Cody Montgomery

( คลิ๊กที่ชื่อเพื่อดูรูป )


tumblr.com

อ้างอิง : นิตยสาร มัสคิวลาร์ ดีวีลอบเม้นท์ ฉบับเดือนมกราคม 2557 หน้า 259 

เปรียบเทียบ ชีวิตนักเพาะกายระดับมัธยม กับระดับมหาวิทยาลัย

       ตอนนี้ผมมาศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยได้ 2 เดือนแล้วครับ  มีความแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างตอนที่ผมเรียนอยู่ระดับมัธยม กับตอนที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ก็คือว่า เมื่อสมัยเป็นนักเพาะกายในระดับมัธยมนั้น ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นในตอนเช้าของแต่ละวัน คุณแม่ของผมจะเตรียมอาหารเช้า และเตรียมเวย์โปรตีนใส่กระป๋องเชคไว้ให้เรียบร้อยเลย  แล้วคุณแม่ค่อยมาปลุกให้ผมตื่นตอนเช้า / แต่พอผมมาอยู่ที่นี่ ( อยู่ในมหาวิทยาลัย ) ผมต้องหัดตื่นด้วยตัวเอง และทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

       ตอนเรียนมัธยม ผมเรียนวันละ 7 ชั่วโมงแทบทุกวัน  แต่ในระดับมหาวิทยาลัย เหลือเวลาเรียนทั้งอาทิตย์รวมกันแล้วไม่ถึง 8 ชั่วโมงด้วยซ้ำ  แต่ก็ไม่ใช่ว่าสบายขึ้นนะครับ เพราะการใช้ชีวิตในระดับมหาวิทยาลัยก็ทำให้เกิดความเครียดได้เหมือนกัน คือเราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตนอกเหนือจากการเป็นนักเรียนในห้องเรียนด้วย  ไม่เพียงเท่านั้น ในมหาวิทยาลัยนี่ สอบข้อเขียนบ่อยมาก ผมต้องเตรียมตัวสอบแทบทุกอาทิตย์เลย นั่นหมายความว่า ถ้าต้องการได้เกรดดีๆ ผมจะต้องใช้เวลาทำการบ้านและอ่านหนังสือนอกห้องเรียนอีก อย่างน้อยก็วันละ 1 ชั่วโมง

       มีความยุ่งยากในการเตรียมอาหารเหมือนกัน  ผมต้องเตรียมอาหารด้วยตัวเอง และตามปกติแล้ว ผมชอบทำอาหารแบบทานเลยมากกว่า แต่ว่าชีวิตมหาวิทยาลัย ผมทำแบบนั้นไม่ได้ บางทีผมถึงกับต้องเตรียมอาหารล่วงหน้าถึง 10 วันเลยทีเดียว  คือต้องหาเวลาเพื่อนั่งเตรียมอาหารมื้อใหญ่เลย อันได้แก่ ปรุงเนื้อไก่ 10 ปอนด์ ,เนื้อวัว 5 ปอนด์ ,แล้วก็มีข้าว และมันฝรั่งอีกเป็นจำนวนมาก เสร็จแล้วก็แบ่งอาหารพวกนี้ เป็นมื้อๆ แยกใส่ในกล่องพลาสติกแล้วก็แช่แข็งเอาไว้ในตู้เย็น / ด้วยวิธีนี้ ทำให้ผมรับมือกับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ เพราะมันมีการสอบข้อเขียนบ่อยมาก ดังนั้น ผมจึงต้องหาเวลาอ่านหนังสือแบบติดต่อกัน  ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน ผมต้องเข้าครัวเพื่อทำอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมง ทำให้ขัดจังหวะต่อการอ่านหนังสือในแต่ละวันของผมเป็นอย่างมาก

       ผมต้องดูนาฬิกาบ่อยครั้งขึ้น เพื่อเตือนตนเองตลอด มิเช่นนั้นแล้ว  อาจเกิดเหตุการณ์ที่ว่าเรียนหนังสือจนเพลิน จนพลาดเรื่องเวลาในการทานอาหาร  นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่มากทีเดียว เพราะนักเพาะกาย จะต้องเคร่งครัดต่อเวลาในการทานอาหารมากๆ จะพลาดมื้อใดมื้อหนึ่งไปไม่ได้ 


       ในระดับมหาวิทยาลัย ผมจะทานอาหารในเวลาเดียวกันทุกวัน  และฝึกเพาะกายในเวลาเดียวกันทุกวัน คือฝึกตอน 14.30 น. การจัดการตารางเวลาให้ตัวเองแบบเคร่งครัดนี้ ให้ผลดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ มัน Work มากๆเลยทีเดียว

       เนื่องจากช่วงนี้ เป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ผมจึงไม่ต้องทำคาร์ดิโอตอนเช้าในช่วงนี้   ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำก็แค่เตรียมตัวเข้าเรียนตอน 08.30 น.เพียงอย่างเดียว

