TUVA ตอบปัญหา

  ถาม  ผมไปบริหารที่ยิม เขาพูดถึงการบริหารแบบฟิตเนส ทำไมบางคนเรียกว่าเล่นกล้าม มันต่างกันอย่างไร 
ตอบ  จริงๆแล้วผมอยากตอบปัญหานี้มานานแล้ว แต่เคยยับยั้งชั่งใจไว้ว่า ถ้าตอบไปอาจกระทบกระเทือนวงการฟิสเนส ฯลฯ รากเหง้าของปัญหาจริงๆคือ ความนิยมการเล่นกล้ามลดน้อยลง หลังจากบูมมากเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งถือเป็นยุคทองของการเพาะกาย สมัยนั้นมีตัวแม่เหล็กคือ อาโนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ และคนอื่นๆ   ต่อมา เมื่อกระแสนิยมลดลง ก็ทำให้การให้ความรู้ทางการเพาะกายถูกกำจัดไปด้วย คนเล่นกล้ามกันก็ไม่รู้ว่าตัวเองเล่นผิดหรือถูก มีความคิดกันว่าเล่นแล้วตัวเตี้ยบ้าง อวัยวะเพศลดลงบ้าง ฯลฯ

           ในบ้านเรา มีวิทยาศาสตร์การกีฬา มีวิทยาลัยพละศึกษา ให้ความรู้เรื่องการบริหารร่างกายไปในแนวของ แอโรบิคเอ็กเซอร์ไซส์ มีหลักวิชาการสอนที่แน่นอน ดังนั้นเมื่อมีคนต้องการออกกำลังกาย  ความรู้ที่เขาจะหาได้ก็คือ แนวแอโรบิคเอ็กเซอร์ไซส์เท่านั้น เพราะมีคนที่จบวิทยาศาสตร์การกีฬาจากที่ต่างๆมากมาย ในขณะที่การสอนวิชาเพาะกายไม่มีเลย  และข้างล่างนี้ คือสิ่งที่เขาได้รับการสั่งสอนมา แล้วนำไปถ่ายทอดให้คนอื่นต่อไป ซึ่งผมคัดลอกมาโดยไม่ได้ตัดทอน หรือเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น

"แอโรบิค (ฟิตเนส) v.s. อะเนโรบิค (การเพาะกาย)

           ขณะที่แอโรบิคเน้นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อะเนโรบิคกลับเป็นการออกกำลังกายที่เน้นเพียงจังหวะเดียว แต่กระทำจนสุดแรงเกิด และยุติลงอย่างฉับพลัน ดังการแข่งขันยกน้ำหนัก ที่ต้องการกำลังสูงสุดในชั่วหนึ่งอึดใจเท่านั้น ผลของการทำอะเนโรบิคก็คือ เลือดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อได้เพียงพอ ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า "Anaerobic" ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่กล้ามเนื้อทำขึ้น เพื่อสร้างพละกำลังอย่างที่ร่างกายต้องการ

           ผลของปฏิกิริยานี้ ร่างกายต้องหลั่งกรดแล็กติกสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อเป็นอันมาก กรดแล็กติกนี้เองคือ ต้นเหตุของความเมื่อยล้า เจ็บปวด และเป็นตะคริว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมกีฬาบางชนิด (ไม่พูดตรงๆ แต่ก็รู้ว่าหมายถึงการเพาะกาย - webmaster) ไม่อาจจัดเป็นการออกกำลัง หรือสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายได้ 

           ดังนั้น การออกกำลังกายชนิดใดที่ส่อไปยังการใช้กำลังสูงสุดในชั่วระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ควรนำมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกาย เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย มีแต่จะทำให้ร่างกายเดือดร้อน เกิดความเมื่อยล้า เจ็บปวดเพียงอย่างเดียว"

