TUVA ตอบปัญหา
 
คำถาม :  ทำไมไม่ค่อยเห็นนักกล้ามในชีวิตประจำวันเลย ตามห้าง ,ตามถนน ?


คำตอบ :  ตั้งแต่อยู่ในวงการมาสามสิบห้าปีนี้ ( นับถึงปี พ.ศ.2560 )  ผมพบว่าปัญหาหลักของการเพาะกาย ที่ทำให้เราไม่เห็นนักกล้ามในท้องถนน หรือในชีวิตประจำวันเรานั้น  ไม่ใช่เพราะว่าคนเหล่านั้นเล่นกล้ามไม่ขึ้นหรอกครับ  แต่ปัญหาจริงๆคือ "เขาเลิกเล่นกันไปเอง"

       ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นความคิดพื้นฐานตามธรรมชาติอยู่แล้วครับ ที่ว่าผู้ชายทุกคนก็อยากมีหุ่นดีๆให้เตะตาคนรอบข้างบ้าง  ก็เหมือนผู้หญิงที่ต้องแต่งหน้า แต่งตา ทาลิปสติกเวลาออกจากบ้าน เพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง  ดับนั้น ผมรับประกันได้เลยว่าผู้ชายทุกคนต้องการมีหุ่นดีและมีมัดกล้ามทั้งนั้น เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ทำได้ง่ายเหมือนการเอาแป้งมาผัดหน้า หรือยกแท่งลิปสติกมาทาปาก  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำยากเกินไป  หนทางมันมีอยู่แล้ว นั่นคือการเล่นกล้าม

       การเล่นกล้ามนี้ ผมถือว่าเบาที่สุดแล้วนะครับ เพราะถ้าคุณไปเลือกการทำฟิตเนส แบบพระเอกหนังเกาหลี "เรน" ใช้ตอนที่แสดงหนังเรื่อง Ninja assassin นั้น ต้องฝึกด้วยกีฬาแบบฟิตเนสถึงวันละ 8 ชั่วโมง กินได้แต่ไข่ต้ม กับไก่ไม่ติดหนัง เมนูอาหารมีแค่นี้ และต้องทาน 2 - 3 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งผมถือว่ามันผิดหลักการธรรมชาติเกินไป  โอเคว่า ผลที่ได้คือหุ่นสวย แต่ถ้าจะต้องเล่นฟิตเนสวันละ 8 ชม. กินไข่ต้มแทนข้าวทุกมื้อไปตลอดชีวิต มันคงไม่ไหวแน่  เทียบกับการเพาะกายแล้ว ฝึกวันละ ชั่วโมงบ้าง 45 นาทีบ้าง เล่นอาทิตย์ละ 4 วัน ก็รับรองผลได้แล้วครับว่ากล้ามขึ้น 100%


 
ขอแทรกนิดนึงครับ

       ลองดูเกี่ยวกับการฝึกแนวฟิตเนสของ "เรน" ได้ที่ลิงค์นี้ครับ  http://www.tuvagroup.com/Rfvbb-A-01-D-590313-1916.html




       อย่างที่ผมพูดไว้ข้างบนครับ ที่ว่าเราไม่ได้เห็นนักกล้ามในชีวิตประจำวันเราเลยนั้น เพราะคนที่เคยเล่นกล้าม จะเลิกเล่นกันไปเอง  เหตุก็เพราะเขาไปตั้งเป้าผิดทิศทางเสียแต่แรก หรือไม่ก็เจออาจารย์สอน ที่ประเภทอยากให้ลูกศิษย์ประทับใจ ก็เลยประเคนตารางฝึกแบบฝึกอาทิตย์ละ 7 วัน  ฝึกวันละ 3 ชม.ให้เลย  ผมก็ยอมรับครับว่าตารางฝึกโหดๆแบบนี้ กล้ามขึ้นเร็วทันตา ไม่เสียชื่อคนสอน แต่ผลที่ตามมาก็คือ

