พอล   ดิลเลท
Paul  Dillet
(เป็นนักเพาะกายที่มีสัดส่วนเหมือนตัวการ์ตูนมากที่สุด)
 


ดูภาพเพิ่มเติมได้โดยคลิ๊กที่
http://www.wpse.com/WS_Content/ImageGallery/ThumbnailView.asp?iGalleryUnq=83


 

           "ผมห่วยในกีฬาบาสเกตบอล"  ดิลเลทยอมรับ ตอนแรกมันเริ่มที่กีฬาคาราเต้ก่อน ตอนที่ฝึกคาราเต้ ดิลเลทโดนบี้เสียอ่วม เขาก็เลยเลิก ต่อมาเขาลองต่อยมวย แต่ก็ถูกคนที่เก่งกว่าอัดเสียน่วมอีก ก็เลยเลิก  ดิลเลท ลองอีกหลายกีฬาเท่าที่จะหามาเล่นได้ แต่พื้นฐานของกีฬาต่างๆนั้น ล้วนแต่ต้องการความรวดเร็ว,ปราดเปรียวเป็นพื้นฐานสำคัญทั้งนั้น เขาก็ต้องเลิกในที่สุดทุกครั้งไป

           มีคนแนะนำว่าน่าจะใช้ความใหญ่โตของร่างกายให้เป็นประโยชน์ในกีฬาบาสเกตบอล แต่ดีที่ว่าดิลเลทรู้ความจริงก่อนที่จะเริ่มโกนหัวเหมือนไมเคิล  จอร์แดน ว่ากีฬาบาสเกตบอลนั้น ก็ต้องใช้ความพริ้วไหวไปพร้อมๆกับความใหญ่โตของร่างกายด้วย เมื่อเขาเล่นบาส มันดูเหมือน "กอซซิลล่า ติดปีก" มากกว่าที่จะดูดี เขาจึงออกไปจากวงการบาสอีก  บางครั้งการพูดว่าสวรรค์สร้างคุณให้มาโดดเด่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ น่าจะใช้ได้กับเรื่องนี้ เพียงแต่ดิลเลทยังหาสิ่งนั้นไม่เจอเท่านั้น

           หลังจากเลิกกีฬาบาสแล้ว ดิลเลทลองมาจับกีฬาอเมริกันฟุตบอลดูบ้าง เขาแปลกใจที่พบว่าเขาทำได้ดีในกีฬาชนิดนี้  ในตำแหน่งไลน์ส่วนกลางหลัง (Middle Linebacker) ของเขานั้น เมื่อเขาเข้าประทะกับควอเตอร์แบ็คของฝ่ายตรงข้ามเพียงครั้งเดียว เขาแทบจะเลาะกระดูก ,ฉีกขา หรือทำให้เลือดของควอเตอร์แบ็คฝ่ายตรงข้ามนั้น กระเซ็นเต็มหน้าตัวเองไปเลย เรียกได้ว่าเขาได้งานที่ถูกกับลักษณะร่างกายที่สวรรค์ออกแบบมาให้ในความสูง 182.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 132 กิโลกรัมของเขาแล้ว

           แต่ดิลเลทกล่าวว่า "ตอนนั้นผมเล่นอเมริกันฟุตบอลเพราะผมทำได้ดีเท่านั้น แต่ไม่ได้เล่นเพราะใจรัก" อย่างหนึ่งที่ดิลเลทเริ่มเกิดความคิดนี้ มาจากความไม่เสมอภาคของตำแหน่งที่ถูกวางลงบนสนาม  โดยดูเหมือนว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งควอเตอร์แบ็คมาก ซึ่งตำแหน่งนั้น สามารถทำรายได้ให้ตัวเองได้ปีละเป็นล้านเหรียญ ในขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ (รวมถึงตำแหน่งของดิลเลทด้วย) ทำได้เพียง 75,000 เหรียญต่อปีเท่านั้น  แถมเงินโบนัสประจำปีของควอเตอร์แบ็ค ยังเทียบเท่ากับโบนัสของตำแหน่งอื่นที่หากจะทำได้ ก็ต้องใช้เวลารวบรวมเป็น 10 ปีเลยทีเดียว

           ช่วงนั้นเราฝึกหนักกันมาก ฝึกทุกอาทิตย์เลย และที่สำคัญคืออากาศที่หนาวสุดๆถึงลบ 10 องศา อากาศหนาวและแห้ง แต่เราก็ต้องอยู่บนสนามตลอด และความทุ่มเทเหล่านี้ อาจจะสูญหายไปเพียงเพราะว่าครั้งหนึ่งบนสนามแข่ง มีคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามคุณวิ่งเอาหัวชนไปที่ "หัวเข่า" คุณ ใช่ จบชีวิตนักอเมริกันฟุตบอลเลย ตัวแปรนี้ใครจะไปควบคุมได้ล่ะ มันอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้พอลไม่รู้สึกชอบกีฬานี้เอาเสียเลย ถึงขั้นที่พอลออกปากว่า "ผมเกลียดอเมริกันฟุตบอล"