           คราวนี้เห็นหรือยังครับว่า ตัวหนังสือสีแดงนั้น บอกให้เรารู้เลยว่าเขามีทัศนคติไม่ดีกับกีฬาเพาะกายของเราขนาดไหน เหมือนกับพูดว่า คนที่สะสมแสตมป์ หรือพวกเล่นไม้แคระ (บอนไซ) เป็นพวกปัญญาอ่อน (เพียงเพราะว่าคนพูด ไม่ได้เล่นแสตมป์ หรือไม้แคระ) แล้วก็อ้างเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์  และหวังว่าน่าจะมีสักวันหนึ่ง ที่วงการเพาะกายเราจับมือกัน แล้วเถียงเขาบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้โดนว่าแต่เพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้

           ถ้าที่พูดมายังมองไม่เห็นภาพละก็ คุณลองดูรายการอาหารของพวกฟิตเนสกันเลยดีกว่า

อาหารที่ควรงด

           ข้าวขัดขาว ขนมปังขาว
           อาหารหรือขนมทุกชนิดที่ทำจากแป้งฟอกสี
           น้ำตาลทรายขาว
           เครื่องดื่มเจือสี เจือน้ำตาลทุกชนิด
           เนื้อแดงของสัตว์ใหญ่ เช่นเนื้อวัว เนื้อหมู
           เนื้อสัตว์ที่ผ่านการหมัก หรือขบวนการเคมี เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก กุนเชียง

อาหารที่ควรกิน

           ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวทุกชนิดที่ไม่ผ่านการขัดสี บะหมี่
           ผลไม้สดตามฤดูกาล แต่ต้องระวังผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะมีน้ำตาลสูง
           ให้กินปลาแทนเนื้อ โดยเฉพาะปลาเนื้อขาว
           ให้กินถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วแดง หรือถั่วอัลมอนด์ ที่มีสารอาหารสูง

           นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงอัตราการเต้นของหัวใจ ที่กำหนดไว้ว่าอายุ 30 ปี ต้องมีการเต้นของหัวใจหลังออกกำลังกาย 133 ครั้งต่อนาที ,อายุ 45 ปี ต้องมี 120 ครั้งต่อนาที อายุ 60 ปี ต้องมี 110 ครั้งต่อนาที ผมจะไม่วิจารณ์ความรู้เหล่านี้ของพวกเขา เพราะนั่นเป็นศาสตร์ของเขา และก็มีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์รองรับ

           แต่การเพาะกายของเราก็เป็นศาสตร์ของตัวเราเอง ซึ่งได้ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมา 300 กว่าปี และมีผลการวิจัยและผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ รองรับเช่นกัน อยากให้พวกเขาเหล่านั้นเปิดใจให้กว้าง เหมือนอย่างที่เราเปิดใจกว้างกับเขาบ้าง มีเวบบอร์ดของเวบฟิสเนสหลายที่ ที่ฟันเรา (การเล่นกล้าม) เสียเละ ยกตัวอย่างเช่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไป Post ข้อความไว้ว่า ถ้าหากการบริหารร่างกายแบบต่อเนื่อง (Fitness) ยิ่งทำมากๆยิ่งดีแล้วละก็ นักวิ่งมาราธอน ก็ควรจะมีสมรรถภาพต่างๆของร่างกาย รวมทั้งมัดกล้ามเนื้อ แข็งแรงกว่านักวิ่งระยะสั้นมิใช่หรือ แต่ทำไมเท่าที่เห็นถึงได้ตรงข้ามกัน ปรากฏว่า ไม่มีใครตอบกระทู้นี้ อีกทั้งข้อความนี้ปรากฏในเวบบอร์ดได้ไม่นาน ก็ถูกลบไปทั้งหมดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออีกข้อหนึ่งที่ผมไปอ่าน เขาถามว่า "พี่ชายเล่นกล้าม มีคนแนะนำให้ทานไข่วันละ 4 ฟอง เป็นอันตรายไหม" มีคนมาตอบว่าการทานไข่อันตรายมาก บางคนก็มา Post ต่อว่าทำให้ท้องร่วง ฯลฯ ผมก็ไปตอบว่า นักเพาะกายทานไข่วันละ 60 ใบ ไม่เห็นเป็นไร แล้วผมก็ทำลิงค์ไปที่เวบผม ที่อธิบายรายการอาหารของนักเพาะกาย ปรากฏว่าโดนลบในภายหลังอีกตามเคย

