|
- หน้า 2 - |
| โกรทธ์ ฮอร์โมน
(Growth hormone) เป็น โพลีเป็ปไทด์ ฮอร์โมน ตัวหนึ่ง ที่ผลิตจากต่อมพิทูอิทารีส่วนหน้า โกรทธ์ ฮอร์โมนจะผนึกติดอยู่กับผนังเซลล์ ทำหน้าที่กระตุ้นการเติบโตของเนื้อเยื่อ ,ขัดขวางการสันดาปคาร์โบไฮเดรต เพื่อดึงกรดไขมันมาแปลงเป็นพลังงานแทน (เพราะถ้าร่างกายสันดาปคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน แทนที่จะสันดาปไขมันเป็นพลังงาน ก็จะทำให้เราอ้วน เพราะมีไขมันอยู่ในร่างกายเยอะนั่นเอง - webmaster) โกรทธ์ ฮอร์โมน มีความจำเป็นต่อการเติบโตของร่างกาย ,พัฒนาการเชื่อมต่อกระดูก ระบบอวัยวะและเซลล์กล้ามเนื้อ โกรทธ์ ฮอร์โมนมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อนักเพาะกาย เพราะช่วยลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ แม้ว่าตอนนี้ยังมีเรื่องถกเถียงทางวิชาการอยู่บ้างว่า โกรทธ์ ฮอร์โมน เป็นผู้ทำงานเองโดยตรง หรือเพียงแค่ไปกระตุ้น อินซูลินเสมือนโกรทฮอร์โมน (IGF-1 - Insulinlike growth factor-1) ที่ผนึกอยู่ที่ผนังเซลล์ให้ทำงานกันแน่ ท่าบริหารแบบไหนจึงจะเร่งเร้าให้ โกรทธ์ ฮอร์โมน ออกมาได้มากขึ้น? นักวิทยาศาสตร์ทดลองโดยการเปรียบเทียบระหว่างการออกกำลังแบบใช้ลูกน้ำหนักมากๆ กับการออกกำลังแบบธรรมดา (ทดลองทั้งหญิงและชาย) ผลการทดลองบอกว่า 1.ท่าออกกำลัง ที่ใช้น้ำหนักที่ยกได้ 10 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี ,บริหารท่าละ 3 - 5 เซท และพักระหว่างเซทหนึ่งนาที จะทำให้ร่างกายสร้าง โกรทธ์ ฮอร์โมน ได้ดีกว่าท่าบริหารที่ - ใช้น้ำหนักที่ยกได้ 5 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี จำนวน 3 - 5 เซท หรือ - ใช้น้ำหนักที่ยกได้ครั้งเดียวแล้วหมดแรงพอดี จำนวน 20 เซท พักระหว่างเซทเป็นเวลานานๆ 2.นอกจากนี้ผลการทดลองยังบอกอีกว่าการบริหารแบบท่าละหลายเซท ทำให้ร่างกายปลดปล่อยโกรทธ์ ฮอร์โมน ได้ดีกว่าการบริหารท่าละ 1 เซท แล้วถ้าถามว่าระดับอายุเกี่ยวข้องไหม ? ผลการทดลองบอกว่าถ้าบริหารร่างกายแล้ว ผู้ที่อายุอ่อนกว่า 30 ปี จะผลิต โกรทธ์ ฮอร์โมน ได้มากกว่าคนที่อายุ 70 ปี โดยเมื่อดูเฉพาะผู้มีอายุสูงนี้ พบว่าโกรทธ์ ฮอร์โมน จะออกมาดีที่สุดเมื่อบริหารด้วยน้ำหนักที่ยกได้ 15 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี ไอจีเอฟ - วัน (IGF-1 - Insulinlike growth factor-1) ไอจีเอฟ - วัน เป็นเครือญาติเดียวกันกับโกรทธ์ ฮอร์โมน เพียงแต่ถูกผลิตจากตับ และจากบางส่วนของเซลล์ในร่างกาย การทำงานของ ไอจีเอฟ - วัน จะเหมือนกับอินซูลิน และโกรทธ์ ฮอร์โมน คือต้องผนึกอยู่กับผนังเซลล์เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ ไอจีเอฟ - วัน มีหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนตัวนี้ยังถูกศึกษาน้อยอยู่ แต่โดยดั้งเดิมแล้ว นักวิจัยคิดว่า โกรทธ์ฮอร์โมน น่าจะทำงานร่วมกับ ไอจีเอฟ - วัน แต่ผลการศึกษาล่าสุดบอกว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกัน การฝึกด้วยน้ำหนักที่เบา ,จำนวนครั้งสูงๆ และลดช่วงเวลาพักระหว่างเซทลง จะเพิ่มปริมาณไอจีเอฟ - วัน ได้ดีที่สุด ฮอร์โมนตัวนี้ผลิตในเพศหญิงดีกว่าเพศชาย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุ (ทั้งหญิงและชาย) แม้ว่าจะเพิ่มปริมาณฮอร์โมนไอจีเอฟ - วัน ให้แก่ร่างกาย ก็ไม่ทำให้การเพาะกายดีขึ้นแต่อย่างใด |
|
|
|
เทสทอสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนตัวนี้ ไม่เหมือนกับฮอร์โมนที่เราพูดกันไปก่อนหน้านี้ ,เทสทอสเตอโรน เป็นสเตอรอยด์ฮอร์โมนที่ได้มาจากคอเรสเตอรอล โดยผลิตมาจากลูกอัณฑะในผู้ชาย และมาจากรังไข่ในผู้หญิง โดยผู้หญิงจะมีผลิตน้อยกว่าผู้ชาย ระบบหมุนเวียนของเทสทอสเตอโรนจะเกี่ยวข้องกับการลำเลียงโปรตีน และฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้ติดกับผนังเซลล์เหมือนฮอร์โมนตัวอื่น แต่เทสทอสเตอโรนจะอยู่ในตัวเซลล์เลย ซึ่งเป็นผลดีในการเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีน และลดการสันดาป (ทำลาย) โปรตีนในเซลล์นั้น การบริหารร่างกายด้วยลูกน้ำหนัก มีผลดีต่อการเพิ่มเทสทอสเตอโรน โดยร่างกายจะเพิ่มฮอร์โมนนี้ในช่วงสองชั่วโมงหลังการเล่นกล้ามเสร็จ ซึ่งในทางตรงกันข้าม การออกกำลังแบบแอโรบิค และกีฬาที่ต้องใช้ความทนทานมากๆเช่นวิ่งมาราธอน จะส่งผลให้ร่างกายลดฮอร์โมนตัวนี้ลงอย่างเห็นได้ชัด บริหารท่าละ 5 เซทๆละ 5 ครั้ง (ใช้ลูกน้ำหนักที่เล่น 5 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี) และพักระหว่างเซท 1 นาที จะเพิ่มปริมาณเทสทอสเตอโรนได้ดีที่สุด แต่ผลเสียก็คือคุณอาจใช้ร่างกายหนักเกินไปจนเกิดการ overtrain ทำให้ร่างกายเสียหายได้ ผู้ชายที่อายุไม่เกิน 30 ปี ร่างกายจะเพิ่มฮอร์โมนตัวนี้ ได้ดีกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน และผุ้สูงอายุ โดยนักวิจัยได้ทดลองให้อาสาสมัครบริหารเป็นเวลา 16 อาทิตย์ และผลที่ได้อีกอย่างคือ ผู้หญิงจะเกิดการ overtrain ได้ง่ายกว่าผู้ชาย และในชายที่อายุเกิน 55 ปี ระดับเทสทอสเตอโรนก็แทบไม่เพิ่มโดยการยกลูกน้ำหนักเลย แต่ไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน? เพราะเขาคนนั้นก็ยังแข็งแรงมากขึ้น กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่มีฮอร์โมนเทสทอสเตอโรน มองภาพรวม ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายเริ่มต้น หรือเป็นครั้งแรกที่คุณพยามจะพักระหว่างเซทน้อยๆ (ประมาณหนึ่งนาที) ขอให้คุณปฏิบัติตามข้างล่างนี้ 1.ในการออกกำลังสองครั้งแรก อย่าโหมเล่นหนักจนหมดกำลัง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ 2.ค่อยๆเพิ่มความหนักในการเล่นกล้ามไปอย่างช้าๆ อย่าใจร้อน และไม่ควรกระทบกับการดำเนินชิวิตประจำวันมากนัก 3.การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไป จะส่งผลให้เกิดการ overtrainnig ได้ 4.ควรนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงติดต่อกันในตอนกลางคืน 5.ดื่มน้ำให้มากๆทั้งก่อนบริหาร ,ขณะบริหาร และหลังบริหาร 6.วางแผนการทานอาหารให้ดี และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 7.อย่าเล่นกล้ามเกินครั้งละ 1 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาวอร์ม และ คูลดาวน์ (cooldown)) 8.เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกเหนื่อยมาก แม้ว่าเป็นวันที่ต้องบริหาร ก็ขอให้คุณหยุดพักเสีย 9.ถ้าตารางฝึกยากหรือหนักไป ก็ให้ลดปริมาณลูกน้ำหนักลง หรือเพิ่มเวลาพักระหว่างเซทให้มากขึ้น (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) 10.ถ้าต้องการเพิ่มความเข้มข้นในการฝึก ก็เพิ่มปริมาณลูกน้ำหนัก หรือลดเวลาพักระหว่างเซทลง (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เมื่อคุณปฏิบัติตามนี้ ร่างกายคุณจะพัฒนาขึ้น โดยดูได้จากเวลาพักระหว่างเซทจะน้อยลงโดยอัตโนมัติ |
|
| หมายเหตุ
- บทความนี้ อ้างอิงจากหนังสือเยอะมาก
โดยในต้นฉบับจะมีตัวเลขบอกไว้ด้วยว่าข้อความตรงไหน มาจากหนังสืออ้างอิงเล่มใด
แต่เนื่องจากยากต่อการนำเสนอ
ผมจึงนำมาลงแต่รายชื่อหนังสืออ้างอิงตามข้างล่างนี้เท่านั้นครับ -
webmaster |
|
|
|
- END - |