ทำความรู้จักกันหน่อยครับ
 

รูปถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2555
อายุ 43 ปีแล้วครับ


       สมัยวัยรุ่น เคยสงสัยเหมือนกันว่าพวกคนแก่ เวลาเอารูปตัวเองลงหนังสือ หรือว่าเอาไปโชว์ที่ไหน ทำไมชอบเอารูปที่ถ่ายไว้เมื่อ 10 ปีก่อนที่แล้วมาลงทุกที   มาตอนนี้ ผมอายุ 40 ปีแล้ว ถึงได้เข้าใจความคิดของคนแก่ในสมัยนั้นว่า ส่วนมากมักจะรับไม่ได้กับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป ไม่หล่อเหมือนตอนหนุ่มๆ และมีความอายว่าจะโดนคนล้อ  แต่สำหรับผม ไม่ได้คิดอย่างนั้น แม้ว่าหน้าตา และมัดกล้ามจะไม่ดีเหมือนในวัยหนุ่ม แต่ก็คิดว่าควรรับสภาพตามความเป็นจริง และแสดงตัวตนที่แท้จริงให้เห็นกันจะดีกว่า  เอาล่ะครับ เกริ่นนำเรื่องรูปถ่ายของผมแล้ว ตอนนี้ก็ขอมาทำความรู้จักกับเพื่อนสมาชิกกันหน่อยครับ

      
ผมชื่อ พันตำรวจโทวิษณุ  ตุวยานนท์  เกิดวันจันทร์ เดือนเจ็ด ปีจอ ก็คือ วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2513 นับเดือนแบบไทย ก็เลยเป็นเดือน 7 น่ะครับ สูง 171 ซม. หนัก 74 กก. เรียนชั้น ประถม 1 - 6 ที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยา ม.1 ถึง ม.6 ที่โรงเรียน บดินทรเดชา จบการศึกษาจากโรงเรียน เตรียมทหารรุ่น 31 และ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47   ปัจจุบันรับราชการเป็นสารวัตรงานสอบสวน (สบ.2) อยู่ที่ สน.ทุ่งสองห้อง ครับ  เริ่มสนใจเล่นกล้ามตั้งแต่ตอนอยู่ ม.3 ตอนนั้นอายุประมาณ 14 ปีกำลังเรียนอยู่ ที่บดินทรครับ ตอนนั้น ก็คิดเหมือน วัยรุ่นทั่วไป ที่มักอิจฉาเพื่อนๆ ที่สูงๆ หล่อๆ คิ้วเข้มๆ  คิดอย่างเดียวว่า ทำอย่างไร ถึงจะให้ดูเด่นขึ้นได้ (จะได้เตะตาหญิงบ้าง เพราะแอบชอบอยู่คนหนึ่งที่ห้องข้างๆ แอบชอบมาสิบกว่าปีแล้ว ฮ่า..ฮ่า..) พอดีมีลูกเหล็กอยู่ที่บ้าน และมีเตียงยกน้ำหนักแบบเป็นเหล็กอ๊อกเอง  มีเบาะรองเป็นไม้เพียวๆ ไม่ได้เป็นเบาะฟองน้ำเหมือนสมัยนี้   ผมก็เลยเริ่มเล่นกล้ามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ก็ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย เล่นยังไง กล้ามก็ไม่ขึ้นสักที จึงศึกษาตำรา ทั้งต่างประเทศ และของไทย โดยไล่ซื้อตั้งแต่หนังสือเพาะกายฉบับเก่าๆ ก่อนผมเกิด ไล่ซื้อมาจนถึงเล่มปัจจุบัน แบบเดือนต่อเดือน เมื่อนับรวมเวลาแล้ว ก็คืออ่านติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันได้ 26 ปีแล้วครับ

       นึกถึงอดีต มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปเล่นที่สวนลุมพินี ตอนนั้นกำลังยกท่า  bench press (นอนดันหน้าอก) ก็มี คุณลุงคนหนึ่ง นั่งข้างๆ  เขาบอกว่า "ไอ้หนู เอ็งยกเร็วไป" ผมก็หันไปดู เห็นว่าคุณลุงที่พูดนั้นแขนใหญ่ก็จริง แต่อ้วน หุ่นไม่เห็นดีเลย ยังจะมาสอนเราอีก ก็ไม่ได้ สนใจอะไร ก็เล่นกล้ามไปเรื่อย ผ่านไป 4 ปี ผมสังเกตุเห็นว่ากล้ามหน้าอกเราขึ้นช้าจริงๆ หรือแทบเรียกว่า ไม่ขึ้น เลยก็ว่าได้ จนกระทั่ง มาอ่านเจอในตำราตอนนั้นว่า การยก ต้องตาม ลมหายใจ คือออกแรงหายใจออก ผ่อนแรงให้หายใจเข้า ซึ่งก่อนนี้ ผมจะใช้วิธี กลั้นลมหายใจ แล้วรีบยก ให้ได้หลายๆครั้ง ก่อนที่แรงจะหมด  ถึงตรงนี้ก็นึดถึงคำพูดของคุณลุงเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า ที่เขาเตือนเรา เพราะหวังดี เนื่องจากเห็นเรากำลังเล่นผิดวิธี แต่ตัวเราเอง กลับทำตัวเป็นชาล้นถ้วย เลยทำให้เสียเวลาไปถึง 4 ปี  ถ้าคุณลุงกำลัง ดูเวบผมอยู่ ผมก็ขอขอบคุณมาก สำหรับคำชี้แนะในครั้งนั้น และเสียใจที่ไม่ได้เชื่อเสียตั้งแต่ตอนนั้นครับ


ปัญหาด้านองค์ความรู้การเพาะกาย

       สมมติว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง มีนัยน์ตาที่สวยมาก คือถ้าถ่ายรูป หรือดูตรงที่เฉพาะบริเวณดวงตาล่ะก็ รับรองว่าต้องหลงเคลิ้มกันเลยล่ะ  แต่พอถอยห่างออกมาเพื่อมองทั้งใบหน้า กลับพบว่าจมูกเบี้ยว ,ปากแหว่ง ,หูกาง พูดง่ายๆคือ เมื่อดูในภาพรวม (คือทั้งใบหน้า) กลับไม่สวยเอาเสียเลย

       อีกประการหนึ่งคือ เรื่องของ "กระพี้" กับ "แก่น" ก็ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราจะเอาสมุนไพรไปทำยา แต่ถ้าเราดูต้นสมุนไพรไม่เป็น  ส่วนที่เราเข้าใจว่ามันเป็นสาระสำคัญ (แก่นไม้) ความจริงมันอาจจะเป็นแค่เปลือกไม้ (กระพี้) ก็ได้ และในทางกลับกัน ไอ้ส่วนที่มันเป็นแก่นไม้ เรากลับคิดว่ามันเป็นกระพี้ไปเสียอีก ผลก็คือเราเก็บกระพี้ กลับบ้าน โดยทิ้งแก่นไม้คือตัวที่ใช้ทำประโยชน์ได้จริงๆ เอาไว้ในป่าเสียอย่างนั้น

       จากสองย่อหน้าที่พึ่งผ่านไปนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื่ององค์ความรู้ของการเพาะกายคืออะไร  คือว่าอย่างนี้ครับ บางคนก็เคยเป็นครูฝึกเพาะกายมาก่อน ,บางคนก็เป็นเจ้าของโรงยิม มาหลายปี ด้วยคำว่า "หลายปี" นี้  มันค้ำคออยู่  แล้วมาวันนึงมีงานวิจัยด้านเพาะกายใหม่ๆเข้ามา ท่านเหล่านี้ไม่ใช่เป็นคนชาล้นถ้วย แต่ว่าถึงขนาด "คว่ำถ้วย" เลยทีเดียว คือถ้าชาล้นถ้วยนั้น  เวลาที่เราเทน้ำลงไป น้ำเดิมที่อยู่ในถ้วย ก็ยังกระฉอกออกจากถ้วยบ้าง เปิดโอกาสให้น้ำใหม่เข้าไปแทนที่    แต่ถ้าเป็นการคว่ำถ้วยนี่คือการปิดโอกาสให้น้ำใหม่ๆ (ความรู้ใหม่ๆ) เข้าไปในถ้วย (ซึ่งก็คือสมอง)เลยทีเดียว คือหมายความว่า ปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งที่ไม่ตรงกับความรู้ที่ตัวเองมีในด้านเพาะกาย