           สรุปว่า คุณควรถามตัวเองก่อนเลยว่า ต้องการไปแนวไหน แนวฟิตเนส หรือเพาะกาย เพราะมันคนละศาสตร์กัน สำหรับตัวผม เลือกแนวเพาะกายเพราะว่า

           - เบื่อที่ต้องทำอะไรตามหลัก ตามตัวเลขมากๆ

           - ผมไม่รู้ว่า ถ้าผมไม่กินเนื้อหมู เนื้อวัว ขนมปังขาว ของหวานทุกชนิด แฮม เบคอน ไส้กรอก ตามที่ถูกห้ามไว้ แล้วผมจะกินอะไรได้บ้าง ผมเหนื่อยมาจากการทำงานมาทั้งวัน  ก็อยากทำอะไรที่มันตามใจปากบ้าง เพราะสำหรับการเพาะกายแล้ว มันจะแบ่งช่วงให้คุณเลย เช่นถ้าเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน คุณจะกินอะไร จะมากมายขนาดไหนก็ได้ ขนาดที่ว่านักเพาะกายหลายท่านของฝรั่ง กินไข่ถึงวันละ 60 ใบทุกวัน โดยไม่มีอันตราย แถมมีกล้ามเนื้อ และพละกำลังมหาศาลด้วย ประสาอะไรกับพวกเนื้อวัว เนื้อหมู ของหวาน แฮม เบคอน ไส้กรอก ทำไมจะทานไม่ได้ (ใน 1 ปี คุณควรหาเวลาไดเอท Diet เหมือนนักเพาะกายที่เข้าแข่งขันให้ได้สัก 2 - 3 เดือน)

           - แม้เวลาจะผ่านไป 15 ปี แต่ผมก็รักการยกน้ำหนัก เวลาที่ผมยกน้ำหนักมากๆ ทั้งอะดรีนารีน ทั้งเอ็นดอร์ฟิน (endorphins) จะพากันหลั่งออกมาในร่างกาย มันทำให้ผมสดชื่น และล้างความเครียดที่เกิดจากทำงานมาทั้งวัน (ในขณะที่การทำอย่างนี้ กลายเป็นเรื่องที่ผิดสำหรับฟิตเนสไป ตามที่ผมทำตัวหนังสือสีแดงไว้อันบนสุด)

           - ฟิสเนสเน้นที่ความแข็งแรงภายใน ส่วนการเพาะกาย เน้นที่รูปลักษณ์ภายนอก  จริงอยู่ที่ว่าถ้าพูดถึงความคมชัดละก็ คนที่เล่นฟิตเนสจะมีกล้ามเนื้อชัดกว่านักกล้าม (เพราะนักกล้ามจะเน้นความชัดเฉพาะช่วงแข่งเท่านั้น)  แต่จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเราเดินถอดเสื้อไปดูหนัง ไปเดินห้างสรรพสินค้าไม่ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นนักกล้าม แค่ใส่เสื้อยืดแขนสั้นโชว์กล้ามแขน แค่นี้ใครเห็นก็รู้แล้วว่าเราไม่ธรรมดา

