|
TUVA ตอบปัญหา |
ถาม พี่ครับ ปัจจุบันผมอายุ 35 ปี ช่วยวิจารณ์ตารางฝึกผมหน่อยครับ ผมฝึกอยู่ที่ยิมแห่งหนึ่งมา 3 ปีแล้ว น้ำหนักลดลงเกือบ 10 กิโล จากที่เคยอ้วนเกือบร้อยกิโลกรัม วันจันทร์ วิ่ง 30 นาที แล้วเล่นกล้ามส่วนบนทั้งหมด วันอังคาร เบิร์นที่ยิมช่วงเย็น 40 นาที วันพุธ วิ่ง 30 นาที แล้วเล่นกล้ามส่วนล่างทั้งหมด วันพฤหัส เบิร์นที่ยิมช่วงเย็น 40 นาที วันศุกร์ วิ่ง 30 นาที แล้วเล่นกล้ามส่วนบนทั้งหมด วันเสาร์ เบิร์นที่ยิมช่วงเย็น 40 นาที วันอาทิตย์ พัก วันจันทร์ที่ 2 วิ่ง 30 นาที แล้วสลับเอากล้ามส่วนล่างมาบริหารก่อน แล้ววนอย่างนี้ไปเรื่อยๆครับ อาหารก็กินเป็นโปรตีนเซ็ทที่เขาจัดให้ แล้วก็ต้องงดของหวานมาตั้งแต่เริ่มฝึกแล้ว บางครั้งพอติดงานประจำก็ต้องหยุดบ้าง แล้วก็ถือโอกาสหยุดยาวต่อไปอีกสักอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ครับ |
ตอบ ที่คุณให้ตารางฝึกผมมาดูนี้ เขาไม่เรียกว่าเพาะกายแล้วล่ะครับ นี่มันเป็นเรื่องโปรแกรมฟิตเนส ชัดๆ ต้องยอมรับว่าคุณเก่งมากที่สามารถทนมาได้ถึง 3 ปีแลกกับน้ำหนักที่ลดไปเกือบ 10 กิโลกรัม มีคำพูดที่ว่า "ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม" คือมันย่อมมีหลายเส้นทางที่นำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ ถ้าคุณตั้งเป้าเรื่องการลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมนั้น การทำตามตารางฟิตเนสที่คุณให้มาก็โอเคครับ แต่การเพาะกายก็ทำได้เช่นกัน และถามก่อนว่า ทั้งๆที่คุณก็ใช้ตารางฝึกนี้มาตั้งนานแล้ว เหตุใดคุณจึงยังเข้ามาถามผมให้วิจารณ์ในเรื่องตารางฝึกนี้อีก คำตอบก็เพราะคุณเริ่มรู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรที่ทะแม่งทะแม่งเกี่ยวกับการฝึกของคุณนี้ใช่ไหมครับ ตอนนี้คุณอายุ 35 ปี แล้วเมื่อเวลามันเดินไปข้างหน้าอีกสัก 20 ปี ตอนที่คุณอายุ 50 กว่าปีแล้วคุณคิดว่าทุกอาทิตย์คุณยังคงใช้ตารางนี้ (ที่ต้องอยู่โรงยิมอาทิตย์ละ 6 วัน และวิ่งหรือเบิร์นเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้) ไหวหรือเปล่าครับ? แล้วอะไรทำให้หลังจากผ่านช่วงติดงานประจำไปแล้ว คุณกลับพาลหยุดบริหารตามตารางนี้ไปหนึ่งถึงสองอาทิตย์เลย ใช่ความเบื่อที่ต้องกลับมาบริหารด้วยตารางนี้อีกใช่หรือเปล่าครับ? ดังนั้นถ้าจะให้วิจารณ์ตารางฝึกนี้ โดยอิงกับหลักการเพาะกาย (ไม่ใช่ฟิตเนส) ผมขอชี้ชัดไป 3 ประการคือ 1.เปิดตารับความจริงในชีวิตด้วย และตารางฝึกนี้เหมาะสำหรับครูสอนฟิตเนสมากกว่าคุณ 2.ตารางฝึกน่าเบื่อ 3.วิ่งมากเกินไป และไม่ควรวิ่งก่อนการเล่นกล้าม โดยจะอธิบายเป็นข้อๆดังนี้นะครับ |