       คำว่า "ความรู้ที่ตัวเองมี" นี้ก็แยกได้สองแบบ คือ ถ้าความรู้นั้นถูกต้อง แต่ไม่ได้มองในภาพรวม มันก็เหมือนผู้หญิงที่มีนัยน์ตาสวยที่ผมยกตัวอย่างในย่อหน้าแรกนั่นเอง คือทุกคนยอมรับว่าความรู้ของคุณนั้น ถูกต้อง แต่เวลาเอามาเขียนเป็นตารางฝึกให้ลูกศิษย์ มันใช้ไม่ได้ (ตารางฝึกก็คือการมองในภาพรวม)
ก็คือส่วนของนัยน์ตาสวยก็จริง แต่ภาพรวม คือใบหน้านั้น ดูแล้วไม่สวย  / ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ ถ้าความรู้นั้น ไม่ถูกต้อง ก็เหมือนเข้าใจว่า "กระพี้" คือ "แก่นไม้" แล้วเอาความรู้นั้น สั่งสอนลูกศิษย์ ,ฝ่ายลูกศิษย์ก็เห็นว่าอาจารย์คนนี้ อยู่ในวงการเพาะกายมาหลายปี ความรู้ที่ได้ ย่อมต้องถูกต้องแม่นยำ  ก็เลยได้กระพี้กันไปทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์

       ตรงนี้ จึงเป็นจุดขายของผม ที่ใช้ประสบการณ์การอ่านตำรับตำรา การเพาะกายใหม่ๆมาตลอด 26 ปี ลงทุนกับตำรามากมาย จนมองเห็นภาพรวม ,ภาพใหญ่ได้ชัดเจน อีกทั้ง ต้องยอมรับว่าในอดีต ก็เคยเห็น "กระพี้" เป็น "แก่นไม้" เหมือนกัน แต่จากการที่ได้อ่านตำรามาอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดก็สามารถแยกออกได้ว่าอันไหนคือกระพี้ อันไหนคือแก่น   เพื่อจะได้สั่งสอนลูกศิษย์ได้ถูกต้องต่อไป


ความเป็น
Original (ต้นตำรับ) มีความสำคัญมากครับ

       ตัวผมเองนั้น ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยสนใจกีฬาอื่นเลย นอกจากการเพาะกายเท่านั้น  เข้าใจล่ะว่ากีฬาตัวอื่นมันสนุก ไม่ว่าจะเป็น บอล ,บาส ,วอลเล่ ,เทนนิส ,แบตมินตัน ,กอล์ฟ ,มวย ฯลฯ แต่ก็มันไม่ชอบนี่นา จะทำยังไงได้ล่ะครับ  และก็เพราะผลของการที่ไม่สนใจกีฬาอย่างอื่นนี่เอง ที่ทำให้องค์ความรู้ด้านเพาะกายที่ออกไปจากผม จึงมีความเป็น
original มีความบริสุทธิ์ไร้ร่มเงาวิชาการของกีฬาอื่นอย่างแท้จริง    ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณเป็นนักกอล์ฟ และมีครูฝึกเกี่ยวกับ Weight training มาสอนคุณ  ถามว่า เขาต้องเน้นส่วนไหนให้คุณบ้าง ครับ ก็ต้องเป็นกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวกับหวดไม้กอล์ฟของคุณ อันอาจจะได้แก่สะโพก ,หัวไหล่ ดังนั้น ในตารางฝึกยกลูกน้ำหนักของคุณ เขาก็จะเอาพวกหัวไหล่ ,บ่าไปฝึกในวันจันทร์ (ซึ่งเป็นวันที่กล้ามเนื้อสดชื่นที่สุด)  แล้วอยู่มาวันหนึ่งในอีกหลายปีข้างหน้า  คุณเลิกเล่นกอล์ฟไปแล้ว แล้ววันหนึ่งได้มีโอกาสสอนคนที่อยากจะเล่นกล้าม  เมื่อคุณนึกถึงตารางฝึกเท่าที่เคยผ่านตามา  นั่นก็คือตารางฝึกสมัยเป็นนักกอล์ฟ คุณก็เข้าใจไปว่านั่นคือตารางฝึกของนักเพาะกาย (แต่ความจริงมันคือตารางฝึกของนักกอล์ฟ)  แล้วพอคุณสั่งสอนคนอื่นไปด้วยตารางฝึกนั้น คนที่เอาตารางฝึกไปจากคุณ ก็ได้ตารางฝึกของนักกอล์ฟไป แทนที่จะเป็นตารางฝึกนักเพาะกาย ตอนนี้ ผมก็เลยให้คุณลองอยู่ในสถานะลูกศิษย์คนนั้นดูบ้างว่า ถ้าคุณอยากจะเรียนรู้การเพาะกายจากใครสักคน คุณคิดว่าควรจะเรียนจากคนที่มีความรู้ด้านเพาะกายแบบ Original แบบผมหรือไม่ครับ  หรือว่าจะลองเสี่ยงไปเรียนการเพาะกายกับตาสีตาสา ที่ไปเอาตารางฝึกที่ "ต่อยอด" มาจากคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นนักกีฬาอย่างอื่น (เช่นกอล์ฟ) อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปให้ฟังแล้วก็ได้

       เปรียบเสมือนการเดินหลงทาง  วิธีแก้คือคุณจะต้องจับจุดหลักให้ได้ก่อน คือจับทางหลักให้ได้ก่อน เมื่อลองเดินไปแล้วยังหลงอีก ก็ให้เดินกลับมาเริ่มใหม่ที่ทางหลักนั้น  แต่ถ้าคุณไป "ต่อยอด" เอาเอง คือเดินหลงทางอยู่ก่อนแล้ว  ก็ไปเริ่มใหม่จากจุดที่หลงทางนั้น มันก็จะหลงลึกไปเรื่อยๆนั่นเองครับ  ดังนั้น การเลือกอาจารย์ที่จะสอนคุณ จึงไม่ควรเลือกแบบเสี่ยงโชคชะตาเอา เพราะอาจจะทำให้คุณหลงทางหนักเข้าไปอีก  อีกทั้งกีฬาเพาะกายนั้น กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์คนโน้นที ,คนนี้ที คนไหนถูก คนไหนไม่ถูก ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆเพื่อจะพิสูจน์ เพราะมันไม่เห็นผลในชั่วข้ามคืน   ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุดก็คือควรเลือกแหล่งสอนที่น่าเชื่อถือที่สุด มีความเป็น Original มากที่สุด จะดีกว่าครับ


เกี่ยวกับเวบไซท์ครับ

       เคยได้ยินภาษิตของฝรั่งไหมครับ ว่าถ้าต้นไม้มีพิษ ผลไม้ที่เกิดจากต้นนั้น ก็ย่อมจะมีพิษด้วย หมายถึงว่า ถ้าคนใดคนหนึ่ง เป็นคนคดโกง คำพูดของเขาอาจจะมีเป็นคำพูดที่ไม่จริงก็เป็นได้  ดังนั้น ผมในฐานะอาจารย์สอนเพาะกาย ที่จะต้องใช้คำพูดสั่งสอนลูกศิษย์ จึงต้องทำตัวไม่ให้เป็นต้นไม้มีพิษเสียก่อน  ด้วยการทำอะไรให้มันถูกต้องเสียตั้งแต่แรก (ในขณะที่มีคนสอนเพาะกายบางคน ไม่เอาใจใส่กับเรื่อง ความถูกต้อง - ไม่ถูกต้อง เลย ดังนั้นคำสอนของเขา อาจจะอิงสปอนเซอร์บ้าง ,อิงความชอบส่วนตัวบ้าง ฯลฯ เหมือนผลไม้มีพิษไงครับ)

