|
TUVA ตอบปัญหา |
ถาม ผมทำงานเป็นสัตวแพทย์ ทำงาน 12.00 น.ถึง 21.00 น.ทุกวัน หยุดวันเสาร์หนึ่งวัน เป็นคนไม่ค่อยชอบทานอาหาร จะทานเฉพาะตอนหิวเท่านั้น อีกทั้งยังทานไม่เป็นเวลาอีก แต่อยากเล่นกล้าม มีข้อแนะนำอะไรบ้างครับ |
|
|
|
|
|
ไม่ค่อยชอบทาน?
กินไม่เป็นเวลา? ทำงานจนดึก? |
ตอบ ถ้าคุณอยากเล่นกล้ามให้ได้ผลโดยไม่เสียเหงื่อไปฟรีๆล่ะก็ คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทานเล็กน้อยนะครับ เพราะเรื่องการทานนั้นมีความสำคัญถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จในการเพาะกายเลยทีเดียว ทำเป็นเล่นๆไม่ได้นะครับ ที่ผมแนะนำเรื่องเซเว่นหรือร้านสะดวกซื้อให้นั้น จริงๆแล้วคุณจะใช้ตลาดสด ,ซูเปอร์มาร์เก็ต แทนก็ได้ แต่ดูแล้ว ลักษณะการทำงานของคุณ ถ้าจะรอว่างๆก่อนแล้วค่อยไปตลาด ผมว่าคงจะทำให้เราแก้ปัญหาเรื่องนี้กันไม่ได้ ดังนั้น ให้หาร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุดก่อน แล้วทำตามคำแนะนำของผมต่อไปนะครับ ผมพิจารณาจากอาชีพและคำถามคุณแล้ว เห็นว่าปัญหาของคุณคือ "การติดลม" คือกะว่าเดี๋ยวทำเรื่องนี้เสร็จแล้วจะไปทาน เสร็จแล้วก็ยาว... ซึ่งสมัยก่อนตอนที่ผมยังไม่มีแม่บ้าน และอยู่ตัวคนเดียว ผมก็ทราบปัญหาตรงนี้ครับ คือถ้าอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เวลาท่านทำกับข้าวเสร็จก็จะเรียกเราไปทาน เหมือนบังคับให้เราทานตรงเวลา แต่เมื่ออยู่ตัวคนเดียวและมีงานเกี่ยวกับคดีที่ต้องใช้สมองมากๆ ก็มักมีอาการ "ติดลม" แล้วก็ส่งผลไปถึง "ถ้ายังไม่หิวก็ไม่กิน" เหมือนของคุณนั่นแหละครับ ซี่งวิธีแก้ไขนั้นก็เหมือนกับเวลาที่ผมแนะนำเพื่อนสมาชิกให้ทานน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วนั่นแหละครับ ส่วนมากก็จะลืม หรือไม่ก็ทำได้สักวันหรือสองวันก็ไม่ทำแล้ว วิธีแก้ที่ว่านั้นคือการนำขวดน้ำกับแก้วน้ำมาวางไว้ใกล้ตัวเลย และก็เป็นเทคนิคเดียวกันที่จะแนะนำให้คุณใช้นี่แหละครับ นั่นคือ คุณไปที่ร้านสะดวกซื้อ แล้ว หาของทานมาวางไว้ใกล้ตัวเลย จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดครับ เพราะสมมติว่าพอถึงเวลาทานแล้ว แค่คุณคิดว่า "เดี๋ยวค่อยเดินไปกินที่ห้องครัว" แค่นี้คุณก็มีอัตราเสี่ยง "การติดลม" จากงานที่ทำอยู่แล้วล่ะครับ ดังนั้น วางไว้ใกล้ตัวเลยครับ พอเห็นปั๊บก็หยิบเข้าปากเลย หิวไม่หิว เอาใส่ปากไว้ก่อนครับ อีกประการหนึ่ง บางทีคนชอบคิดว่า ยิ่งมีอาการติดลมสิยิ่งดี วันหนึ่งจะได้ทานอาหารน้อยๆ จะได้ไม่อ้วน แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดครับ เพราะมันจะยิ่งทำให้เรา "อ้วน" ขึ้นแทนที่จะผอมลง เพราะร่างกายเริ่มจับอาการเราแล้วว่าไม่ค่อยทานอาหาร มันจึงเริ่มสะสมไกลโคเจน (คล้ายๆไขมัน) เก็บไว้ที่ส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อเป็นพลังงานสำรอง ทำให้เราบวมขึ้นครับ และปัญหาที่ตามมาอีกเรื่องคือโรคปวดท้องจากโรคกระเพาะนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นแล้วคงรักษาไม่ได้ล่ะครับ ไม่รวมถึงแรงที่จะใช้ในการเล่นกล้ามซึ่งก็ต้องหดหายไปด้วย อีกทั้งการที่เราเห็นของกินแล้วหยิบทานบ่อยๆอย่างนี้ มันเหมือนการทานของพวกนักเพาะกายเสียด้วยสิครับ คือนักเพาะกายเขาไม่ทานมื้อใหญ่กันครับ เขากินเป็นมื้อเล็กๆง่ายๆ แซนวิชสัก 1 คู่ นมสักแก้ว นี่ก็ถือเป็นมื้อหนึ่งของเขาแล้ว เดี๋ยวอีกสัก 2 - 3 ชั่วโมงเขาก็หยิบของอย่างอื่นทานกันแล้ว คือนักเพาะกายเขามีความคิดว่าการทานมื้อใหญ่เลย (แบบวันละ 3 มื้อนั้น) มีโอกาสแปลงเป็นพลังงานไม่หมดแล้วอาจเปลี่ยนเป็นไขมันได้ หลักสำคัญคือ นักเพาะกาย ห้ามมีอาการหิวเด็ดขาด , เหมือนหน้าปัทม์รถ จะต้องไม่มีการโชว์ว่าน้ำมันใกล้หมดเด็ดขาด เพราะถ้าปล่อยเวลาเนิ่นนานไป จนร่างกายเกิดอาการหิวขึ้นมา นั่นแสดงว่าร่างกายคุณเกิดการ "ช็อค" ขึ้นแล้ว ลองสังเกตการอดนอนสิครับ บางทีเรานอนน้อยก็จริง แต่ร่างกายมันยังธรรมดาอยู่ แต่พอนอนน้อยติดต่อกันสองสามวัน ตอนนี้ร่างกายมันจะ "ช็อค" แล้ว เพราะแหล่งพลังงานสำรองอะไรต่างๆนั้น มันถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 2 - 3 วันแรกที่อดนอนแล้ว การกินก็เช่นกันครับ ลองสังเกตว่า ลองอดสักมื้อสองมื้อก็ไม่เป็นไร พอมื้อที่สามเราจะหน้ามืดแล้ว เพราะพลังสำรองมันถูกเอาไปชดเชยมื้อที่เราอดไว้ตอนแรกเสียแล้ว พอมื้อที่สามจะอดอีก มันจึง "ช็อค" และการช็อคของมันก็คือการส่งสัญญาณว่า "หิว" ไปที่สมองของคุณไงครับ (การช็อคของร่างกายนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะจะทำให้ระบบเคมีต่างๆในร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของสมอง และการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ) ดังนั้นการที่คุณบอกว่าทานเมื่อหิว จึงเป็นสิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงสำหรับการเล่นกล้าม หน้าที่ของคุณคือต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงเติมตลอดเวลา แต่ไม่จำเป็นต้อง เติมให้เต็ม (คือไม่ต้องกินจนอิ่ม) ให้เอาแค่ไม่ให้ร่างกายส่งสัญญาณ "หิว" มาที่สมองเท่านั้นครับ ส่วนอาการที่ไม่ค่อยอยากทานอาหารของคุณ อาจเป็นเพราะไม่ถูกปากก็เป็นได้ ก็ไม่พ้นเรื่องร้านสะดวกซื้ออีกนั่นแหละครับ เพราะที่ผมจะแนะนำคุณก็คือให้คุณหิ้วตระกร้าแล้วเดินเลือกซื้อของในเซเว่นด้วยตัวเอง จะทำให้คุณได้เลือกซื้อของที่คุณชอบได้จริงๆ ซึ่งนักเพาะกายเขาก็จะเดินตลาดด้วยตัวเองทั้งนั้นแหละครับ และพอคุณได้ของที่คุณชอบจริงๆแล้ว เวลาเห็นมันวางอยู่ใกล้ๆตัว คุณก็จะมีอาการอยากกินมากขึ้นด้วย |
