TUVA ตอบปัญหา

  ถาม ทำอย่างไรถึงจะมีไฟในการเล่นกล้ามได้นานหลายๆปีครับ (ต้นฉบับคำถามคือ ว้าว! คุณทำสถิติเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียสมัยที่ 8 ได้แล้ว ไม่มีใครทำได้มากไปกว่าคุณ อะไรคือความลับของคุณ (หมายถึงรอนนี่  โคลแมน) ที่มีเลข 4 นำหน้าอายุแล้วครับ?)
  ตอบ สำหรับคำตอบนี้ ผมขอแยกคำตอบออกเป็น 2 แบบแล้วแต่จะสนใจนะครับคือตอบแบบที่ 1  ตอบสไตล์ผมเองซึ่งคิดว่าเหมาะกับคนไทยมากกว่า  กับแบบที่ 2 คือตอบตามต้นฉบับของรอนนี่  โคลแมน เลย

แบบที่ 1 (โดย webmaster) มีอยู่ 3 อย่างครับคือ
              1.เงินในกระเป๋า  ถ้าอยากมีไฟในการเล่นกล้ามได้นานๆ  คุณจะต้องเริ่มให้ความสำคัญกับอาชีพที่ทำรายได้ดีๆ และถ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ ก็ต้องเริ่มเรียนหนังสือให้หนักขึ้น เพื่อจะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยดีๆ มีผลการเรียนดี ซึ่งจะส่งผลไปถึงโอกาสที่จะได้งานในบริษัทที่มั่นคงและรายได้ดี  ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า เราก็ยังรักษาไฟในการเพาะกายของเราได้นานทีเดียว  ไม่ใช่ว่ายังกินอดๆอยากๆอย่างนี้สักวันคงต้องหมดไฟแน่   นักเพาะกายฝรั่งเขาไม่ค่อยได้เตือนเรื่องแบบนี้กันเพราะกีฬานี้ บ้านเขารายได้ค่อนข้างดี  เท่าที่ผมอ่านจากการสัมภาษณ์พวกระดับแนวหน้า จะตกอยู่ที่ 20 ล้านบาทต่อปี แค่การปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญบนเวทีไม่กี่นาที ก็ต้องมีแสนหกหมื่นบาทเป็นค่าตัว ไม่รวมงานถ่ายแบบ ค่าสปอนเซอร์จากค่ายอาหารเสริมต่างๆ  คนที่อายุ 19 ปีก็มีสิทธิเป็นเศรษฐีได้หากมีกล้ามเนื้อสวยงาม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าทุ่มเทให้หมดตัวหมดใจ แม้แต่รอนนี่  โคลแมน (ในภาพข้างล่างสุด) ก็ยังลาออกจากการเป็นตำรวจเท็กซัส เพื่อให้มีเวลาฝึกกล้ามเนื้อเต็มที่จนเป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย

              ตอนนี้ก็กลับมาดูเพาะกายบ้านเราบ้าง ที่ผมเห็นก็คือ รายได้นักเพาะกายบ้านเราไม่จูงใจเหมือนฝรั่งเลย ถ้ากล้ามสวยแล้วลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเอาจริงเอาจังกับการเล่นกล้ามตั้งแต่อายุ 16 - 18 ปีแบบฝรั่งละก็ พอถึงเวลาเกษียณอายุจากนักเพาะกายอาชีพแล้ว  คงจะหางานที่มีรายได้ดีได้ยาก เห็นชัดๆเลยนักเพาะกายระดับแชมป์ของประเทศไทยหลายคน เป็นช่างตัดผม ,เป็นยาม หรืออย่างดีก็เป็นครูสอนในโรงยิม โอกาสจะนั่งแท่นเป็นนักบริหารที่อายุ 40 ปีเหมือนกับเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนหนังสือด้วยกันมองแทบไม่เห็น  แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ ถ้าตั้งต้นให้ถูกเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ 
 

