ชีวิตไม่ยอมแพ้

โดย ไบรอัน  โบวเลส


       เสียงเครื่องปั้มอากาศเข้าปอด ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมา ผมลืมตาอยู่ในตอนนี้ และพยายามจะยกหัวดูว่า สถานที่แปลกๆที่ผมกำลังอยู่นี้ คือที่ไหน ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมไม่สามารถยกศีรษะตัวเองได้ ครั้นพยายามถามคนรอบข้าง ผมก็ไม่สามารถพูดได้อีก ตอนนี้มีอยู่อย่างเดียวที่ผมรู้สึกได้ ก็คือความเจ็บปวด ที่มันวิ่งทั่วทั้งร่างกายของผมนั่นเอง
       เมื่อสติบางส่วนของผมกลับคืนมาบ้างแล้ว ผมจำได้ว่าผมทำงาน เกี่ยวกับการออกแบบ การปรับโครงสร้างถนน อยู่ที่ สำนักงานทางหลวง ของรัฐเทกซัส แต่ว่านอกเหนือจากนั้น ผมจำไม่ได้เลย ผมไม่รู้ว่าตัวเอง ทำงานแผนกไหน เพื่อนร่วมงานชื่ออะไรบ้าง ต้องลองตั้งสมาธิคิดดูถึงเหตุการณ์ ที่ทำให้ผม ต้องมาอยู่ในที่แปลกๆแห่งนี้ 
       ฉับพลัน ภาพก็ปรากฏขึ้นมาในสมอง จำได้ว่าหลังเลิกงานเย็นวันสุดท้ายที่ผมจำได้  ผมแวะไปดื่มเบียร์และเล่นเกมพูลที่บาร์แห่งหนึ่ง จากนั้นก็ออกมาจากร้านพร้อมเพื่อน ที่ร่วมดื่มด้วยกัน ขับรถไปตามถนน เพื่อกลับบ้าน บ้านที่เราสองคนไปไม่ถึง!
       วันที่ 5 ธันวาคม 2535 ผมและเพื่อนได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมรอดแต่เพื่อนเสียชีวิต วันนี้คือวันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผม ไปโดยสิ้นเชิง วันทั้งวันผมได้แต่นอน มีสาย และท่อยาง แขวนระโยงระ ยางเต็มไปหมด รอบตัวมีแต่เข็มที่ทิ่มแทง และมีเสียงเครื่องวัด ทำงานอยู่ตลอดเวลา ผมทราบตอนหลังจากญาติผมว่า หมอบอกแก่เธอให้เตรียมใจไว้ ผมอาจอยู่ได้ไม่ข้ามคืนนี้
       แต่ในที่สุดผมก็รอด ผลการตรวจบอกให้ทราบว่า หลังผมหัก หมอนรองกระดูกอักเสบ คอหัก ขากรรไกรแตกเป็น 4 ส่วน กระดูกซี่โครงอีกหลายซี่ถูกทำลาย ฟันมีทั้งแตกและหลุด ใบหน้าและหลังไหม้ เพราะถูกไถลไปกับพื้น   ต่อมา จากการนอนที่นี่หลายวัน แรกๆผมปริวิตก คิดมาก อยากให้ย้อนเวลากลับไปได้ แต่ในที่สุดก็คิดได้ว่า มันเป็นไปไม่ได้ และเปล่าประโยชน์ที่จะคิด สิ่งที่ผมควรทำตอนนี้ คือเตรียมใจให้พร้อม สำหรับสถานการณ์ในอนาคต ที่มันจะต้องมาหาผมต่างหาก
       ผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง และอยู่ในห้องผู้ป่วยอาการหนักถึง 12 วัน ผมก็ถูกส่งไปรักษาตัวต่อที่ ฝ่ายอายุรกรรมชาย ตัวผมเองเป็นคนสูงมาก สูง 187.5 เซนติเมตร แต่ก็ผอมมากอีกด้วย หนักเพียงแค่ 58 กก.เท่านั้น สูบบุหรี่จัด ดื่มเบียร์มาก และมีนิสัยชอบหัวเราะเยาะ คนที่ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลัง ว่าหาเรื่องทำให้ตัวเองเหนื่อยเปล่าๆ  อาจพูดได้ว่า ถ้ามีการประกวด ผมคงจะได้ครองตำแหน่งแชมป์ ชายสุขภาพยอดแย่ประจำปีเป็นแน่
       แต่มาถึงตอนนี้ ตอนที่ผมนอนอยู่นี่ ความคิดผมก็เปลี่ยนไป ผมตั้งปณิธานไว้ว่า หากรักษาตัวได้แล้ว ผมจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองใหม่ จะดูแลสุขภาพ จะคอยตักเตือนคนอื่น ให้ดูแลสุขภาพด้วย อย่าได้ทำผิดเหมือนที่ผมเคยทำมาแล้ว 