       อย่างหนึ่งที่คิดได้ สำหรับการทำอะไรให้ถูกต้อง ก็เริ่มตั้งแต่คอมพิวเตอร์ที่ใช้นี่แหละครับ  นั่นคือผมต้องอาศัยบัตรเฟิร์สช้อยส์บ้าง ,อีซี่บายบ้าง กู้เงินมาซื้อโปรแกรมที่ถูกลิขสิทธิ์ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นวินโดว์ ,ออฟฟิศ ,โปรแกรมกราฟฟิคต่างๆด้วย  หมดเงินหลายๆหมื่น ผ่อนกันหลายปี เงินเดือนก็น้อยอยู่แล้ว ก็ต้องผ่อนน้อยแต่ผ่อนนาน  ซึ่งโปรแกรมที่ว่านี้ แบบรวมแผ่นก๊อป ก็ไม่เกิน 200 บาท ทำไมผมต้องยอมลำบาก กู้เงินซื้อของถูกลิขสิทธิ์มาใช้ ทำให้ไม่เหลือเงินไปซื้อของอย่างอื่นที่อยากได้เลย  บอกตามตรงเลยครับ ผมเองก็อยากได้
Iphone มาใช้บ้าง ราคาสองหมื่นนั้น ถ้าผมซื้อโปรแกรมผิดลิขสิทธิ์มาใช้ (200 บาท) ผมก็จะมีเงินเหลือซื้อ Iphone ได้อย่างสบายๆ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกวันนี้ผมใช้โทรศัพท์ราคา 850 บาท - 1200 บาท เพราะไม่มีเงินเหลือมาผ่อน Iphone แล้ว  เฮ้อ.... กลุ้ม (แต่ก็ภูมิใจนะ) กว่าจะรอผ่อนค่าโปรแกรมลิขสิทธิ์หมด ก็อีกหลายปี พอดีถึงตอนนั้น Iphone ก็ตกรุ่นไปแล้ว

       พูดแต่ปาก ใครก็พูดได้ครับ มาดูหลักฐานกันดีกว่า


(ภาพบน) ลูกศรสีแดง คือชื่อคนขาย ,สีเขียว คือราคา ,สีน้ำเงิน คือค่าส่ง
 

(ภาพบน) เสตทเม้นท์บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ
ลูกศรสีแดง คือชื่อคนขาย ,สีเขียว คือจำนวนเงินบาท ที่ใช้ในการซื้อโปรแกรมโฟโต้ช็อปตัวนี้ครับ


(ภาพบน) ลูกศรสีแดง คือชื่อคนขาย ,สีเขียว คือราคา ,สีน้ำเงิน คือค่าส่ง

(ภาพบน) เสตทเม้นท์บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ
ลูกศรสีแดง คือชื่อคนขาย ,สีเขียว คือจำนวนเงินบาท ที่ใช้ในการซื้อโปรแกรมอิลัสเตรเตอร์ตัวนี้ครับ


 

(ภาพบน) หลักฐานการซื้อโปรแกรมกำจัดไวรัส และระบบปฏิบัติการวินโดว์ 7


(ภาพบน) หลักฐานการซื้อโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2010

       ที่พูดมาข้างบน ก็เพื่อให้เห็นภาพก่อนนะครับ ว่าผมเอาใจใส่เรื่องลิขสิทธิ์ขนาดไหน  เพราะมันต้องเกี่ยวโยงกับเรื่องการแปลตำรับตำราภาษาอังกฤษในเวบเพาะกายของผมด้วย   คือผมคิดว่าเมื่อผมซื้อตำราภาษาอังกฤษมา 1 เล่ม แล้วบังเอิญว่าเพื่อนผมสนใจตำรานี้ อยากอ่านบ้าง แต่พอดีแปลภาษาไม่เก่ง ผมก็เลยแปลแล้วอ่านให้เขาฟัง  อย่างนี้ ผมก็ไม่ต้องไปขอลิขสิทธิ์ หรืออนุญาตเจ้าของตำราว่า "จะขอแปลให้เพื่อนอ่านหน่อยนะ" (ผมจึงมักเรียกผู้เข้ามาอ่านว่า "เพื่อนสมาชิก" ไงครับ)  เหมือนกับเวลาไปซื้อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ปากซอย เวลากลับมาบ้าน แล้วมีเพื่อนต่างประเทศที่อ่านภาษาไทยไม่ออกอยู่ที่บ้านเรา  เราก็แปลจากไทยเป็นอังกฤษให้เขาฟัง อย่างนี้เราก็ไม่ต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า จะขอแปลเป็นภาษาอื่นเพื่อให้เพื่อนฟังนั่นเอง  อีกทั้งการแปลงานของผม ยังทำให้คนไทยได้รู้จัก โจ  ไวเดอร์ (เจ้าของหนังสือ) ,แชมป์ต่างๆที่โจ  ไวเดอร์ จ้างมาถ่ายแบบ เหมือนเป็นการโฆษณาทั้งยี่ห้อ ทั้งสินค้า ทั้งตัวดาราเพาะกายให้เจ้าของหนังสือไปในตัว ซึ่งความจริงแล้ว เขาควรจะเสียค่าจ้างแปลให้ผมด้วยซ้ำ

       แต่ ถ้าการแปลของคุณนั้น ทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา  เช่นแปลลงหนังสือยี่ห้อของตัวเอง แล้วเอาไปจำหน่าย  ถึงแม้จะมีด้านหลังหนังสือลงไว้ว่าได้อ้างอิงจากหนังสือของฝรั่งเล่มใดบ้าง แต่การใช้รูปและข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อนำมาจำหน่าย ก่อให้เกิดรายได้ อันนี้มีความผิดทางกฎหมายเต็มๆครับ   รวมไปถึงการแปลลงเวบไซท์ แล้วคิดรายได้จากการ "คลิ๊ก" เข้ามาดูในเวบไซท์เพาะกาย ,คลิ๊กแบนเนอร์ อีกด้วย   ดังนั้น ด้วยความที่ผมใส่ใจเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว ผมจึงไม่ข้องแวะกับการทำหนังสือเพาะกายอย่างเด็ดขาด ,และไม่ยอมให้มีลิงค์โฆษณาต่างๆในเวบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์นั่นเองครับ 


พูดถึงรายได้ของเวบไซท์

       ก็จะมาจากการรับฝากซื้ออะมิโน ยี่ห้อเฮลล์ตี้เอ็นน่ะครับ ที่ใช้คำว่า "รับฝากซื้อ" ก็เพราะไม่ใช่การขาย  ก็เหมือนเวลาจะไปปากซอย แล้วมีคนบอกว่าฝากซื้อไอติมหน่อย แล้วเขาก็ให้เงินค่าไอติมเรามา แล้วก็ให้ค่าเหนื่อยต่างหากมาอีก 5 บาทนั่นแหละครับ (นี่ไม่ใช่วิธีคิดแบบหลีกเลี่ยงภาษีนะครับ เพราะตัวผมเองนั้น ก็เสียภาษีรายได้มาทุกปีอยู่แล้วล่ะครับ)   ผมก็ใช้วิธีนี้นั่นแหละ คือเอาเงินของเพื่อนสมาชิกที่ฝากซื้ออะมิโน เดินทางไปซื้อเอามาให้ แล้วก็มีรายได้นิดๆหน่อยๆไว้เป็นค่าน้ำมัน   แล้วรายได้ต่อขวดมีเท่าไรกันหรือ? ครับ ขวดละ 10 บาทบ้าง 20 บาทบ้าง บางทีก็ติดลบ ไม่เชื่อล่ะสิ
! ขายขวดตั้งเกือบ 800 บาท จะติดลบได้ยังไง

       ต้องบอกก่อนว่าผมไม่โกหกครับ  เรื่องของเรื่องคือมีบางคนบอกว่าเคยซื้ออะมิโนยี่ห้อนี้ ที่สิงคโปร์ในจำนวนเม็ดเท่ากัน ได้ในราคา 300 กว่าบาท ในขณะที่ผมขายขวดเท่ากัน ยี่ห้อเดียวกันตั้ง 780 บาท กำไรเห็นๆ จะเป็นไปได้ยังไงที่ได้กำไรขวดละ 10 บาทบ้าง ติดลบบ้าง  อันนั้น มันก็ถูกครับ แต่ของที่คุณซื้อที่สิงคโปร์มันไม่ได้มีตรา อย.แบบของผมนี่ครับ และที่สำคัญผมรับมาในราคาที่สูงอยู่แล้ว ต้องไม่ลืมว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็มีร้านยาเป็นของตนเอง และก็สั่งซื้ออะมิโนยี่ห้อนี้มาจำหน่ายเหมือนกัน ย่อมทราบราคาทุนอยู่แล้ว ดังนั้น ผมจึงไม่กล้าที่จะพูดหลอกคุณหรอกครับ