ธนินท์  เจียรวนนท์

 
              เอารูปคุณธนินท์ มาให้ดูซึ่งไม่เกี่ยวกับการเพาะกายเลย แต่ผมกำลังยกตัวอย่างผู้ชายที่มีเมีย 13 คน เป็นเจ้าของเทสโก้โลตัส 111 สาขาในประเทศไทย  ,เป็นเจ้าของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในไทย ,เจ้าของ "ทรู มูฟ" ,เจ้าของบริษัทเครือโภคภัณฑ์ ซี.พี. ที่มีฐานการผลิตและแปรรูปอาหาร 109 แห่งในจีน ,ฟาร์มไก่พันธุ์ 100 ฟาร์ม ในจีนและฐานการผลิตสินค้าในอินเดีย  ปากีสถาน  บังคลาเทศ  มาเลเซีย  อินโดนิเซีย  เขมร  เวียตนาม  พม่า  ฮ่องกง  ไต้หวัน ฯลฯ คุณธนินท์คนเดียวนี้มีรายได้ วินาทีละหลายร้อยบาท (ฝรั่งเขาจะคิดกันเป็นวินาทีเลย เช่น ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) สมัยที่ บิล เกตต์ ยังไม่รวยเป็นอันดับ 1 ของโลกนั้น เขามีรายได้วันละ 49.5 ล้านเหรียญต่อวัน หรือ 2.1 ล้านเหรียญต่อชั่วโมง หรือ35,000 เหรียญต่อนาที และนั่นคือ 583 เหรียญต่อวินาที (22,154 บาทต่อวินาที)  ดังนั้นเมื่อเขาเห็นแบงก์ 1,000 บาทตกอยู่ที่พื้น เขาจะไม่หันไปเก็บ เพราะแค่เวลาที่ใช้ในการเดินผ่านแบงก์นั้น เขาก็ได้เงินมากกว่าเสียแล้ว - ข้อมูลจากหนังสือ Bill Gates Speaks: Insight from the World's Greatest Entreperneur ของ Janet C.Lowe) ผมกำลังจะบอกว่า คนเรามีศักยภาพมากๆ สามารถทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมๆกันแล้วประสบความสำเร็จด้วย เพราะคุณธนินท์ ก็ไม่ได้มี สี่หน้า 8 กรเสียที่ไหน ก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาที่มีสองมือสองเท้าเหมือนพวกเรา แล้วกะอีแค่เราจะเอาดีเรื่องการเพาะกาย ไปพร้อมๆกับการเรียน หรือการทำธุรกิจด้วยน่ะ มันจะทำไม่ได้เชียวหรือ จงอย่าดูถูกศักยภาพของตัวเอง เพราะคุณสามารถเป็นนักเพาะกายที่ดีได้ด้วยการฝึกหนัก และคุณก็ยังสามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  หรือเป็นนักเรียนที่สอบได้อันดับท๊อปเท็นของชั้นเรียนได้ ไม่จำเป็นต้องทิ้งอันใดอันหนึ่งไป ลองพิจารณาตารางการดำเนินชีวิตประจำวันดูใหม่นะครับ  จัดเวลามาเพาะกายไว้ส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งให้อ่านหนังสือหรือดูแลธุรกิจของคุณไปด้วย จริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะไปลดเวลาเที่ยว หรือพักผ่อนของคุณลงบ้าง แต่ลำบากตอนนี้แล้วคุณ จะได้ทุกอย่าง ตอนหลัง  ตอนนี้ปล่อยให้เพื่อนคุณเที่ยว ไปกินเหล้าเถอะครับ แล้ววันหนึ่งเราจะมาหัวเราะทีหลัง เพราะผลการเรียนคุณจะดี คุณจะรวย (คนไทยเจ้าของยูโรคาสตาร์ด ทำธุรกิจขนมที่กำลังจะล้มต่อจากพ่อ แล้วสามารถนำบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนมหาชนได้ตอนตัวเองอายุเพียง 19 ปี)  แถมยังมีกล้ามเนื้อสวยงามกว่าเพื่อนคุณชนิดไม่เห็นฝุ่น

              อย่าเชื่อครูฝึกตามโรงยิมที่บอกว่าให้เล่นวันละหลายชั่วโมง อาทิตย์ละ 6 วัน คุณต้องจัดเวลาให้สมดุล เล่นน้อยไปก็ไม่ได้ผล เล่นมากไปก็ไม่มีเวลาไปหาเงินหรือไปอ่านหนังสือ   ผมกำลังพยายามจะสื่อสารให้เพื่อนสมาชิกวัยรุ่นเข้าใจว่า บางทีเราก็ต้องลืมตาดูโลกแห่งความเป็นจริงด้วยว่า เราต้องมีการเรียนที่ดี จึงจะเข้าโรงเรียนดีๆ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ มีผลการเรียนดีซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกงานดีเงินดีในอนาคต และในขณะเดียวกันเราก็สามารถสำเร็จในเรื่องเล่นกล้ามด้วยถ้าใช้เวลาอย่างชาญฉลาด จำไว้นะครับว่าสำหรับบ้านเราแล้ว การเงินมีผลต่อไฟในการเล่นกล้ามของเรามากทีเดียว ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน แต่ในเมื่อคำถามคือว่า ทำอย่างไรจึงจะมีไฟเพาะกายได้นานๆ นี่ก็คือคำตอบที่สำคัญอันดับ 1 แหละครับ อยากให้รถวิ่งได้นานๆ ก็ต้องมีเงินสำรองไว้ซื้อน้ำมันเยอะๆ ไม่ใช่ไปตายเอาดาบหน้า จริงไหมครับ

