อ้วน

บทความนี้ อ้างอิงจากหนังสือ อ้วนอย่างมีไสตล์ ของคุณวัลลภาฯ

           สาว ๆ ทีเกิดมาหุ่นดี รูปร่างสวย มักจะภูมิใจในตัวเองที่ถือว่าเกิดมาโชคดี อย่างน้อย หน้าตาเลือกกันไม่ได้ แต่หุ่นได้มาตรฐาน ก็ยังพอที่จะทดแทน ให้เตะตาไอ้หนุ่มทั้งหลายได้ สังคมทุกวันนี้ ก็ช่างรู้เห็นเป็นใจ กับบรรดาสาวหุ่นเพรียวทั้งหลาย และมักจะมองข้ามคนอ้วน ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว แม้คนอ้วนจะมีน้อยกว่า แต่ก็มีมากพอ ที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมเดียวกัน
           คนอ้วนมักจะถูกค่อนขอด มักจะถูกล้อเลียนอยู่เสมอ เช่นว่า แม่หุ่นสามโคก ยายช้างน้ำ นางเอกอินเดีย ฯลฯ แต่ละคำที่หลุดออกมา ล้วนแล้วแต่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ ถ้าให้เลือกได้ใครล่ะอยากจะอ้วน ใครล่ะ อยากจะเป็นยายช้างน้ำ ยายผีเสื้อสมุทร ทุกคนก็อยากจะเป็นอย่างลูกเกด (เมทินี  กิ่งโพยม) อยากเป็นอย่าง ซินดี้ ครอฟอร์ด ซูปเปอร์โมเดลที่มีหุ่นสวยได้มาตรฐานกันทั้งนั้น
           ที่ว่าสังคมมันช่างรู้เห็นเป็นใจ กับคนหุ่นเพรียวนั้น ตัวอย่างที่เห็นกันชัด ๆ ก็น่าจะเป็น เสื้อผ้าที่บรรดา นักออกแบบแฟชั่นทั้งหลาย ทั้งระดับโลกและระดับประเทศในบ้านเรา พี่ท่านก็ช่างกระไร ออกแบบเสื้อผ้าแต่ชุด ตัวเล็กกระจิริด แทบจะยัดแขนยัดขาลงไปไม่ได้ แถมเปิดโน่นนิด โชว์นี้หน่อย ให้เห็นหน้าท้อง เห็นทรวดทรงองค์เอว...เรียวขา ปิดฝาโลงฝังคนอ้วน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว
           จะมีบ้างก็ประเภทคนอ้วนใจถึง ที่มั่นใจเกินร้อย ใส่ชุดประเภทนี้กับเขาบ้าง โดยไม่ยอมส่องกระจก ชะโงกดูสารรูปตัวเอง ผลก็คือ ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ก็ถูกไอ้ตูบ หมาเพื่อนใจ ที่เคยจงรักภักดีเห่าไล่ส่ง ชนิดที่รับไม่ได้ เมื่อห็นเจ้านายของมัน ทำอะไรโดยไม่เห็นแก่หน้าของมันเลย (ฮิฮิ)
           คนอ้วนหลายคน(เกือบทุกคนก็ว่าได้) คนไม่ไหวต่อคำค่อนขอดของสังคม รวบรวมเงินทองได้ก้อนหนึ่ง ก็วิ่งไปปรึกษาแพทย์ ขอคำแนะนำที่จะทำให้ตัวเอง ผอมเหมือนชาวบ้านให้ได้ คำแนะนำที่ได้ ก็คือต้องหมั่นดูแลควบคุม อาหารการกินในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ทานอาหารจุบจิบ แต่สัญชาตญาณของคุณเธอ ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยปาก ให้ฟาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงกฎเกณฑ์ 2-3 อย่างที่หมอให้มา ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ น้ำหนักก็ไม่ยอมลด แถมอ้วนเอ๊าอ้วนเอา หนักขึ้นไปอีก
           เมื่อวิธีลดน้ำหนัก ด้วยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายไม่สำเร็จ เห็นที่นั่นที่นี่โฆษณา ลดความอ้วนด้วยวิธีการอื่น เช่น ทานยา ฝังเข็ม มีตัวอย่างว่าได้ผล ก็วิ่งกรูกันไปใช้บริการ ถึงค่าใช้จ่ายจะแพงเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้เป็นอย่างคำโฆษณาก็แล้วกัน สุดท้ายเวลาผ่านไป 3-4 สัปดาห์ได้ผลจริง เอวที่เคยหนาก็ลดลง หน้าที่เคยบานเป็นกระด้ง ก็หดหาย กลายเป็นคนหน้ารูปไข่ แก้มตอบ ดูสวยไปหมด ผ่านไปทางไหน ก็มีแต่คนมอง เพื่อนฝูง เพื่อนที่ทำงาน ทักทายกันไม่ขาดปาก ถึงรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป คิดแล้วเงิน ที่เสียไปก็คุ้มค่าต่อการลงทุนแท้ ๆ แต่ที่ไหนได้ ! พอคุณกลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิม เผลอกินเข้าไป ลืมออกกำลังกาย แถมไม่ได้ทานยา (เบื่ออาหาร) ที่คุณหมอเคยให้ ไม่นานก็จะกลับมาอ้วนอีก แถมอ้วนกว่าเดิม เป็นขี้ปากให้เพื่อน ๆ นินทาอีกครั้ง เรื่องเหล่านี้ เป็นวัฎจักร ของคนอ้วนที่คิดจะผอม ร้อยทั้งร้อยเลยก็ว่าได้
