TUVA ตอบปัญหา

 
ถาม
มีนักเพาะกายหุ่นสวยคนหนึ่งแนะนำผมว่าสเตอรอยด์นั้น ถ้าใช้อย่างพอเหมาะแล้วก็จะไม่มีอันตราย ขอทราบคำแนะนำครับ
 
 


 

ภาพ ก.ตอนเริ่มใช้สเตอรอยด์คุณจะมีความสุขมาก
จะทำให้ใหญ่ขนาดไหนก็ได้

ตอบ น่าเสียดายวงการเพาะกายบ้านเราจริงๆที่มีนักเพาะกายหุ่นดี กลับออกมาพูดยอมรับหน้าตาเฉยว่าใช้สเตอรอยด์ และการพูดเช่นนี้ ร้อยทั้งร้อยคือ กำลังจะพาคุณเข้าไปสู่การค้าขายสเตอรอยด์นั่นเอง ถ้าไม่เชื่อ คุณลองคุยกับเขาไปเรื่อยๆ แล้วจะต้องมีครั้งหนึ่งที่เขาหลุดปากว่า "แล้วคุณอยากใช้บ้างไหมล่ะ จะมามัวเหนื่อยอยู่ทำไม เดี๋ยวผมติดต่อหาให้ ราคาก็.... " ถ้าไม่เชื่อก็คอยดูกันไปสักพักครับ

        ภาพข้างบนนี้คือคุณ คลาอัส  ดอลลิ่ง ซึ่งคนที่ดูรายการของดิสคัฟเวอรี่ ทางยูบีซี เกี่ยวกับสเตอรอยด์เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2550 ก็คงจะได้ดูเขาพูดยอมรับเรื่องสเตอรอยด์ ว่าเขาทั้งใช้และขายแล้วเกิดผลร้ายอย่างไรในภายหลังกับเขาบ้าง  ผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆก่อน คือตอนแรกเขาก็เล่นกล้ามในโรงยิมธรรมดานี่แหละ และหุ่นก็เหมือนกับคนอื่นๆทั่วไป แต่แล้วครูฝึกที่ไม่มีจริยธรรม ก็(จงใจ)ให้เขาบริหารอย่างหนักจนอยากจะเลิกเล่นไปเลย จากนั้นก็สวมบทพ่อพระทำเป็นชี้ทางสว่างให้ โดยพูดว่า "ที่แกเล่นมาทั้งหมดนั้น กว่าจะได้กล้ามเนื้อสวยๆขึ้นมา เหนื่อยแทบขาดใจใช่ไหม แต่ถ้าลองใช้สเตอรอยด์ล่ะก็ จะร่นเวลาได้ถึง 10 เท่า ใช้แบบฉลาด ไม่มีปัญหาแน่นอน"
 

ภาพ ข.มีหน้าตาในวงสังคมเพาะกายทันที
(เพราะยังไม่มีใครรู้)


        พอเริ่มใช้จากน้อยๆก็ปรากฏว่ากล้ามขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แซงหน้าคนอื่นๆในยิมไปเลย แม้ว่าจะตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้เพียงปริมาณน้อยเท่านั้น แต่แล้วในที่สุดก็อดเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นไม่ได้ แล้วก็กลายเป็นผู้ขายต่อให้กับครูฝึกคนนั้น หนักเข้าก็ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์รับส่งเอาเองเสียเลย

        แน่นอนว่าตอนแรกชีวิตมันช่างสวยงาม  มีบริษัทอาหารเสริมติดต่อเข้ามาให้เป็นตัวชูโรงให้สินค้าของเขา และเวลาไปปรากฏกายในแวดวงสังคมเพาะกายที่ไหนก็ดูเด่น มีแต่ช่างภาพตามถ่ายภาพโดยตลอด  เงินก็มีใช้มหาศาลเพราะได้จากการขายสเตอรอยด์ซึ่งเป็นสารผิดกฎหมาย แล้วยิ่งพอมีเงินมาก ก็ใช้สเตอรอยด์ได้มาก พอใช้มากกล้ามก็โตออกมามากอย่างที่เราเห็นในภาพนั่นเอง แต่แล้ว ......


 

ภาพ ค.ทันทีที่หยุดใช้?


