คุณยังเล่นกล้ามได้เสมอ
โดย คริส  ดิกเคอสัน มิสเตอร์โอลิมเปียปี 1982
(อายุ 55 ปี)

ทำไมจะต้องเลิกเล่นล่ะ? ในเมื่อคุณพัฒนาร่างกายได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นอายุ 50 ปี, 60 ปี หรือมากกว่านั้น และผลที่ได้ก็คือสิ่งดีๆเท่านั้น


        ตอนที่ผมยังหนุ่มกว่านี้ ผมไม่เข้าใจนักเพาะกายรุ่นเก๋าท่านหนึ่ง นั่นคือคุณ บิล  เพิร์ล (คลิ๊กเพื่อดูรูป) ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 59 ปีแล้ว แต่ท่านยังตื่นเช้ามาเล่นเพาะกายว้นเว้นวันมิได้ขาด ที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่าทั้งๆที่ไม่มีรายการเข้าประกวดสำหรับท่านแล้ว เหตุใดท่านจึงยังมีแรงจูงใจให้บริหารอย่างเข้มงวดได้โดยตลอด

        มาบัดนี้ อายุผมอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว ผมจึงได้เห็นคำตอบนั้น นั่นคือสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ความหมายของคำว่า "ชีวิต" ก็คือการมีชีวิตผ่านช่วงอายุต่างๆไปเรื่อยๆ  แต่สำหรับนักเพาะกาย คำว่า "ชีวิต" หมายถึงการสร้างมันให้มีชีวิตชีวาด้วยมือของคุณ โดยไม่ต้องสนใจตัวเลขบ่งบอกอายุ (นั่นคือการที่คุณบิล  เพิร์ล เข้าห้องยิมวันเว้นวันโดยตลอด ก็ด้วยการทำตัวเองให้มีชีวิตชีวา และสนุกไปกับการฝึก โดยไม่ต้องพึ่งแรงจูงใจเรื่องการเล่นเพื่อประกวด)

        หลายคนคิดว่ารูปแบบชีวิตของนักเพาะกายที่สมบูรณ์ ก็คือการรีบไปให้ถึงจุดสุดยอดให้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วรีบแขวนนวมเสียตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยหันหลังให้กับการเพาะกายไปเลย (เพื่อจะได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นนักเพาะกายผู้ประสบความสำเร็จและไม่เคยแพ้ใคร - webmaster)  แต่จริงๆแล้ว การเข้าประกวดเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของการเพาะกายเท่านั้น

        สำหรับตัวผมแล้ว ทุกๆครั้งที่ผมเดินเข้าไปบริหารในยิม ผมจะนึกเปรียบเทียบว่ากำลังนำเงินเข้าไปฝากในธนาคาร ยิ่งเข้าไปบริหารในยิมบ่อย ก็เหมือนนำเงินไปฝากเข้าธนาคารบ่อย ดังนั้น การบริหารร่างกายโดยตลอด ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจในสุขภาพ เหมือนกับที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านการเงินที่มีอยู่ในธนาคารด้วยการนำเงินไปฝากบ่อยๆนั่นเอง

        เมื่อมาอยู่ตรงช่วงอายุนี้ ผมเห็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับนักเพาะกายรุ่นหนุ่มๆหลายอย่าง ลองคิดถึงปริมาณกล้ามเนื้อที่คุณสร้างมานานกว่าพวกเขาสิ ไม่เพียงเท่านั้น คุณยังมี "ความฉลาดในการฝึก" อันเกิดจากการบ่มเพาะประสบการณ์มามากกว่าวัยหนุ่มสาว ถ้าจะเปรียบเทียบกับระดับการศึกษาแล้ว  การมีอายุที่มากขึ้นของคุณ ทำให้คุณเกิดความฉลาดเปรียบได้กับการมีปริญญาเอกทางการเพาะกายเลยทีเดียว