           ในปัจจุบันนี้ พลโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องอดอยากเนื่องจาก การขาดแคลนอาหารที่จะบริโภค หรือบริโภคอาหาร ไม่ถูกหลักโภชนาการ พลโลกเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่ กำลังพัฒนา เช่นประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย และแอฟริกา แต่ในขณะเดียวกัน พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกของโลก เช่น ยุโรป และอเมริกา กลับมี ปัญหาเกี่ยวกับ การทานอาหารมาก เกินกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ซึ่งทำให้น้ำหนักร่างกาย มากเกินขนาด (Overweight) และเกิดการสะสมไขมัน มากเกินกว่าปกติ หรือ เกิดเป็นโรคอ้วน (Obesity) ขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา โรคอ้วนเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ในด้านโภชนาการ และสาธารณสุขของประเทศ  ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าโรค ที่เกิดจากการทานอาหารจนเกินไปนี้ จะยังไม่เป็นปัญหาร้ายแรง ของประเทศก็ตาม แต่ก็มีบุคคลบางพวก ที่มีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี มีอาหารการกิน อุดมสมบูรณ์ มีปัญหาเกี่ยวกับ การทานมากเกินไป และยังมีบุคคลอีกจำนวนมาก ที่มีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการงดรับประทานอาหาร และการควบคุมอาหาร เพื่อไม่ให้น้ำหนักร่างกาย เพิ่มขึ้นมากเกินไป บุคคลดังกล่าว มักใช้วิธีปฏิบัติที่ผิด ซึ่งนอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงิน โดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เกิดอันตราย แก่สุขภาพ พลานามัยอีกด้วย   ี
โรคอ้วนและอาหารลดน้ำหนัก
           "คนอ้วน" หมายถึงบุคคลที่มีน้ำหนักร่างกายสูงกว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนทั่วไปเกินกว่าร้อยละ 20 หรือมีไขมันมากกว่าร้อยละ 25-30 ของน้ำหนักร่างกาย
           ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใด ทราบแน่นอนถึงน้ำหนัก ที่พอเหมาะสำหรับส่วนสูง อายุ โครงกระดูก และกล้ามเนื้อของแต่ละคน ในต่างประเทศ ได้มีการรวบรวม น้ำหนักเฉลี่ยของร่างกาย ตามเพศ อายุ ส่วนสูงและโครงร่างไว้ และแนะนำให้ใช้น้ำหนักเหล่านั้นไว้ สำหรับเปรียบเทียบ  อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้ที่มีอายุพ้นวัยรุ่น หรือตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป ความสูงมักจะคงที่ ในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่มีตารางแสดง น้ำหนักของร่างกายตามส่วนสูง แต่จากการสำรวจ ภาวะโภชนาการในประเทศไทย ปรากฎว่าผู้ชายไทย มีความสูงเฉลี่ย ประมาณ 162 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 52 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงมีส่วนสูงประมาณ 148 เซนติเมตร และน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 44 กิโลกรัม จากเอกสารของกองโภชนาการ กรมอนามัย ผู้ชายไทย มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 54 กิโลกรัม และผู้หญิงไทย มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 47 กิโลกรัม น้ำหนักดังกล่าวนี้ ควรรักษาไว้ให้คงที่หลังจากอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราใช้น้ำหนักดังกล่าว เป็นหลักในการเปรียบเทียบ ผู้ชายไทยที่มีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ 10 คือ ตั้งแต่ประมาณ 60 กิโลกรัมขึ้นไป อาจถือว่ามีน้ำหนักมากเกินขนาด และถ้ามีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 คือตั้งแต่ประมาณ 65 กิโลกรัมขึ้นไป อาจถือว่าเป็นโรคอ้วน ถ้าความสูงอยู่ในเกณฑ์ ดังกล่าว