|
|
|
นักเพาะกาย มักจะเดินตลาดด้วยตัวเอง |
| แล้วถามต่อว่าถ้าปล่อยให้ซื้อตามใจชอบแล้ว ก็อาจจะได้ อาหารที่มีทั้งน้ำตาล ,ไขมัน เพียบ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับปัญหาที่ถามมาเหมือนกันนะครับ คือถ้าคนถามบอกว่า ผมอ้วน 100 กว่ากิโลแล้ว และเป็นโรคกินไม่หยุด อย่างนี้ผมอาจจะแนะนำให้เขาตัดอาหารบางอย่างไปเลย แต่ในกรณีของคุณ คุณบอกว่าเป็นโรคไม่ชอบทานอาหาร อย่างนี้ ผมจึงต้องแนะนำให้คุณเลือกซื้อสิ่งที่คุณชอบก่อนเลยเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้มีแรงจูงใจในการทานไงล่ะครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ขอเสริมว่า ผมเคยอ่านนิตยสารเพาะกายฉบับหนึ่ง คุณ ลี เพรียส (คลิ๊ก) ให้สัมภาษณ์ว่าเขาทานนมธรรมดา (ไม่พร่องไขมันเนย) ,ทานไก่เคเอฟซี ,ทานพิซซ่า เป็นเรื่องปกติ ปรากฏว่าถูกนิตยสารอีกฉบับหนึ่ง เอาเรื่องนี้ไปต่อว่าๆคุณลีไม่มีความรับผิดชอบต่อคำที่ให้สัมภาษณ์ เพราะในเมื่อเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ คำพูดของเขาก็จะทำให้ผู้ที่ชื่นชอบปฏิบัติตาม (เรื่องการตามใจปาก) แล้วจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ผมว่าไอ้หมอนี่ (นิตยสารที่เอาไปด่านั้น) น่าจะมาในแนวของพวกฟิตเนส มากกว่า คือพวกฟิตเนสนั้น เขาจะเคร่งครัดในเรื่องโภชนาการเอามากๆ แต่มันคนละศาสตร์กับเราครับ เพราะรูปร่างของคุณลี เพรียส ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อยู่แล้วว่า ถึงจะรับน้ำตาล ,ไขมัน เข้าไป แต่เมื่อถูกนำไปใช้เป็นพลังงานแล้ว เขาจะได้แหล่งพลังงานมหาศาล จนสร้างกล้ามเนื้อได้บึกบึนขนาดนั้น |
![]() |
| ลีชอบทานอาหารที่ "พวกฟิตเนส" แนะนำให้หลีกเลี่ยง |
|
ถึงจะมีร้านขายอาหารตั้งอยู่หน้าร้านคุณ หรือมีตลาดสดอยู่ใกล้ๆ
แต่ผมแนะนำว่าสู้การซื้อของกินที่หยิบทานได้สะดวกมาวางไว้ใกล้ตัวนั้นดีกว่าครับ
ส่วนรายการอาหารที่จะซื้อในเซเว่นนั้น
ก็ควรจะมีพวกโปรตีนคือเนื้อสัตว์อยู่บ้าง เช่นเบอร์เกอร์ไก่ ,หมู หรือฮอทดอก
,พิซซ่า ,ไส้กรอกรมควัน (อยู่ในซองแล้วให้พนักงานเอาเข้าไมโครเวฟให้)
,เนื้อไก่เป็นชิ้น (อันนี้ของโปรดผม) ,ขนมปังสำเร็จรูปไส้ปลาทูน่า
ส่วนพวกถั่วก็ใช้ได้นะครับ เพราะให้โปรตีนเหมือนกันเช่นถั่วโก๋แก่
,ถั่วปากอ้า เลือกนมสักขวดหรือ 2 ขวดก็ได้
เผื่อไว้วันพรุ่งนี้อาจไม่มีเวลามาเดิน ที่คิดว่าไม่ค่อยมีประโยชน์กับการเพาะกายก็มี โยเกิร์ตผลไม้ ,ขนมปังไส้ครีม ไส้ถั่วแดง ,ขนมปังทาแยม (เพราะมีแต่แป้งและน้ำตาล) ผลไม้ดอง ,ลูกอม ,น้ำอัดลม แต่ถ้าคุณอยากทานก็ซื้อได้นะครับ ไม่ผิดอะไร ถ้าไปห้ามเดี๋ยวจะเกิดอาการไม่อยากทานอาหารขึ้นมาเสียอีก ส่วนด้านล่างนี้คือตัวอย่างอาหารที่ผมเลือกซื้อจากเซเว่นครับ |
