|
TUVA ตอบปัญหา |
ถาม เล่นกล้ามมา 3 ปีแล้ว ทำไมกล้ามไม่ใหญ่สักที |
ตอบ ครับ ก็มีอยู่หลายประเด็นนะครับ ผมจะแยกเป็นข้อๆให้พร้อมวิธีแก้นะครับ 1.คิดว่าตัวเองไม่สามารถมีกล้ามใหญ่ได้ คนพวกนี้จะแสดงออกมาในลักษณะที่ว่า เมื่อออกกำลังในห้องเวทกับคนอื่น ก็จะบอกกับคนนั้น คนนี้ว่า ต้องการกล้ามเนื้อแบบพอเป็นแมนเท่านั้น ไม่อยากจะใหญ่เกินไปหรอก แต่ในใจจริงๆแล้ว เขาต้องการมีกล้ามเนื้อกำยำใหญ่โต แต่ไม่มั่นใจว่าตัวเองว่าจะทำได้ สำหรับเรื่องนี้ ในหนังสือของอาโนลด์ ชวาลเซเนกเกอร์ เขาบอกว่าถ้าคุณอยู่ในคนพวกนี้แล้วละก็ วิธีแก้คือ ข้อ 1.1 คุณต้องสร้างความคิดว่าว่าคุณมีความต้องการที่จะมีกล้ามใหญ่จริงๆ เขาใช้คำว่า DESIRE ก็คือ ต้องมีความอยาก ความปรารถนาอย่างสูง เปรียบเสมือนราคะในจิตใจ ที่อยากจะมีกล้ามเนื้อใหญ่ให้จริงๆ ไม่ใช่คิดว่าเล่นไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย ข้อ 1.2 ต้องมีความศรัทธา และเชื่อมั่นอย่างไม่เคลือบแคลงว่า มนุษย์เราสามารถสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โต ได้จริงๆ และในเมื่อคุณก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง คุณก็ต้องทำได้เหมือนกัน เพราะถ้าคุณไม่เชื่อว่าคุณจะทำได้ คุณก็จะทำไม่ได้ครับ 2.กลัวว่ากล้ามจะใหญ่เกินไป นั่นคือ ในกรณีที่คุณพอใจรูปร่างนักเพาะกายนายแบบที่เห็นเดินแบบแฟชั่น หรือเห็นตามโฆษณาเครื่องออกกำลังต่างๆ และต้องการมีรูปร่างเช่นนั้น แล้วคิดว่าหากเล่นเพาะกายแบบทุ่มเทแล้ว กล้ามจะใหญ่เกินไป เหมือนพวกนักกล้ามตัวใหญ่ๆที่เขาประกวดกัน ทำให้คุณไม่กล้าเล่นแบบจริงจัง ไม่มีการจัดระบบการเล่น คิดว่าเล่นไปทุกวันๆก็จะมีหุ่นดีได้เอง ผลที่ตามมาก็คือเมื่อเพาะกายไปได้ระยะหนึ่งเห็นว่าน้ำหนักขึ้น และกล้ามเนื้อเริ่มก่อตัว ก็รีบลดอาหาร และลดน้ำหนักที่ใช้ฝึกลงทันที ด้วยความคิดที่ว่าหากไม่ทำเช่นนี้รูปร่างจะใหญ่โตเกินพอดีไป ถ้าคุณอยู่ในสภาวะอย่างนี้ก็บอกได้เลยครับว่า ถึงจะฝึกมา 3 ปี กล้ามเนื้อก็ไม่พัฒนาไปถึงไหนหรอกครับ วิธีแก้ นั้น คือให้รับรู้ข้อเท็จจริงว่า พวกนักเพาะกายนายแบบที่คุณเห็นนั้น ที่จริงแล้วเขาฝึกกันอย่างหนัก และเข้มงวดในเรื่องท่าฝึก ,ตารางการฝึก และเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก ( ถึงขนาดต้องกิน อาหารสังเคราะห์ ราคาแพงเพื่อหลีกเลี่ยงไขมัน ) และอาจจะเรียกได้ว่าฝึกหนักมากกว่านักเพาะกายระดับแข่งขันเสียด้วยซ้ำ แต่คำว่าหนักนี้มันหนักไปคนละแบบ คือพวกนักเพาะกายนายแบบ จะต้องเพิ่มการทำแอโรบิค ( เช่นเดินหรือปั่นจักรยานบนลู่วิ่ง ) เข้าไปหลังการเล่นกล้าม อาทิตย์ละหลายครั้ง ,ส่วนคำว่าหนักของนักเพาะกายระดับแข่งขันคือการใช้น้ำหนักสำหรับการยกที่หนักกว่า แต่พอฝึกเสร็จแล้วก็ถือว่าเสร็จเลย ดังนั้นเมื่อคุณทราบอย่างนี้แล้ว ก็ขอให้เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่า หากจะเพาะกายให้ได้ผลแล้ว ไม่ว่าเป้าหมายของคุณ คือหุ่นแบบนายแบบ หรือจะมีหุ่นสำหรับการประกวด คุณจะต้องจริงจังกับมัน ศึกษาให้มากๆ ต้องมีการจัดระบบการฝึกด้วย จึงจะได้ผลครับ 3.เอาใจใส่เรื่องอาหารน้อยไป จำไว้ครับว่า หัวใจของกีฬานี้ คือเรื่องอาหารนะครับ มีความสำคัญถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว อย่ากินแบบตามมีตามเกิด ขอให้ลงทุนในเรื่องนี้หน่อยนะครับ ลองหาพวกอะมิโนแอซิด และวิตะมินรวมมาทาน เสริมจากอาหารประจำวันด้วย อย่ามัวไปเสียดายครับ ถ้าอยากเห็นผลเร็ว ต้องลงทุนกันหน่อย มันก็เป็นข้อตกลงในการที่จะเข้าสู่กีฬาตัวนี้แล้วล่ะว่า จะรุ่งไม่รุ่ง อุปกรณ์ที่คุณต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาก็คือโภชนาการนี่แหละครับ เหมือนกับถ้าคุณ อยากจะเป็น นักปั่นจักรยานทีมชาติ แต่เวลาฝึก เวลาแข่ง มัวมาเสียดายเงิน ใช้แต่จักรยานราคาถูก ไม่มีคุณภาพ เอามาฝึก เอามาแข่ง แล้วเมื่อไรมันจะรุ่งล่ะครับ 4.เล่นๆหยุดๆ ลักษณะดังนี้คือ เมื่อได้รับแรงกระตุ้น เช่นกลับจากดูหนังแอ็คชั่น ที่พระเอกมีกล้ามเป็นมัดๆ หรือบังเอิญไปเห็นนักเพาะกายตามห้างสรรพสินค้า แล้วต้องการมีกล้ามเนื้อบ้าง ก็กลับมายกเวทเป็นการใหญ่ เวลาผ่านไป ไปเจอเรื่องอื่น ที่ดึงดูดความสนใจกว่า ก็ไปทุ่มเทให้กับอย่างอื่น พอนึกขึ้นได้ก็กลับมาเล่นอีก อย่างนี้ถึงแม้ว่าคุณจะมุมานะ ฝึกอย่างหนัก ถึงวันละ 2 - 3 ขั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน แต่พอถึงเวลาจะหยุด คุณก็หยุดเอาดื้อๆ 2 - 3 เดือนเลย ไอ้หยาดเหงื่อที่ทุ่มไปก่อนหน้านี้ มันก็ไร้ผลครับ อย่างนี้เล่นไปสิบปี ก็ไม่รุ่งครับ วิธีแก้คือ จงแบ่งเวลา คืออย่าทำให้ การเพาะกาย เป็นทุกอย่างในชีวิตคุณ ขอให้คุณฝึกวันละน้อยๆ แต่ฝึกให้ตลอด จะได้ผลดีกว่า ส่วนเวลาที่เหลือ ก็เผื่อไว้สำหรับเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และจัดช่องว่างไว้สำหรับเรื่องที่อาจเข้ามาโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า เช่น อาจจะเกิดสนใจการเล่นกล้อง เล่นแสตมป์ ขึ้นมาโดยกะทันหัน เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็ไม่มีอะไรจะมาทำให้คุณหยุดการเล่นกล้ามได้ครับ 5.