       เรื่องของเรื่องก็คือ คราวที่ต้องการใช้อะมิโนแค่ 5 ขวด เพื่อส่งให้เพื่อนสมาชิก  ผมก็ต้องรวบรวมเงินที่เพื่อนสมาชิกโอนมาสำหรับอะมิโน 5 ขวดนั้น แล้วเดินทางเกือบข้ามจังหวัดไปซื้อร้านประจำ เพื่อจะส่งให้เพื่อนสมาชิก ในจำนวน 5 ขวดนี้ เมื่อหักค่าน้ำมัน ,ค่าเดินทางแล้ว ,ค่าน้ำดื่ม ,อาหารรองท้องสำหรับการเดินทางครั้งนั้น (รถก็กินน้ำมัน ,คนเดินทางไกลก็ต้องหิวจริงไหมครับ) ฯลฯ เอาไปหารเฉลี่ยต่อขวด (สำหรับ 5 ขวดนั้น) ผลออกมา ปรากฏว่าในราคา 780 บาทต่อ 1 ขวดที่ผมจำหน่าย ผมจะติดลบไป 10 บาทเลย คือทันทีที่ขายไป 1 ขวด ผมจะขาดทุนทันที 10 บาทนั่นเองครับ (ที่ไม่ได้ซื้อมามากกว่า 5 ขวดก็เพราะบางครั้ง เงินทุนมันไม่มี เพราะค่าคดีบ้าง ,ค่าโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์บ้าง ทำให้ขัดสนน่ะครับ )   แต่จะว่าไม่ได้กำไรเลยก็ไม่ถึงขนาดนั้น คือจะได้กำไรบ้างก็ตอนที่เพื่อนสมาชิกสั่งซื้อเข้ามาหลายๆคน  อย่างนี้ ขับรถไปซื้อครั้งเดียวได้กลับมาหลายขวด  พอหักค่าน้ำมัน ฯลฯ ก็ยังเหลือตัวเงินบ้าง  ก็จะได้เอาเงินตรงนี้ไปซื้อหนังสือเพาะกายเล่มใหม่ๆมาอ่านบ้าง ,เอามาเสียค่า
Host อินเตอร์เนทบ้าง

       เรื่องการอุดหนุนสินค้าของทางเวบ ถือว่ามีความสำคัญกับส่วนรวมนะครับ คือลำพังตัวผมเองไม่ได้เดือดร้อน คือถ้าวันไหนผมไม่มีเงินไปจ่ายค่า Host  ทางเจ้าของ Host เขาก็จะปิดเวบเพาะกายของผมไป  ความรู้เพาะกายทั้งหมดก็ยังอยู่กับผม แต่เพื่อนสมาชิกโดยส่วนรวมก็จะไม่มีเวบผมให้อ่านอีกต่อไป   ก็ให้นึกเปรียบเทียบกับบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ถ้าทุกคนเอาขันบ้าง ถังบ้าง มาตักตวงประโยขน์ คือเอาน้ำไปจากบ่อนี้ไปใช้เรื่อยๆ โดยไม่มีคนช่วยมาเติมน้ำเลย อีกหน่อยน้ำในบ่อนี้ก็ต้องแห้งไป  ก็เปรียบเหมือนเวบเพาะกายของผมนั่นแหละครับ  ถ้าทุกคนเข้ามาอ่านเอาความรู้บ้าง ถามปัญหาทางเมลล์บ้าง แต่พอถึงเวลาซื้อของ หรือที่ว่าพอจะมีรายได้เข้าทางเวบบ้าง ก็กลับไปซื้อที่อื่น หรือไม่ก็ไม่ซื้ออะไรเลย ก็เหมือนบ่อน้ำที่ผมยกตัวอย่างนั่นแหละครับ   สักวันเวบนี้ก็คงอยู่ไม่ได้ ต้องแห้งไปเหมือนบ่อน้ำที่ผมยกตัวอย่างมา   เอาล่ะ แม้ว่าจะมีแนวทางหารายได้ทางอื่น เช่นการขอรับเงินบริจาคบ้าง ,การเอาอาหารเสริมปลอมมาขายบ้าง ,การเป็นตัวแทนอาหารเสริมยี่ห้อต่างๆบ้าง  ผมก็ไม่ทำ เพราะมันมีผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือในคำพูดของผม เวลาสั่งสอนลูกศิษย์

       ดังนั้น เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ขออย่าได้มองว่าผมขายของแพง (โดยเอาราคาขายที่สิงคโปร์มาเทียบ)  จนมีกำไรมหาศาลครับ  ของที่ผมขายถูกกฎหมายครับ ผมได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาอย่างถูกต้อง กำไรผมก็ได้ไม่มาก เป็นหลักสิบบาทต่อขวดเท่านั้น (การขายของถูกกฎหมาย แม้ว่าจะแพงกว่าของเถื่อน แต่ก็ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ได้ของแท้ ,มี อย.รับรองอย่างถูกต้องครับ) อย่าไปมีความคิดว่าอะมิโนซื้อที่ต่างประเทศ ราคาขวดละ 300 บาท แต่ซื้อในไทยตั้งเกือบ 800 บาท  เพราะถ้าคิดอย่างนั้น มันก็เหมือนเวลาฝรั่งอยากกิน "ทุเรียน" จากประเทศไทยไงครับ ถ้ายูขึ้นเครื่องบินมาเมืองไทย ก็ซื้อกินได้ลูกละ 200 บาท  แต่ถ้ายูไม่มีค่าเครื่องบิน ยูก็ต้องรอซื้อทุเรียนจากคนที่นำไปจากเมืองไทยไปขายให้ยูที่หน้าบ้านยู ในราคาลูกละ 1,500 บาท ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น เราซื้อสินค้าต่างประเทศ ที่ถูกบินเข้ามาขายในไทย ก็ต้องมีค่าภาษี ,ค่าลิขสิทธ์เป็นเรื่องธรรมดาครับ  อย่าเอาราคาถูกๆมาเป็นเครื่องตัดสิน จนไปหลงซื้อสินค้าปลอมเข้าแล้วกัน  ซื้อกับผมปลอดภัยกว่า และได้เป็นการช่วยเติมน้ำให้บ่อน้ำส่วนรวมของเราด้วยครับ 


ความมีอิสระของผม มีผลกับคำตอบว่า ได้ - ไม่ได้

       มีเพื่อนสมาชิกหลายคน มีปัญหาถามเข้ามาบ่อยๆว่า

       1.ไม่ค่อยมีเวลาว่างในวันธรรมดาเลย มีเวลาแค่เสาร์ - อาทิตย์ ขอถามว่าเวลาเสาร์อาทิตย์เพียงพอสำหรับการเพาะกายหรือไม่?

       2.ขอถามว่า อาหารเสริมเวย์ ยี่ห้อ ...... ดีหรือไม่ กินแล้วกล้ามจะขึ้นสมใจเลยหรือเปล่า?