        คุณ คลาอัส  ดอลลิ่ง ไม่ได้ขึ้นประกวด ดังนั้นจึงไม่มีใครมาตรวจสอบว่าเขาใช้สเตอรอยด์หรือไม่ (ยกเว้นลูกค้าของเขาเท่านั้น) แต่เพราะการที่พูดกันปากต่อปากว่าจะหาซื้อสเตอรอยด์ได้จากเขา ก็ทำให้เขาถูกตำรวจเฝ้าติดตามทุกฝีก้าว จนไม่สามารถหาซื้อสเตอรอยด์มาขายหรือเอามาใช้ได้ และทันทีที่เขาหยุดใช้สเตอรอยด์สภาพร่างกายเขาก็เปลี่ยนไปอย่างที่เห็นในภาพข้างบนนี้ทันที ยังตามมาด้วยอาการต้นแขนข้างขวาเน่าอีก อารมณ์แปรปรวนจนต้องเลิกกับภรรยาที่อยู่กันมาหลายปี แล้วเขาก็ไปมีผู้หญิงคนใหม่  คลาอัสเล่าให้ฟังในรายการว่า การขายสเตอรอยด์นั้น จะขายพ่วงกับเฮโรอีน ,ผงขาว สารกดประสาทอื่นๆ โดยใส่ในกระโปรงท้ายรถแล้วเปิดกระโปรงให้ลูกค้าเลือกเอาเลย เพราะความผิดกฎหมายระหว่างขายสเตอรอยด์และสารเสพติดอื่นๆนั้นรุนแรงเท่าๆกัน  (ต่อมาภายหลังคลาอัสฯก็หาสเตอรอยด์มาขายอีกจนได้ และถูกจับกุมและยึดเงินทั้งหมดเท่าที่มีคือประมาณ 2 ล้านเหรียญ ส่วนผู้หญิงคนใหม่ที่คบหากันมาเพียง 2 ปี และเป็นคนช่วยขายสเตอรอยด์พร้อมกับยาเสพติดอื่นๆด้วยนั้น ก็เสียชีวิตเนื่องจากการเสพยาเกินขนาดก่อนคลาอัสโดนจับกุมไม่นาน)

ตัวอย่างอื่นๆ

ภาพ ง.ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันที่ 27 มิถุนายน 2550
 

เนื้อหาข่าวดังกล่าวเป็นดังนี้นะครับ

สอบพบสาร´สเตอรอยด์´ ปมนักมวยปล้ำฆ่ายกครัว

คดีสะเทือนขวัญ คริส เบนวาต์ อายุ 40 ปี อดีตแชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวทปี 2547


ฉายาเดอะแคนาเดียน คริปเปอร์ สังกัดเวิลด์ เรสต์ลิ่ง เอ็นเตอร์เทนเมนต์

หรือ WWE เจ้าของท่าไม้ตายคริปเปอร์ ครอสเฟซ ก่อเหตุสยองในบ้านพักที่เมืองฟาเยตต์วิลล์ นครแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา รัดคอฆ่านางแนนซี เบนวาต์ ภรรยาตัวเองในห้องนอนชั้นบน สภาพศพเท้าทั้งสองข้างและข้อมือถูกมัด มีเลือดไหลที่ศีรษะและหู คาดว่านางแนนซีถูกสังหารตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 มิ.ย.

สำหรับ ด.ช.แดเนียล เบนวาต์ ลูกชายวัย 7 ขวบ

ถูกพบศพบนเตียงในอีกห้องนอนหนึ่ง เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ สำหรับช่วงที่เสียชีวิตเป็นคืนวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย. หรือช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 มิ.ย. นอกจากนั้นยังพบคัมภีร์ไบเบิลวางไว้ใกล้ศพของคนทั้งสอง ส่วนศพของคริส เบนวาต์ แขวนคอตายกับสายอุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายในห้องชั้นล่าง สันนิษฐานว่าผูกคอตายเมื่อเช้าวันจันทร์ 26 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ หลังสังหารภรรยาและลูกชาย