แรงจูงใจถดถอย ส่วนมากจะเกิดกับเพื่อนๆที่ ออกกำลังกายอยู่กับบ้านโดยลำพัง ก็เป็นธรรมดาครับ ที่ใช้แต่ม้านอนตัวเดิม ลูกน้ำหนักเท่าเดิม สถานที่เดิมทุกวันๆ มันก็ต้องมีเบื่อบ้าง วิธีแก้คือ เมื่อรู้ตัวแล้วว่า แรงจูงใจลดลงแล้ว ให้ทำดังนี้ครับ - หาเวลาไปดูการประกวดเพาะกายรายการต่างๆให้ได้ (ข้อนี้สำคัญทีเดียวครับ) - ลองเปลี่ยนท่าฝึก เพิ่มน้ำหนักที่ใช้ สลับวงรอบของการฝึก เช่นเคยเล่นหน้าอก ก่อนกล้ามปีก ก็ลองสลับเอากล้ามปีก มาเล่นก่อน แล้วตามด้วยกล้ามอก - ถ้ามีเวลาพอ ก็ให้ไปเล่นตามยิมต่างๆ เพราะจะได้เปิดหูเปิดตา และได้พบกับคนรูปร่างหลายๆแบบ บางคนใหญ่กว่าเรา บางคนเล็กกว่าเรา ซึ่งมันจะปลุกสัญชาติญาณการแข่งขันในตัวคุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ - หาซื้อซีดีนักเพาะกายที่กล้ามสวยๆ หรือเป็นนักเพาะกายในอุดมคติของเรามาดูครับ เช่นคุณชอบนักเพาะกายนายแบบ ก็ซื้อคุณบิล เดวี่ย์ มาดู ,ถ้าชอบแนวกล้ามเนื้อใหญ่ก็มีให้เลือกเยอะ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณมีความสูง 165 ซม.ก็อาจซื้อคุณลี ลาบราดา ที่สูงเท่าคุณและมีหุ่นสวยมาก มาดูก็ได้ครับ 6.งานเยอะ รถติด กว่าจะกลับถึงบ้านก็หมดแรงแล้ว อันนี้จะพบมากโดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯนะครับ จริงอยู่ที่ว่าอย่างไรเสียเราก็ยังเจียดเวลา 30 นาทีมาเล่นกล้ามได้ แต่ปรากฏว่าไม่รู้เรี่ยวแรง หายไปไหนหมด วิธีแก้ ต้องทำให้ครบสองประการ ดังนี้ครับ - ลักษณะการทำงานแบบคุณนี้ ไม่เหมาะกับการเสียเวลาในการเดินทาง ไปเล่นเวทตามโรงยิมหรอกครับ ให้หาเงินสักก้อนหนึ่ง ซื้อเครื่องมือมาไว้ที่บ้านแทน เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ให้ล้างหน้าล้างตา จนรู้สึกสดชื่นแล้ว ออกกำลังสัก 20 - 30 นาที แล้วทานข้าวเลยนะครับ อย่าพึ่งไปอาบน้ำก่อนล่ะ เพราะการทานข้าวหลังการออกกำลังเลย จะได้ผลดีที่สุดครับ ( โดยเฉพาะในช่วงเวลา 45 นาที หลังออกกำลัง ฝรั่งเขาเรียกว่า "ประตูทอง" ของการรับสารอาหารไปสร้างกล้ามเนื้อ ) และอีกอย่างคือ ให้เลิกคิดเลยครับว่า จะเก็บไปฝึกที่โรงยิมรวดเดียวในวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะมันก็เหมือนกับ ที่มีคนเคยคิดว่า หากเขานอนวันละ 1 ชั่วโมง ในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วไปนอนรวดเดียวในวันเสาร์ - อาทิตย์ สัก 20 ชั่วโมงเลย