       1.ทางด้านกายวิภาค -  กล้ามเนื้อขึ้นเร็วจนเส้นเอ็นทั้งหลาย พัฒนาตามไม่ทัน เป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บในอนาคต  ซึ่งถ้าคุณเคยดูกายวิภาค จะสังเกตได้ว่าบริเวณหัวและท้ายของกล้ามเนื้อแต่ละมัดนั้น จะต้องมีแถบขาวๆเป็นตัวยึด และเส้นเอ็นก็จะอยู่กันบริเวณนั้น  คราวนี้ เมื่อคุณฝึกหนักจนกล้ามเนื้อโตขึ้นเร็วจนเส้นเอ็นที่กล้ามเนื้อเหล่านั้นใช้เกาะยึดอยู่พัฒนาตามไม่ทัน ก็จะขาดความสมดุล เส้นใยมัดกล้ามเริ่มมีรอยปริ และพัฒนาไปสู่การขาด เมื่อกล้ามเนื้อฉีกขาด ก็จะเป็นอันตรายอย่างมากครับ


       2.ทางด้านจิตใจ - ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยครับ  เพราะผมเน้นข้อนี้ตั้งแต่บรรทัดแรกที่คุยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว  /  การที่คุณฝึกหนักเกินไป ถี่เกินไป คุณจะมองว่าการเล่นกล้ามคือ "ภาระ" ที่คุณจะต้องทำไปในแต่ละวัน  แรกๆตอนที่ยังไม่มีกล้าม แล้วพอมีกล้าม คุณก็จะรู้สึกภูมิใจ แต่มันจะอยู่ได้ไม่นานครับ เหมือนกับเด็กที่ได้ของเล่น แรกๆก็เห่อ แต่พอเจอของเล่นชิ้นใหม่ ก็จะไปสนใจของเล่นชิ้นใหม่แทนแล้ว

       คราวนี้พอคุณมีกล้ามเป็นของตัวเองแล้ว นานไป นานไปก็เริ่มชินกับคำชมของคนรอบข้าง  แล้วพอมีเหตุให้ต้องหยุดเล่นกล้ามเพื่ออ่านหนังสือสอบ หรือทำงานส่งอาจารย์ หรือเขียนโครงงานส่งเจ้านายที่บริษัท  พอหมดงานเหล่านั้นแล้ว  คนทั่วไปก็มักจะไม่อยากกลับมาเล่นกล้ามแล้ว อยากจะมีเวลาพักผ่อนหลังสอบ ,หลังงานเสร็จ ,อยากมีเวลาให้ครอบครัว ฯลฯ  แล้วก็เลิกเล่นกล้ามยาวเลย จนกระทั่งวันหนึ่งที่นึกย้อนถึงอดีต หรือแฟนพูดให้ฟัง หรือดูรูปตัวเองในอดีต หรือได้เห็นคนที่มีกล้ามเล็กกว่าที่เราเคยมี แล้วเดินดูท่าทางน่าหมั่นไส้  "ฉันเคยมีกล้ามใหญ่กว่าแกอีก" ( คุณคิด )   อาการเหล่านี้ทำให้คุณ รู้สึกผิดที่เลิกเล่นกล้ามไป ก็เลยกลับมาเล่นกล้ามอย่างหนัก ไม่บันยะบันยัง สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม คือเดี๋ยวก็เลิกไปดื้อๆอีก  ในขณะที่การล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน คุณกลับทำได้ทุกวันวันละหลายครั้ง  ทำติดต่อกันได้เป็น 50 - 60 ปี ก็เพราะคุณไม่เห็นว่าเป็น "ภาระ"

       ซึ่งถ้าคุณได้ศึกษาจนถึง "แก่น" ของการเล่นกล้ามแล้ว คุณจะเข้าใจว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอาทิตย์ละ 7 วัน ฝึกวันละ 3 ชม.แต่อย่างใด  การฝึกบางระบบนั้น กว่าที่จะย้อนกลับมาฝึกกล้ามเนื้อชิ้นเดิมได้ ก็ต้องทิ้งระยะเวลาถึง 18 วันเลยทีเดียว ( อ่านเกี่ยวกับระบบนี้ที่ลิงค์  http://www.tuvayanon.net/H-sy6-001001A-571012-1818.html  ) แต่ผมก็ไม่ได้จะบอกให้คุณทิ้งระยะห่างนานขนาดนั้น  เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมจะแนะนำคุณต่อไปนี้  จะทำให้คุณเล่นกล้ามได้นานๆ ไม่พาลเบื่อเอาง่ายๆ  โดยมีดังนี้ครับ

       1.ฝึกเพียงอาทิตย์ละ 4 วันเท่านั้น  - ซึ่งนี่เป็นตารางเพาะกายที่ได้รับการยอมรับระดับโลก สร้างแชมป์โลกได้มากมาย  และในทางจิตวิทยาแล้ว คุณมีเวลาเหลือตั้ง 3 วันใน 1 อาทิตย์ที่จะให้เวลากับตัวเอง ,ให้เวลากับครอบครัว ,ให้เวลากับการหาเงิน ( ในกรณีที่ทำธุรกิจส่วนตัว )

