การโพสท่า


อ้างอิงจาก Encyclopedia of Modern Bodybuilding from Book Four : Competition - Chapter 1 ,Posing ( โดยคุณอาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ )

ทำไมการโพสถึงสำคัญ?

       แม้ว่า
คุณจะมีรูปทรง ( ของร่างกาย ) ดีมาก ,แม้ว่าคุณจะมีความชัดของกล้ามเนื้อที่เตะตา  แต่สิ่งที่คุณจะต้องคิดไว้ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะโชว์ความสมบูรณ์แบบที่พูดมานี้ ( คือรูปทรงและความชัด ) ให้แก่กรรมการผู้ให้คะแนน และเหล่าคนดูได้เห็น

       คุณต้องจำไว้ว่าทั้งกรรมการและคนดู เขาไม่ได้ดูแค่เพียงรูปทรงและความชัดของคุณ  แต่เขาดู "คุณ" / ดู "ความเป็นตัวคุณ" ( total you )

       คุณยืนอย่างไร ,ก้าวเดินบนเวทีอย่างไร ,โพสท่าอย่างไร ,ความเข้มของสีผิว ,กางเกงประกวดที่ใส่ ,คุณดูมีความมั่นใจ หรือกังวลวิตก - สิ่งเหล่านี้มีผลต่อความประทับใจ หรือไม่ประทับใจ ที่มีต่อตัวคุณ


       ถ้าคุณฝึกโพสท่าให้ชำนาญ  คุณจะควบคุมตัวแปรเรื่องความประทับใจเหล่านี้ได้


การโพส สร้างคุณได้ และในขณะเดียวกัน ก็ทำลายคุณได้เช่นกัน

       รูปร่างแบบนักเพาะกาย เปรียบได้กับภาพศิลปะที่ถูกวาดอย่างวิจิตร แต่การเอาภาพวาดนั้นไปแสดงโดยใส่ในกรอบรูปห่วยๆ ,การวางแผนสำหรับการโชว์งานนั้นแบบไม่เข้าท่า ,การวางภาพนั้นในมุมที่อับแสง ล้วนแต่ส่งผลให้ภาพอันวิจิตรนั้น ดูแย่ลง

       ฉันท์ใด ก็ฉันท์นั้น รูปร่างที่สวยงามของคุณ ก็อาจจะดูด้อยลงไปหากคุณไม่เข้าใจว่าทำอย่างไรถึงจะโชว์ความเป็นคุณ ทำอย่างไรถึงจะเรียกความสนใจจากกรรมการ และคนดู ให้มาสนใจคุณได้



 
Mr. Olympia 1975 - Arnold Schwarzenegger, with Serge Nubret and Lou Ferrigno

 วิธีแจ้งวีดีโอลิงค์ขาด  

       ( Webmaster - จากวีดีโอข้างบนนี้ อาร์โนลด์ มีน้ำหนักตัว 107 กก.แต่กล้ามชัด / ในขณะที่พวกเราบางคน หนักแค่ 70 กก.แต่ไขมันบาน * * * คุณต้องไม่ลืมว่าสมัยอาร์โนลด์ ไม่มีคาร์ดิโอ ไม่มีการวิ่ง ไม่มีการปั่นจักรยาน  เขาเล่นกล้ามกันล้วนๆ เลยทำให้กล้ามชัด  แต่คนสมัยนี้ ดันไปลดไขมันแบบตรงๆด้วยการทำคาร์ดิโอ การวิ่ง มันจึงทำให้ร่างกาย "ดื้อ" คือยิ่งต้องเพิ่มการทำคาร์ดิโอมากขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงานเสียการ เพราะต้องเหนื่อยมากขึ้น เลยไปนอนหลับที่ทำงาน ( แทนที่จะเล่นกล้ามแค่อย่างเดียว แต่ดันโลภมาก ไปเพิ่มการทำคาร์ดิโอขึ้นมาเอง ) มิหนำซ้ำ พอหยุดทำคาร์ดิโอเมื่อไร ก็เจอภาวะ "โยโย่" เป็นของแถม คราวนี้ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่ไม่เคยทำคาร์ดิโอเสียอีก )

รูปแบบการโพส

       ท่าโพสที่คุณออกแบบนั้น  ควรจะแบ่งเป็น 2 ระดับ ระดับแรก ทำให้มันดูสวยงาม ลื่นไหล ก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ระดับที่สอง คือทำให้มันดูกระชากใจ ตื่นตาตื่นใจ