ก่อนเสียชีวิตคริสมีกำหนดปล้ำโชว์ทางเคเบิลทีวี

ระบบเพย์เพอร์วิวในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 มิ.ย. แต่ผู้จัดสั่งถอนตัวออกมาก่อน โดยให้เหตุผลว่าคริสมีปัญหาครอบครัว เมื่อเกิดเหตุขึ้นในวันถัดมา WWE ต้นสังกัดและผู้จัดรายการมวยปล้ำรายใหญ่ของโลก ได้ประกาศงดการปล้ำศึกมันเดย์ไนต์ที่รัฐเท็กซัส ซึ่งจะปล้ำในวันจันทร์ ที่ 26 มิ.ย. เพื่อเป็นการไว้อาลัย

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ระบุชัดถึงสาเหตุการฆาตกรรม แต่พบสารสเตอรอยด์ภายในบ้าน อยู่ระหว่างสอบสวนว่าคริสใช้สารสเตอรอยด์ช่วยสร้างกล้ามเนื้อหรือไม่

เนื่องจากในวงการกีฬาต่างรู้กันดีว่าการใช้สาร สเตอรอยด์

อาจก่อให้เกิดอาการหวาดระแวง ซึมเศร้า หรืออารมณ์รุนแรงที่เรียกกันว่ารอยด์ เรจ (Roid Rage) อาจเป็นสาเหตุให้คริสเกิดอารมณ์ยั้งไม่อยู่ก่อเรื่องร้ายขึ้น ซึ่งต้องรอผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์นานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน

อย่างไรก็ตาม สารสเตอรอยด์เคยถูกระบุว่า

เกี่ยว ข้องกับการตายของนักกีฬามวยปล้ำอาชีพมาแล้วหลายราย เริ่มตั้งแต่เอ็ดดี กัวร์เรโร เพื่อนสนิทของคริส เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวเมื่อปี 2548 นอกจากนั้นยังมีเคิร์ต เฮนนิค หรือฉายามิสเตอร์ เพอร์เฟกท์ เสียชีวิตเมื่อปี 2546 เพราะใช้ยาหลายประเภทรวมทั้งสเตอรอยด์

นอกจากนี้มีดาเวย์ บอย สมิธ หรือฉายาบริทิช บูลด็อก

เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวจากการใช้สเตอรอยด์ เมื่อปี 2545 ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า คริสได้รับสารสเตอรอยด์จากบริษัทแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ซึ่งขายฮอร์โมนสร้างการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน โดยซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต

        เรื่องทั้งหมดที่ผมพูดมานั้น คือผลในระยะสั้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาการแขนเน่า ,อาการคุมอารมณ์ไม่อยู่ ซึ่งทั้งหมดมันยังน่ากลัวขนาดนี้ แต่ถ้าคุณได้รู้เกี่ยวกับผลระยะยาวล่ะก็ มันจะน่ากลัวกว่านั้นอีกหลายเท่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิชาการยืนยันว่า

        แม้ใช้เพียงหนึ่งหยดก็ถือว่ามากเกินไป

        แม้เพียงหยดเดียว แต่มันจะอยู่ในร่างกาย ไปจนตาย มันจะเหมือนคนเป็นตับเอกเสบไวรัสบีที่ไม่มีทางหาย เพียงแต่แฝงตัวไว้ และจะออกอาการทันทีที่ร่างกายอ่อนแอ

        ไม่มีคำว่า "ใช้อย่างฉลาด"

        ไม่มีคำว่า "เลิกตอนนี้ยังไม่สายเกินไป" เพราะมันสายเกินไปตั้งแต่คุณรับหยดแรกเข้ามาในร่างกายแล้ว

        ในศาสนาพุทธของเรา มีหลายคนที่ไม่ยอมรับว่าสวรรค์และนรกมีจริง เพราะบังเอิญว่าเขาได้ทำบาปมหันต์มาแล้ว ดังนั้น การที่เขายอมรับว่าสวรรค์และนรกมีจริงก็หมายความว่ายังไงเสียเขาก็ต้องตกนรกแน่นอน เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่รับรู้ในเรื่องนั้น  ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น คนที่ใช้สเตอรอยด์อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่กล้ายอมรับความจริงว่า "เลิกตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว" เพราะหมายความว่าเขาจะต้องรับสภาพอายุสั้นของเขาในอนาคตนั่นเอง สู้ปล่อยเลยตามเลยแล้วไม่พูดถึงมันดีกว่า