nolose1.jpg

       ผมใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลถึง 4 เดือน เวลาทั้งหมด ผมยังต้องรับอาหาร โดยผ่านสายยางเข้าไปทางจมูกอยู่เลย มีหลายครั้ง ที่มีคำถามผุดขึ้นในใจ "ทำไมต้องเป็นฉัน" "ถ้าวันนั้นฉันไม่..." " ในอนาคตฉันจะเจออะไรอีก"  ไม่มีสถาบันแห่งไหน เปิดคอร์ส สอนหลักสูตรวิธีเตรียมตัว เพื่อรับสถานการณ์อันเลวร้ายในชีวิตอย่างนี้ ผมสูญเสียระบบประสาท ที่ใช้ในการเดิน ร่างกายบางส่วนหมดความรู้สึก ไม่สามารถลุกจากเตียงนอนได้เองอีกต่อไป ความสามารถในการปฏิบัติภารกิจประจำวัน หลายอย่างหายไป  ต้องปรับตัวค่อยๆเรียนรู้ การดำรงชีวิตอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนล่ะ ผมจะยอมแพ้ชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้
       ช่วง 2 เดือนให้หลัง ฝ่ายฟื้นฟูกายภาพบำบัด พาผมไปทำความรู้จักกับการยกน้ำหนัก จุดประสงค์คือ เพื่อเพิ่มน้ำหนักตัวของผม ที่ตอนนี้ลดลงไปเหลือแค่ 46 กิโลเท่านั้น และในเวลาเดียวกัน เขาก็แนะนำให้ผม อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเพาะกาย ในเวลากลางคืนด้วย ตัวผมเองก็ได้เริ่มทานอาหารเสริม ที่เห็นในนิตยสารด้วย
       การออกกำลังยากเย็นเอาการ ผมไม่ค่อยถนัดนัก เพราะมีที่ดามคอขนาดใหญ่ ไม่นับรวมที่ดามหลัง ซึ่งต้องติดอยู่กับตัวตลอดเวลา แต่ผมก็เริ่มสนุกกับการออกกำลังขึ้นมาแล้ว จนในที่สุดสุขภาพของผมก็พัฒนาขึ้น จนสามารถออกจากโรงพยาบาลไปอยู่บ้านได้
       การใช้ชีวิตในโรงพยาบาลที่ผ่านมา มันเหมือนกับการเดินทางไกล แต่การออกจากโรงพยาบาล ก็ไม่ได้หมายความว่าผมถึงที่หมายแล้ว ความจริงมันเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก พระเจ้าได้ให้โอกาสครั้งที่สองกับผมแล้ว จะไม่รีบไขว่คว้าได้อย่างไร
       ผมยังคงเทียวไปเทียวมากับโรงพยาบาลบ้างบางครั้ง ทานอาหารเสริมโปรตีนและวิตะมิน หาความรู้เรื่องการเพาะกายเพิ่มเติม ตอนนี้ผมไม่ได้ทำงานอะไรแล้ว จึงมีเวลามากพอที่จะเรียนรู้เทคนิค และการประยุกต์ท่าออกกำลัง ให้เหมาะกับตัวผม ผมใช้ที่ว่างบริเวณหลังบ้าน เป็นห้องเพาะกายของผม ฝึกโดยใช้น้ำหนักเบา ซึ่งก็คงฝึกได้ในจังหวะที่ร่างกายไม่เจ็บปวด จากอาการทางประสาทเท่านั้น ทั้งหมดนี้ผมทำได้เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวโดยแท้
       ช่วงต้นปี 2537 ผมถอดที่ดามคอ และที่ดามหลังแล้ว จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการ จะไปหาประสบการณ์การออกกำลังกายที่ยิมนอกบ้านดู เพราะอยากจะดูศักยภาพตัวเอง ว่าจะพัฒนากล้ามเนื้อไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ไหม เรียกได้ว่าหาเรื่องท้าทายทำบ้าง  ปรากฏว่าช่วง 2 เดือนแรกในยิม ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย เพราะว่าอุปกรณ์ทั้งหมด ถูกออกแบบมาสำหรับคนครบ 32  ไม่ได้เผื่อไว้สำหรับคนบนเก้าอี้เข็นแบบผม แต่ภายหลังผมก็ได้ความช่วยเหลือ จากทีมงานในโรงยิมช่วยแนะนำให้  การเพาะกายนำผมสู่ชีวิตใหม่อย่างแท้จริง มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ
       ผมคิดว่า คนที่มีสภาพแบบผมหลายคน คงไม่กล้าใช้ศักยภาพตัวเอง เพราะกลัวสายตาคนรอบข้างที่จ้องมองอยู่รอบตัว นี่เป็นเรื่องธรรมดาไม่แปลกอะไรหรอกครับ เพราะผมก็มีสภาพแบบเดียวกับคุณ และครั้งหนึ่งก็เคยกลัวเช่นนั้น  ตอนนั้นผมแทบหมดกำลังใจเอาดื้อๆ เพราะเวลาที่ผมยกน้ำหนักในยิม มีความรู้สึกว่า คนกำลังมองผมเหมือนคนประหลาด และที่ย้ำความคิดนี้ว่าถูกต้อง ก็คือการที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับผมเลย ผมเป็นคนประหลาดเพียงเพราะว่า ร่างกายผมไม่สมบูรณ์เหมือนพวกเขายังนั้นหรือ ความรู้สึกตอนนั้นแย่เอามากๆ หลังจากฝึกได้ไม่ถึงสองเดือน ผมก็ทนไม่ไหว พูดกับตัวเองว่า "ลืมมันซะเถอะ การเพาะกายน่ะ ไม่อยากเป็นตัวตลกให้ใครจ้องมองอีกแล้ว" ผมตัดสินใจที่จะไม่มายิมนั้นอีก แต่แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ในวันที่ผมกำลังจะตัดสินใจนี่เอง นักกล้ามร่างยักษ์คนหนึ่ง เดินอาดๆเข้ามาหาผม จนผมรู้สึกตื่นตระหนกในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นว่า เขามาช่วยพยุงลูกน้ำหนักที่ผมกำลังยกอยู่ พร้อมทั้งแนะนำท่าที่ถูกต้อง และผมสามารถทำได้ ให้กับผมด้วย หลังจากนั้นเราจึงเริ่มสนทนากัน เขาพูดสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ นักเพาะกายร่างยักษ์คนนั้นบอกผมว่า เขาแอบนิยมชมชอบผม ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นผมมาออกกำลังที่ยิมนี่ และยิ่งประทับใจมากขึ้น ที่ยังเห็นผมยังคงมายิมอย่างสม่ำเสมอไม่ชาด และก็เหมือนกับเขา รู้เท่าทันความคิดผม ตรงที่เขาพูดว่า "ผมหวังว่าคุณ จะยังคงฝึกร่างกาย อยู่ที่นี่ต่อไป การออกกำลังกาย เป็นรางวัลชีวิตอีกอย่างหนึ่ง ที่คุณได้มอบให้แก่ตัวเอง ในช่วงชีวิตของคนเราเลยทีเดียว" 
nolose2.jpg
ฝึกหนักที่ยิม
       เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมจึงตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ผมก็จะเพาะกายที่ยิมนี้ต่อไป ผมอยากจะสอนคุณว่า คุณอาจจะรู้สึกไม่สบายใจเหมือนผม ในช่วง 2 - 3 เดือนแรกที่ฝึกอยู่ที่ยิม  นั่นเป็นเพราะคุณกำลังปรับตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ต่างหาก จงอย่าล้มเลิกความตั้งใจ ที่จะดูแลสุขภาพของคุณเลยครับ
       เวลาผ่านไป 6 ปีแล้ว น้ำหนักตัวของผม เพิ่มขึ้นถึง 30 กิโลกรัม และยังคงดำเนินต่อไป การได้ผลเช่นนี้ยิ่งทำให้ผม มีทัศนคติทางบวกกับชีวิตมากขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง มากขึ้นด้วย
       ตอนนี้ผมเข้าทำงาน ในแผนกฟื้นฟู และกายภาพบำบัด   ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัส ที่ซานแอนโตนิโอ โดยผมได้กำลังใจ ความรัก และความช่วยเหลือจาก เชอรี่ภรรยาผม และทาเรนลูกสาวผม ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จในชีวิต ที่ได้ทำงานที่นี่ ได้ทำงานช่วยเหลือคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นที่ศีรษะ หมอนรองกระดูก หรือการได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามส่วนต่างๆของร่างกาย
       การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อ สุขภาพกายและสุขภาพใจ มากมายมหาศาลเหลือเกิน  ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าคุณเคยได้รับประสบการณ์เลวร้าย แบบผมในอดีต และคุณได้อ่านบทความของผมนี้ จงนำเอาไปคิด และเตือนตัวเองว่า อย่ามัวเสียเวลาเอาแต่นั่งม้าเข็น แล้วพร่ำพรึงถึงเรื่องเลวร้ายที่ได้รับ จำไว้ว่าเราก็เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ที่มีค่าในสังคม ให้ตัดสินใจไปโรงยิม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกาย และสุขภาพใจของคุณ เสียตั้งแต่วันนี้ เชื่อผมเถอะว่าคุณจะพอใจ ในสิ่งที่คุณเริ่มทำในวันนี้


- end -