        ตราบใดที่คุณยังเล่นกล้ามอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น คุณก็จะผ่านการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆในการฝึกได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทั้งทางกายและจิตใจ รวมไปการมีวินัยในการฝึกที่มากขึ้นตามไปด้วย คุณจะบริหารร่างกายได้โดยไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องยาก คุณจะทำมันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันเช่นการแปรงฟันทุกเช้านั่นแหละ  และด้วยภาวะรอบตัวเราที่เต็มไปด้วยสิ่งยุ่งเหยิง ,ความเร่งรีบ ,ความเคร่งเครียด  การได้เล่นกล้ามแต่ละครั้ง เปรียบเหมือนการเติมน้ำทิพย์ที่ทำให้คุณมีชีวิตชีวา  ทำให้ความยุ่งเหยิงเคร่งเครียดต่างๆรอบตัว อันตรธานหายไปในพริบตา

        หากมีครั้งใดที่รู้สึกแม้เพียงเล็กน้อยว่าไม่อยากจะเล่นกล้ามอีกต่อไปแล้ว ขอให้ใช้วิธีที่ผมแนะนำคือรีบฝืนใจเดินทางไปที่โรงยิมทันที จากนั้น ให้ระลึกถึงความรู้สึกดีๆที่ผ่านมาตอนที่คุณบริหารในโรงยิมแห่งนี้  นึกถึงความสบายตัวตอนที่เหงื่อไหลออกจากตัว ,นึกถึงความสะใจตอนที่เล่นเซทแรกในแต่ละท่าเสร็จใหม่ๆ ความรู้สึกเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นและต้องการฝึกต่อไป
 

(ภาพบน ดิกเคอสันในวัย 55 ปี)
ปรัชญาของคริส "คุณไม่เคยแก่เกินไปสำหรับการเริ่มต้นเพาะกาย
แต่คุณยังเด็กเกินไปที่จะเกษียณตัวเองจากการเพาะกาย"

Remember, you're never too old to start bodybuilding,
and you are always too young to quit!


หากระจกบานใหญ่มาตั้งไว้

        การได้นั่งบนเก้าอี้นุ่มๆอย่างดี พร้อมกับฟังเครื่องเสียงดีๆและดูทีวีไปพร้อมๆกัน ช่างเป็นสิ่งยั่วยวนใจสุดๆสำหรับมนุษย์  ผมมีวิธีแก้ปัญหานี้คือนำเอากระจกบานใหญ่มาวางไว้ในที่เห็นได้ชัด  ทันทีที่ผมมองตัวเองทั้งตัวในกระจกบานนั้น ก็จะรู้ทันทีว่า ไม่เสียแรงเลยที่ทุ่มเวลาฝึกฝนร่างกายมาโดยตลอด เพราะคุณได้เป็นเจ้าของเรือนร่างที่สวยสง่า มีบุคลิกภาพอันน่าเกรงขราม การได้มองกระจกบ่อยๆอย่างนี้จะทำให้คุณนึกเสียดายหากจะต้องเสียมันไปด้วยการหยุดฝึก  ซึ่งด้วยแนวคิดอย่างนี้ จะเป็นแรงฉุดกระชากอันมหาศาลให้คุณกระเด็นออกจากเก้าอี้นุ่มๆหน้าทีวีในบ้านคุณ แล้วลากคุณมาที่โรงยิมได้อย่างไม่ต้องสงสัย

        หรือวิธีคิดอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการคิดถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการเล่นกล้ามไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดๆก็ตาม นั่นคือ

        1.คุณได้รับประโยชน์ (สุขภาพที่ดี บุคลิกที่เป็นเยี่ยม) จากสิ่งที่คุณสร้างมากับมือโดยตรง (การเล่นกล้าม)  และเป็นการเฉพาะตัว  ไม่มีใครมาแย่งประโยชน์นี้จากคุณไปได้ หากเขาไม่ได้ทำการฝึกด้วยตัวเขาเอง