              2.เรื่องอาหารเสริม อันนี้ผมเคยพูดไปบ่อยแล้ว ขนาดพวกที่ไม่ได้เล่นเพาะกาย เขายังต้องใช้อาหารเสริมกันเลย ผมยกตัวอย่างนักการเมืองที่ผมเคยมีโอกาสเข้าไปพบ (สมัยไปกับเจ้านายผมน่ะครับ) พวกนี้จะกินอาหารเสริมหลังมื้อเช้ากันทั้งนั้น กินกันที 6 - 7 อย่าง บางตัวก็เป็นยาโสมเม็ดละ 10,000 บาท (หมื่นบาท) เชียว เขาถึงมีเรี่ยวแรงเดินทางไปโน่นมานี่ แล้วยังใช้สมองได้เต็มที่  แล้วย้อนกลับมาดูตัวคุณบ้าง ถ้ามัวแต่ประหยัดมากไป "ไม่ต้องใช้อาหารเสริมก็ได้ !" อย่างนี้ แค่คุณไปเล่นกล้ามก็หมดแรงแล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานหาเงินมาใช้ หรืออ่านหนังสือสอบล่ะครับ บางคนเอาเรื่องอาหารเสริมไปผูกติดกับขนาดของกล้ามว่า ฉันไม่อยากใช้อาหารเสริมเพราะไม่อยากกล้ามใหญ่เกินไป อันนี้ต้องคิดใหม่แล้วครับ  ที่คุณต้องใช้อาหารเสริมเพราะคุณต้องเล่นกล้าม ในขณะที่เพื่อนคุณไม่ได้เล่น ดังนั้น คุณจึงต้องการสารอาหารมากกว่าเพื่อนที่ทำงานหรือเพื่อนนักเรียนของคุณ  คุณจะไปทานอาหารแบบเดียวกับเพื่อนที่ไม่ได้เล่นกล้ามของคุณไม่ได้หรอกครับ แล้วพอคุณไม่มีเรี่ยวแรง หรือไม่รู้สึกสดชื่นแล้ว คุณก็หมดไฟและรู้สึกเบื่อที่จะไปเล่นกล้ามเอาง่ายๆ

              3.เรื่องทัศนคติ อันนี้เน้นเฉพาะกับคนที่มีงานยุ่งมากๆเลยครับ คุณน่ะเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเครื่องออกกำลังกาย ,อาหารเสริมเล่นกล้ามต่างๆ เพราะพวกบริษัทเหล่านั้น เขาจับจุดได้ว่าคุณมีเงิน (ก็เลยมีงานยุ่ง) แค่ทำให้คุณฉุกคิดถึงเรื่องสุขภาพแว๊บเดียว โดยการใช้นายแบบหุ่นดีๆมาเล่นเครื่องมือนั้นๆแล้วบอกว่าเสียเวลาแค่วันละ 5 นาที  เท่านี้คุณก็หลงเชื่อ (เพราะไม่ค่อยมีเวลา จึงไม่ได้ตรึกตรองให้แน่ใจ) แล้วควักเงินในกระเป๋าให้เขาไปแล้ว  เสร็จแล้วก็เอาเครื่องมือนั้นมาวางไว้เฉยๆที่บ้าน  จริงๆแล้วใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่นักเพาะกายเขาฝึกกันก็พอครับ พวกเครื่องมือประหลาดๆน่ะไม่ work หรอกครับ    เรื่องอาหารเสริมแบบแพงๆก็เหมือนกัน ควรใส่ใจเรื่องความคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไปด้วย  เก็บเงินบางส่วนที่ไม่ควรเสียนั้น เอาไปซื้อแผ่นน้ำหนัก หรือซื้ออุปกรณ์เล่นกล้ามที่จำเป็นเสียดีกว่า