       แต่คงสบายได้ไม่นาน เพราะในปีนี้ ผมเตรียมลงประกวดในรายการ 2014 Teen and Collegiate National ดังนั้น ผมต้องเริ่มเข้าสู่ภาวะ "เตรียมตัวประกวด" ในช่วงเทอมฤดูใบไม้ผลิ ( Spring semester ) คือตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557

       ในช่วงเทอมฤดูใบไม้ผลิ ผมต้องเลือกคลาสเรียน ที่เริ่มเรียนระหว่างเวลา 09.00 น. หรือ 09.30 น. เพื่อจะได้มีเวลาทำคาร์ดิโอตอนเช้า / แน่นอนว่า ผมไม่เลือกที่จะตื่นเช้าขึ้น เพื่อทำคาร์ดิโอ แล้วเข้าเรียนเวลา 08.30 น.  แต่ผมเลือกที่จะตื่นเวลาเดิม แล้วทำคาร์ดิโอ แล้วเลือกชั้นเรียน ที่เข้าเรียนได้สายขึ้น ( คือ 09.00 น. หรือ 09.30 น. ) เพราะไม่อย่างนั้น ร่างกายผมจะต้องลำบากต่อการที่นอนไม่พอ

       ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสำหรับการเลื่อนชั้นจากมัธยมขึ้นเป็นระดับมหาวิทยาลัย  จะว่าไปแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ผมว่าการใช้ชีวิตระดับมหาวิทยาลัย เอื้อต่อการปฏิบัติตัวแบบนักเพาะกายของผม ได้ดีกว่าตอนที่ผมเรียนอยู่ระดับมัธยมเสียอีก

( Webmaster - บทความนี้สัมภาษณ์เมื่อต้นปี พ.ศ.2557 ( ค.ศ.2014 )  หลังจากนั้นไม่กี่เดือน โคดี้ ก็ได้เป็นแชมป์ในรายการ 2014 Teen and Collegiate National สมดังความตั้งใจ / นับเป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเด็กมัธยม เป็นวัยรุ่นในมหาวิทยาลัย แต่ก็มีระเบียบวินัยในตนเอง จนสามารถเอาชนะในรายการประกวด Teen and Collegiate National นี้ได้อีกเป็นครั้งที่ 3 )



cody-montgomery.com


จากเวบ http://strengthaddicts.com/

คำถาม : ดูเหมือนว่าศักยภาพของคุณอยู่ในระดับสูงมาก เพียงอายุ 19 ปี คุณก็เอาชนะในรายการประกวดได้แล้ว และพออายุ 20 ปี คุณก็สามารถเอาชนะในรายการ Teen National Overall Champion ได้ถึง "3 ครั้ง" / อาจมีบางคนที่ยังไม่รู้จักคุณ ช่วยแนะนำตัวสั้นๆให้ผู้อ่านได้รู้จักคุณหน่อยครับ  

คำตอบ : ผมชื่อ Cody Montgomery และผมพึ่งจะอายุครบ 20 ปีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 นี้นี่เอง ( Webmaster - บทความนี้สัมภาษณ์ช่วงกลางปี พ.ศ.2557 ) ผมมีความสูง 167.5 ซม. ( 5 ฟุต 7 นิ้ว ) และตอนที่ขึ้นประกวดในรายการ 2014 NPC Teen/Collegiate Nationals นั้น ผมมีน้ำหนักตัว 97 กก. ( 215 ปอนด์ ) / ในช่วงนอกฤดูการแข่งขันตอนก่อนขึ้นประกวดในรายการนี้ ผมมีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 102 กก. - 104 กก. ( 225 - 230 ปอนด์ )

       ผมเกิดที่ Anchorage ,Alaska จากนั้นก็ย้ายตามที่ทำงานของพ่อ มาอยู่ที่ Texas / ตอนนี้ผมเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยที่ University of Texas ที่ San Antonio ครับ 


คำถาม : ช่วยเล่าเกี่ยวกับการจับลูกเหล็กครั้งแรกของคุณหน่อยครับ และช่วยเล่าเกี่ยวกับเส้นทางการเล่นกล้ามของคุณด้วยครับ

คำตอบ : ถ้าพูดถึงการสัมผัสลูกเหล็กครั้งแรกจริงๆนั้น คือตอนที่ผมอายุ 13 ปี อยู่เกรด 7  ช่วง Middle School ( Webmaster - อ่านการเทียบระดับการศึกษาได้ที่ลิงค์  http://www.tuvayanon.net/G-ep6-001001A-580104-0052.html ) ซึ่งตอนนั้น ผมเล่นมั่วๆไปอย่างนั้นเอง โดยมีความคิดว่า มันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับการลงแข่งบอล