        2.ไม่เหมือนกับกีฬาอย่างอื่นบนโลกนี้ เพราะการเพาะกายเป็นกีฬาเพียงชนิดเดียวที่คุณสามารถหมกมุ่นและเล่นได้อย่างจริงจัง จวบจนช่วงสุดท้ายของชีวิต

        3.การเพาะกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างที่สุด

        4.คุณจะมีกล้ามเนื้อที่แสดงความเป็นนักเพาะกายติดอยู่กับตัวตลอด 24 ชั่วโมง  ใครๆก็มองออกว่าคุณคือนักเพาะกาย แต่ถ้าคุณเป็นนักบาสเกตบอลแล้ว แม้จะมีความสูงติดตัว แต่ตราบใดที่คุณพกสนามบาสติดตัวไปทุกที่ไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคุณเป็นนักบาส สายตาของคนทั่วไป คุณก็คือคนสูงคนหนึ่งเท่านั้น

ดำเนินต่อไป  ดำเนินต่อไป

        ถึงตอนนี้ สมมติว่าคุณเห็นพ้องต้องกันกับผมในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับจากการเล่นกล้าม และต้องการที่จะยกลูกเหล็กในวัยที่มีเลข 5 นำหน้าแล้ว ผมก็มีสองสิ่งที่จะเสนอแนะ ซึ่งคิดว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

        มันเป็นเรื่องของวินัยในการฝึก  บางคนได้รับการปลูกฝังเรื่องวินัยในเรื่องต่างๆจนติดตัวแล้ว แต่บางคนกลับเกลียดชังและไม่ชอบความมีวินัย ไม่ว่าจะเป็นวินัยของเรื่องอะไรก็ตาม   ถ้าคุณไม่เคยเล่นกล้ามมาก่อน แล้วบังเอิญว่าเป็นพวกหลัง (พวกเกลียดวินัย) คุณควรเริ่มเล่นกล้ามอาทิตย์ละ 2 ครั้งก็พอ (เพื่อจะได้ไม่เบื่อเสียก่อน)  ถ้าคิดว่ามันเริ่มจะน้อยไปแล้ว ก็เพิ่มเป็นอาทิตย์ละสามวัน และเมื่อใช้เทคนิคนี้ พอคุณได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณ คราวนี้คุณก็จะอยากเพิ่มความถี่ในการฝึกด้วยตัวคุณเองแล้วล่ะ

        สิ่งที่ผมอยากแนะนำประการแรก นั่นคือให้ซึมซับแหล่งความรู้เกี่ยวกับการเพาะกาย แล้วทดลองบริหารด้วยตัวเองอย่างฉลาด อย่าหักโหม หรือเล่นตามคนอื่นเขา    นำความรู้เหล่านั้นมาใส่ในการฝึกของคุณ นั่นเป็นสิ่งดีที่สุดที่จะป้องกันคุณจากการต้องหยุดเล่นเพราะอาการบาดเจ็บต่างๆ

        กีฬาเพาะกายเป็นกีฬาที่ไม่อันตราย แต่การที่มีคนได้รับบาดเจ็บ นั่นเป็นเพราะเขาบริหารโดยขาดสมาธิ  ปรัชญาของผมคือ "เอาลูกตาของคุณเพ่งไปที่กล้ามเนื้อ ตอนที่มันกำลังเคลื่อนที่ขึ้นและลงตอนคุณยกน้ำหนักอยู่" ซึ่งปรัชญาข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ลองทำตามผมแล้วความบาดเจ็บทั้งหลายแหล่จากการฝึกจะไม่มาพบพานคุณเลย   อย่าเลือกลูกน้ำหนักที่หนักเกินไป ให้เลือกใช้ลูกน้ำหนักที่หนัก (แต่ไม่หนักเกินไป) เพื่อผลลัพธ์ที่ทำให้กล้ามเนื้อคุณแน่นขึ้น 

