|
TUVA ตอบปัญหา |
ถาม ช่วง 4 เดือนแรกที่เล่นกล้าม น้ำหนักตัวและกล้ามเนื้อขึ้นเร็วเป็นที่น่าพอใจ แต่ทำไมหลังจากนั้น น้ำหนักตัวถึงไม่ขึ้นอีก และกล้ามเนื้อก็ดูเหมือนจะไม่ขึ้นอีกด้วยครับ |
ตอบ สำหรับผู้ที่เริ่มเล่นกล้าม มักจะ เข้าใจผิด ว่าอัตราการเติบโตของกล้ามเนื้อจะต้องเป็นไปตามกราฟข้างล่างนี้ |
|
กราฟหมายเลข 1 |
|
|
นั่นคือยิ่งเวลาผ่านไปหลายเดือนเข้า กล้ามเนื้อก็จะยิ่งมีเปอร์เซ็นต์การเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักกล้ามระดับแชมป์โลก หรือใครก็ตามที่เล่นกล้าม อัตราการเติบโต จะเป็นไปตามกราฟหมายเลข 2 ข้างล่างนี้ทั้งสิ้นครับ |
| กราฟหมายเลข 2 |
![]() |
เราเรียกกราฟนี้ว่ากราฟ "เอส" โดยอธิบายได้ดังนี้ 1.ช่วงแรกที่แสดงด้วยเส้นกราฟสีเขียวนั้น หมายถึงว่าการเติบโตของกล้ามเนื้อจะเป็นไปอย่างช้าๆ 2.เมื่อเวลาผ่านไป จนถึงจุด A กล้ามเนื้อก็จะเริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (แสดงแทนด้วยเส้นกราฟประสีแดง) 3.หลังจากไปถึงจุด B แล้ว การเติบโตก็เริ่มช้าลง แต่ก็ยังเร็วกว่าตอนที่เป็นเส้นกราฟสีเขียว 4.เมื่อไปถึงจุด C การเติบโตจะช้าลงไปอีก และเป็นอย่างนี้ไปจนถึงจุด D ศัพท์ทางวิชาการ เรียกจุด B ว่าจุด Strict point คือเป็นจุดที่ร่างกายเริ่มลดความเร็วในการเติบโตลง ซึ่งตรงนี้เองครับ ที่คนเข้าใจกันว่าร่างกายจะไม่เติบโตอีกต่อไปแล้ว ซึ่งความจริงจะเห็นได้ว่า ช่วงจุด B ไปถึงจุด D ก็ยังมีการเติบโตอยู่ แต่ว่าช้ากว่าในช่วงจุด A ไปจุด B เท่านั้นเอง (ตรงนี้เอง ที่นักกล้ามหลายคนเข้าใจผิด พากันหันหลังให้กับการเล่นกล้ามไปเลย เพราะคิดว่ากล้ามไม่โตอีกแล้ว) เมื่อนักเพาะกายทั้งหลาย เดินทางมาถึงจุด D ก็แสดงว่าได้เวลาที่ต้องเพิ่มเรื่องโภชนาการ ,น้ำหนักที่ใช้ฝึก ,การพักผ่อน ,เทคนิคบริหารต่างๆ เพื่อให้ร่างกายกลับไปเริ่มที่จุด A ใหม่ครับ สำหรับการไปถึงจุด A ,B ,C ,D ของแต่ละคนจะใช้เวลานานไม่เท่ากัน ขึ้นกับคุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็น กรรมพันธุ์ ,การทานอาหารเสริม ,ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่จะยกน้ำหนักได้มากหรือน้อยกว่าคนอื่น ฯลฯ บางคนอาจต้องอยู่ในช่วง B ถึง D เป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะร่างกายเรายังมีการเติบโตอยู่ เพียงแต่ว่าเป็นไปอย่างช้าๆเท่านั้นเองครับ ถ้าคุณถามต่อว่า แล้วทำไมร่างกายเราถึงไม่เติบโตแบบกราฟที่ 1 ล่ะ? คำตอบก็คือ ก็เพราะธรรมชาติกำหนดไว้อย่างนั้นไงครับ คุณไม่สามารถฝืนตรงนั้นได้ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตพี่หรือเพื่อน ในช่วงอายุ 14 - 18 ปี (ก็คือช่วง A ถึง B ในกราฟที่ 2 ) ร่างกายเราจะโตเร็วมาก แล้วจากนั้นก็จะเริ่มช้าลง การเล่นกล้ามก็เช่นกันครับ สุดท้ายนี้ ผมขอฝากทิ้งท้ายไว้อย่างที่ผมพูดบ่อยๆก็คือว่า ลองถามตัวเองดูสิว่า ทำไมเราเห็นนักเพาะกายในชีวิตประจำวันของเราน้อยเหลือเกิน ทั้งๆที่โดยสัญชาติญาณแล้ว ผู้ชายทุกคนก็ต้องการให้มีรูปร่างดี เป็นที่เตะตาทั้งสิ้น? คำตอบก็คือ เพราะส่วนมากแล้ว ผู้ชายเหล่านั้น 1.ไม่เข้าใจในธรรมชาติของกล้ามเนื้อ - เช่นเคยเล่นกล้ามมา แต่เมื่อถึงจุด B ในกราฟที่ 2 ก็เลิกราไป เพราะความเข้าใจผิด คิดว่าทำได้ดีที่สุดเท่านี้ เลยหมดความท้าทาย 2.เป็นคนบ้าเป็นพักๆ - คนพวกนี้น่ากลัวที่สุด และมักเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำอะไร แรกๆก็จะแสดงความกระตือรือร้นดูเหมือนจะจริงจัง (เช่น เล่นกล้ามอาทิตย์ละ 6 วัน) หาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเพาะกาย แต่เมื่อมีสิ่งอื่นมาล่อ เช่นการแต่งรถ ,การเล่นเทนนิส ฯลฯ ก็หันหลังให้การเพาะกายไปโดยสิ้นเชิง 3.ใจร้อน - สำหรับการเพาะกายแล้ว คุณจะต้องสละเวลาอย่างน้อยที่สุด 2 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าคุณทำใจไม่ได้ ก็แสดงว่าคุณเข้าค่ายคนประเภทนี้แล้วล่ะครับ ถ้าคุณเป็นไปตามข้อแรก วิธีแก้ก็คือ ให้หาความรู้ใส่ตัวให้มากที่สุดครับ ถ้าเป็นไปตามข้อที่ 2 ก็ขอให้ตั้งใจใหม่ เพราะนักเพาะกาย ไม่ว่าจะเป็นอาร์โนลด์ ชวาร์ลเซเนกเกอร์ ก็ชืนชอบกีฬาปีนเขามาก และยังเป็นดาราได้อีกด้วย และมีนักเพาะกายหลายคนที่มีธุรกิจส่วนตัวมากมาย นั่นคือ คุณต้องเรียนรู้การจัดตารางเวลาของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเลิกอันนี้ แล้วไปทำอันนั้น และถ้าเป็นไปตามข้อ 3 ก็ขอให้จำไว้ว่าการเล่นกล้ามนั้น ความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ระยะเวลา ว่าคุณอยู่ในแวดวงนี้ นานเท่าใด ต่างหาก ยิ่งเล่นนานหลายปี ก็ยิ่งสวย รับรองได้ว่าไม่มีใครมีมัดกล้ามสวยงามในเวลาแค่ 1 ปีหรอกครับ ไม่ว่าจะต้องการให้หุ่นเป็นแบบนายแบบ หรือแบบใหญ่โตมโหฬาร ก็ต้องใช้เวลา 2 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น เหมือนคุณเรียนเทควันโด้ ก่อนที่จะได้สายดำ ก็ต้องใช้เวลาไต่เต้าจากสายขาว เป็นเหลือง ,เขียว ,ฟ้า แล้วถึงจะเป็นสายดำ จะไปลัดคิวไม่ได้ นั่นแหละครับ |
|
- end - |