|
- หน้า 2 (สุดท้าย) - |
| โภชนาการเพื่อเติบโต |
| ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของปี ผมจะไม่ให้เป้าหมายเคลื่อนตัวเลย เพราะในเมื่อเป้าหมายคือการเติบโตของกล้ามเนื้อ จึงไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องมาลดน้ำหนักก่อนขึ้นเวที วิธีคงสภาพการเติบโตของผมก็คือ ผมต้องบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงๆตลอดเวลา นอกจากโปรตีน ผมต้องการแครอลี่มากเป็นพิเศษอีกด้วย เนื่องจากกลยุทธ์คือ ต้องบริหารอย่างเข้มข้น ผมจึงต้องมีแหล่งพลังงานในร่างกายมากเป็นพิเศษ |
| นักเพาะกายส่วนมาก จะประสาทกินเมื่อเห็นว่าน้ำหนักตัวตอนขึ้นเวทีของเขา มากขึ้นกว่าปีที่แล้ว เพราะนั่นแสดงว่าเขามีไขมันอยู่มากกว่าปีที่แล้ว แต่สำหรับผม แม้ว่าน้ำหนักตัวจะขึ้น ผมก็สบายใจได้ เพราะผมรู้ว่าน้ำหนักที่เพิ่มนั้น เป็นกล้ามเนื้อล้วนๆ ที่มั่นใจได้ขนาดนี้ ก็เพราะกลยุทธ์การทาน ที่ทำให้ผมเพิ่มกล้ามเนื้อได้ แม้ยามอยู่ในช่วงไดเอท (Diet) นั่นเอง อย่างปีที่แล้วตอนขึ้นแข่ง ผมมีน้ำหนักตัว 93 กก. แต่พอปีนี้ น้ำหนักตัวผมตอนแข่งขึ้นเป็น 98 กก. |
| ในอดีต ก่อนที่จะค้นพบเทคนิคนี้ ผมจะปล่อยให้น้ำหนักตัวช่วงก่อนแข่งขัน สูงถึง 125 กก. แล้วค่อยมารีดเอาก่อนแข่ง ซึ่งนั่นทำให้ผมโทรมเวลาขึ้นเวที และพูดได้เลยครับว่า ช่วงที่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากขนาดนั้น ผมมีปัญหาเรื่องไขมันในร่างกายด้วย แต่เมื่อใช้เทคนิคการบริหารหนักตลอดปีที่ว่านี้ ผมสามารถคงระดับไขมันในร่างกาย ให้เหลือแค่ 5.5 เปอร์เซ็นต์ได้ตลอดปี และกล้ามเนื้อก็ยังคงเติบโตตลอดเวลาด้วย |
|
|
| ผมจัดระบบโภชนาการให้เคร่งครัดตลอดปี ดังนั้น เมื่อเข้าช่วงฤดูการแข่งขัน ผมแค่เปลี่ยนตัวเลขแครอลี่ และสารอาหารอื่นๆเล็กน้อยเท่านั้นเอง ทำให้ไม่ต้องขึ้นเวทีพร้อมกับการขาดน้ำอย่างแรง หรือสูญเสียความสวยงามของมัดกล้ามไป |
| ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ในวันหนึ่งๆ ผมทานอาหาร 5 มื้อบ้าง 7 มื้อบ้าง แต่เมื่อเข้าฤดูการแข่งขัน แทนที่จะลดอาหารเหมือนนักเพาะกายอื่นๆ ผมกลับทาน 7 มื้อทุกวัน และยังเพิ่มจำนวนแคลอรี่ขึ้นอีกด้วย ส่วนไขมันในร่างกาย ผมกำจัดมันด้วยสองวิธีคือ หนึ่ง เพิ่ม ความกระฉับกระเฉง (active) ในการบริหารขึ้น และสอง คือ ลด ไขมันด้วยการ เปลี่ยนชนิดของอาหาร แต่จะไม่ลดปริมาณของอาหารที่ทานเด็ดขาด |
| ผมรับแครอลี่วันละ 3,500 - 4,000 ในช่วงนอกฤดูการแข่งขัน แต่เมื่อเข้าฤดูการแข่งขัน (คือ 12 อาทิตย์หรือ 3 เดือนก่อนแข่ง - webmaster) ผมจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,500 ต่อวันทันที ทานโปรตีนวันละ 200 - 250 กรัม ส่วนเรื่องของคาร์โบไฮเดรต ผมจะใช้ลูกเล่นการทาน เหมือนที่นักเพาะกายส่วนมากทำ นั่นคือ ผมจะทานวันละ 500 - 600 กรัม จากนั้นก็ตัดมันลงเหลือ 250 - 300 กรัมต่อวัน แล้วจึงกลับมา 500 - 600 กรัมต่อวันเหมือนเดิม |
| อาหารไขมันจะลดลงเหลือ 60 - 80 กรัมต่อวันในช่วงอีก 8 อาทิตย์แข่ง จนกระทั่งเหลือ 6 อาทิตย์ก็จะลดลงเหลือ 40 กรัม เมื่อเหลืออีก 3 อาทิตย์ก็ลดลงเหลือ 20 กรัม ต่อจากนั้นก็จะลดลงเหลือ 10 กรัมต่อวันจนกระทั่งแข่ง ด้วยการทำอย่างนี้ ทำให้เมื่อถึงวันประกวด ผมมีไขมันในร่างกายเหลือน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์เสียอีก |