       3.ช่วยจัดทำตารางฝึกให้ผมหน่อยครับ แต่ขอให้ตัดการบริหารต้นขาออกไป ผมต้องการเฉพาะหน้าอก แขน หัวไหล่ และกล้ามท้องเท่านั้น? แล้วผมจะตอบแทนค่าเหนื่อย ด้วยการอุดหนุนอาหารเสริมจากอาจารย์ครับ

       สำหรับการตอบของผม ผมจะตอบดังนี้ครับ

       ตอบข้อ 1 - ถ้าผมต้องการจะขายคอร์สฟิตเนสคุณ ผมจะตอบทันทีว่า "ไม่มีปัญหา" สมัคร (และเสียเงิน) ให้ผมเลยครับ คุณมีกล้ามเนื้อสมใจแน่  แต่สำหรับผม ผมจะตอบว่า คุณไปเล่นกีฬาอย่างอื่นเถอะ อย่ามาเล่นเพาะกายให้เสียเหงื่อเปล่าเลย ไม่มีประโยชน์

       ตอบข้อ 2 - ถ้าผมเป็นตัวแทนขายอาหารเสริมยี่ห้อนั้นอยู่  ผมก็จะตอบว่า เวย์ตัวนี้คืออาหารเสริมที่ใช้แล้วได้ผลที่สุด  ที่อเมริกาเขานิยมใช้กันมาก  ดูโฆษณาตามนิตยสารเพาะกายก็จะเห็นได้เยอะ ดังนั้น คุณซื้อกินได้เลย  อ้อ.. อย่าลืมนะว่าต้องมาซื้อกับผมด้วย อย่าไปซื้อกับเจ้าอื่นล่ะ  แต่สำหรับผม ผมจะตอบว่า คุณน่าจะลองดูอะมิโน 10000 นะ คือถ้าจะพูดถึงความโด่งดังน่ะ มันตกสำรวจไปแล้ว ,ไม่มีงบโฆษณาเลย ,ส่วนที่ว่ากินแล้วจะได้ผลหรือเปล่า มันก็ต้องขึ้นกับว่าคุณเล่นกล้ามควบคู่ไปด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่ได้เล่นกล้าม ต่อให้คุณทานอาหารเสริมเยอะขนาดไหน มันก็กลายเป็นยูเรีย ไหลไปกับปัสสาวะ ,อุจจาระหมด  และถ้าคุณต้องการจะซื้ออะมิโน 10000 ก็สามารถหาซื้อได้ที่ร้านยาตามห้างใหญ่ๆ ไม่ต้องซื้อกับผมก็ได้

       ตอบข้อ 3 - ถ้าผมต้องการขายอาหารเสริม โดยมีของแถมเป็นตารางฝึก ผมย่อมต้องตอบว่า "ได้ครับ เดี๋ยวผมเอาการฝึกกล้ามขาออกให้ครับ" เพื่อจะได้ขายอาหารเสริมได้   แต่สำหรับตัวตนจริงๆของผมนั้น ผมจะตอบว่า ผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ตารางฝึกของผม มีความสมดุลในตัว  ผมยอมขัดใจคุณ จนทำให้คุณไม่ซื้ออาหารเสริมจากผม ยังดีกว่าการเสียชื่อเสียง เพราะทำตารางฝึกไม่ดี ไม่สมดุลไปให้คุณ

       เพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่า เนื่องจากผมมีอิสระในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งแบนเนอร์โฆษณาของโรงยิม ,ของอาหารเสริมยี่ห้อต่างๆ ผมจึงตอบอะไรแบบตรงๆตามหลักการได้เลย ไม่ต้องมาเกรงใจสปอนเซอร์ใดๆทั้งสิ้น อย่างข้อ 1 นั้น หลักการก็คือ จะต้องมีอย่างน้อยอาทิตย์ละ 4 วันถึงจะเล่นกล้ามได้  การที่คุณ ตอบเอาใจลูกค้าไปว่า เล่นกล้ามอาทิตย์ละ 2 วันได้ คุณก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่ามันผิดหลักการ  แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ในเมื่อคุณต้องเกรงใจเจ้าของโรงยิมที่คุณทำงานให้   คุณก็ต้องตอบไปอย่างนั้น เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาสมัครฟิตเนส แล้วก็เสียค่าคอร์ส (ซึ่งก็จะมาเป็นเงินเดือนของคุณนั่นเอง)

       ส่วนข้อ 2 นั้น  มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่ว่า ข้อความโฆษณาอาหารเสริมยี่ห้อดังๆแต่ละตัว โดยเฉพาะที่มีมิสเตอร์โอลิมเปียมาถ่ายโฆษณาให้ ย่อมดูน่าเชื่อถือ ขอเพียงคนขายพูดเสริมอีกนิดเดียวว่า ซื้อเลยครับ คุณคิดถูกแล้ว ร้อยทั้งร้อย เงินต้องปลิวจากกระเป๋าคุณแน่  แต่สำหรับผม  ผมจะชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเลยว่า ขนาดมัน (อาหารเสิรมยี่ห้อดังๆ) ขายในราคาเท่ากับอาหารเสริมยี่ห้ออื่น มันยังมีงบมาจ้างมิสเตอร์โอลิมเปียมาถ่ายรูปในโฆษณาให้อีก นี่ก็ชี้ชัดแล้วว่า มันต้องไปลดประโยชน์ในตัวอาหารเสริมนั้นลง แล้วเอาเงินที่ได้จากการลดประโยชน์นั้น เอาไปจ้างนายแบบแพงๆ หรือทุ่มโฆษณาตามสื่อต่างๆ     และอีกประการหนึ่งคือ วิธีอธิบายของผม ผมจะไม่บอกว่า ซื้อๆไปก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยมาว่ากันทีหลัง  เพียงเพื่อให้เกิดตัวเลขยอดการขายขึ้นมา

       แล้วแทนที่ผมจะบอกว่า ต้องใช้อะมิโน 10000 สิ ดังในอเมริกาเป็นอย่างมาก ผมกลับพูดซะหดหู่เลย เช่นว่า มันไม่มีงบโฆษณา ,ถ้าพูดถึงความดัง มันก็ตกสำรวจไปแล้ว ฯลฯ เหมือนกับไม่อยากขายอะมิโน 10000 ซะอย่างนั้น  เหตุผลก็คือ เพราะ การขายสินค้าในเวบได้หรือไม่นั้น มันเป็นคนละเรื่องกับการให้ความรู้ด้านการเพาะกายในเวบนี้ของผม ไงครับ  ผมจึงพูดอะไรตรงๆดีกว่า  คือในสายตาผม ผมมองว่าตัวอะมิโน 10000 นี้
Work สุดแล้ว   ส่วนเรื่องความดังของยี่ห้อ มันก็ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากตัวอาหารเสริม  ก็เหมือนรูปแบบเชยๆของเวบผมนั่นแหละ ถึงแม้จะสู้เวบที่ทำหน้าตาสีสันน่าสนใจไม่ได้ แต่ประโยชน์ที่คนจะได้รับจากเวบผม ก็คิดว่าคงจะประจักษ์แจ้งกันอยู่แล้ว  เรื่องอาหารเสริมที่ผมแนะนำก็เช่นกัน ไม่ได้ขึ้นกับยี่ห้อ หรืองบโฆษณาเลยครับ  ถ้าวันนึง มีตัวอื่นที่ดีกว่า คุ้มกว่า ผมก็คงจะเปลี่ยนไปเชียร์ตัวอื่นให้ เพราะผมก็ไม่ได้ติดยึดอะไร กับยี่ห้ออะมิโน 10000 อยู่แล้วครับ

       ส่วนข้อ 3 ถ้าคุณไม่ต้องการเล่นขา หรือสนใจขาน้อยกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่น  คุณก็แค่รับตารางฝึกของผมไปตามปกติ แล้วพอถึงเวลาที่จะเล่นขา คุณก็อาจเล่นด้วยจำนวนครั้งน้อยๆ น้ำหนักน้อยๆจากที่ผมกำหนดไว้ในตารางฝึกก็ได้ เพราะหลังจากคุณรับตารางฝึกไปจากผมแล้ว ผมก็ไม่สามารถติดตามไปได้ว่าคุณเล่นตามที่ผมกำหนดไว้ในตารางหรือไม่ นี่คือทางออกของคุณครับ  โดยที่ตัว ผมจะทำตารางฝึกแบบ
Original ไปให้คุณเท่านั้นครับ (ซึ่งสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ศึกษาตารางฝึกมาหลายร้อยตาราง จากแชมป์ต่างๆหลายร้อยคน และใช้ระยะเวลาเก็บประสบการณ์การอ่านมาจะสามสิบปีใส่ลงไปในตารางฝึกให้แล้ว)  ผมจะไม่ตามใจความต้องการของลูกศิษย์เด็ดขาด ถึงลูกศิษย์จะบอกว่า "อาจารย์ไม่ต้องกลัวว่าผมจะตามมาด่าทีหลังหรอกครับ ช่วยตัดการเล่นขาออกให้ทีเถอะ ผมสมัครใจเอง ผมยอมรับผลเสียของมันเอง"   ผมก็ไม่ทำให้อยู่ดีแหละครับ ตารางฝึกที่ออกจากไปจากผม จะต้องไร้ช่องโหว่ครับ  คำว่าช่องโหว่นี้ ไม่รวมถึงการพิมพ์ผิด พิมพ์ถูก หรือลิงค์ขาด ,ภาพไม่ขึ้นนะครับ ไอ้อย่างนั้น มันคนละเรื่อง  มันไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการเรียงลำดับท่าฝึก ,การเรียงลำดับกล้ามเนื่อที่ใช้ฝึก ,การพักระหว่างเซท ,จำนวนครั้งใน 1 เซท ฯลฯ หรอกครับ