![]() |
|
เห็นรถสวยๆแล้วคุณยังอยากได้อยู่หรือเปล่า? (ถ้าไม่ได้บวชอยู่ ตัณหาและความทะเยอทะยานก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์นะครับ) |
การงดของหวาน การทานแต่โปรตีนเซ็ท การมีชีวิตอยู่แต่ในโรงยิม (ลองย้อนกลับไปดูตารางฝึกคุณแล้วกัน 6 วันในหนึ่งอาทิตย์อยู่ที่โรงยิมอย่างเดียว) มันช่างเป็นชีวิตที่ขาด "พลัง" จริงๆ เพียงผมดูแวบเดียวก็ชี้ได้แล้วว่าคุณจะใช้ตารางฝึกนี้ได้อย่างเก่งไม่เกินสิ้นปีนี้แล้ว เพราะการที่คุณกำลังมองหาการวิจารณ์ตารางฝึกนี้ นั่นคือคุณกำลังเริ่มคิดแล้วว่ามันกระทบกับการดำเนินชีวิตของคุณที่อยู่บนพื้นฐานการแข่งขันกันในด้านต่างๆ ซึ่งคู่แข่งทางด้านการเรียน ทางด้านธุรกิจ เขาคงใช้โอกาสที่คุณง่วนอยู่กับการถูกควบคุมอาหาร และใช้ชีวิตเข้าออกโรงยิมอาทิตย์ละ 6 วันนี้ พัฒนาตัวเองในด้านการแข่งขันจนล้ำหน้าคุณไปหลายขุม แต่ตารางฝึกนี้คงเหมาะ ถ้าคุณมีอาชีพเป็นครูสอนฟิตเนส เพราะคุณจะต้องใช้โรงยิมนั่นแหละเป็นที่ทำงานของคุณ ทำให้การเข้าออกโรงยิมอาทิตย์ละ 6 วันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และคุณก็ยังบังคับให้สมาชิกกินอาหารผิดธรรมชาติได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะคุณก็ต้องทานอย่างนั้นเหมือนกัน เนื่องจากอาชีพครูสอนฟิตเนสต้องอาศัยเรือนร่างที่ปราศจากไขมันเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในวิชาชีพของตน แต่ในชีวิตนอกโรงยิมนั้น การมีเปอร์เซ็นต์ไขมันใต้ผิวหนังเท่ากับ 0 ไม่ได้ทำให้คุณอยู่เหนือคู่แข่งในอาชีพเดียวกันกับคุณได้ โลกของการเพาะกาย คือ การสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจ โดยยึดหลักทางสายกลาง ซึ่งหากคุณสนใจที่จะเพาะกายระดับแข่งขัน คุณก็ขมึงเกลียวบางส่วนในการฝึกและโภชนาการของคุณได้เป็นช่วงๆ ที่เหลือนอกนั้น คุณก็เดินสายกลางไปได้ตลอด คำว่าทางสายกลางคือ ไม่ใช่ตึงเกินไปและก็ไม่หย่อนเกินไปด้วยการปล่อยตัวจนอ้วนเผละ คำว่าตึงเกินไปในที่นี้ ก็คือการต้องควบคุมการกินอย่างเคร่งครัดเกินไปในแนวฟิตเนส เวลาที่เราได้ทานอาหารรสชาดดีๆ กลิ่นดีๆ มนุษย์เราจะหลั่งสาร "สารโดปามีน" ออกมาจากสมอง ซึ่งมีฤทธิ์ให้คลายเคลียด ,ผ่อนคลาย มีความสุข มันเป็นวงจรการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่ไม่ควรไปยุ่งกับมัน นอกจากนี้แล้วการเลือกทานอาหารที่ดี สะอาด ให้พลังงาน นอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อคุณให้สวยงามแล้ว มันยังทำให้สมองแจ่มใส มี "พลัง" ในการรับมือกับชีวิตนอกโรงยิมได้ด้วย