           พอล พูดถึงความหลังให้ฟังก่อนถึงช่วงเล่นอเมริกันฟุตบอลของเขาว่า ตอนนั้น พอลเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย และในทางที่พอลจะต้องเดินผ่านในโรงเรียนทุกวัน มียิมเล็กๆเรียกว่า "ยิมในป่า" ซึ่งมีอุปกรณ์เล็กๆเพียงไม่กี่ชิ้น เขาคิดสนุกและลองจับลูกน้ำหนักมายกเล่นๆดูบ้าง ใช้เวลาเพียง 3 อาทิตย์ เขาสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อเขาพองขึ้นมา พร้อมกับอาการล้าๆ ในตอนแรกเขาคิดว่าอาการพองนั้นเกิดจากการบวมเนื่องจากความเจ็บ (ความจริง อาการล้าคือ เกิดกรดแลคติคขึ้นที่กล้ามเนื้อ และอาการพอง ก็คือกล้ามเนื้อเขาใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็นต่างหาก - webmaster) แต่เขารู้สึกชอบความเจ็บแบบล้าๆนั้น เขาจึงยังคงเล่นต่อไปอีก

           พอลเริ่มติดใจการยกลูกเหล็ก และหลังโรงเรียนเลิกซึ่งยิมดังกล่าวจะต้องปิดพร้อมกับโรงเรียน  พอลก็ยังขอให้ภารโรงเพื่อนซี้ของเขา ช่วยเปิดโรงยิมอยู่ก่อน เพื่อรอให้เขาเล่นจนหนำใจ  ต่อมาเมื่อพอลได้ยินว่าสมาคม YMCA มีอุปกรณ์การออกกำลังกายที่ดีกว่านี้ เขาจึงไม่รอช้าที่จะรีบไปดู โดยห้องยิมของ YMCA เป็นห้องเล็กๆอยู่ชั้นใต้ดิน มีขนาดไม่กว้างไปกว่าหัองพักอาศัยในแฟลต  และอุปกรณ์ก็มีเพียงบาร์เบลล์ ,ดัมเบลล์ และเตียงยกน้ำหนักแบบไม่มีเบาะจำนวน 2 ตัว ตัวหนึ่งเป็นม้าธรรมดา อีกตัวหนึ่งถูกทำไว้แบบยกหัวสูง แต่ก็ยังถือว่ามีอุปกรณ์มากกว่ายิมในป่าที่โรงเรียนอยู่ดี เขาจึงเปลี่ยนมาเล่นกล้ามที่นี่

           ช่วง 6 เดือนแรกของการจับลูกเหล็ก พอลเล่นแต่กล้ามแขนและหน้าอก จนตอนนั้นเขาได้รับฉายาว่า "เจ้าหนูไทรเซบ" และมีเจ้าของโรงยิมที่หนึ่งในละแวกนั้นชื่นชอบเด็กมัธยมปลายผู้นี้  จึงอนุญาตให้เจ้าหนูไทรเซบได้เล่นฟรีที่ยิมของเขา และเริ่มพูดคุยการถึงเรื่องเข้าประกวด

           ต่อมาเมื่อพอลอายุได้ 18 ปี เขาได้ลองขึ้นประกวดเวทีแรกคือรายการ มิสเตอร์มอนทรีออล และจบลงด้วยอันดับที่ 3  การประกวดรายการที่สองห่างจากรายการแรกประมาณปีครึ่งคือ North American Championships ซึ่งพอลได้อันดับ 2 ดูเหมือนว่าเส้นทางนี้ของเขาจะรุ่ง และมันเป็นการได้ทำในสิ่งที่เขารักจริงๆ แต่พอลพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ในครอบครัวของเรา มีแม่และลูกๆตั้ง 6 คน ซึ่งในจำนวนนี้รวมผมกับน้องสาวฝาแฝดของผมด้วย เราไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออาหารที่มีประโยชน์สำหรับการเล่นกล้ามได้ ดังนั้น ผมจึงจำใจต้องไปเล่นอเมริกันฟุตบอลเพื่อให้มีเงินมาจุนเจือครอบครัว อาจกล่าวได้ว่า หากช่วงเวลานั้นผมไม่ต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูครอบครัวละก็  ผมจะไม่เล่นอเมริกันฟุตบอลเลย และจะเลือกทำสิ่งที่ผมรักคือการเล่นกล้าม 

           ต่อมา เมื่อพอลอายุ 22 ปี ครอบครัวเขาได้ย้ายไปอยู่ที่รัฐฟลอริด้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาถึงจุดที่อยากทิ้งกีฬาอเมริกันฟุตบอลพอดี  ซึ่งเมื่อมาอยู่ฟลอริด้าแล้ว พอลก็ได้ทำสิ่งที่เขารักอีกครั้งหนึ่ง เขาพูดว่า "ที่ฟลอริด้านี้ ผมไม่ทำอะไรเลยนอกจาก กิน ,นอน และเล่นกล้าม  ผมจัดระบบในชีวิตเหมือนกับพวกนักกล้ามอาชีพเลยทีเดียวครับ"