           การใช้น้ำหนักเป็นเครื่องวัดดังกล่าว ประสบกับปัญหาหลายประการ ประการแรก ขณะนี้ยังไม่มีน้ำหนักมาตรฐาน ที่ถูกต้องแน่นอน ในการเปรียบเทียบ ตัวเลขที่ได้มักมาจาก สถิติของบริษัทประกันชีวิต หรือจากการสำรวจ อีกประการหนึ่ง นักกีฬาส่วนใหญ่ ที่มีน้ำหนักมากกว่าคนปกตินั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้ำหนักของไขมัน แต่เป็นน้ำหนักของ เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ไขมัน ดังนั้น การวัดความอ้วนที่ถูกต้องที่สุด จึงควรเป็น การวัดปริมาณไขมัน ที่สะสมในร่างกาย มากกว่าการดูจาก น้ำหนักเพียงอย่างเดียว การวัดปริมาณไขมัน มีหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันมาก คือ การวัดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง เช่น บริเวณด้านหลังของต้นแขน กึ่งกลางระหว่างหัวไหล่และข้อศอก ถ้าหนาเกินกว่า 1 นิ้วขึ้นไป ถือว่าอ้วน
สาเหตุของโรคอ้วน
           สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักมากเกินขนาดนั้น เนื่องมากจาก การทานอาหารมากกว่า ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ อาหารส่วนเกินนี้ เมื่อร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายใ นรูปของไขมัน ไม่ว่าอาหารนั้น จะเป็นข้าว ขนม หรือเนื้อสัตว์ก็ตาม ถ้าทานมากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไขมันได้หมด และเก็บเอาไว้ในร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนี้นาน ๆ น้ำหนักก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเหตุนี้ คนที่เป็นโรคอ้วน จึงเป็นผู้ที่มีไขมันสะสมในร่างกาย มากกว่าปกติ
           ในต่างประเทศ ได้มีผู้ทำการวิจัย ในสัตว์ทดลองหลายประเภท และในคน เพื่อหาสาเหตุของโรคอ้วน สรุปได้ว่า มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
           1. ร่างกาย (Body) เช่น กรรมพันธุ์ มีหลักฐานยืนยันว่า ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นคนอ้วนทั้งคู่ ลูกก็มักจะมีโอกาส อ้วนได้มากกว่า ผู้ที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่อ้วน เข้าทำนองที่ว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าดูให้แน่ต้องดูปู่ย่าตายายด้วย" การสำรวจในสหรัฐอเมริกา ปรากฎว่า ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ร้อยละ 80 ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ ถ้าพ่อและแม่ คนหนึ่งคนใดอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40 ถ้าพ่อและแม่ไม่อ้วนทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสอ้วนเพียงร้อยละ 7
           2. สารหรือตัวการ (Agent) การเปลี่ยนแปลงดุล ของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมทารก ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น เมื่อทานมากเกินความต้องการ  น้ำหนักก็จะเพิ่มมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไข ก็ทำให้อ้วนได้ในที่สุด โรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง ในสมองและระบบประสาท ที่เกิดขึ้นในสัตว์ทดลอง หรือในคน จะมีผลทำให้กินมากผิดปกติ และเป็นโรคอ้วนได้ง่าย การผ่าตัดหรือใช้สารเคมี ที่ทำอันตรายแก่สมองส่วนหน้า หรือต่อมใต้สมอง ก็ทำให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นเดียวกัน