        ในวัยขนาดพวกเรานี้ เราเน้นความสำคัญของระบบสูบฉีดเลือดมาก ผมบริหารระบบการสูบฉีดเลือดในร่างกายด้วยการพักให้น้อยๆระหว่างเซท โดยขอแยกเป็นวัยๆดังนี้

        สำหรับผู้ชายอายุ 55 ปีและไม่เคยฝึกมาก่อน ผมแนะนำให้เริ่มต้นการฝึกด้วยการเล่นกล้ามเนื้อละ 1 ท่า ท่าละ 3 เซท เซทละ 12 ครั้ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นกล้ามเนื้อส่วนอื่น ให้สนใจจังหวะการเคลื่อนที่ขึ้นลงมากกว่าที่จะสนใจปริมาณน้ำหนักที่ใช้  จากนั้นเมื่อคุณบริหารผ่านไปสัก 2 - 3 อาทิตย์ ก็ให้เพิ่มความเข้มในการฝึก โดยเพิ่มจาก 3 เซทเป็น 5 เซท และในแต่ละเซทนั้น ให้ทำดังนี้ คือเซทที่หนึ่งให้เล่นได้ 15 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี ,เซทที่สอง เล่นให้ได้ 12 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี ,เซทที่สาม เล่นให้ได้ 10 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี ,เซทที่สี่ เล่นให้ได้ 8 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี และเซทที่ห้าซึ่งเป็นเซทสุดท้าย ให้เล่นได้ 10 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี (ปริมาณน้ำหนักที่ใช้ ก็คือน้ำหนักที่เล่นในเซทนั้นๆได้หมดแรงพอดี ถ้าทำได้มากกว่าที่กำหนด แสดงว่าน้ำหนักนั้นเบาเกินไป และดูจำนวนครั้งให้ดีนะครับ ว่าเขาเรียงเป็น 15 ,12 ,10 ,8 แล้วกลับมาเป็น 10 อีกครั้งในเซทที่ห้า - webmaster)

        สำหรับผู้ชายวัย 40 ปีและไม่เคยฝึกมาก่อน ผมแนะนำให้เริ่มด้วยการฝึกท่าละ 5 เซทโดยเล่นเซทละ 12 ,10 ,8 ,6 และกลับมาเป็น 8 ในเซทที่ห้า

        สำหรับผู้ชายในวัยที่สูงกว่านี้ทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่เคยมีประสบการณ์การเล่นกล้ามมาก่อน ผมแนะนำว่าให้ฝึกกล้ามขาอย่างเดียว เป็นจำนวน 24 เซท (หมายถึงรวมทุกท่าที่บริหารกล้ามขา) ส่วนกล้ามเนื้ออื่นๆ ให้ฝึกรวมกันทั้งตัว (ไม่รวมขา) ให้ได้ 18 - 20 เซท ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้นั้น ให้ใช้ฟรีเวท (หมายถึงบาร์เบลล์และดัมเบลล์) ร่วมกับอุปกรณ์เคเบิลทั้งหลาย และให้เปลี่ยนตารางฝึกทุกๆ 6 อาทิตย์ (คำว่าเปลี่ยนตารางฝึกในที่นี้ คืออาจจะบริหารท่าเดิม แต่สลับเอาท่าหลังไปไว้ข้างหน้า หรือเปลี่ยนท่าบริหาร หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ตารางฝึกของคุณไม่ซ้ำกับของเดิมทั้งหมด)
 

ไม่มีคำว่าเกษียณในพจนานุกรมการเพาะกายของคริส  ดิกเคอสัน


รูปแบบการบริหารที่ผมชอบ

        เมื่อพูดถึงอุปกรณ์แมชชีนแล้ว ตัวที่ผมชอบที่สุดก็คือ สมิทแมชชีน (คลิ๊กเพื่อดูรูป) ผมค้นพบว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดในโรงยิม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารท่า SQUAT ,ท่าดันต่างๆเช่น INCLINE BENCHPRESS ,SEATED PRESS BEHIND NECK ,ท่า UPRIGHT ROW หรือแม้กระทั่งท่า DEADLIFT