       สรุปตรงส่วนนี้ว่า รูปแบบการตอบคำถามที่เพื่อนสมาชิกถามมา ผมสามารถตอบได้ตรงๆว่าที่ถามมานั้น ทำ ได้ หรือไม่ได้ โดยไม่ต้องตอบแบบที่คนถามอยากจะได้ยิน (เช่น ได้ครับ ,สบายมาก ฯลฯ) ที่ทำได้ก็เพราะผมไม่มีสปอนเซอร์แม้แต่รายเดียว ถ้าใครกล่าวอ้างว่าผมได้รับเงินช่วยเหลือ หรือผมได้รับเงินสปอนเซอร์จากคนอื่น  ก็ให้คุณบอกผมมาได้เลยครับ  จะได้โทรไปถามเขาว่า ทำไมถึงพูดออกมาอย่างนั้น 

       คนเราสมัยนี้ ชินกับการถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ,ชอบจะคุย ชอบจะได้ยินอะไรที่มันฟังรื่นหู และยิ่งมีอำนาจเงินของตัวคุณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว คนรอบข้าง หรือคนที่คอยจะดูดเลือดจากคุณ จะก็หาทุกอย่างมาตอบสนองแนวความคิดของคุณ  ไอ้ที่มันตรง ก็ทำให้เบี้ยวเสีย  ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น  คุณผู้มีรายได้เดือนละ 4หมื่น มองเห็นว่าตัวเองรู้สึกอ้วน มีสาวๆทักหรือเพื่อนล้อเล่นเกี่ยวกับความอ้วน ก็เลยหน้ามืด เดินทางไปสอบถามวิธีการลดไขมันที่ศูนย์ฟิตเนส  คนขายจับจุดคุณได้ ก็เลย ให้ความหวังกับคุณ ว่า คุณจะได้เห็นกล้ามท้อง
Six pack ในไม่ช้า  สุดท้ายก็จบลงที่การซื้อคอร์สตลอดชีพในราคาหลายหมื่น  แต่สุดท้าย ลองถามตัวเองว่าตั้งแต่สมัครคอร์สแบบตลอดชีพมานั้น ได้ไปโรงยิมจริงๆกี่ครั้งกัน

       นั่นเพราะคนขายคอร์ส เขาจับจุดได้ว่า คนเราก่อนที่ซื้ออะไรนั้น  "ความหน้ามืด,ความอยากได้"  ย่อมปิดตาจนลืมเหตุผลทั้งสิ้น ถ้าไม่เชื่อก็ลองนึกถึงเวลาที่คุณหิวจัด แล้วเดินซื้อกับข้าว หรือสั่งอาหารที่ร้านอาหารดูก็ได้ครับ คุณมักจะสั่งมากกว่าที่คุณต้องการจริงๆเสมอ (วัดได้จากปริมาณกับข้าวที่เหลือหลังจากคุณอิ่มนั่นแหละ)  ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น คุณเดินเข้าไปในศูนย์ฟิตเนสหรูๆ เขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมีเงินติดกระเป๋ามาหลายอัฐิ  ขอเพียงแค่เขา พูดคำที่คุณอยากได้ยิน เช่น รับรองว่าไมขมันลดกระจายแน่ ,เห็น Six pack แน่ ฯลฯ แค่นี้เงินก็หลุดจากกระเป๋าคุณแล้ว โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าจริงๆแล้ว ตัวลูกค้า (คือคุณ) มีเวลาว่างขนาดไหนกัน ว่างแค่เสาร์อาทิตย์หรือเปล่า ,การเดินทางไปมาที่ยิม กินเวลามากไหม (เพราะต้องเผื่อเรื่องความเพลียในการเดินทางด้วย) ฯลฯ

       แต่กับคนที่พูดอะไรตรงๆแบบผม ถ้าผมรู้ว่าคุณต้องเลิกงานดึกบ้าง ,ไม่ดึกบ้าง คือเวลาไม่แน่นอน ผมจะบอกคุณว่า ให้เก็บเงินที่จะซื้อคอร์ส เอาไปซื้อเตียงยกน้ำหนัก ,บาร์เบลล์ และดัมเบลล์จากที่ห้าง หรือที่ตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ เอาไปเก็บไว้ที่บ้านคุณดีกว่า วันไหนกลับบ้านดึกก็เล่นได้ ,เล่นก่อนไปทำงานก็ได้  ลงทุนซื้อครั้งเดียว ใช้เตียงใช้อุปกรณ์ได้ 20 ปีขึ้นไป และยังมาอ่านเอาความรู้ได้จากในเวบผมอีกด้วย   ถึงตรงนี้คุณจะเห็นได้ว่า คำแนะนำทั้งหมดของผมนี้ คุณไม่ได้เสียเงินเข้ากระเป๋าผมแม้แต่บาทเดียว  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้ออุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาแหล่งความรู้ ก็ลองคิดเอาเองแล้วกันว่าคุณอยากจะเชื่อใคร  ผม หรือว่าคนที่อยากขายคอร์สฟิตเนสให้คุณ  การเสียเงินเป็นหลักหมื่นจากกระเป๋าเพื่อซื้อคอร์สฟิตเนส ถึงจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อนอะไรมากมาย แต่ผมคิดว่าคงจะคุ้มกว่าถ้าใช้เงินให้ถูกทาง และถ้าวันนึง คุณมีภารกิจแน่นเอี๊ยดจนต้องหยุดเพาะกายไปนาน อย่างน้อยคุณก็ยังมีอุปกรณ์เตียง ,บาร์เบลล์ และดัมเบลล์ นอนรอให้คุณกลับมาเล่น เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นรูปธรรม ดีกว่าการซื้อคอร์สตลอดชีพ ซึ่งเป็นนามธรรม (ในอนาคต กิจการโรงยิมจะยังอยู่ไหม? ,สมาชิกคนอื่นๆในยิมนั้น ก็ดันว่างพร้อมกับเรา เช่นในช่วงเย็นบ้าง ,ช่วงเสาร์อาทิตย์บ้าง ทำให้มาแย่งใช้บริการกับเรา ต้องต่อคิวกันเล่นอุปกรณ์ น่าเบื่อจริงๆ เราใส่แผ่นน้ำหนักเอาไว้ขนาดนี้  พอพี่แกมาเล่น ก็มาเพิ่มแผ่นน้ำหนักแล้ว เล่นเสร็จก็ไม่ยออมถอดออกให้  พอเราจะเล่นต่อก็ต้องมานั่งถอดแผ่นน้ำหนักเองอีก  เซ็งสุดๆ ฯลฯ)