           3. สิ่งแวดล้อม (Environment) เช่น นิสัยการทานไม่ดี อิ่มแล้วก็ยังทานโน่นทานนี่ทั้งวัน หรือชอบทานอาหาร มีไขมันสูง อาหารมันจัด หวานจัด หรือทานมากแต่ ออกกำลังกาย หรือใช้แรงงานน้อย ภาวะทางเศรษฐกิจสังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่เป็นโรคอ้วนบางรายมากจาก สภาพจิตใจไม่ปกติ เช่น ผิดหวังเรื่องรักใคร่ หรือพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ เลยหาทางออกโดยการทานมากขึ้น
           ในเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ จะเห็นได้ว่าสาเหตุใหญ่ เกิดจากความเจริญทางวิชาการ และเทคนิคด้านอาหาร และเกษตรกรรม ในระยะหลังนี้ มีการปรับปรุงคุณภาพของอาหาร
           คนทานอาหารมากขึ้น เพราะอาหารมีรูปลักษณะที่ชวนบริโภค และมีการคิดค้นเครื่องผ่อนแรงต่าง ๆ ทำให้คน ไม่ต้องใช้แรงงานมาก อาหารที่ทานเข้าไปในร่างกาย ถูกใช้น้อยกว่าปกติ คนจึงเป็นโรคอ้วนกันมาก
อันตรายที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินขนาดหรือโรคอ้วน
           ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ชายอายุสูงกว่า 30 ปี ร้อยละ 50 มีน้ำหนักมากเกินขนาด และร้อยละ 25 เป็นโรคอ้วน ส่วนผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นโรคอ้วน ถึงร้อยละ 15-30 ในประเทศอื่นส่วนใหญ่ ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน
           จากสถิติที่รวบรวมได้ในหลายประเทศเห็นว่า คนที่ทานมากเกินไป จนเป็นโรคอ้วนนั้น มักอายุสั้น มีความต้านทานโรคต่ำ และติดโรคง่าย มีอัตราการป่วย และการตายสูง เนื่องจากเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีความโน้มเอียง ที่จะเป็นโรคปวดข้อ โรคเกี่ยวกับต่อมต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้อักเสบได้ง่าย  บุคคลเหล่านี้ มักเป็นอันตรายได้ง่าย เมื่อเกิดมีการผ่าตัด และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร นอกจากนี้คนอ้วนมักอึดอัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มักเหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ และมีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว สุขภาพจิตไม่ค่อยดี เพราะแต่งกายให้สวยงามได้ยาก และมักมีปัญหาเกี่ยวกับ การถูกล้อเลียน
การลดน้ำหนักหรือการลดความอ้วน
           มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงชัดเจน การลดน้ำหนักจะช่วยให้มีอายุยืนและช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงเป็นสิ่ง
จำเป็นมาก วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายก็คือ การลดไขมันที่สะสมอยู่มากกว่าปกติในร่างกาย ซึ่งทำได้ดังนี้
           1. การแก้ไขด้านอาหาร หรือลดปริมาณอาหารที่ทาน
           2. การออกกำลังกาย หรือการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่ทานเข้าไปมากขึ้น
การแก้ไขด้านอาหาร
อาหารลดน้ำหนักที่ถูกหลักโภชนาการควรมีลักษณะดังนี้