        ตอนนี้นักเพาะกายรูปร่างดีที่คุยเรื่องข้อดีของสเตอรอยด์ให้คุณฟังนั้น อาจเดินทางไปไม่ถึง "จุดที่จะเสียใจ"  แต่ตัวผมเองมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่นักเพาะกายผู้นั้นไม่เคยมีแน่นอน นั่นคือสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี แล้วไม่มีมูลนิธิช่วยทำการเก็บศพเลยนั้น ผมต้องทำกับมือเองทุกครั้ง จึงมีศพที่ผ่านมือผมมาแล้วมากกว่า 200 ศพขึ้นไป บางคนตอนแรกยังไม่ตาย โดยไปตายที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น 2 - 3 วัน หากคุณได้เห็นสายตาของคนใกล้ตายเหล่านั้น  มันกำลังบอกคุณว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง ผมจะไม่ทำอย่างนั้น อย่างนี้... ซึ่งทำให้ผมจะต้องตายในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว"  และเมื่อผมสัมผัสกับสิ่งนั้นมาแล้ว จึงขอเตือนคุณว่าอย่าได้ประมาทแล้วต้องมาพูดกับผมตอนหลังว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง ผมจะไม่ใช้สเตอรอยด์" คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายแล้วไม่สามารถทำอะไรได้เลยน่ะ มันเป็นอย่างไร

        คนที่ใช้สเตอรอยด์อยู่แล้ว และเลิกเสียตอนนี้ก็จะโชคดีตรงที่สภาพในอนาคตของเขาจะไม่หนักมากเกินไปเท่านั้น แต่รับรองด้วยเกียรติเลยว่าเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์เลยที่จะไม่เกิดผลร้ายกับคุณ  และในรายการดิสคัพเวอรี่นั้นก็พูดถึงอาร์โนลด์ตอนที่ผ่าตัดหัวใจตอนอายุ 55 ปีว่าขนาดคนที่แข็งแรงและเล่นกล้ามมาตลอดขนาดนี้น่ะ เกิดอะไรขึ้น  คำตอบที่ฟังแล้วอาจหดหู่ก็คือว่า ตอนที่ได้ตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียปีสุดท้ายคือ พ.ศ.2518 (อายุ 28 ปี) แล้วอาร์โนลด์ก็ทิ้งวงการเพาะกายไป 5 ปี เพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพยายามจะสู่วงการฮอลลีวู๊ด แล้วพอปี พ.ศ.2523 หรือ 5 ปีให้หลัง เขากลับมาเล่นกล้ามเพื่อขึ้นประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียปีสุดท้าย และมีผู้วิเคราะห์ว่าหากอาร์โนลด์ ชนะได้ในปีนั้น ก็จะเป็นบันไดให้เขาเข้าไปสู่วงการฮอลลีวู๊ดได้ดีขึ้นกว่าที่เป็น ดังนั้น อาร์โนลด์ซึ่งมีลักษณะนิสัยว่า "ต้องชนะให้ได้" ก็ต้องทำทุกวิถีทาง
 
ภาพ จ.สังเกตกล้ามต้นแขนในปีสุดท้าย (ที่มีการใช้สเตอรอยด์) จะไม่เต็มเหมือนก่อนหน้านี้


 

ภาพ ฉ.เทียบกับกล้ามต้นแขนแต่ก่อน ที่ "เต็ม ,หนา" มาโดยตลอด

        คุณคงทราบดีว่า คนที่จะเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียได้ จะต้องมีคะแนนที่เคลียร์มากๆ คือต้องดีจริงๆ แต่จากการที่อาร์โนลด์ห่างหายจากการเล่นกล้ามไปถึง 5 ปีแล้วกลับมานั้น ทำให้กล้ามเนื้อเด่นของเขาคือต้นแขนนั้น แฟบไปเยอะ และอาจต้องทำให้เขาพลาดจากตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียได้ ซึ่งก็เป็นความบังเอิญว่าสเตอรอยด์ได้ถูกค้นพบแล้วพอดี จึงมีนักเพาะกายผู้หนึ่ง ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการดิสคัฟเวอรี่นั้นยืนยันว่าอาร์โนลด์ใช้สเตอรอยด์เพื่อชัยชนะในครั้งนั้น (นักเพาะกายผู้นี้ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่คน ที่เคยชนะอาร์โนลด์ในการแข่งขันสมัยแรกๆมาก่อน 1 ครั้ง) เพราะตัวเขาเองก็ใช้ด้วยแต่แข่งคนละรายการ (ก่อนหน้านี้นักเพาะกายผู้นี้ไม่เคยใช้และได้ที่ 1 มาตลอด แต่ตอนที่ไปแข่งที่ยุโรป ก็มีคนแนะนำสเตอรอยด์ให้เขา)