ปล.- ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องการซื้อคอร์สฟิตเนสนะครับ  ก็จะดูเหตุผลเป็นรายๆไป โอเค ถ้าสถานที่เล่นมันอยู่ในตึกเดียวกับที่ทำงานของคุณ  ก็เล่นที่โรงยิมนั้นก็ได้ เพราะสะดวกดี ซึ่งหลักการเพาะกายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสถานที่ คือ หลังจากเหนื่อยมาจากงานประจำทั้งวันแล้ว ก่อนที่คุณจะเล่นกล้ามนั้นคุณต้องจัดเวลาให้ตัวเองได้งีบหลับประมาณ 10 - 20 นาที จึงเป็นการดีกว่าถ้ากลับมาบ้าน แล้วนอนงีบ แล้วค่อยเล่นกล้ามที่บ้านน่ะครับ  เพราะการขับรถไปโรงยิม เจอรถติดนานๆ จะทำให้คุณยิ่งเพลียหนักขึ้นไปอีก   ส่วนแนวความคิดว่าที่ว่า ถ้ามาเล่นที่ยิมที่มีคนแปลกหน้าแปลกตามาเล่นกับเรา จะทำให้ตื่นตัวนั้น ใช้ได้แค่ช่วงแรกๆเท่านั้นแหละครับ อีกหน่อยคุณก็ชินกับคนแปลกหน้าเหล่านั้น   และจะรู้เลยว่า ความสดชื่นในการฝึก ไม่ได้มาจากการเล่นกล้ามกับคนแปลกหน้าในโรงยิม แต่จะมาจากการได้งีบหลับก่อนเล่นกล้ามต่างหากครับ

 

 


พูดถึงการรองรับ และการบริการเพื่อนสมาชิก

       หลักๆ ของคำว่าบริการเพื่อนสมาชิกในที่นี้ก็คือเรื่องของการให้ความรู้ด้วยบทความต่างๆในเวบไซท์นั่นเองครับ  โดยจะเห็นได้ว่ามีเพื่อนสมาชิกเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยก็ตกวันละ สองหมื่นคน  ลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้าคำว่า "ให้บริการ" ของผม หมายถึงการตอบรับเมลล์ล่ะก็  ไม่ได้ตอบเมลล์ 5 วัน ก็จะมีเมลล์เข้ามาหาผม 1แสนฉบับนั่นเอง ไม่ไหวแน่ๆครับ

       ก็ไม่ได้ขัดข้องนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรก็เมลล์เข้ามาปรึกษาได้ครับ เพราะผมมี "ทีมงานเพาะกาย" ช่วยกรองเมลล์ให้อยู่แล้ว เพราะถ้าปล่อยให้เมลล์เข้ามาอิสระ ก็พอดีสลบเหมือดคาเครื่องแน่ครับ  เพราะบางคนก็เด็กเหลือเกิน ถามตอบ ถามตอบเป็นโปรแกรม
Chat เลย ไม่ไหวครับ ,บางคนก็ถามมาเรื่องการใช้อาหารเสริม แต่เวลาซื้อกลับไปซื้อที่อื่น ฮ่า.. ฮ่า.. อย่างนี้ทีมงานไม่ผ่านมาถึงผมแน่ (วิธีแก้ของทางทีมงานคือ Block เมลล์ที่มีปัญหาไปเลยครับ เพราะตีความว่า ถ้าเมลล์ฉบับนั้น ทำให้ผมอารมณ์เสีย ผมก็จะพาลไม่ Update เวบ ไม่ตอบเมลล์ฉบับอื่นๆที่เหลือ เลยพาลเสียไปทั้งระบบ)
 
       เมื่อได้ทางทีมงานมาช่วยดูแลเรื่องการขาย มันก็ทำให้ผมแยกขาดออกจากการจำหน่ายสิ่งของต่างๆได้  ซึ่งมีผลดีคือทำให้เวลาผมชี้แจงหรือสั่งสอนลูกศิษย์ ผมจะได้ไม่ต้องมาทำตัว "หน่อมแน้ม" เหมือนเซลล์ขายของ เพราะต้องการยอดขายจากลูกค้าน่ะครับ  เพราะผมถือหลักว่า อาจารย์ที่เก่ง ไม่ต้องวิ่งหาลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์ต้องวิ่งเข้ามาหาอาจารย์เอง  ดังนั้น เวลาสั่งสอน หรืออะไร ผมจะพูดไปตรงๆไม่ต้องมากลัวว่าใครจะงอนหรือไม่  อย่างที่ผมเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าผม (ในอายุ 40 ปี) ต้องการเรียนวิธีเล่นสเกตบอร์ดจากเด็กที่เก่งมากๆคนหนึ่ง แต่เด็กคนนั้นอายุแค่ 14 ปี ผมก็ต้องถือว่าเขาเป็นอาจารย์ของผม ถึงแม้ว่าเจ้าเด็กอายุ 14 ปีคนนั้น จะพูดจาขวานผ่าซากกับผม ผมก็ต้องทนเพราะอยากได้ความรู้จากเขานี่ครับ  แต่ถ้าผมทนไม่ได้ เพราะอยากฟังอะไรที่มันรื่นหูออกจากปากเจ้าเด็กคนนี้มากกว่านี้  ก็เลยพูตักเตือนไปว่า "ฉันผ่านโลกมามากกว่าแกตั้ง 2 รอบ" คุณคิดว่าเด็กอายุ 14 ปีคนนั้น จะสอนผมต่อไหมล่ะ ไม่มีทางครับ  ดังนั้น ถ้าคิดอยากได้ความรู้จากใครก็ต้องอดทนครับ


 

รูปสมัยแข่งครั้งแรกๆ (คนกลาง) ตอนนั้นผมหนัก 65 กก.


 

เขินดีครับ เวลาที่อยู่บนเวที


 


       ครอบครัวผม เริ่มจากคนนั่งก่อน คุณพ่อ (คนนั่งด้านซ้าย) คือ พันเอกพิเศษวิทูร   ตุวยานนท์  เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2467 (แต่สมัยนั้นคุณปู่ไปแจ้งเกิดไว้ตอนปี พ.ศ.2469 เลยปลดเกษียณช้าไปอีก 2 ปี) ตอนนี้ก็อายุ 87 ปีแล้วครับ (พ.ศ.2554) ท่านจบโรงเรียนเตรียมนายร้อย รุ่นเดียวกับ พล.อ.อาทิตย์  กำลังเอก ,พล.อ.หาญ   ลีลานนท์ ,พล.ต.ท.เสมอ   ดามาพงศ์ (พ่อตาของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ   ชินวัตร)  คุณแม่ (คนนั่งด้านขวา) คือคุณแม่ ถิรนาถ  ตุวยานนท์ เกิดวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2494 ตอนนี้อายุ 60 ปีครับ เรื่องที่ผมกับน้องชาย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน และสอบได้นักเรียนนายร้อยทั้งคู่นั้น ต้องยกความดีให้คุณแม่ เพราะคุณแม่มีวิธีสั่งสอนที่ดีครับ เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ เสียผู้เสียคน เพราะพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ หรือไม่ก็ตามใจมากเกินไปครับ ว่างๆใครสนใจ คงต้องมาคุยเคล็ดลับการเลี้ยงลูกจากคุณแม่ผมแล้วล่ะครับ

       ส่วนแถวยืน ซ้ายสุดคือภรรยา คุณวิชุดา  ตุวยานนท์ ถัดมาทางขวาคือผม พ.ต.ท.วิษณุ   ตุวยานนท์ ถัดจากผมคือ พ.ต.ท.วิศว   ตุวยานนท์ เป็นสารวัตรสอบสวน อยู่ที่ สน.วังทองหลาง ครับ เกิดวันพฤหัสที่ 12 สิงหาคม 2514 (ตรงกับวันแม่พอดีเลยครับ) จบการศึกษาชั้นประถม จากโรงเรียนถนอมพิศวิทยา จบชั้นมัธยม 1 - 6 จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์  สิงหเสนีย์) นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 32 นักเรียนนายร้อยรุ่น 48 ก็คือสอบนักเรียนนายร้อยได้ ปีต่อปีกับผมเลยครับ


อีกมุมหนึ่ง (โดยส่วนตัว) ของผมครับ

       การเพาะกายก็เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และผมก็เสนอแนะในแนวทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เพื่อนสมาชิกมาโดยตลอด ไม่มีการคาดเดา หมายความว่า วิชาความรู้ที่ผมสอน จะต้องมีงานวิจัย ,มีงานทดลองให้เห็น ,มีผลการฝึกที่นักเพาะกายระดับแชมป์ต้องพูดออกจากปาก ชนิดที่ว่า "หลายคนพูดตรงกัน เป็นเวลาสิบปี ยี่สิบปีขึ้นไป" ไม่ใช่เพียงแชมป์คนใดคนหนึ่งคิดเอาเองคนเดียว  หรือเป็นเพียงแฟชั่นแบบไฟไหม้ฟาง

