Confuse

เทคนิค ชื่อ "ความสับสน"


       ในร่างกายมนุษย์ จะมียีนอยู่แบบหนึ่งที่มีไว้สำหรับการทำให้ชีวิตมนุษย์อยู่รอด  คือว่าเจ้ายีนตัวนี้จะทำให้ร่างกายมีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ( จากภายนอก ) ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย   /  ซึ่งการปรับตัวที่ว่านั้น ก็คือการทำให้ร่างกายเกิดความ "เคยชิน" กับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  /  ซึ่งเมื่อร่างกายเกิดความ "เคยชิน" แล้ว ก็จะทำให้ร่างกายนั้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่ลำบาก

       ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เคยทานอาหารวันละ 3 มื้อ คือเช้า กลางวัน และเย็น  ซึ่งร่างกายก็จะตั้งระบบไว้ว่า เมื่อถึงเวลาอาหารทั้ง 3 มื้อนั้นแล้ว  น้ำย่อยก็จะมารออยู่ที่กระเพาะอาหารเลย  ถ้ายังไม่ยอมทานอาหารตามเวลา ร่างกายก็จะหิวมาก และน้ำย่อยก็อาจจะกัดกระเพาะอาหารจนเกิดเป็นแผลได้ 

       ต่อมา เมื่อ นาย ก.ไปบวชเป็นพระในศาสนาพุทธ ซึ่งจำเป็นต้องตัดอาหารมื้อเย็นออก   การตัดอาหารมื้อเย็นออก ก็คือการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันไป ซึ่งร่างกาย "เคยชิน" กับกิจวัตรประจำวันแบบนี้มานาน ( คือการทานอาหารมื้อเย็นทุกวัน

       เมื่อมีการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ( คือการตัดอาหารมื้อเย็นออก ) ก็จะทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน

       เมื่อร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน  เพราะไม่ได้ทานอาหารเย็น ร่างกายก็จะมีอาการ Aleart ,ตื่นตัว ตามมา  


requestreduce.org

         อาการ Aleart ,ตื่นตัว ทำหน้าที่เหมือนกับการเปิดไฟฉุกเฉินขึ้นในร่างกาย  เพื่อเตือนให้ร่างกายรู้ว่า ขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบของร่างกายแล้วนะ !


       อาการ Aleart ,ตื่นตัว ที่ว่านั้น ก็คือการมีอาการกระวนกระวาย ,นอนไม่หลับ ,รู้สึกหิวเป็นอย่างมากในช่วงมื้อเย็น ,หน้ามืดบ่อยๆ

       ซึ่งอาการที่ว่านี้ ( กระวนกระวาย ,นอนไม่หลับ ฯลฯ ) ก็คืออาการที่แสดงออกมาเพื่อให้ร่างกายรับรู้ว่าตอนนี้มีสภาวะไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว ( คือสภาวะที่ร่างกายไม่ได้ทานอาหารมื้อเย็น )

       ซึ่ง นาย ก. ก็ต้องทนกับสภาวะที่ไม่ปกติ ( คือ สภาวะ Aleart ,ตื่นตัว ) แบบนี้ไปเรื่อยๆด้วยความลำบาก  เพราะสิ่งที่เขาต้องทนนี้ คือสิ่งที่ต้องแลกมากับการเข้ามาบวชเป็นพระ ( คือถ้าไม่อยากทนสภาวะ Aleart ,ตื่นตัว นี้  ก็ต้องสึกออกไป - แต่ นาย ก.เลือกที่จะไม่สึก )

       เมื่อร่างกายของ นาย ก. ตกอยู่ในสภาวะ Aleart ,ตื่นตัว ซึ่งทำความลำบากให้กับระบบต่างๆในร่างกายของ นาย ก. เป็นอย่างมาก  /  ณ.ตอนนี้เอง ที่ยีนในร่างกายเข้ามามีส่วนสำคัญในการปรับสมดุลให้กับร่างกาย นาย ก.  ซึ่งก็คือการที่

       เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทานอาหารเย็น แล้วมีน้ำย่อยมารออยู่ในกระเพาะเป็นจำนวนมากนนั้น  ร่างกายก็จะ "ปรับตัวใหม่" โดยไม่ให้มีน้ำย่อยมารอในกระเพาะในช่วงอาหารเย็นอีก


       ระบบการเผาผลาญอาหารจะช้าลง เพราะว่า แต่ก่อน ทานครบ 3 มื้อ จึงมีระบบเผาผลาญอาหารที่เร็ว เพื่อจะเผาผลาญอาหารทั้ง 3 มื้อให้เป็นพลังงานทั้งหมด แต่ ณ.ตอนนี้ เหลือการทานแค่ 2 มื้อ จึงไม่จำเป็นต้องมีระบบเผาผลาญที่รวดเร็วเหมือนเมื่อตอน ทาน 3 มื้อ



         เมื่อร่างกายกลับไปอยู่ในสภาวะ "เคยชิน" อีกครั้งหนึ่ง ก็เหมือนการปิดไฟฉุกเฉิน  /  ซึ่งการปิดไฟฉุกเฉิน ก็คือการทำให้ร่างกายหยุดสภาวะ Aleart ,ตื่นตัว ไป


       จากการที่ร่างกายปรับตัวใหม่ ( คือลดน้ำย่อยในช่วงมื้อเย็น และลดอัตราการเผาผลาญอาหารลง ) ก็เลยทำให้ร่างกายของ นาย ก. กลับไปสู่สภาวะ "เคยชิน" อีกครั้งหนึ่ง 

       คำว่าสภาวะ "เคยชิน" ที่ว่านี้ ก็คือการที่ นาย ก. มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยที่ไม่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร และไม่รู้สึกอ่อนเพลีย เหมือนช่วงที่ร่างกาย Aleart ,ตื่นตัว ในช่วงแรกๆของการบวชเป็นพระ





  เราจะนำหลักการทำให้ร่างกาย  เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน จนมีอาการ Aleart ,ตื่นตัว นั้น มาใช้กับการเพาะกายได้อย่างไร?


       จากที่อ่านมาในตอนต้น เราได้รู้จักกับยีนพิเศษในร่างกายของ "คนปกติทุกคน" แล้วว่า ยีนตัวนี้ จะพยายามทำให้ร่างกาย "หลีกหนี" จากการ เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ( ซึ่งการ เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ที่ว่านี้ จะส่งผลเป็นลูกโซ่จนทำให้ร่างกายเกิดอาการ Aleart ,ตื่นตัว ในภายหลัง ) ได้ด้วยการทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆในร่างกาย  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราจะตัดมื้ออาหารเย็นไปตลอดชีวิต  ไอ้เจ้ายีนพิเศษตัวนี้ ก็จะทำการลดน้ำย่อย ลดกรดในกระเพาะอาหารในช่วงเย็น , และยังลดอัตราการเผาผลาญอาหารในช่วงก่อนมื้อเย็นให้ช้าลง ฯลฯ

       เอาล่ะ
คราวนี้ เรามาดูกันว่า เราจะนำการทำหน้าที่ของยีนพิเศษตัวนี้ มาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเพาะกายของเราได้อย่างไร? มาดูกันครับ 

       สมมติว่ากล้ามเนื้อไบเซบของคุณ มีศักยภาพในการยกดัมเบลล์ในท่า Concentration Curls  ได้ด้วยการใช้ดัมเบลล์ขนาด 6 กก. เท่านั้น ( สมมตินะครับ )

       ถ้าคุณยกดัมเบลล์ด้วยท่านี้ ( คือ Concentration Curls ) โดยใช้ดัมเบลล์น้ำหนัก 6 กก. ไปตลอดชีวิต กล้ามเนื้อไบเซบของคุณก็จะไม่เติบโตขึ้น ไม่ใหญ่ขึ้น

       เหตุที่กล้ามไบเซบของคุณไม่ใหญ่ขึ้น ( เมื่อคุณยกด้วยท่า Concentration Curls โดยใช้ดัมเบลล์หนัก 6 กก.ไปตลอดชีวิต ) ก็เพราะว่า ร่างกายคุณ "เคยชิน" กับการยกดัมเบลล์ในขนาด 6 กก. ด้วยท่า Concentration Curls นี้นั่นเอง