        ผ่านไปยี่สิบกว่าปี นักเพาะกายผู้นี้ (คนที่เล่า) ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับอาร์โนลด์ และเคยใช้สเตอรอยด์มาเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีอาการเดียวกันกับอาร์โนลด์ คือต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจตอนอายุ 55 ปี ด้วยอาการเดียวกันจนน่าประหลาดใจ เพียงแต่นักเพาะกายผู้นี้กล้าออกมาเปิดเผยถึงคำวินิจฉัยของแพทย์ แต่เรื่องของอาร์โนลด์ไม่ได้ถูกเปิดเผยถึงสาเหตุที่ต้องผ่าตัด

        อย่างไรก็ตาม อาร์โนลด์ในช่วงแรกที่ไม่ได้สเตอรอยด์นั้นก็เป็นตัวอย่างอันดีและเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเราได้เป็นอย่างดี เพราะเขาสร้างร่างกายที่สวยงาม ,หนา ,สุขภาพกาย สุขภาพใจเป็นเยี่ยม โดยใช้ความเพียรอุตสาหะในการเล่นกล้ามล้วนๆ เราจึงไม่ต้องพูดถึงการหลงผิดเพียงครั้งเดียวในปี พ.ศ.2523 นี้แล้วกันครับ  ซึ่งต่อมาในภายหลังรายการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียได้มีการตรวจสเตอรอยด์ในปัสสาวะของผู้เข้าแข่งขันทุกคนเพื่อให้พ้นข้อครหาของคนทั่วไปว่านักเพาะกายที่กล้ามใหญ่และสวยบนเวทีประกวดนั้น ล้วนต้องใช้ยาสเตอรอยด์   และเป็นเหตุให้เมื่อปี พ.ศ.2547  เจย์  คัทเลอร์ ที่ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศมิสเตอร์โอลิมเปียในครั้งนั้น  ถึงกับถูกปรับให้แพ้แล้วหลุดจากตำแหน่งทันที เพราะตรวจเจอสารดังกล่าวในปัสสาวะ
 

ภาพ ช.สเตอรอยด์ (วงเหลือง) ในตู้เย็นของเจย์  คัทเลอร์ก่อนที่จะถูกปรับแพ้ในปีนั้น


 

ภาพ ซ. หลังจากหลงผิดในปีนั้น ปีต่อมาเจย์ก็เลิกใช้สเตอรอยด์
และสามารถเอาชนะรายการอาร์โนลด์คลาสสิค และมิสเตอร์โอลิมเปีย 2006 ได้


        ไม่เพียงแต่มีผลเสียทางร่างกาย และอารมณ์เท่านั้น ทางด้าน"ชื่อเสียง" ของเจย์  คัทเลอร์ ที่สร้างมาอย่างดีหลายปี พอมาเสียเพราะเรื่องสเตอรอยด์เพียงครั้งเดียว เขาก็ถูกตราหน้า และทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อบรรดาสาวกของเขา ทั้งๆที่รายการประกวดที่เขาชนะได้ในปีต่อๆมา ก็ไม่พบสเตอรอยด์ในร่างกายเขาแล้ว อีกทั้งยังโชคดีที่ในปีที่เขาใช้สเตอรอยด์นั้น เขาใช้ในปริมาณน้อยมากๆเพื่อหวังผลในการผ่านการตรวจปัสสาวะ (แต่ก็ไม่ผ่าน) ดังนั้นพอเขาหยุดใช้ จึงไม่เกิดการ "หลุด" แบบคุณคลาอัส (ภาพ ค.)   ผมจึงงงๆกับนักเพาะกายที่คุณพูดถึงนั้นว่า ถึงกับกล้ายอมรับเชียวหรือว่าตัวเองใช้สเตอรอยด์ เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าอายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในบ้านเราและของฝรั่งเขา อย่างภาพ ช.ที่วงเหลืองสเตอรอยด์ในตู้เย็นของเจย์นั้น ก็เป็นการวงจากภาพต้นฉบับจากต่างประเทศ ผมไม่ได้มาวงเองนะครับ นั่นคือ ฝรั่งเขาถือว่าเรื่องการใช้ยานั้นเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ใช่ "ใครๆก็ใช้กัน" อย่างที่คนขายสเตอรอยด์มาพูดให้คุณฟัง