จะได้ไหม คำตอบก็เห็นๆอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าอาทิตย์หนึ่ง คุณฝึก 4 วัน พัก 3 วัน ยังได้ผลอยู่ครับ แต่ถ้าอาทิตย์หนึ่ง ฝึก 2 วัน( คือเสาร์อาทิตย์ ) พักเสีย 5 วัน ( คือจันทร์ถึงศุกร์ ) เสียเหงื่อไปเปล่าๆครับ - อันนี้สำคัญมากครับ นั่นคือ เรื่องการเตรียมเชื้อเพลิงในการที่จะออกกำลังกาย เพราะการที่คุณเพลียนั้น ต่อให้คุณมีเวลาว่างมากเท่าไร คุณก็ไม่มีไฟในการเล่นกล้ามหรอกครับ คำว่าเชื้อเพลิงในที่นี้ ก็คืออาหารนั่นเองครับ ผมคิดว่าเพื่อนที่ทำงานหนักๆ คงจะพอมีงบในการทานอาหาร ตามตารางนี้นะครับ เวลาก่อนออกจากบ้าน ( เช่นตี 5 ) ให้ทานอาหารรองท้องก่อน เช่น ขนมปัง ไข่ดาว สัก 2 ฟอง หมูแฮม ไส้กรอก เพื่อความรวดเร็ว จากนั้นให้ทานวิตะมินรวม (ผมขอแนะนำยี่ห้อ เซนทรัม) 1 เม็ด ให้ทานวันเว้นวัน หลังอาหารเช้า เว้นวันอาทิตย์ 1 วันเพื่อให้ร่างกายใช้วิตะมินที่อาจยังเหลือตกค้างในร่างกายให้หมด ซึ่งก็คือการทานวันจันทร์ พุธ ศุกร์นั่นเอง ถึงที่ทำงานแล้ว หา นมขวดใหญ่ ที่ซื้อติดมือมาด้วย ( ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกว่า มีน้ำตาลหรือไม่ ผมแนะนำให้ เปลี่ยนรสไปตามวัน เช่นวันจันทร์ - สตอเบอรี่, วันอังคาร - ช็อคโกแลต, วันพุธ - นมหวาน, วันพฤหัส - นมรสกาแฟ ,วันศุกร์ - นมจืด ) เอาวางไว้ที่โต๊ะทำงานเลยครับ แล้วทำงานไป ทานไป ให้หมดก่อนห้าโมงเช้านะครับ เพื่อรับแคลเซียม น้ำตาล และโปรตีน ทำให้เป็นนิสัย เดี๋ยวจะชินไปเองครับ เวลา 10.00 น. หาเวลาออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย ลองหาขนมปัง ที่มีไส้เป็นเนื้อไก่ หรือหมูอย่างอื่นก็ได้ครับ สัก 1 ชิ้นมาทาน เพื่อรับคาร์โบไฮเดรต จากแป้ง และโปรตีนจากเนื้อ อย่าพึ่งทานอาหารหนักนะครับ เวลา 12.00 น. ให้ทานอาหารตามปกติ แต่จำไว้ว่าให้สั่งแม่ค้าว่า "พิเศษ" ทุกครั้ง อธิบายตรงนี้สักเล็กน้อยนะครับ ถึงแม้ตอนนี้คุณจะมีเป้าหมายในการลดความอ้วนด้วยการเล่นกล้าม แต่เราไม่ได้ใช้ศาสตร์ของกีฬาฟิตเนสที่ว่า "ต้องรับแคลอรี่น้อยๆ จะได้ไม่ต้องออกกำลังมากเพื่อเอามันออกไปจากร่างกาย" แต่เรากำลังใช้ศาสตร์ของการเพาะกายที่ว่า "พลัง.. คุณต้องการพลัง.. นั่นแหละจะทำให้คุณเล่นกล้ามแล้วได้ผล แล้วมวลกล้ามเนื้อมันจะไปไล่ที่ไขมันในร่างกายคุณไปเอง" ดังนั้นจงอย่าได้รู้สึกผิดสำหรับการทานอาหารที่เยอะขึ้น เวลาตั้งแต่บ่ายโมงไปจนถึงเลิกงาน ให้เอาน้ำเปล่าใส่ขวด ขนาดที่สามารถเทน้ำออกมาได้ 8 แก้วใหญ่ เอามาวางไว้ที่โต๊ะ แล้วทานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด เทใส่แก้วก่อนทาน ( ผมขอเน้นเลยนะครับ ว่าให้เอามาตั้งที่โต๊ะเลย อย่าคิดว่า จะเดินไปกดทานเอาเด็ดขาด คุณทำได้ไม่นานหรอกครับ ) เวลา 15.00 น.