       การออกแบบท่าโพส ให้เน้นไปที่ "การมองในฝั่งของกรรมการ"

       คือให้คิดว่า ถ้าเราเป็นกรรมการ เราจะได้เห็นสิ่งใด และไม่ได้เห็นสิ่งใด จากผู้เข้าประกวดคนนั้น

       สิ่งที่กรรมการจะได้เห็น ก็คือสิ่งที่เราแสดงออกด้วยการโพส  และสิ่งที่กรรมการจะไม่ได้เห็น ก็คือสิ่งที่เราปิดบังด้วยการโพสเช่นกัน ( Webmaster - ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นคนมีเอวหนา ไม่คอด ,อย่างนี้ เวลาที่โพส ก็ควรมีการหันข้างให้กรรมการ แล้วบิดเอว หันร่างกายท่อนบนเข้าหากรรมการ  คือ ไม่ควรหันทั้งตัวให้กรรมการ / ไอ้แนวคิดเรื่องการบิดเอวนี่แหละ คือการโพสแบบปิดบัง ไม่ให้กรรมการเห็นจุดด้อย ( คือความหนาของเอว ) เรา / หรือถ้าเราเป็นคนอกกว้าง แต่ไม่หนา  เวลาโพส เราก็ควรให้กรรมการเห็นหน้าอกด้านหน้าเราบ่อยๆ  อย่าให้กรรมการเห็นหน้าอกด้านข้างของเรา - ที่พูดมาทั้งหมดนี้ หมายถึงตอน Free Pose นะครับ  )

       การฝึกฝนการโพสจนได้สิ่งที่เราต้องการ ( คือโชว์สิ่งที่เราอยากโชว์ ,ปิดบังสิ่งที่เราอยากปิดบัง ) นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย  มันต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่เชื่อผมเถอะว่ามันจะคุ้มค่ากับเวลาที่คุณเสียไปสำหรับการฝึก


การฝึกโพสท่าในโรงยิม ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นกล้ามด้วย

       ไม่มีคำว่า “เร็วเกินไป” สำหรับการฝึกโพส ( Webmaster – บางคนคิดว่าควรเล่นกล้ามไปนานๆเป็นปีก่อนแล้วค่อยฝึกโพส แต่ว่าอาร์โนลด์บอกว่าไม่จำเป็นต้องรอ ) คุณควรฝึกโพสเสียตั้งแต่วันแรกที่คุณเดินเข้าโรงยิมแล้ว / ให้พยายามดูภาพหรือวีดีโอนักเพาะกายรุ่นก่อน หรือไม่ก็เข้าไปชมการประกวดเพาะกาย เพื่อที่จะได้ดูว่าเวลานักเพาะกายที่แข่งขันเขาโพส เขาทำอย่างไรกันบ้าง / จากนั้น ก็ให้จำภาพพวกนั้นไว้ แล้วเอามาเลียนแบบด้วยการฝึกโพสระหว่างพักเซท

       โดยเลือกท่าโพสที่แสดงกล้ามที่เรากำลังฝึกอยู่นั้น ( เช่น ขณะพักเซทของการเล่นกล้ามไบเซบ เราก็ฝึกโพสท่าที่โชว์ไบเซบ ) และให้ใช้กระจกให้เป็นประโยชน์ ด้วยการดูว่าคุณโพสแบบไหนถึงจะดูดีสำหรับการโชว์กล้ามเนื้อนั้น

       ด้วยการฝึกฝนการโพสท่าระหว่างพักเซทที่หน้ากระจกนี้บ่อยๆ นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณพัฒนาแล้ว มันจะทำให้คุณมีทักษะในการหาความพอดีในการหดเกร็งกล้ามเนื้อด้วย ( Webmaster – ยกตัวอย่างเช่นการยกแขนขึ้นมาเพื่อเบ่งกล้ามไบเซบนั้น คุณต้องมีทักษะว่าจะงอแขนท่อนปลายเข้ามามากเท่าไรถึงจะทำให้กล้ามไบเซบดูดี ถ้างอเข้ามามากเกินไป ก็อาจทำให้กล้ามไบเซบดูเล็ก ( เพราะกล้ามไบเซบมันหดเกร็งเกินไป ) ดังนั้น การฝึกโพสท่าโดยดูผ่านกระจก จะช่วยทำให้เรารู้ว่าควรจะงอแขนท่อนปลายเข้ามาขนาดไหน จึงจะทำให้กล้ามไบเซบดูดีในขณะโพส )