              คนที่มีงานยุ่งมากๆ มักจะมองการเพาะกายเป็นเรื่องของ "ภาระ" ที่ต้องทำ ซึ่งไม่ถูกต้องเลยครับ คุณต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ให้มองว่าการเพาะกายนั้น เป็นสิ่งปกติในชีวิตเรา เหมือนการทานข้าว ฟังเพลง เพราะคุณจะต้องออกกำลังครับไม่งั้นโรคภัยจะถามหาตอนอายุมาก   ให้คิดเหมือนการ "หยอดเงินใส่กระปุก" คือเล่นไปเรื่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดว่าเดี๋ยวเย็นนี้ต้องรีบไปเล่นให้เสร็จๆไป จะได้ไปทำอย่างอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้รับรองได้เลยครับว่า เดี๋ยวเล่น เดี๋ยวเลิก ฝรั่งเขาเรียกว่า "Yo - Yo"  แล้วคุณก็จะมารู้สึกเจ็บปวดกล้ามเนื้อเหมือนตอนเริ่มเล่นกล้ามตอนแรกอยู่บ่อยๆ เพราะพอเล่นกล้ามจนกล้ามเนื้อเริ่มชินและไม่เจ็บแล้ว คุณก็ดันเลิกเล่นไป 4 เดือน กลับมาเล่นอีกทีก็ต้องเหมือนมาเริ่มนับจากศูนย์ใหม่ คือต้องให้กล้ามเนื้อมันระบมเป็นเดือนอีก

              คุณเคยสังเกตไหมว่า เวลาคุณเดินแกว่งแขนตามปกตินั้น เมื่อเท้าข้างไหนที่คุณก้าวไปข้างหน้า แขนข้างเดียวกันนั้นก็จะแกว่งไปข้างหลังโดยอัตโนมัติ หรือเวลาขับรถเกียร์ธรรมดา  เกียร์ไหนมันเข้ายังไง เมื่อไรจะถึงเวลาเปลี่ยนเกียร์คุณก็สามารถทำได้โดยอัตโนมัติ รวมไปถึงการพิมพ์ระบบสัมผัสโดยไม่ต้องดูแป้นพิมพ์ด้วย  เรื่องพวกนี้ถ้าคุณ "ไม่นึกถึงมัน" แล้วปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ คุณก็จะทำได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณ "นึกถึงมัน" ขึ้นมา เช่นเริ่มสังเกตการทำงานของมัน ตอนนั้นแหละคุณจะเดินขาไขว้กัน แกว่งแขนผิดๆถูกๆ  เวลาจะเข้าเกียร์ ก็ลืมเหยียบคลัทช์  ขับลากเกียร์ และถ้าเป็นการพิมพ์ คุณก็จะหาตัวอักษรไม่ค่อยเจอซะแล้ว     สาเหตุที่ในครั้งแรกเราทำได้ก็เพราะเรากำลังทำมันด้วยระบบเหนือการควบคุมจากสมองเรา เหมือนกับการเต้นของหัวใจที่เราบังคับไม่ได้  แต่ถ้าเราเริ่มไปดูมัน ก็คือการเอาสมองไปควบคุมแล้ว มันก็จะทำงานผิดปกติไปทันที  หลักการนี้ใช้ได้กับ การเพาะกาย ในแง่ของทัศนคติที่ว่า ถ้าคุณคิดว่า จะต้องไปเล่นกล้ามเย็นนี้ นั่นคือคุณเอาใจใส่กับมันมากเกินไปแล้ว ตัวมันก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็น ภาระ ที่ต้องทำให้จบๆไป   ที่ถูกแล้วคือ ไม่ต้องคิดอะไร กลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ไปเล่นกล้าม แค่นี้เอง เดี๋ยวพอเครื่องติดแล้ว คุณก็จะเริ่มมันส์กับมันแล้วก็ยาว...  จะเล่นกล้ามในวันนั้นได้หรือไม่ มันอยู่ที่การเริ่มต้นในวันนั้นว่าจะเดินไปจับลูกเหล็กหรือไม่  ขอให้คุณใช้จิตวิทยาอย่างที่ผมบอกไป ช่วยลากตัวเองไปแตะลูกน้ำหนักให้ได้ รับประกันได้เลยว่าหลังจากนั้นคุณต้องได้เสียเหงื่อแน่ๆ  จำไว้นะครับ ถ้ามัวแต่คิดถึงมัน เดี๋ยวคุณก็มีเรื่องอื่นแวบเข้ามาในใจเพื่อให้เหตุผลในการไม่ไปเล่นอีก


 