สั่งสัปปะรด หรือมะม่วง ผลไม้อะไรก็ได้ ใส่จานขนาดกลาง มาทาน เวลา 20.30 น.ถึงบ้าน ให้ทานเวย์โปรตีนก่อนเริ่มเล่นกล้าม ( ถ้าเพื่อนสมาชิกได้อุดหนุนเวย์โปรตีนจากเวบเพาะกาย ก็จะได้ข้อมูลเรื่องปริมาณการทานเวย์โปรตีนและรายละเอียดอื่นๆครับ ) แล้วเริ่มออกกำลังกาย จากนั้นก็ทานอาหาร ตามปกติ ถ้าเวลานอนของคุณคือ 22.30 น. ( เฉพาะวันฝึก ) ให้ทานไข่ขาว จากไข่ลวก จำนวน 2 ใบ ตอนเวลา 22.00 น. คือก่อนนอนประมาณครึ่งชั่วโมง วิธีทำไข่ลวกคือ ต้มน้ำจนเดือด แล้วปิดแก๊ส จากนั้นค่อยใส่ไข่ลงไป แช่ไว้ประมาณ 2 นาที ก็เอาขึ้น ตากไว้ให้เย็นสักหน่อย ให้ตอกใส่ชาม แล้วใช้ช้อน ตักไข่แดงออก แล้วใส่ซอสแม็กกี้ และพริกไทยนิดหน่อย ทานทันที วันไหนไม่ฝึกก็ไม่ต้องทานครับ ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ก็ปล่อยอิสระครับ ทานอะไรก็ได้ ไม่ต้องทานอะมิโน ,ไม่ต้องทานวิตะมิน และตัดนมที่ต้องทานในช่วงเช้าออกด้วย เพื่อให้ตับ ไต ได้พักจากการรับ โปรตีนมามากในวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนน้ำนั้น ก็ดื่มตามปกติครับ อ่านรายการอาหารทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะเรื่องมากและยุ่งยากสักหน่อยนะครับ แต่ถ้าเราหวังผลในการเล่นกล้ามล่ะก็ คุณจะปฏิบัติตัวเหมือนเพื่อนคุณที่ไม่ได้เล่นกล้ามไม่ได้หรอกครับ คุณต้องทำ "สิ่งจุกจิก" เหล่านี้ เพื่อตัวคุณเองครับ ถ้าคุณดำเนินชีวิตธรรมดา ไม่รู้จักวางแผนว่าต้องทานอะไรบ้างในแต่ละวันแล้วละก็ หนทางสู่นักกล้ามก็ริบหรี่ครับ นักเพาะกายของฝรั่ง เขาก็ต้องทำงานประจำกันทั้งนั้น เช่นมิสเตอร์โอลิมเปียท่านหนึ่งคือคุณรอนนี่ โคลแมน ก็ประกอบอาชีพเป็นตำรวจอยู่ที่เทกซัส เขาต้องเข้าเวร สี่โมงเช้าถึงสามทุ่มทุกวัน แชมป์คนอื่นๆ ก็ต้องมีรายการขึ้นเครื่องบิน ไปโชว์ตัวที่นั่นที่นี่ ตลอดวันเหมือนกับเป็นการทำงานประจำเลยทีเดียว ผมกำลังจะบอกว่านักเพาะกายที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย เขาจะไม่อ้าง "ความเหนื่อยล้าจากงานประจำ" มาเป็นอุปสรรคต่อการเล่นกล้ามของเขาหรอกครับ เราเลยต้องขอยืมกลยุทธ์ของเขามาใช้ นั่นคือต้องอาศัยการวางแผนการทานอาหารให้ดีนี่แหละครับ เพื่อจะได้มีพละกำลังมาเล่นกล้ามนั่นเอง |
|
- end - |