว์ให้กับทั้งโลกได้เห็น / และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการ 2015 NPC USA Championships นี้ ผมทุ่มเททั้งหัวใจและทั้งวิญญาณในการเตรียมตัวขึ้นประกวดอย่างเต็มที่  ร่างกายของผม ณ.ตอนนั้น หนัก 100 กิโลกรัม ( 220 ปอนด์ )

       และเมื่อถึงคราวที่ผมก้าวออกไปหน้าเวที  ผมก็โชว์บทสรุปของความมานะพยายามทั้งหมดบนเวทีนั้น  บทสรุปนั้นก็คือมัดกล้ามที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของผม ณ.เวลานั้นนั่นเอง  ผมทำหน้าที่ในส่วนของผมแล้ว ( คือโชว์บทสรุป )  ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่พระเจ้า และ กรรมการตัดสินการประกวด ว่าเขาจะทำอย่างไรกับผม

       พอเดินลงจากเวทีลงมาด้านล่าง ซึ่งต้องเดินผ่านแถวของผู้ประกวดคนอื่นๆที่รออยู่  เมื่อผมเห็นพวกเขาเหล่านั้น ผมถึงกับอุทานออกมาเลยทีเดียว / "พระเจ้าช่วย  คนพวกนี้ตัวใหญ่มากจริงๆ" ผมคิด / ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็กๆเมื่อเทียบกับพวกเขา  อีกทั้งผมยังรู้ว่าผู้ชายหลายคนในกลุ่มคนพวกนี้ เริ่มเล่นกล้ามตั้งแต่ผมยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ

       กรรมการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้ผ่านเข้ารอบแรก โดยเรียกชื่อผมเป็นคนสุดท้าย นั่นทำให้ผมหวั่นใจสักหน่อย  / แต่พอถึงเวลาจัดให้ขึ้นยืนบนเวที กรรมการกลับให้ผมเปลี่ยนตำแหน่งยืนให้มาอยู่บริเวณตรงกลางของแถว  ซึ่งจากประสบการณ์แล้ว ผมรู้ทันทีว่านั่นหมายถึงอะไร  เพราะไม่ว่าผู้แข่งขันคนอื่น จะสลับตำแหน่งยืน กรรมการก็ยังคงให้ผมยืนอยู่ตรงกลางของแถว โดยที่ไม่ได้สลับตำแหน่งให้ผมไปยืนอยู่จุดอื่นเลย

       ณ.จุด จุดนี้ ผมรู้แล้ว่ายังไงผมก็ได้ตำแหน่งแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทในรายการนี้แน่ๆแล้ว ( รู้ด้วยสัญชาติญาณ จากการที่กรรมกากรจัดให้ยืนอยู่ตรงกลางของแถวตลอดเวลา ) และมันก็เป็นไปตามนั้น

       และพอถึงเวลาที่ต้องเอาทุกรุ่นน้ำหนักมา Posedown บนเวทีพร้อมกัน  / ผมไม่รู้หรอกว่าคนที่อยู่ในรุ่นน้ำหนักซูเปอร์เฮฟวี่เวทคือใคร แต่ที่แน่ๆคือผมรู้ว่าบนเวที Posedown นี้ ไม่มีใครโค่นผมลงได้แน่นอน  ในที่สุดผมก็ได้ชัยชนะเหนือทุกรุ่นน้ำหนัก ( คือชนะแบบ overall ) และแม้ว่าคนที่อยู่ในรุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท จะมีปริมาณกล้ามเนื้อมากกว่าผม แต่ถ้าพูดถึง "ความชัด" แล้ว ผมกินขาด / ต้องขอบคุณอาการแพ้อาหารที่ทำให้ผมอาเจียรในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนแข่ง เพราะนั่นก็เป็นส่วนที่เพิ่มความชัดให้กับผมบนเวทีครั้งนี้ด้วย


ช่วงเวลาแห่งชัยชนะ

       ตอนที่กรรมการประกาศชื่อของผมว่าผมได้เป็นแชมป์ถ้วยรวม ( overall ) ของรายการ 2015 NPC USA Championships นี้ ผมมองเข้าไปที่กลุ่มฝูงชนที่กำลังปรบมือกึกก้องทั่วสนาม ,ผมมองไปที่ครอบครัวของผมที่นั่งรวมกลุ่มกัน และได้เห็นความปิติยินดีปรากฏบนใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ,ผมมองไปทาง คริส คอเมียร์ และเห็นเขายิ้มกว้าง ,ผมมองไปทาง คริส อะซีโต และเขาก้มศีรษะเพื่อแสดงความยินดีให้ผม

       ณ.จุดนี้ ผมรู้สึกได้เลยว่าชัยชนะมันไม่ใช่สำหรับผมคนเดียว เพราะราวกับว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวผม ก็ได้รับชัยชนะไปพร้อมๆกับผมด้วย / และไม่เพียงเท่านี้ กระแสตอบรับจากสื่อต่างๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นรายการแข่ง NPC USA Championships ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีมานี้เลยทีเดียว