       คราวนี้ สมมติว่าคุณเพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์ที่ใช้ขึ้นมาสัก 2 กก. คือใช้น้ำหนักดัมเบลล์เป็น 8 กก.ในการบริหารท่าเดียวกันนี้ ( คือ Concentration Curls ) มาดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น 

       ในตอนเริ่มแรก ( สมัยตอนที่ยังใช้ดัมเบลล์ขนาด 6 กก. อยู่ ) เซลล์กล้ามเนื้อใน กล้ามไบเซบ ของคุณ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการยกดัมเบลล์ขนาด 6 กก. ในท่า Concentration Curls  /  คือหมายความว่า ความแข็งแรงของเซลล์กล้ามเนื้อคุณมี "ลิมิต" อยู่แค่การรองรับดัมเบลล์ขนาด 6 กก.ในการยกท่า Concentration Curls นี้

       คราวนี้ พอคุณไปยกดัมเบลล์ขนาด 8 กก. ในท่าเดียวกันนี้เข้า ( คือท่า Concentration Curls ) เซลล์กล้ามเนื้อไบเซบของคุณก็เลยฉีกขาด เกิดการบาดเจ็บในระดับเซลล์ ( Micro Trauma ) ( ไม่ได้ฉีกขาดในระดับใหญ่ คือไม่ได้ฉีกขาดในระดับเส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาด ( ซึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล ) หรอกนะครับ ) เพราะว่ามันเกิน "ลิมิต" ที่เซลล์กล้ามเนื้อไบเซบของคุณจะรับไหว

       เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบเกิดการฉีกขาด เกิดการบาดเจ็บในระดับเซลล์  ไอ้เจ้ายีนพิเศษ ( ที่ผมพูดให้ฟังไว้ก่อนหน้านี้ ) ก็เลยรีบมาบริหารจัดการการฉีกขาดนี้ทันที

       วิธีบริหารจัดการกับการฉีกขาดที่เซลล์กล้ามเนื้อไบเซบนี้ ก็คือการที่ยีนตัวนี้ จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย เป็นต้นว่า เกิดการไปดึงเอาสารอาหาร ,เลือด ฯลฯ มาซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบที่ฉีกขาดไปนั้นก่อน  จากนั้น ก็จะเพิ่มปริมาณเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบขึ้น เพื่อ "รองรับ" การที่จะต้องใช้กล้ามไบเซบในการยกดัมเบลล์ขนาด 8 กก. นี้ในอนาคต ( คือหมายความว่า ถ้าในอนาคต ร่างกายต้องยกดัมเบลล์ขนาด 8 กก. ในท่า Concentration Curls นี้อีก เซลล์กล้ามเนื้อก็จะไม่ฉีกขาดมากมายนัก เพราะว่ามีปริมาณเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบมากขึ้นแล้ว ( ด้วยการเสริมสร้างเซลล์ไบเซบเพิ่มเข้าไปนี้เอง ) ) 

       พูดง่ายๆว่า ระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะมี 5 ขั้นตอนคือ

       ขั้นตอนแรก - คือ กล้ามไบเซบมี "ความเคยชิน" กับการใช้ดัมเบลล์ขนาด 6 กก. ในการบริหารท่า Concentration Curls นี้อยู่  /  ซึ่ง "ความเคยชิน" นี้ ก็เลยทำให้กล้ามไบเซบไม่เติบโตขึ้น


       ขั้นตอนที่สอง - คือ เราทำลาย "ความเคยชิน" ด้วยการเปลี่ยนน้ำหนักดัมเบลล์ที่ใช้ให้หนักขึ้นเป็น 8 กก. ในท่า Concentration Curls นี้ ( แต่ก่อนใช้ 6 กก. )

       เมื่อใช้น้ำหนักดัมเบลล์ที่หนักขึ้น ก็เลยทำให้เซลล์กล้ามเนื้อไบเซบ เกิดการฉีกขาด เกิดการบาดเจ็บในระดับเซลล์

       พอเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบ เกิดการฉีกขาด เกิดการบาดเจ็บในระดับเซลล์ ร่างกายก็ เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน  เพราะระบบปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย กลัวว่าร่างกายจะ "ตาย" ด้วยเหตุแห่งการบาดเจ็บ ( ในระดับเซลล์ ) นั้น


       ขั้นตอนที่สาม - คือเมื่อร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ขึ้นมา ร่างกายก็มีอการ Aleart ,ตื่นตัว ตามมา


       ขั้นตอนที่สี่ - เมื่อร่างกายมีอาการ Aleart ,ตื่นตัว  เพราะกลัวว่าจะ "ตาย" จากอาการบาดเจ็บ ( ในระดับเซลล์ ) นั้น ได้เจ้ายีนพิเศษจึงต้องออกมาบริหารจัดการ เพื่อ "ลดอาการ"  Aleart ,ตื่นตัว ลง

       ซึ่งวิธีบริหารจัดการของยีนตัวนั้นก็คือ การทำให้ร่างกายทำการซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบที่ฉีกขาดนั้น และพยายามเสริมสร้างเซลล์กล้ามเนื้อไบเซบใหม่ๆขึ้นมา เพื่อป้องกันการฉีกขาดอีกในอนาคต

       จนเมื่อร่างกายมีเซลล์ไบเซบที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว และมีเซลล์ไบเซบสำรองเพิ่มมากขึ้น ( เพื่อรองรับการใช้ดัมเบลล์ขนาด 8 กก. ) ร่างกายก็จะ "ลดอาการ" Aleart ,ตื่นตัว ลง คล้ายๆกับการปิดไฟฉุกเฉินในร่างกายลง


       ขั้นตอนที่ห้า - คือเมื่อร่างกาย "ลดอาการ" Aleart ,ตื่นตัว ลงแล้ว  ร่างกายก็จะกลับสู่สภาวะ "เคยชิน" อีกครั้ง

       เมื่อร่างกายกลับสู่สภาวะ "เคยชิน" แล้ว ก็จะกลับไปสู่ขั้นตอนแรกใหม่อีกครั้ง คือหมายความว่า ถ้าคุณยกดัมเบลล์ขนาด 8 กก. ไปตลอดชีวิต กล้ามไบเซบคุณก็จะไม่เติบโตขึ้นไปกว่านี้  


 
ขอแทรกนิดนึงครับ


       ( ภาพบน ) ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ถ้าคุณอยากให้กล้ามเนื้อคุณพัฒนา คุณจะต้องพยายามหลีกหนีความ "เคยชิน" ด้วยการทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน เรื่อยๆ

       แล้วเมื่อร่างกายคุณ เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน  ร่างกายคุณก็จะ Aleart ,ตื่นตัว

       และเมื่อร่างกายคุณ Aleart ,ตื่นตัว แล้วล่ะก็  ยีนพิเศษในร่างกายคุณก็จะทำหน้าที่บริหารจัดการ เพื่อลดอาการนั้น

       ซึ่งจากการบริหารจัดการของยีนพิเศษนี้ ก็เลยทำให้กล้ามของคุณใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้นนั่นเอง






  การทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน นั้น ไม่ใช่ว่าต้องทำด้วยการเพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์เพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ    คุณยังสามารถทำให้ เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ได้ด้วยการเปลี่ยนจำนวนเซท ,เปลี่ยนจำนวน Reps ,เปลี่ยนระยะเวลาพักระหว่างเซท ฯลฯ ได้ด้วย


       ในระหว่างที่คุณกำลังใช้ดัมเบลล์ขนาด 8 กก.อยู่นั้น ( หมายถึงว่า คุณยังไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์เป็น 10 กก.ได้ เพราะถ้าคุณ "ด่วน" เพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์เป็น 10 กก.ในการยกท่า Concentration Curls นี้ กล้ามไบเซบของคุณอาจจะบาดเจ็บในระดับใหญ่ได้ คือกล้ามเนื้อไบเซบอาจจะฉีกขาด จนต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดไปเลย ) สักพัก ร่างกายก็จะเกิด "ความเคยชิน" อีก ทำให้กล้ามไบเซบไม่พัฒนาขึ้น ไม่โตขึ้น