           - ข้อเปรียบเทียบอันนี้เหมาะกับการอธิบายให้นักธุรกิจฟัง  ตรงที่ว่าการเพาะกายเหมือนกับมุมมองของ "เจ้าของธุรกิจ" คือมองอะไรไปในทางบวก เช่นมองถึงการเติบโต มองถึงเป้าหมายที่ดีขึ้น และ เป็นไปได้ ไม่ลองไม่รู้  เช่นมองว่าธุรกิจตัวเองมีความเป็นไปได้ ที่จะกลายเป็นธุรกิจใหญ่โตระดับประเทศได้ คงจะดีนะถ้าบริษัทเราใหญ่โตขึ้นจะได้ผลิตสินค้าได้ทีละมากๆเพื่อลดต้นทุน ทำให้ขายได้ถูกและขายได้มาก แล้วเจ้าของธุรกิจก็จะคิดวิธีว่าทำอย่างไรจะไปให้ถึงตรงนั้น (เพราะตัวเองมีทัศนคติว่ามันเป็นไปได้)  เหมือนกับที่การเพาะกายมองว่าคงจะดีนะถ้าเรามีแขนขนาดใหญ่ขึ้นถึง 18 นิ้ว และเราน่าจะสามารถทำได้ถ้าตั้งใจ แล้วจึงเริ่มมองว่าทำอย่างไรจะได้ให้ได้ขนาดแขนตามที่ต้องการ (เพราะตัวเองมีทัศนคติว่ามันเป็นไปได้)        ในขณะที่มุมมองของพวกฟิสเนส เป็นมุมมองของ "ลูกจ้าง" คือมองว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ภายในการควบคุม , ต้องไม่เกิน ,ต้องห้ามมี ,เป็นไปไม่ได้ที่ธุรกิจของเราจะเติบโตไปมากกว่านี้ และหากมันใหญ่ขึ้น มันจะเพิ่มความยุ่งยากและภาระให้เราอีก (คือมีทัศนคติที่ปิดกั้น ,ควบคุมเสียก่อนแล้ว)  เหมือนกับในทางศาสตร์ของเขาที่ต้องควบคุมเรื่องอาหาร ,ต้องควบคุมเรื่องชีพจรขณะบริหาร ,ต้องควบคุมจำนวนการเต้นของหัวใจโดยเทียบตามลำดับอายุ  คงจะดีถ้าผมเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐีที่จะได้มีเวลาทำอย่างนั้น แต่ผมยังต้องใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อทำงานหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง คงจะลำบาก (และเครียด) ถ้าต้องมัวแต่ใช้หัวสมองมาคิดแต่เรื่องแบบนี้

           ถ้าเพื่อนๆไม่เลือกแนวทางให้แน่ชัดก่อน ว่าจะไปทางเล่นกล้ามหรือฟิตเนส ผลที่ได้รับจะน้อยมาก เพราะมีหลายอย่างที่ขัดกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทานแบบฟิตเนส คุณก็ไม่มีแรงพอที่จะเล่นกล้ามให้โตแบบนักกล้ามได้ ,ถ้าทานแบบนักกล้าม แต่ไปออกกำลังแบบฟิตเนส คุณก็อาจอ้วนได้ 

           อย่างไรก็ตาม เมื่อเพื่อนเลือกที่จะมาแนวเพาะกายแล้ว แต่ไม่อยากมีร่างกายใหญ่โตเป็นยักษ์ แบบที่เห็นขึ้นประกวดกันนั้น ก็อยากจะทำความเข้าใจว่า จริงๆแล้ว การเพาะกายจะแบ่งได้เป็นสองแนวคือ แนว Soft - core และแนว Hard - core ถ้าเปรียบเป็นเรทติ้งหนัง แนว Soft - core ก็เหมือนกับหนังอาร์  ส่วนแนว Hard - core ก็เหมือนหนังเอ๊กซ์ (แปลตามตัวคือ "สุดขั้ว")  การเล่นกล้ามแบบ Soft - core ก็คือมีมัดกล้ามตามหลักเพาะกาย แต่ไม่ใหญ่โตมโหฬารเกินไป ยกตัวอย่างขนาดต้นแขน ถ้าเป็น Soft - core จะมีขนาดระหว่าง 14 - 18 นิ้ว ถ้าเริ่มเข้า Hard - core ก็จะมีขนาด 19 - 21 นิ้วขึ้นไป

           สำหรับการออกแบบตารางฝึก หรือการตอบปัญหาของผมเกือบทั้งหมด จะเป็นแนว Soft - core เกือบทั้งสิ้น เพราะมีความเชื่อว่า ท่านผู้อ่านต้องมีภาระอย่างอื่นด้วย ไม่มีเวลาเล่นกล้ามได้ทั้งวัน  ดังนั้นขอให้เพื่อนสมาชิกสบายใจได้ว่า เมื่อปฏิบัติตามผมแล้ว ร่างกายคุณจะไม่ใหญ่เกินไป เหมือนนักเพาะกายระดับแข่งขัน และก็ไม่เล็กเหมือนนักกีฬาฟิสเนสหรอกครับ


- END -