       ในทางกลับกัน ถ้าคุณฝึกน้อยกว่านี้ มันจะอ่อนเกินไป และไม่ได้ผล บางคนถึงกับต่อรองกับผมว่าให้ทำตารางฝึกแบบฝึกอาทิตย์ละ 2 วันให้หน่อย เพราะว่างแค่เสาร์อาทิตย์   กรณีนี้ ผมไม่ทำให้ครับ เพราะมันไม่ได้ผลและเสียชื่อผมที่เป็นคนออกแบบตารางฝึกเปล่าๆ  จะมีก็แต่พวกขายคอร์สฝึกฟิตเนส คอร์สละ 30,000 บาทที่คอยหลอกเอาเงินในกระเป๋าคุณนั่นแหละ ที่จะบอกว่าทำได้


       2.ควรหาอุปกรณ์มาฝึกที่บ้าน ( ถ้าทำได้ ) - ถ้าคุณ "เข้าถึง" การฝึกในแต่ละวันได้ง่าย  มันก็จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่แบบต่อเนื่อง ทำให้คุณเริ่มฝึกในวันนั้นๆได้โดยไม่ยาก  แต่ถ้าคุณต้องมีการ "ฝ่าด่าน" รถติดกว่าจะไปถึงโรงยิมได้  บางครั้งมันก็ทำให้คุณ "หลุด" ได้เหมือนกัน คือคิดว่าวันนี้เหนื่อยจากงานที่ทำมามากแล้ว ขอเป็นวันพรุ่งนี้แล้วกัน ( แล้วมันก็จะเป็นวันพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ - คือหมายความว่า คุณก็จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็เลิกเล่นไปโดยปริยาย )


       3.ถ้าการฝึกในแต่ละวันนั้น รู้สึกว่านานเกินไป ก็ให้แยกฝึกเป็น 2 ครั้งในวันเดียวกัน - อันนี้ก็เป็นผลดีสืบเนื่องมาจากข้อ 2  คือถ้าคุณมีอุปกรณ์เล่นกล้ามอยู่ที่บ้าน ตอนเช้าคุณก็เล่นไปเลยส่วนหนึ่ง ก่อนออกไปทำงาน ซึ่งมันจะทำให้กล้ามเนื้อคุณเต่งตึง เดินอกผายไหล่ผึ่งเหมือนลูกโป่งที่พึ่งโดนเป่าลมใส่ตอนก่อนออกจากบ้าน  /  จากนั้น ตอนเย็น กลับมาบ้าน นอนพักเหนื่อยสักงีบ ตื่นมากินของหวานๆ เช่นผลไม้สัก 4 - 5 ชิ้น แล้วก็มาเล่นกล้ามส่วนที่เหลือ ( กล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ควรเล่นตอนเช้า  ส่วนกล้ามเนื้อชิ้นเล็กควรเล่นตอนเย็น )


       4.ถ้าต้องไปเล่นที่ยิม  ก็ควรใช้อาหารเสริมช่วย - การไปเล่นที่ยิม นั่นหมายความว่า ใน 1 วันที่ฝึกนั้น คุณสามารถไปโรงยิมได้ครั้งเดียว  และการที่อยู่โรงยิมได้ครั้งเดียวใน 1 วันนี้ คงจะทำให้คุณต้องฝึกแบบ "ลากยาว"  /  คืออาจต้องเล่นกล้ามเนื้อถึง 2 - 3 ชิ้นให้จบในคราวเดียว นั่นจะทำให้คุณเหนื่อยพอใช้ได้ทีเดียว

       ดังนั้น การใช้อาหารเสริม จะช่วยให้คุณมีพละกำลังขึ้นมา และมีส่วนช่วยให้คุณเล่นกล้ามได้สนุกขึ้น  ( น่าแปลก  ผมไม่คิดว่ายังมีคนที่คิดแบบนี้อยู่  คือคิดว่า การไม่กินอาหารเสริม จะบังคับให้ร่างกายไปเอาไขมันที่อยู่ในร่างกายมาใช้ จะเป็นการลดความอ้วนไปในตัว - ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นครับ  การลดไขมัน จะเกิดจากการที่มีมัดกล้ามเนื้อมาก แล้วมัดกล้ามเนื้อจะทำหน้าที่ละลายไขมันได้ตลอด 24 ชม. ส่วนเรื่องการทาน คุณจะทานอาหารเหมือนเพื่อนคุณที่ไม่ได้ออกกำลังกายไม่ได้หรอกครับ คุณต้องใช้ร่างกายออกกำลัง ย่อมต้องใช้พลังงานมากกว่าเขา ดังนั้น คุณต้องมีแหล่งเชื้อเพลิงที่ดีกว่าและมากกว่าเพื่อนของคุณ ( ที่ไม่ได้ออกกำลัง ) )