       บุคลิคของผมที่ถูกนำเสนอไปในรูปแบบนี้ (เชื่อในสิ่งที่มีผลการวิจัย ,งานทดลอง รองรับเท่านั้น) อาจทำให้ผมดูเหมือนคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหมครับ  แต่นั่นเป็นเพียงในด้านวิชาการเพาะกายเท่านั้น เพราะในแง่การดำรงชีวิตแล้ว ผมเป็นคนที่มีความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน  นั่นคือผมเชื่อว่า วิญญาณมีจริง ,โลกหน้ามีจริง ,สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง จะว่าพิสูจน์ไม่ได้ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะสมัยผมเป็นร้อยตำรวจตรี ที่ต้องจัดการกับศพคนเดียว (เพราะตอนนั้น เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนยังไม่มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูมาช่วย) ก็ได้เห็นสิ่งพวกนี้มากับตาแล้ว จะว่าหลอนก็ไม่ใช่ เพราะต้องทำงานกับศพทุกวันตอนช่วงตี 1 ตี 2 ที่ห้องดับจิต ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง ไกลจากตัวโรงพยาบาล ทำอย่างนี้หลายปีจนชินแล้ว มันจึงไม่มีความกลัว ดังนั้น ภาพต่างๆที่เห็น จึงไม่ได้มาจากการหลอนอย่างแน่นอน 

       ทำไมต้องเอาเรื่องนี้มาพูดให้เพื่อนสมาชิกฟัง? ก็มันเป็นผลดีกับเพื่อนสมาชิกไงครับ ดีอย่างไร? ก็ดีตรงที่ว่า ในเมื่อผมมีความเชื่อว่าทุกอย่างที่เราทำอยู่นั้น  มีสายตาจากพวกกายทิพย์ทั้งหลายเหล่านี้ มองดูเราอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าเราทำความชั่ว เช่น แสร้งทำตัวเป็นคนดี เพื่อเป็นกลอุบายให้ขายอาหารเสริมได้ หรือเพื่อพูดแล้วให้คนเชื่อ แต่ความจริงเราเป็นคนคดโกง  อย่างนี้ ผมคงอยู่ไม่ได้หรอกครับ คงโดนหลอกหลอนโดยพวกกายทิพย์เหล่านี้ จนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเป็นแน่

       ในทางกลับกัน ถ้าอาจารย์สอนเพาะกายของคุณ  ไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย คือไม่เชื่อว่าบาปบุญมีจริง ,กายทิพย์มีจริง เขาก็อาจจะหลอกขายอาหารเสริมปลอมให้คุณ ,แนะนำอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น ให้คุณเสียเงินซื้อมาใช้ หรือหาช่องทางโกงคุณได้  ดังนั้น คุณจึงโชคดีแล้วล่ะครับที่ได้คนที่เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษอย่างผม มาเป็นอาจารย์สอนเพาะกายให้คุณ

       ผมเองเป็นคนที่ยึดมั่นในศาสนา เชื่อมั่นว่า ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไปได้ ,มีลาภเสื่อมลาภ ,มียศเสื่อมยศ ,โลกหน้ามีจริง ,ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ,กายทิพย์มีจริง ด้วยเหตุนั้น เราจึงไม่ควรทำความดีบังหน้า แล้วแอบทำความชั่วลับหลัง เพราะแม้ไม่มีสายตาคนอื่นมาดู แต่ก็ยังมีสายตาของกายทิพย์ทั้งหลายดูอยู่  ถ้าเราทำชั่วก็ย่อมส่งผลให้เราต้องรับกรรมไม่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย  ครับ อันนี้ คืออีกมุมหนึ่งของตัวผม ที่อยากให้เพื่อนสมาชิกได้พอมองเห็นภาพบุคลิกส่วนตัวของผม และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากเป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนสมาชิกด้วย ไม่เสียหายอะไรหรอกครับ ถ้าเราจะเป็นคนที่ยึดมั่นในศาสนา มันส่งผลให้มีแต่ความสุขใจ และให้บุคคลทั้งหลายเลื่อมใสเราโดยไม่ต้องเคลือบแคลงใจครับ

ทิ้งท้าย (เกี่ยวกับความชอบส่วนตัว)  - เนื่องจากในวันหนึ่งๆจะมีเมลล์เข้ามาจำนวนมาก และการตอบเมลล์ก็เป็นสิทธิ์โดยส่วนตัวของผม หมายความผมไม่จำเป็นต้องตอบทุกฉบับ อีกทั้งยังมีทีมงานเพาะกายช่วยกรองเมลล์ให้ผมอีกชั้นหนึ่งด้วย (คอย Block เมลล์พวกต่อรองเงื่อนไขขอตารางฝึกบ้าง ,ไม่อุดหนุนสินค้าของทางเวบ โดยไปซื้อสินค้าที่อื่น แต่เมลล์มาถามโน่นถามนี่ ฯลฯ ) "แต่" จะมีเมลล์อยู่ประเภทหนึ่ง ที่ผมบอกทีมงานไว้ว่า ก่อนที่จะ Block ทิ้งไปนั้น หากในเนื้อหาเมลล์มีข้อความเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้คือ

* * * มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับ การดูแลพ่อแม่ ,การกราบไหว้พ่อแม่ ,การกตัญญูกับพ่อแม่  อยู่ในเมลล์ฉบับนั้น * * * (เช่น เขียนมาว่า.. วันนี้ ผมเห็นว่าอากาศมันร้อน ก็เลยทำน้ำส้มคั้นไปให้แม่ทานแก้วนึง / วันนี้เงินเดือนผมออกสี่หมื่น ผมเอาไปให้พ่อกับแม่คนละ 500 บาทครับ / เมื่อกี้ ผมเห็นคุณพ่อโดนยุงกัด เลยจุดยากันยุงเอาไปวางไว้ใกล้ๆครับ ฯลฯ  ผมขอถามปัญหาเพาะกายพี่หน่อยครับว่า .... )

       ผมจะขออ่านเมลล์ฉบับนั้นก่อน อย่าพึ่ง Block ไปเป็นอันขาด  ส่วนเมลล์ที่เหลือ ที่อยู่ในข่ายจะโดน Block ก็ขอให้ทีมงานดำเนินการไปเลย โดยไม่ต้องสนใจว่าคนเขียนเมลล์มา จะอายุมากหรือน้อย ,ร่ำรวย หรือยากจนขนาดไหน ,มียศถาบรรดาศักดิ์ขนาดไหน ,เรียนดี เรียนแย่ขนาดไหน ,เป็นดาราดังหรือไม่ ,เคร่งในศาสนาของเขาขนาดไหน ,อวัยวะสมบูรณ์ หรือพิการขนาดไหน อันนั้นผมไม่สนใจ  เพราะอย่างที่บอกแล้วว่า เป็นสิทธิ์ของผมที่จะตอบเมลล์หรือไม่ก็ได้ มาบังคับผมไม่ได้ครับ  แต่ถ้าคุณเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ล่ะก็ อย่าว่าแต่ผม ที่จะต้องหันมาฟังคุณเลยครับ แม้แต่ฟ้า ยังสะเทือนเลย!

(ถ้าในเมลล์มีเนื้อหาพวกนี้อยู่ แต่ผมก็ยังไม่ตอบเมลล์ นั่นแสดงว่าต้องมีความผิดปกติอย่างอื่นแล้วล่ะครับ เช่น ผมไม่ได้รับเมลล์ของคุณ ,หรือเมลล์คุณหลงเข้าไปอยู่ในถังขยะของผม ฯลฯ ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็ให้ลองเปลี่ยนชื่อเมลล์ของคุณ แล้วส่งเข้ามาอีกครั้งนะครับ)
 


ถ้าเป็นลูกศิษย์ของผมล่ะก็
อย่าอายที่จะกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ทุกๆเดือน เดือนละ 1 ครั้งนะครับ

 

- END -