        ตอนที่ผมบริหารกล้ามบ่า ผมจะบริหารด้วยท่าดัน (Pressing) เป็นจำนวน 2 ท่า โดยเลือกท่าที่ใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ผมเริ่มบริหารกล้ามบ่าด้วยท่า SEATED PRESS BEHIND NECK (คลิ๊กเพื่อดู) ซึ่งท่านี้ ผมสามารถใช้บาร์เบลล์หรือเครื่องสมิทแมชชีนมาบริหารก็ได้ โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าวันไหนผมเลือกใช้บาร์เบลล์ธรรมดาในการบริหารท่านี้ ผมก็จะบริหารท่าถัดไปด้วยท่า SIDE CABLE LATERAL RAISE (คลิ๊กเพื่อดู)    แต่ถ้าวันไหนผมบริหารกล้ามบ่าโดยการใช้สมิทแมชชีนเป็นท่าแรกแล้ว ท่าต่อไปที่ผมจะบริหารคือท่า ONE ARM  SIDE LATERAL RAISE (คลิ๊กเพื่อดู) คุณจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่ผมบริหาร ไม่ท่าใดท่าหนึ่งก็จะเป็นท่าที่ใช้แมชชีน (สมิทแมชชีน) ส่วนท่าที่เหลือก็จะเป็นฟรีเวท (ดัมเบลล์) เสมอ หรือถ้าวันไหนผมใช้ฟรีเวททั้งสองท่าเลย ท่าต่อไปที่ผมจะบริหารซึ่งก็คือท่า UPRIGHT ROW (คลิ๊กเพื่อดู) ผมก็จะใช้สมิทแมชชีนทันที

        สำหรับกล้ามหลัง ท่าที่เหมาะสมที่สุดและดีที่สุดสำหรับคนอายุเกิน 50 ปีขึ้นไปก็คือท่า DEADLIFT (คลิ๊กเพื่อดู) แต่จะต้องวอร์มจนแน่ใจเสียก่อนจึงจะบริหารท่านี้ได้  โดยท่าวอร์มที่ดีที่สุดก็คือท่า GOOD MORNING   เมื่อคุณเล่นกล้ามหลังด้วยท่า DEADLIFT เสร็จแล้ว ท่าต่อไปก็ควรจะเป็นท่า CLOSE GRIP PULL DOWN (คลิ๊กเพื่อดู) หรือท่า CLOSE GRIP PULL UP (คลิ๊กเพื่อดู) เลือกท่าใดท่าหนึ่ง จากนั้นก็ต่อด้วยท่า ONE-ARM DUMBBELL ROW (คลิ๊กเพื่อดู) จากนั้นก็จบท่าบริหารปีกในวันนั้นด้วยท่า PULL OVER (คลิ๊กเพื่อดู) เพื่อการยืดกล้ามปีกที่ดี (สำหรับท่า PULL OVER นี้ ปัจจุบันไม่ได้แนะนำให้ใช้กันแล้ว เพราะมันไม่ชัดเจนว่าเป็นท่าบริหารกล้ามอกหรือท่าบริหารกล้ามปีกกันแน่ แต่ที่คุณคริสใช้ ก็เพราะเขาติดการบริหารท่านี้มาตั้งแต่ยังหนุ่มนั่นเอง - webmaster)

ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

        อาหารที่ดีต่อสุขภาพนี้ ยังเหมาะสำหรับคนทุกวัยที่ต้องการเล่นกล้ามให้ยาวนานอีกด้วย โดยรูปแบบอาหารนั้นก็ใช้เหมือนกันเลย นั่นคือ ให้ทานอาหารที่โซเดียมต่ำ (เกลือต่ำ) ,ไขมันต่ำ ,ทานปลาและไก่ให้มาก ,ทานเนื้อแดงให้น้อยลง ,ผักนึ่งไอน้ำ (ไม่ควรต้มในน้ำ เพราะสารอาหารจะละลายไปกับน้ำ) ,มันอบ