       5.หาเทคนิคเสริมอย่างอื่น ที่มีผลต่อจิตใจโดยเฉพาะ - เช่นลองไปเดินโชว์หุ่นแถวสระว่ายน้ำบ้าง ชายทะเลบ้าง  /  เราอุตส่าห์ฝึกอย่างหนักมา ก็ต้องมีการโชว์ผลงานกันบ้างสิครับ ตื่นเต้นดี หัวใจตีรัวเป็นกลองเลย หรือไม่ก็ไปดูประกวดบ้าง อะไรบ้าง ที่วนเวียนอยู่ในวงการเพาะกาย มันจะทำให้คุณรักษาไฟในการเพาะกายได้นานเชียวครับ

       เมื่อคุณทำได้ตามที่ผมแนะนำนี้แล้ว รับรองว่าการเล่นกล้ามจะไม่เป็น "ภาระ" ของคุณอีกต่อไป คุณจะรู้สึกว่าเล่นกล้ามได้สนุก และไม่กระทบกระเทือนชีวิตประจำวันของคุณเลย และในตารางฝึกเพาะกาย ก็ไม่ต้องทำอะไรซ้ำๆซากๆ เหมือนการทำฟิตเนส เช่นต้องปั่นจักรยานทีละ 45 นาที ,วิ่งบนสายพานทีละ 45 นาที ( อยากตายจริงๆ เพราะความน่าเบื่อของมันนี่แหละ )

       ในขณะที่ถ้าคุณเล่นกล้าม คุณยกทีละ 8 ครั้ง วางลูกน้ำหนัก พัก แล้วทำอย่างนี้อีก 3 รอบ ( สามเซท ) คุณก็เปลี่ยนท่าเล่นได้แล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องเบื่อเลย  ในวันถัดไปก็เปลี่ยนไปเล่นกล้ามเนื้อส่วนอื่นอีก สนุก และได้เห็นผลเป็นรูปธรรม คือเห็นมัดกล้ามเป็นลูกๆ  ในขณะที่การทำฟิตเนส ผลที่ได้เป็นนามธรรม เช่น "ผอมลง" แล้วแน่ใจหรือว่าคนรอบข้างคุณเขาจะคิดอย่างคุณ

       เช่นสมมติว่าคุณเคยหนัก 100 กก. คุณเล่นฟิตเนสจนลดเหลือ 80 กก. โอเค ถ้าเพื่อนคุณที่เคยเห็นคุณตอน 100 กก. เขาก็ต้องชมว่าคุณน้ำหนักลดตั้ง 20 กก.  แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกย่างก้าวที่คุณเดินไปในฝูงชน เขาก็ต้องมองว่าคุณเป็นคนอ้วนที่หนัก 80 กก.อยู่ดี ใครเขาจะไปรู้ว่าคุณเคยหนัก 100 กก.มาก่อน นี่ล่ะคือความหมายของคำว่าได้แต่นามธรรม คือคำว่า "ผอมลง" เท่านั้น ซึ่งนำมาใช้กับชีวิตประจำวันไม่ได้เลย

       ดังนั้น การเล่นกล้ามจะให้ผลเป็นรูปธรรม คือมีกล้ามออกมาเห็นเป็นลูกๆ เป็นหลักฐานว่าคุณฟิตร่างกายจริงๆ  ในขณะที่คำว่า "ผอมลง" เป็นแค่นามธรรม ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณฟิตหรือเปล่า  เพราะคนที่ไม่เคยเล่นกล้ามเลย แต่น้ำหนักน้อยกว่าคุณ คนทั่วไปก็อาจมองว่าเขาคนนี้ฟิตกว่าคุณก็ได้ ( ทั้งๆที่คุณวิ่งบนสายพานวันนึ่งเกือบชั่วโมง ,ปั่นจักรยานวันนึงเกือบชั่วโมง )




- END -