ฝึกโพสให้หนัก

       เมื่อถึงเวลาใกล้ประกวด คุณจะต้องฝึกโพสท่าให้มาก ฝึกให้หนัก เวลาฝึกโพส อย่าทำเพียงแค่เบ่งกล้ามเสร็จแล้วก็ผ่อน ที่ถูกแล้ว เมื่อคุณเบ่งกล้าม คุณจะต้องค้างจังหวะเอาไว้อย่างนั้น จนรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อนั้นเลยทีเดียว และเมื่อรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อแล้ว ก็ให้ทนอยู่อย่างนั้น ต่ออีกนิด แล้วค่อยผ่อนกล้าม คือให้ทนจนถึงขนาดที่ว่าหมดแรงจนเกือบเป็นตะคริวเลยทีเดียว

       ด้วยการฝึกแบบนี้ จะทำให้คุณโพสท่าได้ลื่นไหล และดูทรงพลังในเวลาที่คุณกำลังอยู่บนเวที

       ในวันหนึ่ง วันหนึ่ง ( โดยเฉพาะช่วงใกล้ประกวด ) คุณจะต้องฝึกโพสท่าให้ได้วันละ 1 ชั่วโมง

       เชื่อผมเถอะว่า เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อจะโพสท่า คุณจะเห็นถึงคุณค่าของการฝึกโพสที่คุณผ่านการฝึกฝนมาด้วยความยากลำบาก


คุณถูกจับตาดูตลอดเวลา

       จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอตอนที่อยู่บนเวทีว่า คุณถูกจับตามองตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่าแม้ว่าจะยังไม่ถึงคิวที่คุณจะโพส คุณก็ไม่ควรปล่อยตัวตามสบาย เพราะกรรมการเขาจะมองเห็นได้ว่ากล้ามท้องของคุณดีขนาดไหน ดังนั้น คุณควรแขม่วหรือเกร็งกล้ามท้อง ( เบาๆ ) เอาไว้ตลอดเวลา

       อีกอย่างหนึ่งคือเมื่อคุณกำลังโพสท่าหนึ่งแล้วกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ท่าโพสอีกท่าหนึ่ง  การเคลื่อนที่ของร่างกายคุณ ( ขณะเปลี่ยนจากท่าโพสท่าเก่า เข้าสู่ท่าโพสท่าใหม่ ) ก็ยังอยู่ในสายตาของกรรมการด้วยเช่นกัน ดังนั้น คุณต้องเอาใจใส่ คือระมัดระวังตัวเองในขณะที่กำลังเปลี่ยนท่าโพสด้วย ( Webmaster – เช่น อย่าปล่อยให้พุงห้อยออกมาตอนเปลี่ยนท่า คุณควรแขม่วท้องเอาไว้ )


การโพส เป็นศิลปะของการเพาะกาย

       การโพสที่ดี เปรียบได้กับการสร้างงานศิลปะ คุณควรลงจากเวทีด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว สิ่งนั้น สร้างได้ด้วยการโพสท่าที่ดี

       และเพราะว่าจิตวิทยาของคนดู เขาจะชอบความเร้าใจ พวกเขาจึงคาดหวังว่าจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นบนเวที ดังนั้นคุณจึงต้องเอาความเร้าใจใส่ไว้ในการโพสท่าของคุณด้วย

       แต่จะให้เร้าใจตลอดการโพสเลย มันก็ไม่ถูก การโพสท่าก็เหมือนการบรรเลงของวงซิมโฟนี ที่จะต้องมีการผสมผสานกันของช่วงเร็วและช่วงช้าในเพลง การโพสจึงต้องมีการผสานจังหวะเร็วบ้าง ช้าบ้าง

       คุณต้องทำให้การโพสของคุณมีจังหวะ และมีการสร้างอารมณ์ร่วม ( Rhythm and emotion )


ทิ้งท้ายจากผู้สัมภาษณ์ ( Ron Harris ) - ในภายหลัง อาร์โนลด์ได้ร้องขอจากสมาพันธ์ IFBB และได้รับการอนุมัติแล้วว่า คะแนนในช่วง Free Pose จะมีผลถึง 1 ใน 3 ของคะแนนรวม  นั่นก็หมายความว่า แม้ว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคน ทำคะแนนในรอบอื่นๆได้สูสีกัน แต่หากใครทำได้ดีในรอบ Free Pose ย่อมทำให้คะแนนรวมกระโดดขึ้นมา จนสามารถคว้าถ้วยรางวัลได้ในที่สุด



- END -