        ทุกวันอาทิตย์ผมจะอบไก่งวงทั้งตัว และทานไปได้ถึง 4 วัน ซึ่งเป็นการปรุงอาหารที่ง่าย ประหยัดและดีมากๆ  ส่วนของขบเคี้ยวต่างๆ ผมชอบทานข้าวโพดคั่ว ป๊อปคอร์น  ถ้าเป็นของหวานก็ทานโยเกิร์ตแช่แข็ง  มีการดื่มไวน์ 1 แก้วหลังอาหารเย็นทุกวัน

        รูปแบบการทานของผมนี้ ผมทำจนเคยชินและชอบมันเสียด้วย แต่ถ้าคุณทำตามผมแล้วรู้สึกฝืนใจล่ะก็ จงอย่าเลียนแบบหรือฝืนใจทำต่อไป  จงเลือกรูปแบบการทานที่คุณรู้สึกดี แต่ไม่ถึงกับตามใจปากเกินไป ขอให้จำไว้ว่าชีวิตจะมีความสุขก็ต่อเมื่อทำอะไรด้วยความเต็มใจ มิใช่ทำไปเพราะต้องขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ใดๆ

        อย่างไรก็ตาม ถ้าทานคล้ายๆกับรูปแบบการทานของผมได้ก็จะดีกับตัวคุณ แรกๆอาจจะฝืนใจไปบ้าง ก็ขอให้ค่อยๆเปลี่ยนรายการอาหารที่ทานอยู่ (เช่นฟาสฟู๊ดทั้งหลาย) มาเป็นอาหารที่มีประโยชน์อย่างที่ผมแนะนำ  บ่อยเข้าๆ มันก็จะเริ่มหล่อหลอมจนเป็นนิสัยการทานที่ดี และคุณก็จะปฏิบัติได้โดยไม่ฝืนใจเลย

        การจัดการเล่นกล้ามเข้ามาในชีวิตประจำวันสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นกล้ามมาก่อน ก็ใช้เทคนิคเดียวกันกับการเปลี่ยนรูปแบบการทานอาหารนี้เอง โดยค่อยๆบริหารไปเรื่อยๆไม่หักโหม แล้วเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง คุณก็จะเล่นกล้ามเป็นเรื่องปกติในชีวิต ไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่ต้องทำแต่อย่างใด

        ข้อสันนิษฐานของคนทั่วไปก็คือเมื่อคุณอายุมากๆ ร่างกายก็ไม่พัฒนาอีกต่อไป และยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเขา เมื่อเขาเห็นอดีตนักเพาะกายที่มีอายุมากแล้ว  คำพูดของคนทั่วไปก็คือ "นั่นไง คนนั้นเขาเคยเล่นกล้ามเมื่อยังหนุ่ม แต่ดูตอนที่เขาอายุมากสิ รูปร่างดูไม่ได้เลย เห็นไหมว่าการเพาะกายช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย"

        โอเค.. ผมไม่เถียง แต่นักเพาะกายที่คุณเห็นนั้นคือนักเพาะกายที่เกษียณตัวเองไปนานแล้ว ถ้าจะให้เกิดความเป็นธรรม ลองดูรูปร่างของ บิลล์   เพิร์ล , อัลเบิร์ต  เบคเคิล , เอ็ด  คอร์เน่ , ลารี่   สก็อทท์ รวมทั้งตัวผมในตอนที่อายุขนาดนี้ดูบ้าง และนี่คือประโยชน์ของการเพาะกายที่เกิดขึ้นกับพวกเรา