และถ้าคุณมีเพื่อนสักคนที่เป็นพวกฟิตเนสจ๋าล่ะก็ คุณจะได้เห็นบุคลิกบางอย่างจากเขาได้ชัดเจน คือ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องควบคุมได้ และต้องอยู่ในความควบคุมตลอดเวลาด้วย ในขณะที่นักเพาะกายจะมีบุคลิกหัวเราะแบบสบายอารมณ์ มีการปล่อยวาง สุขภาพจิตดี คุยด้วยแล้วสบายใจ ตารางฝึกของนักเพาะกายมีความยืดหยุ่นมาก สามารถปรับใช้กับชีวิตคุณๆทุกคนได้ ถ้าคุณอยู่ห่างโรงยิมมาก คุณก็ซื้ออุปกรณ์มาเล่นที่บ้านได้ และก็สามารถสร้างตัวให้เป็นแชมป์ได้ อีกทั้งในแต่ละวัน หลังจากไปห้ำหั่นกับคู่แข่งของคุณที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน คุณก็กลับมาเล่นกล้ามที่บ้าน จะเล่นกี่โมงกี่ยามก็เล่นได้ ไม่ผิดกฎการเล่นกล้ามแต่อย่างใด ในเรื่องของอาหารก็เช่นกัน ถ้าเป็นฟิตเนสล่ะก็ อาหารที่กินต้องแคลลอรี่ต่ำ ไขมันเป็นน้อย ซึ่งหาได้ยากในอาหารธรรมชาติ ซึ่งก็คือที่มาของการต้องซื้อโปรตีนเซ็ทที่สถานฟิตเนสจัดให้คุณ ในขณะที่การเพาะกาย คุณใช้อาหารตามธรรมชาติได้เลย ก็แค่ เนื้อไก่ ปลา เนื้อวัว ไข่ไก่ นม ที่คุณหาได้จากตลาดสดใกล้บ้านและเซเว่นอีเลฟเว่น น่าเสียดายที่โปรตีนเซ็ทหาซื้อไม่ได้ที่ตลาดสดนะครับ^ ^ |
![]() |
| อะไรทำให้วินซ์ เทเลอร์ เล่นกล้ามติดต่อกันได้เกือบ 40 ปี? |
ดูสัดส่วนในตารางฝึกคุณแล้ว มันเน้นการเบิร์น การวิ่ง มากกว่าการบริหารกล้ามเนื้อมาก การออกกำลังแบบนั้น เช่นการวิ่ง มันก็ไปกับน้ำหนักตัวเดิมๆที่คุณจะต้องลากไปด้วยเวลาวิ่ง ซึ่งคุณต้องทำ ซ้ำๆซากๆ อาทิตย์ละหลายครั้ง ในขณะที่การเล่นกล้ามนั้น อาทิตย์นี้คุณอาจได้เล่นกล้ามไบเซบด้วยความถี่ถึง 3 ครั้งด้วยกัน แต่อาทิตย์หน้าเหลือแค่ครั้งเดียวขึ้นกับการออกแบบตารางฝึกของคุณ และในการเล่นกล้ามส่วนอื่นๆมันก็มีเทคนิคสนุกๆน่าตื่นตาตื่นใจให้ทดลองตลอด ไม่ว่าจะเป็น DESCENDING SETS ,FORCED REPS ,GIANT SETS ,INSTINCTIVE PRINCIPLE ,NEGATIVE TRANING PRINCIPLE ฯลฯ คือผมไม่ได้ว่าการบริหารกล้ามเนื้อแบบฟิตเนสนั้นผิด เพียงแต่เขาเน้นเรื่องการเบิร์น การวิ่ง และการควบคุมอาหารมากกว่า (เพราะมันเป็นศาสตร์ของเขา) ในขณะที่การเพาะกายเน้นที่การบริหารกล้ามเนื้อแท้ๆ เราจึงได้มีการพัฒนาเทคนิคการบริหารที่น่าสนุกเร้าใจมาให้ทดลองตลอดเวลา มีที่ทำงานเกี่ยวกับงานโฆษณาแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ทุกๆเช้าเป็นระเบียบของพนักงานที่ต้องร้องตะโกนว่า "เราไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว เราไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว" ฝรั่งได้ยินแล้วงง? ทำไมต้องตะโกนอย่างนั้น