 


           "ทฤษฎีของผมตอนนั้นมีเพียงว่า ฝึกให้หนักวันนี้ ,ฝึกให้หนักวันพรุ่งนี้ และฝึกให้หนักในวันถัดออกไปอีกวันหนึ่ง (สรุปคือเล่นทุกวัน) จนกระทั่งตอนหลังนี่เองผมถึงพึ่งมารู้ว่าวันที่หยุดเพื่อพักฟื้นกล้ามเนื้อนั้น ก็มีความสำคัญเทียบเท่ากับวันที่ฝึกเลยทีเดียว" พอลกล่าว จากนั้นเขาจึงใช้ระบบฝึกแบบ ฝึก 3 วันติดต่อกัน แล้วพัก 1 วัน แต่ก็ยังใช้สัญชาติญาณในการ "ฟังร่างกายตัวเอง" คือถ้าช่วงไหนรู้สึกว่าร่างกายมันล้ามากๆ เขาก็จะไม่ฝืน และจัดวันพักพิเศษเพิ่มขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนตารางฝึกบ้าง  อีกประการหนึ่งคือในการเล่นแต่ละครั้ง เขาจะจำกัดเวลาไว้ไม่ให้เกินครั้งละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า "การออกกำลังกายที่ลากยาวเป็นเวลานาน (รวมไปถึงแอโรบิคด้วย) แม้ว่าจะช่วยเผาผลาญไกลโคเจนในร่างกายคุณ แต่มันก็เผาผลาญเซลล์กล้ามเนื้อของคุณทิ้งไปด้วย และนั่นคือเหตุที่คุณเล่นกล้ามแล้วไม่พัฒนานั่นเอง"

           พอลจัดระบบการกินของเขาแบบนักเพาะกาย โดยรับอาหารเข้าไปวันละ 4,500 แคลลอรี่ และอาหารนั้นก็มีเพียง 3 อย่าง เขาเรียกอาหารทั้ง 3 นั้นว่า "อาหารแห่งความประหลาดใจ" โดยพอลพูดถึงเรื่องนี้ว่า "ทุกๆครั้งที่ผมมาที่โต๊ะอาหาร ก็จะมีอยู่แค่ 3 อย่างตลอดกาลคือ ข้าว ,ทูน่า ,กล้วยหอม ให้ผมกิน ซึ่งจำใจต้องกิน เพราะมันมีประโยชน์มันจึงเป็นเรื่อง "ประหลาดใจ" ถ้าเราจะไม่กินมัน ในทางกลับกัน มันก็เป็นเรื่อง "ประหลาดใจ" อีกเหมือนกันถ้าผมสามารถ "ทำใจ" ให้กินมันได้" (พอลพูดประชดทำนองว่าทำไมอาหารของนักเพาะกายมันน่าเบื่ออย่างนี้ แต่ก็จำเป็นต้องทาน - webmaster)

           ร่างกายพอลพัฒนาไปเร็วมากๆ คำพูดปากต่อปาก ทำให้แมวมองพากันสนใจ และเจ้าของสถาบันเพาะกายทั้งหลายต่างเชื้อเชิญให้พอลเข้าไปทำสัญญา จนพอลเกือบจะตบปากรับคำไปอยู่ที่แคลิฟลอเนียแล้ว แต่แล้วพอลก็เปลี่ยนใจ โดยพกเงินติดตัวไปเพียง 3,000 เหรียญ แม้ตัวเงินจะไม่เต็มกระเป๋าแต่ความฝันนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาเดินทางไปลอสแองเจลลิส เพื่อเสี่ยงไปหา โจ  ไวเดอร์  (คลิ๊ก) โดยยังไม่รู้ว่าโจ จะรับเขาหรือไม่ ซึ่งในที่สุด พอลก็ได้ทำสัญญากับโจตามที่ต้องการ

           เป็นเวลา 6 ปีจากการเริ่มประกวดครั้งแรก ตอนนี้ ดิลเลทอายุ 25 ปี เขาได้ที่ 2 ในรายการ North American Championships ในน้ำหนัก 118 กิโลกรัมซึ่งเป็นน้ำหนักเดียวกันกับสมัยที่เขายังเล่นอเมริกันฟุตบอล  ตัวพอลเองนั้นพูดถึงการประกวดว่า "ในปีหนึ่ง จะมีเพียง 2 วันเท่านั้นที่คนเห็นผมใส่กางเกงในแล้วขึ้นไปวาดลีลาอยู่บนเวที แต่เวลาที่เหลือในแต่ละปี ผมมีความสุขมากที่มีแฟนๆมาหาผมที่โรงยิม และจับมือทักทายผม มันเป็นสิ่งที่มีค่าจนประมาณไม่ได้เลยทีเดียว มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นราชา"
 

- END -