คำเตือน

      จงระวังยาเม็ดเล็กๆสีชมพู ที่จะมีมาขายตามโรงยิม เพราะนั่นคือสเตอรอยด์  และเมื่อทานแล้ว คุณก็จะต้องเพิ่มปริมาณการทานขึ้นเรื่อยๆ และยังมีในรูปแบบยาฉีดให้เลือกอีกด้วย

      จงระวัง ครูที่ไม่มีจริยธรรม แกล้งให้ฝึกหนักแล้วทำตัวเป็นนักบุญ โดยการทำเป็นชี้หนทางว่ามีทางอื่นที่ดีกว่า ง่ายกว่า "โดยการใช้ยา"

      จงระวัง หมาหางด้วน คือหมาที่หางตัวเองด้วนแล้ว ก็พยายามทำให้หมาตัวอื่นเข้าใจว่า การที่หางด้วนนั้นดี ตัวอื่นๆควรจะหางด้วนเหมือนมัน (หมายความว่าตัวเองใช้สเตอรอยด์ แล้วบอกคนอื่นว่าใช้ไปเถอะ ดีนะ ใช้ให้ฉลาดก็ไม่เป็นอะไร)

      เลือกนักเพาะกายต้นแบบของคุณให้ดี  นักเพาะกายหุ่นดีในโรงยิมเดียวกับคุณ บางคนก็กล้ามบวมน้ำ ใหญ่แต่ไม่แกร่ง โตมาด้วยยาสเตอรอยด์ สังเกตให้ดีพวกนี้จะไม่มีวินัยในการฝึกแต่กลับมีกล้ามใหญ่เตะตาจนน่าแปลกใจ แล้วถ้าคุณไปเอามาเป็นต้นแบบของคุณ คุณก็อาจจะติดโรคไม่มีวินัยในการฝึกนั้นมาด้วยและจบลงที่การใช้สเตอรอยด์เหมือนต้นแบบคุณ

      อยู่ห่างๆคนใช้สเตอรอยด์ อย่าคิดว่า "ฉันใจแข็ง ถึงเขาจะแนะนำให้ฉันซื้อสเตอรอยด์ ฉันก็จะไม่ซื้อ" เพราะเมื่อมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันแล้ว ความเกรงใจก็จะตามมาแล้วก็จะเป็นที่มาของคำพูดของคนขายว่า "คุณไม่เชื่อใจผมหรือ ผมก็ใช้นะ และก็ยังแข็งแรงดีด้วย ลองเอาไปใช้ดูนะ"  คนที่ติดบุหรี่ หรือติดเหล้า ก็เริ่มต้นมาจากการยื่นบุหรี่และเหล้าให้จากเพื่อนของเขาทั้งนั้น ดังนั้น จงตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการหนีห่างคนใช้สเตอรอยด์ (และถ้าจะให้ดีก็หนีจากเพื่อนที่สูบบุหรี่และกินเหล้าด้วยครับ)

      จงระวังความคิดที่ว่า ขอเพียงให้ได้ชัยชนะในวันนี้แล้ว จะยอมอายุสั้นลง 5 ปี (ก็เลยไปใช้สเตอรอยด์) เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง คุณจะได้ไม่ต้องมองตาผม แล้วพูดว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ทำอย่างนั้น"

      อย่าขาดศรัทธาในการสร้างกล้าม เพราะในประวัติศาสตร์ ก็มีเพียงอาร์โนลด์ในการประกวดปีสุดท้าย และเจย์ คัทเลอร์ ในปี พ.ศ.2547 เท่านั้นที่ใช้สเตอรอยด์ นอกนั้น นักกล้ามทั้งหลายที่คุณได้เห็นในเวบ ,ในนิตยสาร ,ในสนามประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ล้วนสร้างกล้ามมาด้วยความมานะ ,อุตสาหะ และทะลุขีดจำกัดของศักยภาพร่างกายด้วยตัวของเขาเองทั้งสิ้น
 


- END -