คนญี่ปุ่นจึงอธิบายว่า เมื่อเราร้องตะโกนออกไปอย่างนั้น ในความหมายของมันคือการเตือนให้เรารู้ว่าถึงเวลาที่เราจะใช้สมองในการสร้างสรรค์ได้เต็มที่ เพราะตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ในกฎในระเบียบของโรงเรียน ที่ต้องไปเรียนกี่โมง เรียนวิชาอะไรบ้าง ชอบวิชาสังคมเกลียดวิชาเลข แต่ก็ต้องทำให้คะแนนให้ผ่านทั้งสองวิชา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่คุณต้องถูกควบคุมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อคุณมาอยู่บริษัทเรา (บริษัทโฆษณา) มันคือการที่คุณมีอิสระในชีวิตมาก จงทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณชอบแล้วผลิตงานดีๆให้กับผู้จ้างก็พอ ย้อนกลับมาที่เรื่องของเรา ตอนนี้คุณอายุสามสิบกว่าแล้ว ลองมองย้อนกลับไปสิว่าคุณจะต้องอยู่ในระเบียบวินัยสมัยที่คุณอยู่ในโรงเรียนมากี่ปี พอจบออกมาแล้วก็ต้องอยู่ในระเบียบวินัยของที่ทำงานมากี่ปี (ยกเว้นว่าคุณไปอยู่ที่บริษัทโฆษณานั่น) และในอายุขนาดนี้ถ้าคุณมีครอบครัวแล้ว คุณก็ต้องทำตัวอยู่ในกรอบอยู่ในวินัยเพื่อให้ดูเป็นผู้นำครอบครัวและเป็นตัวอย่างให้ลูกของคุณอีก แค่นี้มันยังไม่พออีกหรือ พอจะมาออกกำลังกายก็ยังจะต้องมาโดนควบคุมการกิน ต้องกินอย่างนั้นอย่างนี้กับอาหารเสริมรสชาตสุดห่วย ต้องวิ่ง ต้องควบคุมความดันเลือด ต้องวอร์มให้ร่างกายมีอัตราการเต้นหัวใจขนาดนี้นะ เวลาวิ่งมาสักพักแล้วต้องเอามือหนึ่งจับเส้นหลอดเลือดที่ต้นคอ แล้วเทียบกับนาฬิกาที่ข้อมือเพื่อดูอัตราชีพจร ทำทั้งหมดมานี่ยังกับนักเรียนที่ต้องอยู่ในโอวาทของครูตลอด ไม่เบื่อหรือครับ ตารางฝึกเพาะกาย มีระดับให้คุณเลือก ถ้าเอาแบบเข้มข้น คุณก็เลือก เล่น 3 วันหยุด 1 วัน ถ้าปานกลางก็เล่นอาทิตย์ละ 4 วันโดยเป็นตารางวน ถ้าแบบผ่อนปรนสุดๆสำหรับผู้ที่มีงานเยอะๆก็คือเล่นแบบที่ผมแนะนำไว้ในเรื่อง เรือกำลังล่ม นั่นเอง และคุณยังสลับไปๆมาๆได้ เช่นอาจจะเล่นอาทิตย์ละ 4 วันมาโดยตลอด แต่ช่วงนี้คิดว่าจะเน้นเรื่องการไล่ไขมันออกหน่อย ก็หันมาใช้แบบ 3 วันหยุด 1 วันได้ อย่างนี้เป็นต้น นั่นเพราะการเพาะกาย นอกจากจะมีความสนุกไม่จำเจและ ไม่น่าเบื่อ แล้ว ยังมีความยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับความต้องการของคุณได้เป็นอย่างดี ผมขอแนะนำแบบปานกลางให้คุณ คือจันทร์ อังคาร พุธ เล่นให้ครบกล้ามเนื้อทุกส่วน หยุดวันพฤหัส แล้วพอวันศุกร์ก็เอาตารางของวันจันทร์มาเล่น ส่วนเสาร์ อาทิตย์ก็พักเพื่อให้เวลากับครอบครัวและเติมเต็มพลังกายพลังใจของตัวเอง พอเริ่มวันจันทร์ของอาทิตย์ใหม่ ก็เอาตารางฝึกของวันอังคารจากอาทิตย์ที่แล้วมาเล่น แล้วเรียงลำดับลงไป อย่างนี้แล้วคุณก็จะได้ความสมดุลของการพักฟื้นสำหรับร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง |
|
|
|
การวิ่งคือการออกกำลังที่ดีที่สุด จริงหรือ? |
ทางโทรทัศน์ มีภาพของชายชรานักวิ่งมาราธอนวัย 75 ปีในบ้านเราเป็นตัวชูโรงว่าการวิ่ง รวมไปถึงกีฬาอื่นที่มีการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่องนั้น เป็นกีฬาที่วิเศษเหนือกว่ากีฬาอื่นทั้งปวง ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง แม้จะอายุมากแล้วก็ยังดูฟิตปั๋งอยู่ แต่เราก็คงไม่ลืมภาพของนายแบบหนุ่มวัย 22 ปีที่ชื่อบอลลูนเมื่อหลายปีก่อน ที่ตายหลังการไปวิ่งเสร็จมาใหม่ๆ ภาพของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ บิดาตำรวจไทย ที่ตายหลังการพึ่งตีปิงปองเสร็จใหม่ๆ และอีกหลายคนที่เสียชีวิตทั้งๆที่พึ่งออกกำลังแบบต่อเนื่องนี้เสร็จใหม่ๆ ทำไมไม่เอาปัญหาพวกนี้มาดูกันบ้าง ไม่ใช่ทุกคนที่ตายเพราะการวิ่งหรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง แต่สำหรับคนที่มีปัญหาทางสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามมันก็เป็นเรื่องน่าคิด เวลาที่คุณวิ่งหรือออกกำลังกายแบบต่อเนื่องนั้น ร่างกายเราทุกคนได้หลั่งสาร "เอ็นโดฟิน" ออกมา ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เคลิบเคลิ้มคล้ายการเสพกัญชา ทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอิบ ผ่อนคลาย คราวนี้ตามปกติเมื่อร่างกายใกล้จะถึงขีดอันตรายแล้ว มันจะส่งสัญญาณให้คุณรู้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่คุณวิ่ง หรือตีปิงปองด้วยความสนุกสนานจนใกล้จะเกินลิมิตที่ตัวเองจะรับได้แล้ว ร่างกายก็พยายามส่งสัญญาณให้คุณรู้ว่า "พอได้แล้วนะ หัวใจกำลังจะวายแล้ว" แต่คุณไม่ได้รับสัญญาณนั้น เพราะเอ็นโดฟินทำให้คุณผ่อนคลาย ไม่ได้รับรู้สัญญาณความเจ็บปวดนั้นเลย คราวนี้พอใช้ร่างกายเกินลิมิตไปแล้ว เวลาหยุดพักก็เลยเป็นการหยุดพักครั้งสุดท้ายของคุณไปเลย ในขณะที่รูปแบบของการเพาะกาย จะมีการระเบิด พัก ระเบิด พัก ไปโดยตลอด หมายความว่ามีการระเบิดพลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย เพื่อนำมาใช้ยกลูกน้ำหนัก พอยกเสร็จ 10 ครั้ง คุณก็วางลูกน้ำหนักลงแล้วพักจนหายใจเป็นปกติแล้ว ก็เริ่มบริหารเซทต่อไปก็คือการระเบิดพลังงานสำหรับการยก 10 ครั้งในเซทต่อไป ซึ่งหากมีสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายตามที่ผมพูดมาก่อนหน้านี้แล้ว คุณจะรู้ได้ทันทีในช่วงที่พักนั้น