           1. ควรมีพลังงาน (แคลอรี) ต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อร่างกายได้พลังงานไม่พอจากอาหาร ร่างกายจะได้ใช้ไขมัน ที่สะสมไว้มาเผาผลาญแทน น้ำหนักร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง สำหรับผู้ชาย ที่ต้องการลดน้ำหนัก  ควรทานอาหาร ที่ให้พลังงานวันละ 1,500-2,000 แคลอรี ถ้าเป็นหญิง ควรทานอาหารที่ให้พลังงานวันละ 1,200-1,600 แคลอรี พลังงานที่ได้รับขนาดนี้จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้โดยปลอดภัย แม้ว่าบุคคลนั้น จะมีโอกาสออกกำลังกาย ไม่มากนักก็ตาม และไม่ทำให้หิวจัด อ่อนเพลีย หรือร่างกายทรุดโทรม จนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อาหารลดน้ำหนัก ที่มีพลังงานต่ำกว่าวันละ 1,000 แคลอรี มักไม่ใคร่ใช้กัน เพราะยาก ที่จะจัดให้เป็นอาหารสมส่วนได้ โดยทั่วไป ถ้าลดพลังงานในอาหาร ลงวันละ 500-1,000 แคลอรีต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ 1/2-1 กิโลกรัม หรือเดือนละ 2-4 กิโลกรัม
           การลดแคลอรีในอาหาร ทำได้โดยลดปริมาณอาหาร ที่มีแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เช่น ถ้ารับประทานข้าว แล้วไม่ควรทานก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปัง หรือขนมหวานเพิ่มเติม จากข้าว หรือถ้าเคยทานข้าว 2 ถ้วนในมื้อหนึ่ง ก็ควรลดเหลือเพียงถ้วยเดียว เวลาทานก๋วยเตี๋ยว ก็ควรบอกผู้ปรุง ให้ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวแต่น้อย ใส่ผักหรือเนื้อให้มาก ข้าวที่ทาน ควรเป็นข้าวที่มีวิตามิน และเกลือแร่สูง เช่น ข้าวกระยาทิพย์ ข้าวที่ขัดสีแต่น้อย ฯลฯ วิตามินและเกลือแร่ จะช่วยต้านทานโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานตามปกติ ระหว่างที่มีการลดน้ำหนัก
           2. ควรทานโปรตีนในปริมาณสูง ปกติผู้ใหญ่ต้องการโปรตีน ในอาหารประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม จากผลการค้นคว้าปรากฎว่า เวลาลดน้ำหนัก เมื่อทานอาหาร ที่มีแคลอรีต่ำเข้าไป โปรตีนในอาหารมักจะถูกเผาผลาญ ใช้เป็นพลังงาน มากกว่าจะถูกใช้ในการสร้าง หรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ โปรตีนในร่างกายมักจะ สลายตัวมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในการลดน้ำหนัก จึงควรทานอาหาร ที่มีโปรตีนสูงประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผู้พบว่า การทานโปรตีนปริมาณนี้ จะช่วยป้องกัน การสูญเสียไนโตรเจน อันเนื่องมาจาก การเอาโปรตีนในอาหาร หรือจากเนื้อเยื่อ และช่วยให้อิ่มนานขึ้นอีกด้วย
           ผู้ที่ลดน้ำหนัก ควรทานโปรตีนวันละ 70-100 กรัม หรือไม่น้อยกว่าวันละ 60 กรัม และควรแบ่งให้เท่า ๆ กันทั้ง 3 มื้อ ส่วนใหญ่ควรเป็นโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือผลิตผลจากสัตว์ เช่น ไข่ นม ที่เอาไขมันออก  หรือจากถั่วเหลือง และถั่วเมล็ดแห้งอื่น ๆ จึงจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายคุ้มค่า ควรทานเนื้อปลาให้มาก เพราะมีไขมัน ต่ำกว่า เนื้อสัตว์ชนิดอื่น และย่อยง่าย ควรทานปลาทะเลให้บ่อย เพราะให้ไอโอดีน ซึ่งช่วยป้องกันโรคคอพอกด้วย ควรทานเนื้อหมูไม่ติดมันด้วย เพราะให้โปรตีนและวิตามิน บีหนึ่ง ส่วนเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ก็มีประโยชน์และมีเหล็ก และวิตามินต่าง ๆ สูง
           ในการประกอบอาหาร เนื้อสัตว์ไม่ควรใช้วิธีทอด ควรย่างหรือต้มกับผักก็ได้ อาหารพวกถั่วเมล็ดแห้ง ควรหุงต้มให้เปื่อย จะได้ย่อยง่ายขึ้น และควรพยายามทานให้บ่อยครั้ง เพราะให้โปรตีน คุณภาพทัดเทียมกับเนื้อสัตว์ และไม่มีสารไขมัน พวกคอเลสเตอรอล ซึ่งจะทำอันตรายแก่หลอดเลือดด้วย