       ย้อนคิดกลับไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ( ค.ศ.2014 )  แค่ อกหักจาก "ผู้หญิงคนเดียว" ทำให้ผมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าแย่ จนเลิกเล่นเพาะกายไปเลย และเริ่มหันเข้าไปหาพระเจ้ามากขึ้น / และเมื่อผมเชื่อมต่อกับพระเจ้าได้แล้ว ผมถึงตาสว่าง และพึ่งพบว่าแท้ที่จริงแล้ว นี่คือพระประสงค์ของพระองค์ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ ( แยกกับแฟน )  เพราะพระเจ้าได้สร้างเส้นทางไปสู่ความรุ่งโรจน์ในการประกวดเพาะกายให้กับผมแล้ว  ผมเพียงแค่เดินตามทางที่พระเจ้าทรงสร้างให้ผม ก็เท่านั้นเอง 


เรื่องอนาคต

       ในปี ค.ศ.2016 ผมอยากจะลองลงแข่งในรายการ 2016 Arnold Classic ที่ Columbus ดู ( ตอนที่สัมภาษณ์อยู่นี้ ยังเป็นปี ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ.2558 อยู่ )  / มีหลายคนบอกผมว่ามันเร็วเกินไปที่จะลงแข่งในรายการใหญ่ขนาดนั้น
 เพราะในวงการเพาะกายแล้ว ความน่าเชื่อถือของรายการ Arnold Classic ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก ( รองจาก Mr.Olympia ) เลยทีเดียว ดังนั้น จึงควรเตรียมพร้อมหลายๆปีก่อนแล้วค่อยคิดจะลงสนามนี้ 

       แต่ผมเป็นคนที่ไม่กลัวการพ่ายแพ้ ผมอยากลองดูว่า ไอ้ที่เขาว่ายากนั้น มันจะขนาดไหนกัน  ผมอยากทดสอบร่างกายและจิตใจของตัวเอง ด้วยการปะทะกับนักเพาะกายหลายๆคน ที่ถูกจัดว่าอยู่ในระดับ "ดีที่สุดของโลก" ดูบ้าง

       ร่างกายของผมเองก็มีความสมบูรณ์แบบอยู่ไม่น้อย หาจุดด้อยได้ยาก  ดังนั้น การที่มีคนพูดกับผมว่า สำหรับคนที่อายุ 21 ปีนั้น "ยังเด็กเกินไป" ที่จะลงแข่งในรายการ Arnold Classic จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ผมเปลี่ยนใจไม่ลงแข่ง 

       ในปี ค.ศ.2016 นี้ ผมตั้งใจจะเพิ่มกล้ามเนื้อล้วนๆอีกสัก 2.2 กิโลกรัม ( 5 ปอนด์ ) เพื่อจะลงแข่งในรายการ 2016 Arnold Classic  / การที่ผมกำหนดไว้แค่ 2.2 กิโลกรัมก็เพราะถ้าเพิ่มน้ำหนักไปมากกว่านี้ มันอาจจะทำให้ลายเส้นสายกล้ามเนื้อมันจางลงก็ได้  ( คือทำให้กล้ามขาดความชัด ) / ผมจะไม่บ้าจี้เข้าไปอยู่ในเกมส์ของพวกบ้ากล้ามใหญ่ๆหรอกครับ ( คือจะไม่เน้นการเพิ่มปริมาณมัดกล้าม เพื่อให้เป็นไปตามกระแสนิยม )   เพราะในความคิดของผมแล้ว เรื่องความชัดก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดชัยชนะด้วย 

       ในช่วง Off - season นี้ ผมจะโฟกัสไปที่เรื่องอาหาร และการฝึก  และผมจะค่อยๆเพิ่มน้ำหนักตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จะไม่เร่งรีบจนเสียสมดุล โดยวางแผนเอาไว้ว่าในช่วงไม่กี่ปีถัดจากนี้ไป ผมจะทำน้ำหนักตัวให้ได้ถึง 109 กก. ( 240 ปอนด์ ) ซึ่งนับว่าเหมาะสมกับความสูง 172.5 ซม. ( 5 ฟุต 9 นิ้ว ) ของผม ( Webmaster - ช่วงอายุ 18 ปี ถึงอายุ 20 ปีของโคดี้ ร่างกายเขา สูงขึ้น 5 ซม. หรือ 2 นิ้ว / คือตอนที่อายุ 18 ปีเขาสูง 167.5 ซม. หรือ 5 ฟุต 7 นิ้ว แต่พออายุ 20 ปี เขาสูง 5 ฟุต 9 นิ้ว นั่นก็แสดงว่าเขาสูงขึ้น 5 ซม.นั่นเองครับ )

