TUVA ตอบปัญหา

 
ถาม
นักเพาะกายที่เห็นในยิม มีกล้ามก็จริงแต่ทำไมดูอ้วนๆ เพราะอะไร? อยากได้กล้ามคมชัดและไม่ใหญ่เกินไปเหมือนบิลล์   เดวีย์ (เป็นนักเพาะกายนายแบบ) ทำอย่างไร
 
 
ตอบ
ผมพิจารณาจากวิธีถามของคุณแล้ว สามารถจับความคิดคุณได้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือคุณมีความคิดฝังในใจลึกๆว่าการยกน้ำหนักจะทำให้ตัวใหญ่ก็จริง แต่จะอ้วน ผมจะตอบคุณในแนวผสมปรัชญาเล็กน้อย ขอให้ตั้งสมาธิในการอ่านให้ดีนะครับ
 

ภาพ ก. ความคิดลอยๆที่ยังไม่มั่นคงเท่าไร

         ด้วยท่าทางเชิดคางนิดๆของนักเพาะกาย (เพราะโครงปอดของเราใหญ่กว่าคนทั่วไป) ทำให้เราดูเหมือนคนหยิ่งๆ และบุคลิกกินขาดที่ทำให้สาวๆเหลียวมองจนเป็นที่น่าอิจฉา  มันเลยทำให้เป็นที่ "หมั่นไส้" ของคนที่ไม่ได้เล่นกล้าม ด้วยความหมั่นไส้นี้เอง พอทราบว่าบุคคลรอบข้างคิดจะเล่นกล้ามบ้าง เขาก็จะสร้างทฤษฎีของตัวเองแล้วบอกให้คนเหล่านั้นได้ทราบว่า เล่นกล้ามแล้วจะอ้วน ถ้าเลิกไปล่ะก็น่าเกลียดเชียว ,ถ้าเล่นกล้ามแล้วจะเตี้ยนะ ,ถ้าเล่นกล้ามแล้วไอ้ตรงนั้น (อวัยวะเพศ) จะเล็กลงนะ ฯลฯ คนที่ฟังมาก็ไม่กล้าเล่น แล้วบังเอิญว่าคนที่ฟังมาก็เป็นเพื่อนคุณ หรือญาติสนิทคุณ พอเขามาเล่าให้คุณฟังบ่อยเข้าบ่อยเข้า มันก็อดคิดไม่ได้ว่า "หรือจะเป็นอย่างที่เขาว่า?"  ตอนนี้ความสงสัยของคุณก็เหมือนไม้กระดานอันหนึ่ง คือยังเป็นความคิดลอยๆเฉยๆ เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ตามภาพ ก.  ต่อมาวันหนึ่ง คุณเปิดทีวีดูรายการมวยปล้ำ


 

สองคนนี้ก็ต้องเล่นกล้ามเหมือนกัน ดูหัวไหล่และหน้าอกเขาสิ แล้วพุงล่ะ?
ท่อนไม้ท่อนที่ 1 - ความคิดที่ว่านักมวยปล้ำซูเปอร์สตาร์ทั้งสองนี้ ต้องเล่นกล้ามแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีกล้ามหน้าอก ไม่มีกล้ามหัวไหล่ขนาดนี้ และก็ด้วยการเล่นกล้ามของเขานี่เองแหละ ที่ทำให้ขนาดพุงเขาใหญ่ขนาดนี้ ดังนั้นถ้าเราไม่เล่นกล้ามล่ะก็ เราก็ไม่ต้องเสี่ยงที่อาจจะไปมีสภาพเหมือนเขาตอนเลิกเล่น   ผมสมมติให้ความคิดนี้เป็นท่อนไม้ท่อนที่ 1 จากนั้นวันหนึ่งคุณก็ไปว่ายน้ำที่สระ หรือว่าไปเที่ยวทะเล


 