ซึ่งคุณก็เลือกได้สองทางคือ หยุดเล่นในวันนั้นไปเลย หรือลดน้ำหนักที่ใช้ลงให้เบาที่สุดเท่าที่จะไม่เป็นอันตรายต่อคุณ ดังนั้นคุณจึงปลอดภัยกว่าด้วยรูปแบบการพักสลับกับการบริหารเช่นนี้ และเพราะความยืดหยุ่นของกีฬาเพาะกายแบบนี้เอง ที่ทำให้ตลอดชีวิตของผมยังไม่เคยเห็นใครตายเพราะกีฬาเพาะกายเลย การที่คุณเห็นว่าเล่นตามตารางฝึกนี้มา 3 ปี สามารถลดน้ำหนักได้เกือบ 10 กิโลนั้น ขอบอกเลยว่าการเพาะกายก็ทำได้ และไม่เหนื่อยและน่าเบื่อเท่านี้ อนึ่ง ในการพูดถึงแนวฟิตเนสหรือการออกกำลังที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องนั้น ก่อนจะเขียน ผมก็แอบไปอ่านตำราของเขาหลายเล่มเหมือนกัน เหมือนกับต้องรู้เขารู้เราพอสมควร ไม่ใช่จะเขียนยังไงก็ได้ อย่างมีหนังสือเล่มหนึ่งที่พึ่งออกวางตลาด เกี่ยวกับการลดน้ำหนักเพื่อชิงเงินล้าน ไอ้ส่วนวิธีการที่ลดได้แล้ว แล้วไปพิชิตเงินล้านนั้นผมก็คงไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร เพราะก็เป็นการกินแอปเปิลเขียววันละ 1 ลูก ซึ่งเราคงทำไปไม่ได้ตลอดชีวิตอยู่แล้วก็เลยไม่ได้หยิบมาพูด แต่ผมดูวิธีปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเขาว่าอะไรทำให้น้ำหนักตัววิ่งไปถึง 150 กก. และที่พบเจ๋งๆก็คือกีฬาที่โปรดปรานของเขาคือการว่ายน้ำวันละ 3 ชั่วโมง ซึ่งการว่ายน้ำก็ถือเป็นการออกกำลังที่ต่อเนื่องอย่างหนึ่งแท้ๆ แต่ทำไมช่วยลากน้ำหนักเขาให้ขึ้นไปได้ถึง 150 กก. นั่นเป็นจุดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าหากต้องการลดไขมันละก็ การวิ่งหรือการออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของคุณ ตารางการวิ่ง การเบิร์น แบบบ้าระห่ำในตารางฝึกของคุณ อาจดูเป็นเรื่องปกติสำหรับกีฬาฟิตเนส แต่มันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับการเพาะกาย ถ้าให้วิจารณ์ตารางฝึกของคุณก็คือ คุณวิ่ง และเบิร์นมากเกินไป และถ้าคุณมีกรรมพันธ์ทางด้านโรคหัวใจล่ะก็ การวิ่งหรือการเบิร์นนั้น ไม่ได้ประกันให้คุณว่าคุณจะหลีกหนีโรคทางกรรมพันธ์นั้นไปได้ อย่างที่มีคนพยายามจะโฆษณาให้มันเป็นอย่างนั้น การเพาะกายต่างหากคือกีฬาที่มีความปลอดภัยสูงและยืดหยุ่นกับคุณที่สุด อีกทั้งการวิ่งหรือเบิร์นที่มากเกินไปนี้ ยังไปตัดวงจรการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณไปอีกด้วย อีกประการหนึ่งที่สำคัญที่ต้องพูดถึง คือตารางฝึกที่แนะนำให้คุณวิ่งก่อนการบริหารกล้ามเนื้อ ซึ่งหากมองในมุมของการออกกำลังกายแนว "ฟิตเนส" แล้วก็เป็นเรื่องปกติโดยถือว่าเป็นการวอร์มกล้ามเนื้อเพื่อให้พร้อมสำหรับการฝึก แต่ว่าการเพาะกายจะไม่ได้ใช้แนวเดียวกันนี้ สำหรับการเพาะกายแล้วพูดถึงการวอร์มในการเล่นกล้ามจะมีลักษณะพิเศษดังนี้ครับคือ 1.