       แนวคิดของผมเกี่ยวกับอนาคตการประกวดนั้น ผมตั้งใจไว้ว่าหากผมสนใจที่จะลงแข่งรายการใดแล้ว ผมจะเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับประกวดในรายการนั้นเพียงรายการเดียว จะไม่ว่อกแว่กไปแข่งรายการอื่น ซึ่งการเน้นที่จะแข่งรายการใดรายการหนึ่งเพียงรายการเดียว จะช่วยทำให้ผมเอาใจใส่ในเรื่องการทานและการฝึกได้แบบ 100% 

       ไม่ว่าผลการประกวดรายการ Arnold Classic จะเป็นอย่างไร ผมก็ต้องยอมรับให้ได้ / อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ ผมต้องเชื่อมั่นในเส้นทางที่พระเจ้าได้สร้างไว้สำหรับผม



flexonline.com

มิสเตอร์โอลิมเปีย

       ถ้าผมได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในรายการมิสเตอร์โอลิมเปียในปี ค.ศ.2017 ได้
( qualify for tne Olympia next year ) ผมก็จะลองลงแข่งดูเลย  ผมเป็นคนหนึ่งที่ "ไม่เชื่อ" ในการ "หยุด 1 ปี"ก่อนลงแข่งรายการใหญ่ / เพราะว่าเมื่อโอกาสมาถึง เราก็ควรรีบคว้ามันไว้

       สำหรับการลงแข่งมิสเตอร์โอลิมเปียในปีแรก ผมจะไม่หวังอะไรมากไปกว่าการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เท่านั้น  ผมอยากจะซึมซับอารมณ์ความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ร่วมแข่งขัน ,ของคนดู ,ของบรรยากาศการประกวดที่จะจัดขึ้นเต็ม 1 อาทิตย์เต็มๆ / ถือเสียว่าเป็นการทดลองก่อนที่จะเริ่มเอาจริงเอาจังในการประกวดปีถัดไป

       แล้วพอถึงเวลาที่จะต้องประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียเป็นครั้งที่ 2 นั่นแหละ ผมถึงจะปรับโหมดตัวเองให้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง และเอาจริงเอาจังกับการประกวดนั้น 


ความคิดที่สูงเหนืออายุตัวเอง

       ตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ แม่ผมป่วยอย่างหนักจากโรคมะเร็ง  และถัดจากนั้นไม่กี่ปี น้องสาวของผมก็เป็นโรคเดียวกับแม่ไปอีกคน  สถานะการณ์พวกนี้ช่วยหล่อหลอมความคิดของผมตั้งแต่เด็กว่าชีวิตของคนเราไม่ใช่จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ  / เหตุการณ์พวกนี้ ทำให้ความคิดของผมมันโตเกินอายุตัวเอง  พูดตามตรงว่า ทุกวันนี้ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นวัยรุ่นอายุ 21 ปีแต่อย่างใด ,แม้กระทั่งปาร์ตี้ที่มหาวิทยาลัยผมก็ไม่เคยไปข้องเกี่ยว  ผมแตกต่างจากแบบฉบับวัยรุ่นอายุ 21 ปี "ทั่วไป" อย่างสิ้นเชิง

       การเล่นกล้าม ( bodybuilding )  คือทุกสิ่งทุกอย่างของผม


       จะว่าไปแล้ว ผมชอบที่จะคุยกับนักเพาะกายที่เจอปัญหาชีวิต ( ไม่เพียงแต่กล้าคุย แต่ "ชอบ" ที่จะคุยอีกต่างหาก )  ผมไม่อายเวลาที่ผมเล่าอดีตอันมืดมนของผมให้คนอื่นฟัง / เพราะการพูดคุยของผมจะช่วยเป็นแนวทางให้เขาเห็นว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ต้องเจออุปสรรคในชีวิต  ยังมีคนอื่นๆที่เจอปัญหาเหมือนๆกับเขา / นั่นจะช่วยให้พวกเขาได้เดินผ่านความมืดมน ก้าวไปพบกับแสงสว่างได้ / แนวคิดของผมก็คือ พรุ่งนี้เราจะได้เจอสิ่งที่ดีกว่าที่เราเจอในวันนี้  อีกทั้งในวันถัดไป เราก็จะได้เจอกับสิ่งที่ดียิ่งกว่าวันที่พึ่งผ่านมา    สิ่งสำคัญคือขอให้คุณยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้าเข้าไว้ ,ขอให้เชื่อในเส้นทางที่พระเจ้าเขียนไว้ให้คุณ และอย่ากลัวว่าคุณจะไม่สามารถผ่านอุปสรรคใดๆได้  ขอให้มั่นใจเถอะว่าคุณจะผ่านสิ่งเลวร้ายต่างๆด้วยความยึดมั่นและศรัทธา 



- END -