           3. ควรมีไขมันพอสมควรในอาหาร ขณะลดน้ำหนักคนชอบคิดว่า ควรงดทานไขมันทั้งหมด นับว่าเป็นการเข้าใจที่ผิด เราไม่ควรงดอาหารไขมันไปเลย ควรจะมีทาน บ้างสักเล็กน้อย  เพราะไขมัน ช่วยดูดซึมวิตามิน ที่ละลายในไขมัน ให้กลายเป็นกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และช่วยให้อาหาร อยู่ในกระเพาะได้นาน หรืออิ่มนาน จนกว่าจะถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป ไขมันที่ควรรับประทาน ในการลดน้ำหนัก ควรเป็นไขมัน ที่มาจากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่นน้ำมันถั่ว น้ำมันรำ ฯลฯ น้ำมันพืชดังกล่าว (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว) ซึ่งมีกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัวผสมอยู่มาก และไม่มีสารพวก คอเลสเตอรอล กรดไขมันดังกล่าวนี้ สามารถลด คอเลสเตอรอลในเลือดได้ จึงช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไขมันจากเนื้อมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวนั้น ไม่มีคอเลสเตอรอลก็จริง แต่มีกรดไขมันพวกอิ่มตัวอยู่มาก มีกรดไขมันพวกไม่อิ่มตัวน้อย จึงไม่มีประโยชน์มากนัก นแง่ป้องกันโรคเส้นเลือด แข็งเปราะเหมือนไขมันจากพืชอื่น ๆ
           ไขมันก็กระจายตัวง่าย เช่น ไขมันที่มาจากนม ไข่แดง ปลาติดมัน ก็รับประทานได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรทานไขมัน ที่ติดกับเนื้อสัตว์อื่น เช่น หมูสามชั้น มันเนื้อ และควรใช้ น้ำมันพืชดังกล่าวมาแล้วประกอบอาหาร ทำน้ำสลัด หรือาจใช้น้ำสลัดที่ไม่ใส่ไขมัน แต่ใส่น้ำส้มหรือน้ำมะนาวแทน
           ในเรื่องเกี่ยวกับไขมันนี้ บุคคลส่วนมาก มักเข้าใจว่าทานน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน ความจริงทั้งไขมันจากพืชและสัตว์ ถ้าทานมากเกินไป ทำให้อ้วนได้ทั้งนั้น อาหารพวกแป้งหรือข้าวก็เช่นเดียวกัน ถ้าทานมากไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ ดังนี้นถึงแม้คนไทย ทานอาหารที่มีไขมันต่ำก็จริง แต่ทานข้าวและขนมหวานกันมาก ซึ่งก็ทำให้อ้วนได้เช่นเดียวกัน
           4. ควรทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะผักและผลไม้ เป็นอาหารให้แคลอรีต่ำ มีเกลือแร่และวิตามินสูง และช่วยบรรเทาความหิวได้ ในระหว่างที่มีการลดอาหาร
           ผักที่มีแคลอรีต่ำมาก และควรทานเป็นประจำทุกมื้อ โดยไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง ผักกระเฉด ผักกาดหอม แตงกวา เห็ด ดอกกะหล่ำ เป็นต้น
           ผักที่มีแคลอรีพอควรซึ่งอาจทานได้บ่อยครั้งได้แก่ หัวผักกาดแดง หัวหอม ถั่ว ฟักทอง บวบ ฯลฯ
           ผักที่มีแคลอรีค่อนข้างสูง เช่น มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด เผือก ทานได้เป็นครั้งคราว ไม่ควรทานบ่อย
           ผักที่ทานควรเป็นผักสด เช่น ทำเป็นสลัด ถ้าหุงต้มควรทำแกงจืด แบบซุปหรือแกงส้มดีกว่าทอดหรือผัดกะทิ
           เลือกทานผลไม้ที่รสไม่หวานจัด ทานผลไม้สดพวกที่มีวิตามินซีสูงทุกวัน เช่น ส้มเขียวหวาน ผลไม้อื่น เช่น มะละกอสุก สับปะรด กล้วยทานได้ไม่จำกัดจำนวนและควรดื่ม น้ำผลไม้สดที่ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ควรทานผลไม้กวน เพราะมีน้ำตาลอยู่มาก งดทานแยม หรือมาร์มาเลดเด็ดขาด เพราะให้แคลอรีสูง
           สำหรับผู้ที่แพทย์แนะนำให้ทานอาหาร มีแคลอรีต่ำมาก หรือถ้าเป็นหญิงมีครรภ์ ที่ต้องลดน้ำหนัก ควรทานเกลือแร่ เช่น เหล็ก แคลเซียม และวิตามินรวมเพิ่มเติม
           สรุปได้ว่า ทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดข้าว ขนมและไขมัน อาหารที่ควรละเว้น ได้แก่ อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน หรือไขมัน ผลไม้เปลือกแข็ง เนยเหลว ช็อกโกแลต ไอศกรีม เนื้อหรือปลามีมันสูง น้ำสลัดข้น ปลากระป๋องที่แช่ในน้ำมัน ขนมหวานจัด น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง รวมทั้งเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์ 1 กรัม มีปริมาณถึง 7 แคลอรี)