       ต่อมา เมื่อผมอยู่ในระดับ High School คือช่วงเกรด 8 ( 1 ปีนับจากการจับลูกเหล็กครั้งแรก ) ผมสังเกตุได้ว่าร่างกายผมตอบสนองกับการเล่นเวทได้ดีมาก ทั้งความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น และขนาดของกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น / ณ.เวลานั้น ผมทานอาหารทุกอย่างที่จัดหามาทานได้ และก็ใช้กระจกดูการพัฒนากล้ามเนื้อของตัวเอง 

       วันหนึ่งในช่วงฤดูร้อน ซึ่งตอนนั้นผมเรียนอยู่เกรด
8 ช่วงเป็น Freshman ( คืออายุประมาณ 14 ปี )  ตอนนั้นผมกำลังบริหารร่างกายอยู่ในโรงยิม ผมได้พบกับชายคนหนึ่งที่เป็นคนขายอาหารเสริมอยู่ใกล้ๆกับโรงยิม เขาแนะนำผมว่า ผมควรจะลองขึ้นประกวดเพาะกายดูบ้าง โดยเขาจะเป็นสปอนเซอร์ให้ และแน่นอน ผมก็ขึ้นประกวดตามที่ได้รับคำแนะนำ โดยรายการแรกที่เข้าประกวดคือ NPC Dallas Europa

       เมื่อผมได้เดินขึ้นเวทีประกวดในครั้งนั้น ผมค้นพบตัวเองตั้งแต่นั้นเลยว่า นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจะทำจริงๆ  ดังนั้น หลังจากการประกวดในครั้งนั้นผ่านไป  ผมก็หยุดเล่นกีฬาชนิดอื่นๆแบบถาวรไปเลย แล้วตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนกีฬาเพาะกายเพียงอย่างเดียว

       นักกีฬาเพาะกายที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับผมก็คือ คุณ เจย์  คัทเลอร์ เขาเป็นตัวอย่างในเรื่องวิธีปฏิบัติตัวทั้งบนเวทีการแข่งขัน และการปฏิบัติตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน และ นอกเหนือจากพรสวรรค์ในการเป็นนักเพาะกายของเขา  เจย์ยังเป็นนักธุรกิจที่มากด้วยความสามารถอีกด้วย


คำถาม : ผมติดตามดูรูปของคุณมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ,พ.ศ.2556 และจนกระทั่งปีนี้ คือ พ.ศ.2557 เห็นว่าคุณมีพัฒนาการที่ดีมาก ขอทราบเกี่ยวกับเทคนิคการฝึกของคุณหน่อยครับ   

คำตอบ : รูปแบบการฝึกของผม จะเปลี่ยนไปในแต่ละปี และพอมาถึงในปีนี้ ผมใช้การฝึกด้วยการให้ John Meadows เขียนโปรแกรมการฝึกให้ โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Mountain Dog Training  ที่ John เป็นคนคิดค้นขึ้น 

       ผมเชื่อมั่นในการฝึกรูปแบบที่ทำจำนวนครั้งมากๆ ( pleanty of volume ) / และสำหรับเทคนิคอื่นๆที่ผมใช้ ก็มี drop sets / supersets / time under tension set 


คำถาม : ขอทราบเกี่ยวกับวิธีทานอาหารของคุณหน่อยครับ  

คำตอบ : เทคนิคการทานอาหารที่ดีที่สุดในความคิดของผม คือการไดเอทแบบโบราณๆ ที่นักเพาะกายช่วงปี 70 ( คือ พ.ศ.2513 - 2523 ) เขาทำกัน ซึ่งไม่ซับซ้อนและยุ่งยากเหมือนปัจจุบันเลย  หลักการนั้นก็คือ ทานคาร์โบไฮเดรตมากๆ ,ทานโปรตีนปานกลาง และทานไขมันน้อยๆ

       แม้ว่าผมจะไม่ได้ยึดวิธีกินแบบนี้ตลอดเวลา แต่ผมสังเกตุว่ามันให้ผลที่ดีมากต่อการฝึกของผม  ซึ่งพิสูจน์ได้จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผม ระหว่างปีที่แล้ว มาเทียบกับปีนี้น่ะครับ

       ข้างล่างนี้คือตารางการทานอาหารของผมในช่วงนอกฤดูการแข่งขันครับ  และคุณต้องไม่ลืมว่า ในแต่ละปี ผมจะเปลี่ยนรูปแบบการฝึกและการทาน ดังนั้น ตารางอาหารข้างล่างนี้ จึงเป็นของปีนี้นะครับ ปีหน้าผมอาจจะเปลี่ยนเมนูก็ได้


มื้อที่ 1 :

       ไข่ขาว 12 ออนซ์ ( 12 oz egg white )

       3 ซอง instant grits ( 3 packets instant grits )