เห็นที่ชายทะเลหรือสระว่ายน้ำ หุ่นอย่างนี้ต้องเป็นนักกล้ามแน่ แต่ดูพุงสิ?
ท่อนไม้ท่อนที่ 2 - ความคิดที่ว่า ดูผู้ชายคนนี้สิ เขาต้องทำอะไรกับหน้าอก และหัวไหล่ของเขาเป็นแน่ ถึงได้ปูดโป่งขึ้นมาอย่างนั้น เขาจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากนักกล้าม ถ้าฉันสร้างกล้ามล่ะก็ สักวันฉันก็จะมีกล้ามหน้าอกและหัวไหล่อย่างเขา แต่ฉันก็คงต้องได้พุงมาเหมือนเขาแน่ ฉันไม่อยากมีพุงนะ แต่ถ้าจะเอากล้ามมันก็ต้องมีพุงติดมาด้วย   ผมสมมติให้ความคิดนี้เป็นท่อนไม้ท่อนที่ 2 จากนั้นอีกหลายวันต่อมาคุณก็ไปเล่นฟิตเนสที่โรงยิม


 

บริหารที่ยิม และใช้ท่าเล่นกล้ามเหมือนในเวบเลย มาเล่นก็บ่อย ใช่แล้ว เขาคือนักเพาะกายแน่ๆ
แต่คอไปไหนล่ะ พุงหลามเลย ขนาดเขามาเล่นบ่อยนะเนี่ย  และฉันคงต้องเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ถ้าเล่นกล้ามน่ะ
ท่อนไม้ท่อนที่ 3 - ความคิดที่ว่า คราวนี้จะไม่ใช่นักเพาะกายได้อย่างไร ก็ดูท่าที่เขาบริหารสิ มันท่าของนักเพาะกายชัดๆเลย แถมนายคนนี้ก็มาเล่นที่ยิมเกือบทุกวันเลยด้วย แต่ทำไมไม่เห็นพุงเขาลดเลย กล้ามเนื้อก็มีแต่ไขมันปกคลุม ขนาดเขามาเล่นทุกวันยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย แล้วฉันมาแค่อาทิตย์ละไม่กี่ครั้ง ไม่ยิ่งมีพุงใหญ่กว่านายคนนี้เข้าไปอีกหรือ เนี่ยแหละ เพราะการเล่นกล้ามจึงทำให้เขามีหุ่นไปเป็นขนาดนี้     ผมสมมติให้ความคิดนี้เป็นท่อนไม้ท่อนที่ 3 จากนั้น ด้วยความสงสัย คุณเลยเดินเข้าไปถามชายคนหนึ่งในโรงยิมให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย


 

พี่ครับพี่ พี่เป็นนักเพาะกายใช่ไหมครับ? "ใช่ครับ ผมเป็นนักเพาะกาย" เขาตอบ

ท่อนไม้ท่อนที่ 4 - ด้วยความสงสัย เลยเดินเข้าไปถามให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า นายคนตัวใหญ่ๆที่เห็นเดินไปเดินมาในโรงยิมเนี่ย โอเคล่ะ กล้ามเนื้อบางส่วนก็ชัดและใหญ่จริง แต่ไขมันคลุมไว้ทั้งตัวเลย แก้มห้อย กล้ามท้องแทบมองไม่เห็น เนี่ยเขาเป็นนักกล้ามหรือเปล่า และแล้วคำตอบก็ "ใช่เลย" เขาคือนักกล้าม นั่นแปลได้ว่า ถ้าผมเล่นกล้ามและเป็นนักกล้าม นี่ก็คือรูปร่างที่ผมจะได้ใช่ไหมล่ะ   ผมสมมติให้ความคิดนี้เป็นท่อนไม้ท่อนที่ 4 ซึ่งผมจะทิ้งไว้เท่านี้ก่อน แล้วจะสรุปให้ฟังเลยว่า


 

เมื่อเอาท่อนไม้ทั้ง 4 ท่อนนั้นมาประกอบกับความคิดเลื่อนลอยในตอนแรกของคุณ
ผลก็คือคุณได้โต๊ะที่มีความมั่นคงมากๆมาหนึ่งตัว และรอวันที่จะได้รับขามาเพิ่มอีก เพื่อความมั่นคงขึ้นไปอีก