              4.พักผ่อนมากๆ ที่ดีที่สุดก็คือการนอนครับ นอนสั้น นอนยาว ได้ทั้งนั้น การพักผ่อนด้วยการดูโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ละครน้ำเน่า หรือไม่ก็เกมส์โชว์ที่ไม่ค่อยมีสาระ  หรือถ้าจะพักผ่อนด้วยการออกเที่ยวกลางคืนก็เสียเงินเปล่าๆ ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย สู้เอาเวลานั้นมานอนดีกว่า จะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พอร่างกายสดชื่น ก็ทำให้เล่นกล้ามสนุกครับ บางทีเราฝ่าด่านรถติด กว่าจะถึงบ้านก็เหนื่อยแทบขาดใจ ถ้าคิดว่าจะต้องไปเล่นกล้ามอีก อาจจะรู้สึกไม่ค่อยดีก็ได้ ลองนอนงีบสัก 20 นาที แล้วค่อยไปเล่นกล้ามครับ เรี่ยวแรงจะกลับมาอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

 


              5.ใช้กระจกบานใหญ่ๆ แบบที่เห็นทั้งตัวยิ่งดีครับ ราคาหลักพัน แต่ใช้ได้หลายสิบปี เทคนิคนี้อาจทำให้เสียเงินหน่อย แต่ผมไม่เคยเห็นนักเพาะกายคนไหนเลยที่ไม่ใช้กระจก  ขอให้เอาวางใกล้กับที่ออกกำลัง หรือตรงไหนก็ได้ที่เราสามารถส่องกระจกตอนถอดเสื้อได้ ส่องบ่อยๆครับ เหมือนเป็นการเตือนตัวเองว่าตอนนี้ไขมันเริ่มมากแล้วนะ หรือว่าต้องเพิ่มกล้ามหัวไหล่สักหน่อย  อาจไม่ต้องใช้ตอนเล่นกล้ามอย่างเดียวก็ได้ เอาไว้ดูตอนก่อนออกจากบ้านว่าผมหวีหรือยัง ,เดินไหล่ขวาตกกว่าไหล่ซ้ายหรือเปล่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง เพราะสิ่งที่เราเห็นในกระจก ก็คือสิ่งเดียวกับที่คนรอบข้างเห็นเราเหมือนกันครับ   กีฬาแบบอื่นๆ ที่เล่นกันเป็นทีมนั้น เราจะมีเพื่อนร่วมทีมคอยเตือนกัน เพื่อให้ทีมเดินทางไปข้างหน้าได้ และเรื่องทีม (คือคนส่วนรวม) ต้องมาก่อน  แต่ว่า กีฬาเพาะกายแตกต่างออกไป เพราะเป็นเรื่องของความสนใจในตัวเองล้วนๆ  กระจกเป็นเพื่อนที่คอยเตือนว่าจุดอ่อนบนร่างกายคุณอยู่ตรงไหน โดยไม่ทำให้คุณโกรธ (ถ้าเป็นคนอื่นมาบอกคุณว่าหน้าท้องคุณยื่นแล้ว คุณอาจรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเขาก็ได้ ทั้งๆที่เขาหวังดี)  และเมื่อทราบจุดอ่อนของตัวเองแล้ว  มันจะทำให้เราเกิดความ "อยาก" แก้ไข หรือพัฒนากล้ามเนื้อตรงนั้นขึ้นมาเอง  และมนุษย์นั้น หากได้ทำอะไรก็ตามที่มาจากใจปรารถนาของตัวเอง โดยไม่ได้ถูกคนอื่นสั่งให้ทำแล้ว  ก็มักจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย และไม่มีทางที่ไฟจะตกได้เลยครับ     นอกจากเครื่องออกกำลังแล้ว นักกล้ามกับกระจกนี่ถือเป็นของคู่กันครับ


 

BEFORE AFTER

              6.เดินทางสายกลาง หลายคนที่ตั้งเป้าจะสร้างกล้ามเนื้อให้สวยงาม ไร้ไขมัน ได้พยายามฝึกอย่างหนักถึงวันละ 3 - 4 ชั่วโมง อดอาหาร หรือทานแต่อาหารวิทยาศาสตร์ราคาแพง จนในที่สุดก็ได้กล้ามเนื้อที่ไร้ไขมันสมตามความตั้งใจ เหมือนกับตอนจบโดยสมบูรณ์ของหนัง ที่พระเอกได้แต่งงานกับนางเอกสมใจ