เรื่องความสดของกล้ามเนื้อ และการทะนุถนอมพลังงานมาใช้ มันมีความสำคัญมาก ถึงขนาดที่ว่าเมื่อเราเรียงลำดับกล้ามเนื้อบริหารกันแล้ว บางครั้งถึงขนาดต้องใช้เทคนิค Split Routine (อ่านได้ที่ http://www.tuvayanon.net/6dst.html ) เพื่อแบ่งภาคฝึกในวันหนึ่งๆออกเป็น 2 ช่วงเลย ยกตัวอย่างเช่นวันนี้เราจะต้องบริหารหน้าอก และไบเซบ ซึ่งถ้าบริหารไบเซบต่อจากหน้าอก จะพบว่าหน้าอกมีความสดกว่า (สดหมายความว่า กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพที่สดชื่นเมื่อเทียบกับกล้ามไบเซบ เพราะถูกบริหารเป็นกล้ามเนื้อชิ้นแรก พลังงานจึงมีอยู่เต็มเปี่ยม) เราจึงต้องลงทุน แยกไบเซบไปเล่นตอนเย็นเลย เพื่อให้ไบเซบได้รับความสดในการบริหาร เพราะมีการพักระหว่างวันคั่นกลางนั่นเอง ความสดของกล้ามเนื้อยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆเช่นการแก้ปัญหาเรื่องแขนซ้ายแขนขวาไม่เท่ากัน ก็ยังต้องใช้เรื่องความสดของกล้ามเนื้อเข้ามาแก้ไข โดยการที่เวลาจะบริหารแต่ละเซท ก็ต้องบริหารด้วยแขนข้างที่เล็กกว่าเสมอ เพราะกล้ามเนื้อยังสดอยู่ ทำให้สามารถโตทันแขนอีกข้างหนึ่งได้ อีกทั้งดูเรื่อง โภชนาการ ก็จะเห็นได้ชัดว่า การเพาะกายเน้นเรื่องอาหารที่มีคุณภาพเพื่อจะได้มีพลังงานมาออกกำลัง และมีพลังงานเหลือสำหรับการรับมือเรื่องการเรียนหรือการงานในชีวิตประจำวันด้วย ในขณะที่การทำฟิตเนสนั้นเขาควบคุมทุกอย่าง อาหารแป้งก็ทานไม่ได้ ของหวาน ฯลฯ นั่นก็เพราะเขาไม่เน้นเรื่องพลังงานเหมือนการเพาะกาย แถมยังพยายามให้ลดด้วยซ้ำ ด้วยความคิดที่ว่า "ใช้แคลลอรี่ให้มากกว่าที่รับเข้าไป และถ้าจะให้ดี หรือไม่อยากเหนื่อยมาก ก็พยายามรับแคลอรี่น้อยๆแล้วกัน" โดยไม่คิดว่าคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ ยังต้องการพลังงานจากสารอาหาร มาทำให้ร่างกายพร้อมที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพ ,ใช้สมองในการทำงานแข่งขันด้วย ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ในห้องฟิตเนสอย่างเดียว จึงเห็นได้ว่าแนวทางในการเพาะกายนั้น เน้นเรื่องการทะนุถนอมพลังงานเพื่อนำมาใช้ในการเล่นกล้ามเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมีพลังงานที่ดีแล้ว การเล่นกล้ามก็จะสนุก ได้ผล และกล้ามเนื้อชิ้นแรกที่ได้บริหารก่อนก็จะสดชื่นที่สุด ส่วนแนวฟิตเนสกลับให้วิ่งก่อนยกน้ำหนักไปเสียนี่ การวิ่งก่อนเล่นกล้ามจึงเป็นการใช้พลังงานไปในทางอื่นก่อน