         "ถึงตอนนี้แล้ว ไอ้คำพูดของเพื่อนๆที่มันพูดไว้ก่อนหน้าแล้วว่า การเล่นกล้ามจะทำให้อ้วนและมีพุงนั้น แรกๆก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่เมื่อฉันใช้ประสบการณ์ในชีวิตฉันมาประกอบกันแล้ว มันก็เป็นจริงๆอย่างที่เพื่อนฉันพูดแฮะ !"

         นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสมาชิกหลายคน และนับวัน ยิ่งเขามีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเจออะไรเพิ่มเติมที่มันตีความว่า เล่นกล้ามแล้วลงพุง ก็เหมือนยิ่งเพิ่มท่อนไม้ท่อนที่ 5 ที่ 6 เพื่อเอามาเสริมเป็นขาโต๊ะให้ "โต๊ะแห่งความเชื่อ" ตัวนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ยากที่จะคลอนแคลนหรือทำลายความเชื่อของเขาลงได้เสียแล้ว และนี่แหละคือปัญหาของคุณในตอนนี้ล่ะครับ

         ( - -")  เฮ้อ..เหนื่อย (ช่วงหลังนี่ผมตอบเมลล์บ่อย ขออนุญาตใช้รูปเลียนแบบเพื่อนสมาชิกนะครับ)  เอาละ ถ้าเป็นแต่ก่อน คุณเป็นศิษย์ไม่มีอาจารย์ล่ะก็ ผมคงไม่คิดอะไร แต่ถ้าคุณเข้ามาใช้เวลาในเวบนี้ตั้งนานแล้ว ยังมีโต๊ะแห่งความเชื่อที่แข็งแรงอย่างนี้ มันช่างน่าช้ำใจสำหรับคนที่ให้ความรู้อย่างผมจริงๆ นี่แหละเขาถึงเรียกว่า "การรับรู้ของคน"  ที่มักจะมองในมุมที่ตัวเองมีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และก็จะมองไม่เห็นอีกด้านหนึ่ง จริงๆแล้วเราเลือกที่จะมองอีกมุมหนึ่งได้ ผมยกตัวอย่างเรื่องของอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์
 


         อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เมื่อมองในแง่มุมการทำงานของเขา เขาคือผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ ,ทฤษฎีการแผ่รังสี และได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921 เขาคือวีรบุรุษคนหนึ่งในใจของผม  ซึ่งในส่วนชีวิตครอบครัวของเขานั้น กลับตรงกันข้ามกัน อัลเบิร์ตเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ถึงแม้เขาจะมีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์แล้ว แต่เพราะความที่เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังและมีเงินมากมาย จึงมีผู้หญิงสาวๆสวยๆมาติดพันมาก เขาชอบเที่ยวเตร่กับหญิงสาวในยามราตรีมากจนควบคุมตัวไม่ได้  เขาเอาหญิงสาวมานอนที่บ้าน โดยไม่เกรงใจเอลซาภรรยาของเขาเลย และยังมีข้อตกลงกับภรรยาว่า เขาจะเที่ยวเตร่กับผู้หญิงคนอื่นอย่างไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ ส่วนคุณ (เอลซ่า) ถ้าผมสั่งให้คุณหยุดพูด หรือออกไปจากห้อง คุณจะต้องหยุดพูดและออกไปจากห้องทันที ซึ่งในที่สุด เอลซ่าก็ตรอมใจ และเสียชีวิตไป

         แม้อัลเบิร์ต จะมีชีวิตส่วนตัวที่แย่อย่างนี้ แต่คนส่วนใหญ่ "เลือกที่จะรับรู้ในส่วนที่ชอบเท่านั้น" นั่นคือทุกคนมองไม่เห็นความไม่ดีในด้านชีวิตส่วนตัวของอัลเบิร์ตเลย แต่กลับชื่นชมเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยดูแต่ทางด้านงานของเขาเท่านั้น ทั้งๆที่ก็เป็นอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์คนเดียวกัน