       2 แผ่น Ezekiel bread ( 2 piece Ezekiel bread )

       กล้วยหอม 1 ผล หรือผลไม้เป็นชิ้นๆ เช่นแอปเปิ้ล ,ส้ม ฯลฯ ( 1 banana or piece fruit ( apple ,orange ,etc )


มื้อที่ 2 :

       ข้าวโอ๊ต 80 กรัม - ให้ชั่งน้ำหนักตอนยังแห้งอยู่ ( 80 g oats ( dry weight ) )

       เวย์โปรตีนแบบไอโซเลท 45 กรัม ( 45 g whey ISO ( dry weight ) )


มื้อที่ 3 ( มื้อย่อย - pre meal ) :

       เนื้อวัวแบบไขมันขาดไป 97% ในปริมาณ 7 ออนซ์ ( 7 oz 97% beef )

       มันฝรั่ง 12 ออนซ์ ( 12 oz potato )


มื้อที่ 4 :

       บาเกล ทาเยลลี่ที่ทำจากธรรมชาติ จำนวน 2 ชิ้น ( 2 bagels with natural jelly )

       ไก่ 5 ออนซ์ หรือไม่ก็เป็น ไข่ขาว 8 ออนซ์ ( 5 oz chickhen or 8 oz egg whites )


มื้อที่ 5 :

       ไก่ 6 ออนซ์ ( 6 oz chicken )

       ข้าวขาว 8 ออนซ์ - ให้ชั่งน้ำหนักตอนหุงเสร็จแล้ว ( 8 oz white rice ( cooked weight ) )


มื้อที่ 6 :

       โยเกิร์ตแบบกรีก แบบไขมัน 0% ขนาด 228 กรัม ( 1 ถ้วย ) ( 228 g 0% Greek yogurt ( 1 cup ) )

       เวย์ไอโซเลท 1 สกู๊ป ( 1 scoop whey ISO )

       ถั่ว 1 ออนซ์ หรือ เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ( 1 oz nuts or 2 tbs nut butter )


คำถาม : ช่วยบอกอาหารเสริมที่คุณใช้หน่อยครับ  ถ้าลำบากใจ ก็ไม่ต้องบอกยี่ห้อก็ได้ เอาแค่บอกว่าใช้ชนิดไหนบ้าง  

คำตอบ : ครับ ผมยืนยันได้เลยว่า เกี่ยวกับความสำเร็จในเรื่องการเพาะกายนั้น อาหารเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆครับ ( Webmaster - ฝรั่งเขาไม่ต้องเน้นว่าต้องเป็นอาหารเสริมของแท้ เพราะต่างประเทศเขาไม่มีอาหารเสริมปลอมกัน แต่สำหรับในบ้านเรา ผมต้องขอเน้นว่า อาหารเสริมที่นักเพาะกายพูดถึงนั้น ต้องเป็นอาหารเสริมของแท้เท่านั้น ไม่ใช่กินตามนักเพาะกายต่างประเทศก็จริง แต่ดันกินอาหารเสริมปลอม ที่คนขาย หลอกซะเนียนเลยว่าเป็นของแท้ ) / จริงอยู่ที่ว่า อาหารเสริมมาแทนอาหารมื้อหลักไม่ได้ แต่ถ้าเปรียบกับการประกอบจิ๊กซอร์แล้วล่ะก็ สมมติให้ความสำเร็จในการเพาะกาย เป็นภาพรวม  จิ๊กซอร์ที่เราจะต้องนำมาประกอบเป็นภาพรวมนั้น ก็คือ อาหารหลัก ,อาหารเสริม ,การเล่นเวทที่ดี - คือหมายความว่า มันจะขาดจิ๊กซอร์ตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้ / สำหรับอาหารเสริมที่ผมใช้ มีดังนี้ครับ 

       Whey Isolate Protien

       Creatine

       Glutamine

       L-Carnitine

       Multi Vitamin

       BCAA

       Digestive Enzymes

       Probiotic


       ข้างบนนี้ เป็นอาหารเสริมพื้นฐานที่ผมต้องใช้  จริงอยู่ที่ผมใช้อาหารเสริมอื่นด้วย เช่นอาหารเสริม จำพวก Pre workout powders  ,Intra workout supplement  ,Post workout supplement ,อาหารเสริมคาร์โบไฮเดรต ( Crab products ) ,อาหารเสริมแบบช่วยฟื้นตัวหลังการฝึก ( Recovery powders ) ,อาหารเสริมละลายไขมัน ( Fat burners ) ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่สำคัญเท่ารายการอาหารเสริมข้างบนนี้ ( Webmaster - หมายถึงว่า Cody ให้เน้นรายการอาหารเสริม 8 ตัวข้างบนก่อน - หมายถึงรายการอาหารเสริมที่มีเครื่องหมาย อยู่ )