|
กรดแลคติก
เป็นของเสียที่เกิดจากขบวนการ anaerobic metabolism
หรือการหายใจ(การเผาผลาญพลังงาน) ที่ไม่ใช้ออกซิเจน เช่นการออกกำลังกาย
หรือทำงานหนัก กรดแลคติก
จะทำให้กล้ามเนื้อล้า แต่เมื่อพักกรดแลคติก
จะถูกเผาผลาญให้พลังงานต่ออีกด้วยขบวนการ aerobic metabolism
หรือการใช้ออกซิเจนเหมือนในภาวะปกตินั่นเอง ทำให้เมื่อได้พัก
กล้ามเนื้อจะเมื่อยล้าลดลง เล่นต่อได้อีก
การเกิดกรดแลคติกในกล้ามเนื้อเป็นผลจากการออกกำลังกายแบบ
anaerobic โดยในสภาวะที่มีกรดแลคติกในเลือดสูง(เกิน 4 มิลลิโมล/ลิตร)การหดตัวของกล้ามเนื้อจะถูกยับยั้งเนื่องจาก
โปรทีนในเซลล์กล้ามเนื้อจะไม่สามารถทำงานได้ในสภาวะที่เป็นกรดสูง
และกรดแลคติกก็จะไปปิดกั้นผนังเซลล์ ทำให้เกิดการสะสมของๆเสียและ
ไมโตครอนเดรีย(Mitochrondria)ก็ไม่สามารถสังเคราะห์ ATP
ซึ่งเป็นพลังงานของร่างกายได้ ทำให้เกิดการล้าของกล้ามเนื้ออย่างทันที
ความรู้สึกง่ายๆ คือ ปวดเมื่อย
ส่วนกล้ามเนื้อที่ล้าเนื่องจากขีดจำกัดในการทำงานของมันเช่นการออกกำลังกายแบบ
aerobic (เช่นปั่นจักรยาน หรือวิ่ง)
นานๆกล้ามเนื้อก็มีข้อจำกัดในการทำงานเช่นกันความทนทานในการทำงานของกล้ามเนื้อก็สามารถสร้างได้โดยการออกกำลังเพื่อสร้างความทนทานแบบต่างๆ
(Endurance Training)
อธิบายก็อาจเห็นภาพยาก เอาเป็นว่าทดลองดูดีกว่าครับ หา ดัมเบลขนาดเหมาะมือใว้ในมือนะครับ
แล้วก็ลองยกดูช้าๆค่อยๆยก จะรู้สึกว่ายกได้เรื่อยๆ
หลายครั้งกว่าจะรู้สึกล้า คราวนี้ลองใหม่(อาจเป็นแขนอีกข้าง)ลองยกเร็วๆ
เลยครับ รับรองว่าทำได้ไม่มาก
เท่าช้าๆแล้วกล้ามเนื้อก็จะล้าอย่างรวดเร็ว อาการก็จะเป็นแบบปวดเมื่อย
ลองทำดูครับแล้วจะได้รู้สึกว่าความแตกต่างของอาการดังกล่าวมันเป็นยังไง
(กล้ามเนื้อแขน Biceps มีส่วนประกอบเป็นกล้มเนื้อขาวเป็นหลัก)
ทีนี้ก็สามารถนำหลักการที่ว่ามาไปวิเคราะห์หาสาเหตุว่าคุณเมื่อยแบบไหนได้ครับ
การยกน้ำหนักแบบหนักๆช้าๆ บางทีทำได้ไม่กี่ครั้งก็เมื่อยล้าแล้ว เพราะ
ความทนทานของกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับ งานที่ทำด้วยครับ
แต่ถ้าคุณยกเวทแบบแรงๆเร็วก็จะเป็นการทำงานแบบ anaerobic ที่เกิดกรดแลคติกนั่นเองครับ(การยกช้าๆจะทำได้หลายครั้งกว่า)
และขอบอกก่อนว่าค่า Anaerobic threshold นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคนครับ
จะไม่ใช่ค่า 85% ของMaximum Heart rate เสมอไป
จุดที่บ่งชี้ว่าค่านี้อยู่ตรงไหน
หากวัดทางตรง(คือการตรวจเลือดขณะออกกำลังกาย)จะพบว่า ค่า AT
คือจุดที่มีกรดแลคติกในเลือดสูงกว่า 4 มิลลิโมล/ลิตร
ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ทัน(คนปรกติจะมีปริมาณกรดแลคติกในเลือดขณะพักประมาณ1-2
มิลลิโมล/ลิตร,ส่วนในนักกีฬาที่แข่งขันแบบ Anaerobic อาจมีกรดแลคติกในเลือดสูงถึง25-30
มิลลิโมล/ลิตร เป็นระยะเวลาหลายนาที เลยทีเดียว)
เนื่องจากว่าเมื่อปริมาณกรดแลคติกเกิน 4 มิลลิโมล/ลิตรเป็นปริมาณที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ทัน
ร่างกายจึงมีการปรับตัวโดยมีอัตราการเต้นของชีพจรสูงขึ้น
โดยจุดที่อัตราชีพจรเพิ่มขึ้นอย่างทันทีนี้สามารถหาได้โดยการทำ conconi
test มักมีค่า80-85% ของชีพจรสูงสุด
แต่อย่างไรก็ตามค่าดังกล่าว(80-85%)ก็เป็นค่าทางสถิติ
สำหรับนักกีฬาที่แข็งแรงจะมีค่านี้สูง ถ้าเปรียบเทียบกับ
คนธรรมดาที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถ้าอยู่ๆเอามาวิ่งสปริ้นทร์
ร่างกายก็จะทำงานแบบ anaerobic ทันที แสดงว่า มีค่า AT ต่ำ
ถ้าเล่าต่อไปยาวกว่านี้มันจะไม่จบซะทีเอาเป็นว่า
ถ้ามีข้อสงสัยใดอีกก็ถามมาได้เลยแล้วกันครับยินดีให้คำแนะนำ
จากลิงค์หน้า
http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=05708
|