จัดรูปแบบชีวิตให้สมดุล

        เหตุผลหลักๆที่ทำให้คนในวัยเดียวกับผมตอนนี้เลิกเล่นเพาะกายไป นั่นคือเขาไม่รู้จักการจัดรูปแบบชีวิตให้สมดุลกันในหลายๆด้าน กล่าวคือ เวลาที่เขาสนใจการเล่นกล้ามเมื่อยังหนุ่ม เขาก็หมกมุ่นกับมัน จวบจนเมื่อเจอสิ่งอื่นที่น่าเร้าใจ น่าค้นมาใหม่ๆ เขาก็ทิ้งการเพาะกายแล้วไปสู่การทำอย่างอื่น  นี่เอง.. คือจุดที่ผมต้องการชี้ให้คุณเห็นเสียตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าผม กล่าวคือ ให้ความสำคัญกับรูปแบบการดำเนินชีวิตโดยภาพรวมของคุณให้ดีเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยโฟกัสมาที่ความเข้มข้นในการฝึก เพราะถ้าทั้งหมดในชีวิตคุณคือการเพาะกายล่ะก็ รับรองว่าสักวันหนึ่งที่ใกล้จะถึงนี้ คุณจะต้องออกจากวงการนี้ไปอย่างแน่นอน

        ยกตัวอย่างเช่นตัวผมในวัย 23 ปีก่อนที่จะเริ่มเล่นกล้ามครั้งแรก  ผมมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถของตัวเองในหลายๆด้าน ,ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ,คนรอบข้าง ,เพื่อนสนิทมิตรสหาย ซึ่งทำให้ชีวิตผมสมบูรณ์ จากนั้นผมจึงเริ่มเจียดเวลามาเล่นกล้าม และแม้กระทั่งทุกวันนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตของผมก็ไม่ติดยึดกับการเป็นนักเพาะกายตลอด 24 ชั่วโมง ผมเอาการเพาะกายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตในแต่ละวันของผมเท่านั้น (ไม่ใช่ทั้งหมด)  เพราะเวลาที่เหลือในแต่ละวัน ผมได้ทำสิ่งที่ผมสนใจอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ,ฟังเพลงเพราะๆ ,ร้องโอเปรา ,ให้เวลากับเพื่อนสนิท ,ให้เวลากับชีวิตสังคม รวมไปถึงการทำสิ่งอื่นๆ ที่เมื่อรวมแล้ว มันทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่องอะไร  และเทคนิคอย่างหนึ่งของผมก็คือ ในปีหนึ่งๆ ผมจะหยุดเล่นกล้ามติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ผมคิดถึงการเพาะกาย และช่วยทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการฝึกมากขึ้นเมื่อได้กลับมาจับลูกเหล็กอีกครั้ง

        อายุที่มากขึ้น ช่วยทำให้ผมมีความรอบคอบในการดำเนินชีวิตมากขึ้น  ผมไม่ได้พูดถึงการใช้เงินเพียงอย่างเดียว แต่ก็เชื่อเถอะว่าสมมติว่าทุกวันนี้ผมจะมีเงินมหาศาล รูปแบบชีวิตของผมก็ยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ดี  ผมมั่นใจว่าคนที่ยังเล่นกล้ามอยู่จนถึงอายุ 60 ปีทุกคน จะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกับผม  นั่นคือ พวกเขาจะมีทัศนคติที่ดีกับชีวิต ,พวกเขาจะดูแลเอาใจใส่สุขภาพ ,พวกเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัว คนรอบข้าง และเพื่อนฝูง และทั้งหมดนี้ก็ทำให้ชีวิตนี้คุ้มค่าอย่างที่สุดแล้ว

        จำไว้ให้ขึ้นใจ ,คุณไม่เคยแก่เกินไปสำหรับการเริ่มต้นเพาะกาย  แต่คุณยังเด็กเกินไปที่จะเกษียณตัวเองจากการเพาะกาย
 


- END -