         ตัวคุณก็เช่นกัน ไอ้ท่อนไม้ทั้งหมดที่คุณสร้างขึ้นมานั้น เป็นการมองในแง่ที่คุณมีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อะไรหากคุณกำลังต้องการจะเล่นกล้าม เพราะนั่นมันเป็นตัวฉุดคุณแท้ๆเลย ดังนั้น เมื่อคุณมีเป้าหมายที่จะเล่นกล้ามแล้ว คุณจะต้องทำลายขาโต๊ะเหล่านั้นออกให้หมด ผมจะแสดงวิธีการทำลายขาโต๊ะของคุณโดยย้อนรอยกลับไปตั้งแต่ขาโต๊ะอันที่ 1 ของคุณเลย


 

ลองอ่านแถบสีเหลืองก็จะเห็นว่านักมวยปล้ำหุ่นดีๆอย่างบาติสต้า ก็สร้างตัวจากการเป็นนักเพาะกาย

         ขอเตะขาโต๊ะอันที่ 1 ทิ้ง - คุณมองแต่นักมวยปล้ำชื่อ เคน กับบิ๊กโชว์ ที่มีการออกกำลังด้วยการยกเวทเหมือนกัน แล้วก็มีพุงขนาดใหญ่ แต่ถ้ามองในอีกด้านหนึ่ง ก็คือคุณบาติสต้า ก็เป็นนักมวยปล้ำเหมือนกันค่ายเดียวกัน และออกกำลังด้วยการยกเวทเหมือนกัน แล้วทำไมหุ่นคุณบาติสต้าถึงได้ดีมากๆ ซึ่งเมื่อคุณไปอ่านประวัติเขาแล้วก็จะพบว่า เขาสร้างกล้ามเนื้อด้วยการเล่นกล้าม (Body Builder) ตรงๆเลย (ดูได้ตามที่ผมทำแถบสีเหลืองไว้ข้างบน) ในขณะที่ไม่มีข้อมูลเลยว่าคุณเคน กับบิ๊กโชว์จะยกน้ำหนักในสไตล์ Body Builder หรือไม่ คุณก็เหมาเอาเสียแล้วว่า Body Builder ทำให้พุงเป็นเหมือนเคน และบิ๊กโชว์  เรามาดูหัวข้อต่อไปกัน


 

ไอ้คนที่มีกล้ามแต่อ้วนฉุ ที่เห็นที่สระว่ายน้ำหรือชายทะเลน่ะ อาจจะเป็นนักกีฬาประเภทอื่นก็ได้


         ขอเตะขาโต๊ะอันที่ 2 ทิ้ง - ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าคุณมองว่าคนที่มีหัวไหล่และกล้ามหน้าอกใหญ่ทุกคน คือคนที่เป็นนักเพาะกาย  กีฬาตัวอื่น อย่างรักบี้ หรืออเมริกันฟุตบอล ต่างก็ต้องให้นักกีฬาของเขาเน้นที่กล้ามหัวไหล่ กล้ามอก กล้ามขาให้ใหญ่โตมโหฬารมีความแข็งแรง  แล้วเขาจะเอาหน้าท้องแบนราบหรือเอวกิ่วๆไปทำไม? มันไม่ได้ทำให้เขามีแรงปะทะหรือแรงกระแทกเพิ่มขึ้นเลย  ดังนั้น ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคือ คนที่คุณเห็นที่ชายทะเล หรือสระว่ายน้ำนั้น ไม่ใช่นักเพาะกาย ไม่ได้บริหารสไตล์เพาะกาย เพราะเขาเป็นนักกีฬาประเภทอื่น ที่ไม่ได้เน้นการลดขนาดหน้าท้อง หรือต้องการความสมส่วน สวยงามของร่างกายเป็นหลักเหมือนนักเพาะกาย เรามาดูหัวข้อต่อไปกันครับ