       ในเมื่อร่างกายคุณเกิด "ความเคยชิน" แล้วคุณจะทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ได้อย่างไร? ในเมื่อคุณยังไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์เป็น 10 กก.ได้

       คำตอบก็คือว่า คุณสามารถทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ได้ด้วยการเปลี่ยนจำนวนเซท ,เปลี่ยนจำนวน Reps ,เปลี่ยนระยะเวลาพักระหว่างเซท ,จัดลำดับท่าบริหารไบเซบใหม่ ( สมมติว่าในตารางฝึก มีท่าบริหารไบเซบอยู่ 3 ท่า โดยท่า Concentration Curls อยู่ในท่าบริหาร ท่าที่ 2 ก็ให้คุณเลื่อนท่า Concentration Curls มาบริหารเป็น ท่าแรก  /  หรือเลื่อนลงไปบริหารเป็น ท่าที่ 3 ก็ได้ )  /  หรือไม่ก็ ใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ลิงก์  http://www.tuvayanon.net/6System-index.html 


สรุปว่า - หลักการเรื่องการพยายามทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน นั้น ถือเป็นหลักที่ต้องใช้ควบคู่ไปการเพาะกายไปตราบนานเท่านานเลยครับ  /  อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่ของนักเพาะกายก็คือ การพยายามทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน อยู่บ่อยๆ ร่างกายจะได้พัฒนาดีขึ้น

       และสำหรับการทำให้ร่างกาย เกิดอาการ Confuse เกิดความสับสน ( เพื่อหลีกหนี "ความเคยชิน" ) นั้น เพื่อนสมาชิกสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มปริมาณน้ำหนักที่ใช้ หรือเปลี่ยนจำนวนเซท ,เปลี่ยนจำนวน Reps ,เปลี่ยนระยะเวลาพักระหว่างเซท ,จัดลำดับท่าบริหารใหม่ หรือไม่ก็ ใช้เทคนิคพิเศษอื่นๆที่ลิงก์  http://www.tuvayanon.net/6System-index.html 



- END -




* * * หน้าเวบ "ในส่วนที่อยู่ด้านล่างลงไปนี้" เป็นแบบฟอร์มที่ทาง Webmaster เก็บเอาไว้บริหารจัดการ ตอนที่จะซ่อมแซม หรือปรับปรุงหน้าเวบ "ในส่วนที่อยู่ด้านบน" ในอนาคตครับ  /  คือหมายความว่า หน้าเวบ "ในส่วนที่อยู่ด้านล่างลงไปนี้" ไม่ได้มีไว้สำหรับให้อ่านครับ 



- - - แบบที่ 1 - - -  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

- - - แบบที่ 1 - - -  


  

- - - แบบที่ 1 - - -  


      

             

                     

                           


  



      

              

                    


* * *

* * *

* * *

* * *

* * *

* * *


      

      

      



:/
















:/


* * *

* * *

* * *

* * *

* * *

* * *



:/








:/





:/


      

      

      

      

      

      



:/


/  สวัสดีครับ * * * *

      

      

      

      

       ทีมงาน tuvagroup.com  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       ทีมงานเพาะกายครับ  



:/


คำถาม : :/


คำตอบ :


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

คำถาม : :/


คำตอบ :


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

คำถาม : :/


คำตอบ :


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  



* * * หากภาพในหน้าเวบนี้ขึ้นไม่ครบ กรุณาคลิ๊กที่เมนู "Reload this page" นะครับ  /  ถ้าหาเมนูนี้ไม่พบ ให้อ่านคำแนะนำที่ลิงก์นี้นะครับ  http://www.tuvagroup.com/7fvhp-A-03-Q-591211-1724.html 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - 



:/




:/



 

รหัสภาพ



( ภาพบน ) :/

ภาพข้างบนนี้มาจาก








 





       ( ภาพบน )

      

      

      





- END -



หน้าถัดไป



1  >  2  >  3  >  4  >  5  >  6