               หลังจากที่อยู่ด้วยกันอย่างที่ต้องการแล้ว ในหนังก็ไม่ได้พูดถึงชีวิตหลังแต่งงานของพระเอกและนางเอกคู่นั้น ในโลกแห่งความเป็นจริงของคุณก็เช่นกัน เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เมื่อคุณได้กล้ามเนื้อที่ไร้ไขมันตามต้องการแล้ว ชีวิตที่เหลือของคุณอีกหลายสิบปี คุณจะต้องออกกำลังวันละ 3 - 4 ชั่วโมง อดอาหาร ทานแต่อาหารวิทยาศาสตร์ ไปตลอดชีวิตหรือ  ดูตัวอย่างง่ายๆในภาพที่ผมเอามาให้ดู  ดูที่ภาพ AFTER ก่อน คุณดูก็จะเห็นว่าช่วงหน้าอก ,หนอกคอ ,หัวไหล่ แขน ของชายคนนี้คือผู้ที่ผ่านการฝึกอย่างหนักมา เพราะมันเป็นทรงของนักเพาะกายชัดๆ  แต่ภาพนี้นำไปถูกใช้เชิงพาณิชย์ โดยเอาไปสลับกันตำแหน่งกัน ทำเป็นให้เห็นว่าเขาอ้วนมาก่อน แล้วมาหุ่นดีทีหลัง แต่จริงๆแล้วมันตบตาคนที่ดูรูปร่างนักกล้ามมาเป็นพันๆคนอย่างผมไม่ได้ ผมจึงสลับตำแหน่งกันเพื่อให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง

               อาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ กล่าวไว้ว่า "การประสบความสำเร็จในการเพาะกาย ดูจากการที่คุณยังเล่นกล้ามอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่ได้วัดกันที่ได้กล้ามมาเร็วแค่ไหน" หมายความว่า ถึงแม้คุณจะหาหนทางต่างๆที่ผิดมนุษย์มนา ในการฝึก การกิน จนได้รูปร่างที่ต้องการอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ไม่ถือเป็นความสำเร็จถ้าหากคุณไม่สามารถรักษามันไว้ได้นาน  การที่คุณตึงเครียด หมกมุ่นกับการฝึก ,การกินโดยเกินไป ขอให้รู้เถอะว่าคุณกำลังทำให้ตัวเอง "เสี่ยง" กับการหลุดจากวงโคจรเพาะกายได้โดยง่าย เพราะทันทีที่คุณได้หยุดเล่นกล้ามไปพักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ,ช่วงอ่านหนังสือสอบ ,ช่วง Fail ชีวิตเพราะทะเลาะกับแฟนหรือหมาที่บ้านตาย ,ช่วงให้เวลากับคนรักที่พึ่งจีบกันใหม่ๆ คุณจะถึงกับอุทานว่า "โอ้.. ชีวิตนอกโรงยิมมันสุดแสนสบายอย่างนี้ จะกลับไปทำตัวให้ลำบากอยู่ทำไม" แล้วนั่นแหละ คือจุดที่ทำให้คนเลิกเล่นกล้ามกันมานักต่อนักแล้ว เหมือนกับสปริงที่ถูกกดไว้นาน พอถูกปล่อย มันก็กระเด้งไปเสียไกลไม่กลับมาให้เห็นอีก

               นักเพาะกายที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย เล่นกล้ามมาแล้ว 20 ปีและวางแผนจะเล่นต่อไปข้างหน้าอีก 30 ปี สิ่งที่จะทำให้เขาดำรงอยู่อย่างนั้นได้ คือต้องเดินทางสายกลางเสียตั้งแต่วันนี้  จงอย่าให้ "ความอยาก" ได้กล้ามที่ไร้ไขมันของคุณ ทำให้คุณอยู่ในภาวะที่ขมึงเกลียวกับชีวิตเกินไป  ดูตารางฝึกของคุณใหม่อีกครั้งว่า มีช่องว่างให้กับสิ่งรื่นรมย์อื่นๆในชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่มี.. คุณต้องจัดหาช่องว่างนั้นให้ตัวเอง แล้วพยายามทำให้การเล่นกล้าม เป็นสิ่งที่เดินทางควบคู่ไปกับชีวิตของคุณได้ ไม่อย่างนั้น คุณก็จะเหมือนกับนักกล้ามข้างบนนี้ ที่มีช่วงหนึ่งหน้าท้องแบนราบ แต่อีกช่วงหนึ่งเป็นพะโล้ไปเลย จำคำพูดของอาร์โนลด์ไว้แล้วกันครับ (ต้องอยู่ในวงจรของการเพาะกายให้นานที่สุด ไม่ใช่เร็วที่สุด)

               ถ้าคุณเชื่อคำพูดผมแล้วทำตามผมแนะนำละก็  ทั้งในวันนี้และวันหน้านับจากวันที่คุณอ่านบทความหน้านี้ คุณจะมีความก้าวหน้ามั่นคง ทั้งทางด้านการเพาะกาย ,การเรียน ,การงาน และการเงินในกระเป๋าคุณแน่นอน อย่าเป็นนักเพาะกายไส้แห้งครับ  เอาละครับ จบในส่วนของผมแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการแปลต้นฉบับของรอนนี่ ซึ่งคุณก็คงจะได้ความรู้สึกไปอีกแบบหนึ่ง