|
|
|
มื้อเล็กที่ผมชอบ |
|
|
|
คอกเทลรมควัน
(หมู) ใส่ซอส ,มายองเนส และผัก |
![]() |
![]() |
|
ไก่ย่างเทอริยากิ ราคา 32 บาท |
![]() |
| ขนมปังไส้แฮมรวมกับหมูหยอง ราคา 20 บาท |
|
|
|
ขนมปังทาแซนวิสเสปรด
2 คู่ |
![]() |
|
สลับกับยี่ห้ออื่นบ้างก็ได้ครับ |
ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตากินให้เสร็จๆไปนะครับ ที่ผมแนะนำในบทความนี้ เหมาะสำหรับคุณก็คือทำงานไป พอเหลือบไปเห็นก็จิ้มกินสักชิ้น ,กัดสักคำ แล้วก็ทำงานต่อ เพื่อให้กระเพาะมันไม่ว่าง ไม่งั้นน้ำกรดในกระเพาะมันก็ย่อยกระเพาะคุณจนเป็นรูแล้วจะเป็นโรคกระเพาะไงครับ คุณขยันทำงานอย่างนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องทุนทรัพย์มั้งครับ คิดเสียว่าเสียเงินเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินแล้วคนอื่นได้ใช้ เพราะคุณตายไปก่อนด้วยโรคที่เกิดจากความขยันของคุณเอง อีกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่เราเคี้ยวอาหารที่เราชอบ ด้วยรสและกลิ่นของมัน จะทำให้ร่างกายหลั่ง "สารโดปามีน" ซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาจากระบบประสาทในร่างกาย ไม่มีอันตราย ทำให้เกิดความผ่อนคลาย (ความรู้เพิ่มเติมเล็กน้อยครับ - สารโดปามีน เป็นสารตัวเดียวกันกับที่เมื่อคนเสพยาบ้าเข้าไป ร่างกายก็หลั่งสารนี้ออกมาแล้วทำให้มีความสุข ผ่อนคลาย และยังพบในยาลดความอ้วน คือทำให้คนที่ทานยาลดความอ้วนแล้ว มันจะไปบีบบังคับให้สมองหลั่งสารโดปามีนนี้ออกมามาก จนไม่หิวข้าวเลย แต่แล้วเมื่อยาบ้า กับยาลดความอ้วน มีสัดส่วนตรงนี้ที่เหมือนกัน ก็เลยทำให้คนที่กินยาลดความอ้วนมากๆ ก็ไม่ต่างจากคนเสพยาบ้า คือมีอาการคลุ้มคลั่งในภายหลังน่ะครับ แต่ถ้าใช้แบบธรรมชาติ คือการทำให้สารโดปามีน หลั่งออกมาตอนที่ทานอาหารที่ชอบ จะไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้น เพราะเป็นไปตามกระบวนการตามธรรมชาติล้วนๆ) |
|
|
|
ตัวผมก็มีตู้เย็นเล็กขนาด 3.1 คิววางไว้ใกล้โต๊ะทำงานตลอดเวลา |
|
|
|
ในตู้เย็นจะมีน้ำเปล่า และเครื่องดื่ม เช่น นม ,เกเตอเรท ,สปอนเซอร์ |
ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดนะครับ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นคนไม่ชอบกินอาหาร ก็ลองใช้เทคนิคที่ผมแนะนำมาทั้งหมดนี้ดู คุณต้องฝืนปรับตัวเปลี่ยนนิสัยนะครับ เพราะเราต้องการสารอาหารเพื่อมาสร้างกล้ามเนื้อ พอเลิกงานก็พักผ่อนนอนหลับ แล้วพรุ่งนี้ตอนเล่นกล้ามคุณจะมีแรง และสนุกกับการเล่นกล้ามมากกว่าแต่ก่อน (สมัยที่ไม่ค่อยชอบทานอาหาร) ครับ |
|
|