 

นักกีฬา Power Lifting ก็ต้องบริหารที่โรงยิมเหมือนกัน


         ขอเตะขาโต๊ะอันที่ 3 ทิ้ง - เพราะโรงยิมมีอุปกรณ์ที่พร้อมมูล หลายๆคนจึงต้องมาบริหารที่โรงยิม บางคนมาเพื่อลดหน้าท้อง บางคนมาเพื่อทำตัวให้แข็งแรง บางคนมาเพื่อเพาะกาย และบางคนก็มาเพื่อทำตัวเองให้พร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬา Power lifting และทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็ต้องใช้อุปกรณ์ในโรงยิมเหมือนกับคุณ  ดังนั้น คุณจึงไม่ควรเหมาเอาว่าทุกคนที่เล่นเครื่องมือในโรงยิม มีจุดประสงค์เพื่อการเพาะกายเท่านั้น ยกตัวอย่างคุณ Ed Coan ทีเห็นในภาพข้างบนนี้ เขาก็มาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ หลังส่วนล่าง ,ต้นขา ,หัวไหล่ ,แขนท่อนปลาย แล้วเขาก็บริหารร่างกายในแนวของ Power lifting ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามของร่างกายเหมือนกีฬาเพาะกายของเรา ดังนั้น ถึงเขาจะมาเล่นที่โรงยิมทุกวัน แต่เขาก็ไม่ได้บริหารในแนวเดียวกับกีฬาของเรา คุณจึงไม่ควรไปเหมาว่าเขากำลังเพาะกายอยู่ แล้วได้พุงมาเป็นของแถม


 

นักเพาะกายมีช่วงนอกฤดูการแข่งขัน และช่วงเตรียมตัวประกวด


         ขอเตะขาโต๊ะอันที่ 4 ทิ้ง - นักเพาะกายหลายคนจะมีวงจรชีวิตแบบผ่อนคลายในช่วงที่ไม่ได้แข่งขัน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไร เพียงแต่ว่าเวลาที่เข้าช่วงเตรียมตัวประกวด เขาจะต้องเหนื่อยเพราะการรีดไขมันออกมากสักหน่อย ดังนั้นภาพคนกล้ามใหญ่ๆแต่ดูฉุๆ ที่คุณเห็นที่โรงยิมแล้วคุณกล้าเดินเข้าไปถาม จนได้รู้คำตอบว่าเขาคือนักเพาะกายนั้น  ก็ไม่ควรทำให้หัวใจคุณสลาย เพราะนั่นคือช่วงนอกฤดูการแข่งขันของเขา และเขาก็พร้อมจะกลับมามีรูปร่างอันสวยงามได้อีกด้วยการรีดน้ำหนัก ซึ่งนั่นคือวงจรของนักเพาะกายอาชีพจริงๆต่างหาก


 

และนี่คือโต๊ะตัวใหม่สำหรับความหมายของคำว่า "เพาะกาย"


         ผมไม่จำเป็นต้องหลอกให้คุณมารักการเพาะกาย เพราะถ้าคุณรัก มันก็จะให้ผลดีกับตัวคุณเองไม่ใช่ผม ดังนั้น ผมจึงไม่ได้เสียประโยชน์อะไรจากการพยายามทำให้คุณมีมุมมองใหม่สำหรับการเพาะกาย พูดมาถึงตรงนี้แล้ว คุณก็จะได้เล่นกล้ามได้อย่างไม่มีปัญหาคาใจอะไรแล้ว เพราะโต๊ะแห่งความเชื่อผิดๆของคุณได้โดนเตะเอาขาโต๊ะทิ้งไปหมดแล้ว ขอให้คุณมองภาพโต๊ะตัวใหม่ของคุณตามภาพข้างบนนี้  นี่ต่างหากคือสิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อคุณอยู่ในโลกของการเพาะกายจริงๆ