 

รอนนี่  โคลแมน มิสเตอร์โอลิมเปีย 8 ปีซ้อน


แบบที่ 2 (โดยรอนนี่  โคลแมน ภาพบน)

              ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม   กุญแจสำคัญที่คุณทำสิ่งนั้นได้ยาวนานที่สุดก็คือ ความกระหาย หรือตัณหา ความอยากได้ผล จากสิ่งนั้นอย่างแรงกล้า   คุณต้องดูว่าตอนไหนถึงเป็นเวลาเก็บเกี่ยวผล  ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้  สิ่งนั้นจะทำให้คุณสูญเสียความกระตือรือร้นในเรื่องนั้นๆไป (คล้ายกับบอกว่าให้ใช้จิตวิทยาตั้งเป้าหมายไว้ให้ตัวเอง เช่นช่วง 3 เดือนนี้จะเพิ่มขนาดกล้ามแขนขึ้น 1 นิ้ว - Webmaster)

              มันเหมือนคำถามที่ว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ (หมายความว่า ต้องกระตือรือร้นก่อนถึงจะได้ผล  หรือว่า จะต้องได้ผลก่อน ถึงจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น - Webmaster) ลองย้อนกลับไปดูที่ผมพูดถึงอีกครั้ง ใช่แล้ว ผลของการกระทำต่างหาก ที่จะทำให้ความกระตือรือร้นยังอยู่ต่อไป  โชคดีที่ตัวผมเองนั้นมีตัณหา มีความอยากในการฝึกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  รูปร่างที่ดีมันเป็นผลที่ตามมาทีหลัง  ยกตัวอย่างเช่น ผมไม่เล่นกอล์ฟ เหตุผลก็คือผม ไม่อยาก ไล่ตามตีไอ้ลูกเล็กๆไปรอบสนาม ในทางกลับกัน คนอื่นๆที่ไม่เล่นกล้าม เหตุผลคือถึงแม้เขาจะอยากได้รูปร่างที่ดี แต่เขา ไม่อยาก ยกลูกน้ำหนักที่หนักมากๆ

              เพราะความรักในการฝึก จึงทำให้ผมได้รับผลดีจากการฝึก  ถ้าคุณทำสิ่งใดก็ตามด้วยการฝืนใจ หรือไม่ได้รักมันอย่างคลั่งไคล้แล้ว มันก็จะจากคุณไปเร็วจนไม่คาดคิด  ซึ่งถ้ามันไม่ได้ออกมาจากหัวใจ คุณก็เผาเวลาไปเปล่าๆเพราะคุณไม่รู้สึกสนุกกับมันเลย

              มันเป็นปีศาจแห่งความทุกข์ที่คุณจะต้องต่อสู้ด้วย และถึงแม้คุณจะชนะ คุณก็เดินทางต่อไปในถนนสายนั้นด้วยความกลัวเพราะไม่รู้ว่ามันจะกลับมาอีกเมื่อไร  ไม่มีใครต้องการอยู่ด้วยความระทมทุกข์อย่างนั้น ผมกำลังพูดถึงคนที่เล่นกล้ามอยู่ในวงการเพาะกายด้วยความคิดที่ว่า "เมื่อฉันหาเงินจากวงการนี้ได้มากพอแล้ว ก็จะได้เกษียณตัวเองแล้วทำอย่างอื่นที่ฉันรักจริงๆเสียที" คนที่คิดอย่างนั้น ย่อมไม่ได้อันดับหนึ่งในการประกวดใดๆเลย

              ต่างกันกับผม เพราะเมื่อผม "เกษียณ" แล้วไปทำสิ่งที่ผมรักจริงๆ  สิ่งนั้นก็ยังเป็นการเพาะกายอยู่ดี สิ่งที่คุณจะเห็นคือ ผมใช้เวลาอยู่ในโรงยิมเหมือนเดิม มีความสุขกับเหงื่อของตัวเอง ,มุมานะในการฝึกแบบทุ่มอย่างหมดตัว ,หรือไม่ก็พยายามเล่นให้ได้ "จำนวนครั้ง" มากกว่าที่ทำได้ในเซทที่แล้ว ,หรือไม่ก็กำลังได้อารมณ์ จากเลือดที่วิ่งไปตามเส้นเลือดทั่วร่างเวลาที่ใช้น้ำหนักขนาดมโหฬาร
 