ซึ่งทำให้ความสดและความเต็มเปี่ยมของพลังงานในร่างกายถูกใช้ไปเสียแล้ว ดังนั้นพอเริ่มเล่นกล้าม ความสดนั้นก็จะบกพร่องลงไปเยอะ จึงไม่ควรวิ่งก่อนเล่นกล้ามนะครับ ถึงแม้ว่าการวิ่งจะสำคัญต่อการลดไขมัน แต่มันจะต้องทำหลังการเล่นกล้ามเท่านั้น คือพอเล่นกล้ามเสร็จก็วิ่งต่อได้ หรือไม่ก็แยกออกไปคนละเวลา เช่นวิ่งตอนเช้า เล่นกล้ามตอนเย็นก็ได้ครับ ส่วนการยืดเส้น Stretch ก่อนเล่นกล้ามนั้น มันไม่ได้ใช้พลังงานมากมายอะไรเลย จึงสามารถทำได้ก่อนการเล่นเวทครับ 2.การวอร์มในแนวทางของการเพาะกาย อาจจะด้วยหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งก็เน้นการบริหารแนวฟิตเนสนั่นแหละ เขาบอกคุณมาว่า จะต้องทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับนี้ก่อนด้วยการวิ่ง ฯลฯ แต่นั่นเป็นหลักการของเขา ไม่ใช่การเพาะกายครับ การวอร์มตามหลักของการเพาะกายคือการทำให้เลือดเริ่มเข้ามาเตรียมตัวเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณกล้ามที่เรากำลังจะเล่นในวันนั้น เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นอุ่น และยืดหยุ่น สามารถรอรับการฝึกที่หนักได้ แต่การวิ่งก่อนเล่นกล้ามในแนวฟิตเนส มันทำให้เลือดวิ่งทั่วตัว ไม่ได้วิ่งมาเฉพาะกลุ่มกล้ามเนื้อที่เรากำลังจะบริหาร ผมจึงไม่แนะนำให้ใช้การวิ่งเป็นการวอร์ม แต่ให้ใช้การวอร์มด้วยท่าบริหารที่กำลังจะเล่นแต่ใช้น้ำหนักเบาๆซึ่งถูกต้องที่สุด ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าคุณจะเอาคำตอบของผมทั้งหมดนี้ ไปให้ครูสอนฟิตเนสของคุณอ่าน เพราะเขาก็ต้องมีเหตุผลในการให้คุณปฏิบัติในแนวของเขา แล้วอะไรจะเกิดขึ้นถ้าการเพาะกายดังมากๆในบ้านเรา สิ่งนั้นก็คือ คนจะซื้ออุปกรณ์ไว้เล่นที่บ้านกัน ซื้อทีเดียวเล่นไปได้เป็นร้อยปี อุปกรณ์ฟิตเนสแสนแพงที่ลงทุนไปตามสถานฟิตเนสก็หมดโอกาสคืนทุน การ(บังคับ)ขายอาหารเสริม เช่นโปรตีนเซ็ทต่างๆก็เกิดขึ้นไม่ได้ ฟังแค่นี้แล้วคุณก็น่าจะเข้าใจว่าการคุมกำเนิดกีฬาเพาะกายในบ้านเราจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความอยู่รอดของธุรกิจหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับกีฬาฟิตเนส แม้เวบของเราจะมีการขายอาหารเสริมด้วย แต่ยี่ห้อที่จำหน่ายนี้ก็มีขายอยู่ตามท้องตลาดอยู่แล้ว ผมก็เลยไม่คิดว่ามันจะเป็นการบังคับขายเหมือนกรณีโปรตีนเซ็ทของคุณ เช่นเขากำหนดว่าคุณต้องใช้โปรตีนเซ็ทยี่ห้อนี้นะ แต่มียี่ห้อเดียวและขายที่เดียวที่สถานฟิตเนสแห่งนั้น อย่างนี้ไม่เรียกว่าบังคับขายแล้วจะให้เรียกว่าอะไร สรุปว่า ตารางฝึกของคุณ "ใช้ไม่ได้" ในมุมมองของผมครับ |
|
|