         สรุป - สำหรับคำถาม "นักเพาะกายที่เห็นในยิม มีกล้ามก็จริงแต่ทำไมดูอ้วนๆ เพราะอะไร?" คำตอบก็คือ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นนักเพาะกาย บริหารด้วยสไตล์การเพาะกายหรือไม่ และถ้าเป็นนักเพาะกายจริงเขาก็อาจอยู่ในช่วงนอกฤดูการแข่งขันก็ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะต้องมาตั้งข้อสงสัยสำหรับคำตอบของผม เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณกำลังจะต่อขาโต๊ะที่ผมอุตส่าห์เตะทิ้งไปให้คุณ เอากลับมาประกอบเป็น "โต๊ะแห่งความเชื่อที่ส่งผลไม่ดีกับสิ่งที่คุณกำลังจะทำ (คือเพาะกาย)" อีกครั้งหนึ่ง

         หมายเหตุ - ปรัชญาต่อขาโต๊ะนี้ ใช้ได้กับหลายๆเรื่องเช่นคนบ้าหวย ไอ้ตอนที่ให้หวยผิดก็ไม่รู้จักจำ พอนานๆทีให้หวยถูกเข้า ก็รีบเอามาประกอบเป็นขาโต๊ะกันแล้ว จนได้โต๊ะแห่งความเชื่อว่าไอ้เจ้าคนให้หวยนี้แม่นจริงๆ ถึงได้หมดตัวกันเป็นแถวๆไงครับ   ปรัชญานี้คุณเก็บไว้สอนลูกสอนหลานได้นะครับ


 

บิลล์  เดวีย์ นักเพาะกายนายแบบ

         มาสู่คำถามแถมท้ายของคุณที่ว่า "อยากได้กล้ามคมชัดและไม่ใหญ่เกินไปเหมือนบิลล์   เดวีย์ (เป็นนักเพาะกายนายแบบ) ทำอย่างไร" กันนะครับ

         จริงๆแล้วพวกนักเพาะกายนายแบบนั้น มีวิธีฝึกเหมือนกับนักเพาะกายระดับแข่งขันเลย  หนำซ้ำยังมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เคร่งครัด (และน่าเบื่อ) มากกว่านักกล้ามที่ประกวดเสียด้วยซ้ำ เหตุผลก็คือ ในปีหนึ่งๆนักเพาะกายที่เล่นเพื่อประกวด เขาจะทราบล่วงหน้าว่าจะมีการประกวดรายการไหน เมื่อไร เขาจึงสามารถตั้งตารางเวลาให้ตัวเองได้ว่าช่วงเวลาไหนควรเป็นช่วงผ่อนคลาย ช่วงไหนควรเป็นช่วงเขม็งเกลียวในการฝึกและการกิน  ต่างกับนักเพาะกายนายแบบ ที่ขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้าง ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะติดต่อให้มาถ่ายแบบเมื่อไร ทำให้เขาต้องเขม็งเกลียวการฝึกและการกินตลอดทั้งปี

       ถ้าทำเป็นอาชีพหลัก หมายถึงว่าเป็นนักเพาะกายหุ่นนายแบบสำหรับการเดินแบบ หรือถ่ายภาพลงนิตยสาร อย่างนี้ก็คุ้มและน่าลงทุนกับการที่ต้องใช้ชีวิตเขม็งเกลียวตลอดปีเหมือนที่ว่า  แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องมีก่อนก็คือ Born to be หมายความว่าคุณเกิดมามีพรสวรรค์เพื่อจะเป็นนายแบบ  ยกตัวอย่างเช่น หน้าตาหล่อระดับหัวแถว ,กล้ามท้องสองข้างสมมาตรกัน เรียงระดับเท่ากัน, มีความสูง 180 เซนติเมตรขึ้นไป ,ช่วงความยาวของขากับช่วงลำตัวสมดุลกัน เป็นต้น เพราะมันจะทำให้คุณมีงานรองรับ (ก็คือการรับจ้างเดินแบบ หรือถ่ายภาพฯ) ในทางกลับกัน หากบริหารเพื่อให้บุคลิกภาพดี แต่เน้นว่าให้ได้กล้ามชัดสวยงามเหมือนคุณบิล  เดวี่ บางทีเมื่อได้เห็นการทาน และการฝึกของเขาที่ผมจะนำมาให้ดู  คุณอาจจะต้องคิดใหม่ก็ได้ (รายละเอียด อ่านได้จากหนังสือ "หล่อล่ำกล้ามใหญ่" ของสำนักพิมพ์แกร่ง ของคุณชัช   ณรงค์กร นะครับ - อ่านสนุกเข้าใจง่าย และมีภาพสวยดีครับ)