รอนนี่ ถ่ายตอนอายุ 42 ปีขณะกำลังเล่นท่า Squat


              เมื่อผมฝึกเสร็จในแต่ละวัน  แม้จะพึ่งผ่านสมรภูมิอันดุเดือดมา แต่ขณะที่ผมกำลังก้าวข้ามขอบประตูโรงยิมออกไป  ความกระหายของผม ทำให้ผมแทบคลั่งที่จะต้อง รอ เพื่อกลับมาฝึกในคราวต่อไป  ดังนั้นผมจะรีบกลับมาอีกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อจะได้ยกน้ำหนักให้มากขึ้นกว่าวันนี้ อา.. ความสุขแห่งการเกษียณ ก็คือการได้กระทำในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง

              แม้ว่าจะมีประสบการณ์การฝึกมามาก แต่ผมก็อาจพลาดได้หากไม่เล่นกล้ามด้วยความระมัดระวัง และที่แน่ๆ การที่จะทำให้ผมยังมีไฟในการเล่นกล้ามได้นานหลายปีนั้น ผมมีกฎเหล็กอยู่ 3 ประการ คือ

              1.เล่นด้วยท่าทางที่ถูกต้อง  กล้ามจะขึ้นหรือไม่นั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกน้ำหนักที่ใช้ และไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณใช้ความพยายามแค่ไหนเพื่อจะจบเซทนั้นให้ได้   แต่จริงๆแล้ว มันขึ้นกับ การไม่โกง ของคุณต่างหาก คุณต้องใช้รูปแบบของท่าบริหารให้ถูกต้อง อย่าใช้การแอ่นตัวช่วย อย่าเหวี่ยงน้ำหนักขึ้นหรือลง ต้องใช้กำลังจากกล้ามเนื้อล้วนๆ เพราะถ้าคุณโกงแล้ว คุณก็จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และทำให้ผลที่ได้จากการฝึกน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น และถ้าได้ผลน้อย ความกระหายของคุณก็จะลดลงไปด้วย อย่าลืมที่ผมพูดไปตั้งแต่ตอนต้นว่าต้องมีผลก่อน ถึงจะมีความกระหายตามมา

              2.บริหารด้วย จำนวนครั้ง ที่เหมาะสมกับตัวคุณ  ให้ยกด้วยน้ำหนักที่มากที่สุดที่คุณยกได้ แต่ว่าต้องให้ได้จำนวนครั้งที่เหมาะสมกับตัวคุณ  ซึ่งตัวผมเองนั้น จำนวนครั้งที่เหมาะสมสำหรับตัวผมคือ 8 ถึง 12 ครั้งขึ้นอยู่กับว่ากำลังเล่นกล้ามเนื้อส่วนไหน   ย้อนกลับมาที่ตัวคุณบ้าง คุณต้องทดลองด้วยตัวเองว่าจำนวนครั้งสำหรับแต่ละท่าที่คุณใช้นั้น จำนวนเท่าใดกันแน่ที่คุณทำแล้วรู้สึกว่าได้ผล  เพราะบางท่านั้น คุณอาจพบว่าถ้าบริหารต่ำกว่า 4 ครั้งจะได้ผลดีที่สุด แต่สำหรับบางท่า คุณต้องทำให้ได้ 15 ครั้งจึงจะรู้สึกดี  ก็ขอให้คุณทำไปตามที่ทดลองแล้วได้ผลดีที่สุดนั่นแหละ

              3.อย่าเปลี่ยน คำแนะนำสำหรับนักเพาะกายทุกวันนี้คือ "พยายามเปลี่ยนตารางฝึกเป็นประจำ" นั่นเป็นคำสอนที่ผิดและทำให้คนเลิกเพาะกายเร็วขึ้น เหตุผลคือพวกเขาเบื่อเพราะไม่รู้ว่าการที่กล้ามขึ้นนั้น มาจากท่าบริหารไหนกันแน่ ก็เลยไม่มีจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาการฝึกที่ดีนั้นให้ดีขึ้นไปอีก  ต่างกันกับผม ผมใช้ตารางฝึกเดิม ท่าเดิมมาโดยตลอดหลายต่อหลายปี  ซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ผมจะเปลี่ยนก็คือการเพิ่มปริมาณน้ำหนักที่ใช้ให้มากขึ้นเท่านั้น

        นายยึดมั่น : การบริหารหลายหลายรูปแบบ ไม่ได้อยู่ในกลยุทธ์การฝึกของรอนนี่ ในทางกลับกัน เขาเชื่อมั่นในการใช้โปรแกรมฝึกอันเดียวปีแล้วปีเล่า เพราะทำให้เขาสามารถวัดผลความก้าวหน้าในการฝึกได้นั่นเอง


- END -