|
|
|
|
|
|
|
|
| การทานอาหารที่ผมบอกมานี้ จำเป็นต้องใช้วินัยในตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะทั้งๆที่ต้องการลดปริมาณไขมันในร่างกายลง ผมกลับไม่ลดอาหารแต่อย่างใด สิ่งที่ผมทำคือการเลือกชนิดของอาหาร ที่ให้ปริมาณแคลอรี่ที่ผมกำหนดไว้ต่างหาก ด้วยการที่ผมทานอย่างนี้มาหลายปี ทุกวันนี้ ผมแทบจะไม่ต้องชั่งน้ำหนักอาหารก่อนทานแล้ว เพราะการคาดตัวเลขในหัวผม แทบจะไม่ผิดเพี้ยนเลย |
| สุดยอดเคล็ดลับคือการทำแอโรบิค |
| ก่อนเป็นนักเพาะกาย ผมเคยเป็นนักกีฬามาหลายชนิด นั่นทำให้ผมพบว่า การทำแอโรบิคช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของเลือด เป็นไปอย่างดีเยี่ยม มันทำให้ผมมีความทนทานในการเล่นเทนนิส และกีฬาทุกประเภท ส่วนนักเพาะกายที่ไม่เคยสัมผัสกีฬาอื่นมาก่อนเลย จะมองการทำแอโรบิคว่า เป็นเพียงตัวเผาแครอลี่ให้ร่างกายเท่านั้น จริงๆแล้วเมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ คุณจะพบว่าแม้ว่าการเพาะกายจะไม่ใช้ออกซิเจนในการระเบิดพลังงาน เหมือนพวกการวิ่ง ,การพายเรือก็ตาม แต่เมื่อคุณบริหารเสร็จในแต่ละเซท ออกซิเจนมีความสำคัญในการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ ทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็วและสดชื่นได้ง่าย พร้อมที่จะรับศึกในเซทต่อไป ผู้ที่ทำแอโรบิคบ่อยๆ จะเป็นผู้ที่มีออกซิเจนสำรองอยู่ในตัวมาก นักเพาะกายผู้มีออกซิเจนสำรองอยู่ในตัวมาก จะฟื้นตัวได้เร็ว และการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ ก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันส่งผลไปถึงการเติบโตของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วนั่นเอง |
| นักเพาะกายส่วนใหญ่คิดจะลดไขมันด้วยการอดอาหาร สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ความเต่งตึงของมัดกล้าม และพลังงานที่ใช้ยกน้ำหนักลดลง ส่วนวิธีที่ผมคิดว่าถูกต้อง และสามารถนำไปปฏิบัติได้คือ เพิ่มปริมาณทำแอโรบิคให้มากขึ้น โดยยังทานอาหารเหมือนเดิมต่างหาก |
| ตารางการทำแอโรบิคของผม เริ่มขึ้นตอนตี 5 โดยผมใช้เครื่อง STAIR MASTER เป็นเวลา 30 - 45 นาที แต่หากเป็นช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ผมจะใช้การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือไม่ก็วิ่งไปตามถนน ให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน แต่เมื่อเข้าฤดูการแข่งขัน ผมจะเพิ่มเป็นวิ่งสองครั้งในหนึ่งวันเลย และในวันไหนก็ตามที่ตารางฝึกผม กำหนดให้เล่นช่วงเช้าแต่เพียงอย่างเดียว ผมก็จะมาที่ยิมอีกทีในตอนเย็น เพื่อปั่นจักรยานอยู่กับที่แต่เพียงอย่างเดียว ส่วนวันไหนถ้าตารางฝึกผมกำหนดให้เป็นวันพัก ผมก็ยังคงมาที่ยิม เพื่อปั่นจักรยาน 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง |
| สรุปทั้งหมดที่พูดมานั้นง่ายมาก จำไว้ว่าไม่ว่าจะอยู่วันไหนเดือนไหนของปี จงอย่าลดปริมาณอาหาร หรือความเข้มข้นของการฝึกลงเด็ดขาด ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องการลดไขมัน สิ่งที่คุณจะต้องทำคือ เพิ่มความกระฉับกระเฉง (activity) ในการฝึกด้วยการทำแอโรบิคเท่านั้นก็พอเพียงครับ |
|
- END - |