 


 

ตารางการทานอาหารของ บิลล์   เดวีย์

  มื้อที่ 1 ทานเวลา 04.45 น. ไข่กวน (เอาไข่ไปกวนในกระทะและใส่ชีส) ที่ทำจากไข่ขาว 10 ฟอง กับไข่ทั้งฟองอีก 2 ฟอง ,ชีสขาดมันเนย 1 แผ่น ,ข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยครึ่ง
 
  มื้อที่ 2 ทานเวลา 07.30 น. อาหารทดแทน (เป็นผงชงกับน้ำ) 1 ชุด ,สาลี่ 1 ผล ,น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ (เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง) ครึ่งช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 3 ทานเวลา 10.00 น. เนื้ออกไก่ปิ้ง 10 ออนซ์ (283.5 กรัม) ,ข้าวสวยครึ่งถ้วย ,บรอกโคลีนึ่ง 2 ถ้วย
 
  มื้อที่ 4 ทานเวลา 13.00 น. อาหารทดแทน (แบบเดียวกับมื้อที่ 2) 1 ชุด ,แอปเปิล 1 ผล ,น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ครึ่งช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 5 ทานเวลา 15.00 น. มันฝรั่งอบ 10 ออนซ์ ,คอตเทจชีส (Cottage Cheese) ครึ่งถ้วย ,เนยแอปเปิล 1 ช้อนโต๊ะ
 
  มื้อที่ 6 ทานเวลา 18.00 น. อาหารทดแทน (แบบเดียวกับมื้อที่ 2) 1 ชุด ,โปรตีนผง (Protien Powder) 2 ช้อนครึ่ง (2.5 ออนซ์)
 
  มื้อที่ 7 ทานเวลา 20.00 น. เนื้อปลาปิ้ง 10 ออนซ์ ,กะหล่ำดอกนึ่ง 1 ถ้วย ,ถั่ว "ลิมา" นึ่ง 1 ถ้วย
 
  มื้อที่ 8 ก่อนนอน  ดื่มโปรตีนผง (แบบเดียวกับมื้อที่ 6) 2 ช้อนครึ่ง
 

 

       อาหารทดแทน รูปร่างหน้าตาเป็นแบบภาพข้างบนนี้แหละครับ ใน 1 กล่องใหญ่ราคา 37.80 เหรียญ (ราคาบ้านเขา ยังไม่รวมภาษีถ้านำมาขายในไทย) แยกเป็น 12 ชุด คำนวณแล้ว 1 ชุดจะตกอยู่ที่ 120 บาท ไม่รวมภาษี (1 ชุดก็คือ 1 ซอง สำหรับการกิน 1 มื้อ) สำหรับส่วนประกอบนั้น ให้คลิ๊กไปอ่านที่ อาหารสังเคราะห์

การบริหารร่างกาย

       ในส่วนของการฝึกนั้น จะใช้ตารางฝึกเหมือนนักเพาะกายทั่วไป แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ
 
วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า
 
อุปกรณ์ตัวปีนบันได (Stair Climbber)
 
       ทำแอโรบิกด้วยอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง หรือทั้งสองตัวตามภาพข้างบนนี้ อาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 45 นาที

       เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ในครั้งแรกที่คุณคิดว่า กล้ามเนื้อของพวกนักเพาะกายนายแบบไม่ได้ใหญ่เหมือนนักเพาะกายระดับแข่งขันนั้น คงจะใช้การฝึกเบาๆและทำตัวสบายๆใช่ไหมครับ แต่ความจริงกับตรงกันข้ามกันเลย เพราะนอกจากจะต้องทุ่มเวลาให้กับการทานถึงวันละ 8 มื้อ ไม่รวมความไร้รสชาด และความจำเจของอาหาร ,ความยากในการหาของมาประกอบอาหาร ,เงินทุนที่ต้องซื้ออาหารเสริม แล้ว หลังการเล่นกล้ามตามปกติ แทนที่จะได้พักเหมือนนักเพาะกายทั่วไปที่กลับบ้านไปนอนพักผ่อน  ตัวเองกลับจะต้องเอาเวลานั้นมาเดินบนสายพานอีกเกือบชั่วโมง และต้องทำอาทิตย์ละ 5 วันอีกต่างหาก จึงจะได้ความชัดของกล้ามเนื้อบนความไม่ใหญ่เกินไปตามความคิดของคนทั่วไป

       เมื่อคุณรู้และเข้าใจแล้ว  เวลาที่คุณไปออกกำลัง แล้วมีน้องๆมือใหม่มาถามคุณว่า "พี่ครับ ถ้าผมไม่อยากมีกล้ามมากเกินไปเหมือนพวกที่ขึ้นประกวด   จะเอาแค่หุ่นนายแบบ อย่างนี้ผมแค่ดันพื้นกับซิทอัพก็พอใช่ไหมครับ" ถึงตอนนั้นแหละคุณจะหัวเราะในใจ และคิดว่าช่างไม่รู้อะไรเลย น้องเอ๋ย.. อย่าว่าแต่ต้องเล่นกล้ามเต็มรูปแบบเท่านั้นเลย มันยังต้องจุกจิกเรื่องโภชนาการ แล้วยังต้องทำแอโรบิคมหาโหดอีกต่างหาก

       คุณบิลล์ฯ ใช้ชีวิตรูปแบบนี้ได้ เพราะอาชีพซึ่งมีรายได้วันละหลายหมื่นบาทของเขา (ถ่ายแบบและเป็นครูฝึกในยิมชื่อดัง) ขึ้นอยู่กับความสวยงามของร่างกายเขาเอง  มันจึงเป็นความจำเป็นแกมบังคับ ที่ทำให้ต้องมีสไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน (ที่น่าเบื่อทั้งในด้านอาหาร และด้านการฝึก) ในรูปแบบนี้  ส่วนเราๆท่านๆที่ต้องไปทำงานเพราะเป็นข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทนั้น บางทีการเข้าใจธรรมชาติการปฏิบัติตัวของคุณบิลล์  เดวีย์ ก็จะทำให้คุณเข้าใจว่า การสร้างกล้ามเนื้อให้ได้หุ่นที่กล้ามคมชัดและดูบึกบึนเหมือนนายแบบนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ก็จริง แต่ ความพร้อมของเรา เหมือนคุณบิลล์หรือไม่   ผมแนะนำว่าลองลดระดับเป้าหมาย (ว่าจะต้องให้ได้หุ่นเนี๊ยบทั้งใหญ่ทั้งชัดตลอดทั้งปีเหมือนคุณบิลล์)  ให้เป็นเป้าหมายที่มีทางเป็นไปได้มากขึ้นจะดีกว่า (เช่น ขอแค่ดูดี หรือถ้าจะเอาชัด ก็ชัดแค่บางช่วงของปีก็พอ) นั่นคือการเดินทางสายกลาง  เพราะการเล่นกล้ามที่ไม่หย่อนเกินไป (คำว่าหย่อนเกินไปคือการเล่นตามความอยาก ไม่ได้เล่นตามตารางฝึก) และไม่ตึงเกินไป (เหมือนคุณบิลล์  เดวีย์) จะทำให้คุณเล่นกล้ามได้นานและมีรูปร่างดีตลอดไปครับ


- END -