การออกกำลังกาย
           การออกกำลังกาย จะช่วยให้การใช้อาหารลดน้ำหนัก เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเวลาร่างกายทำงาน หรือออกกำลังกาย ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน ถ้าออกแรงมาก ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมาก การออกกำลังกาย ยังช่วยให้กล้ามเนื้อ และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ประสานงานกันดีขึ้น หัวใจ และปอดทำงาน ดีขึ้น  ไม่เหนื่อยง่าย ท้องไม่ผูก  
           จากการทดสอบพบว่า ถ้าเราเดินวันละ 1 ชั่วโมงด้วยความเร็วพอสมควร วิ่ง ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำวันละ 20 นาที จะเสียพลังงานวันละ 200 แคลอรี ถ้าทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนจะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 1/2-1 กิโลกรัม การทำสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน การขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ทำได้ง่าย และช่วยลดน้ำหนักด้วย คนอ้วนที่ไม่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรพยายามเคลื่อนไหว ออกกำลังกายให้มาก และพยายามทำ ให้สม่ำเสมอทุกวัน ควบคู่กันไปกับการลดอาหาร
           ในเรื่องการออกกำลังกายนี้ มีผู้โต้แย้งเสมอว่า เวลาออกกำลังกายเหนื่อย ความอยากอาหารมักจะมีมากขึ้น ทำให้ยิ่งหิว ก็ยิ่งทานอาหารได้มาก เลยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ บางคนอ้วนกว่าเดิมก็มี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ทำโดยสม่ำเสมอ มักจะทำบ้างหยุดบ้าง จึงทำให้การลดน้ำหนัก ไม่ได้ผล นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้โดยละเอียด อธิบายว่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถ้ามาออกแรงทำงาน หรือเล่นกีฬา ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นในตอนแรก  ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะปรับปรุงการทานอาหาร ให้ได้สมดุล กับปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้จ่าย คือ เมื่อใช้มาก ก็ทานมาก เป็นเงาตามตัว แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง และทำจนเคยชิน ความอยากอาหาร จะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าบุคคลนั้นออกกำลังกาย จนเข้าขั้น เหนื่อยล้า (Fatigue) ความอยากอาหาร ก็จะลดลง ดังนั้นการออกกำลังกาย จะช่วยลดน้ำหนัก ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติ ทำสม่ำเสมอ และมากพอควร แต่ไม่ควร มากเกินไป จนถึงให้โทษ หรือเป็นอันตรายแก่ร่างกาย
ข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ ในการลดน้ำหนัก
           1. ปรึกษาแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทราบว่า สาเหตุของการเป็นโรคอ้วนนั้น เนื่องมาจากการทำงานของ ต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ หรือนิสัยการกินไม่ดี แพทย์หรือผู้ชำนาญเรื่องนี้ จะเป็นผู้บอกว่า บุคคลนั้น ควรจะลดน้ำหนักมากน้อยเท่าใด กินอย่างไร และออกกำลังกาย มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย
           2. ชั่งน้ำหนักร่างกายอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง การชั่งน้ำหนักควรชั่งเวลาเดียวกันทุกครั้ง อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกาย เปลี่ยนแปลงตลอดวัน การชั่งน้ำหนักเวลาเดียวกันจะทำให้ทราบ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักโดยแท้จริง เวลาที่ดีที่สุด ในการชั่งน้ำหนัก คือ หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว ก่อนรับประทานอาหารเช้า
           3. ควรลดน้ำหนักทีละน้อย หรือค่อยเป็นค่อยไป จึงจะปลอดภัย การลดน้ำหนักฮวบฮาบ ในเวลาอันสั้น อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือถึงตายได้ ดังนั้นในสัปดาห์หนึ่ง ควรลดน้ำหนักไม่เกิน 1/2-1 กิโลกรัม นอกจากแพทย์ จะเป็นผู้ควบคุมอย่างใกล้ชิด อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกายของคนเรานั้น ไม่ได้ เพิ่มขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ การเพิ่มน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือนับปี ดังนั้นการลดน้ำหนัก ย่อมยากที่จะทำสำเร็จภายใน 1-2 เดือน ในระยะแรก ของการลดน้ำหนัก ต้องมีความอดทนพอสมควร คือต้องรอคอยผล ซึ่งต้องใช้เวลา ใน2-3 สัปดาห์แรก อาจทำให้ไม่ได้ผล ต้องพยายามลดน้ำหนักต่อไป น้ำหนักจึงจะค่อย ๆ ลดลง ในอัตราทสม่ำเสมอ โดยมากคนไข้ มักหมดกำลังใจเสียก่อน เลยทำไม่สำเร็จ
           4. พยายามรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่าอดอาหารบางมื้อ คนทั่วไปชอบคิดกันว่า ถ้าอดอาหารเช้า จะทำให้น้ำหนักลดลง นับว่าเป็นความคิดที่ผิด นักโภชนาการ ได้ทำการค้นคว้าแล้วว่า อาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และต้องเป็นอาหาร ที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหาร มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงจำต้องได้รับอาหาร ที่ดีมาทดแทน เพราะถ้าเราอดอาหารเช้าแล้ว ธรรมชาติของร่างกาย จะทำให้รับประทานอาหารชดเชย มากขึ้นในมื้อต่อไป ควรทานอาหารทุกมื้อตามปกติ แต่ไม่ควรทานมื้อเย็นมากนัก และควรลดขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม ที่มีพลังงานสูงก่อนเข้านอน เพราะหลังอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ได้ออกแรงทำงาน อาหารที่รับประทานเข้าไป จะถูกเก็บสะสมไว้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  ถ้ารู้สึกหิว ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือนมอุ่น ๆ ที่ไม่มีไขมันสัก 1 แก้วก่อนนอน
           5. ควรแก้ไขนิสัยการบริโภคอาหารที่ไม่ดี เป็นต้นว่า ต้องทานแต่พอรู้สึกอิ่มเท่านั้น จากการค้นคว้าพบว่า แม่บ้านที่เป็นโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ ชอบทานจุบทานจิบอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว เพราะเสียดายของ ไม่ต้องการให้อาหารเหลือ ควรหัดให้กระเพาะ ชินกับการจำกัดอาหารทีละน้อย ในที่สุด ก็จะทานน้อยไปเอง ถ้ารู้สึกหิวก่อนถึงเวลาอาหาร ควรทานผลไม้ หรือดื่มน้ำผลไม้เท่านั้น หรืออาจใช้เครื่องดื่ม ที่ไม่มีครีมและน้ำตาลได้ นอกจากนี้ มีรายงานว่า ผู้ที่ทานอาหารรีบร้อน หรือเร็วมักอ้วนง่ายกว่าผู้ที่ทานช้า
           6. ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร จากการสำรวจพบว่า นักเรียนหญิงที่เป็นโรคอ้วน มักไม่ชอบออกกำลังกาย ทั้งที่ทานอาหารเท่าเด็กปกติ การออกกำลังกาย ปฏิบัติได้ทุกเวลา เว้นแต่หลังอาหารใหม่ ๆ หรือก่อนนอน  ทางที่ดีควรออกกำลังกาย ก่อนทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ ครึ่งชั่วโมงทุกวัน จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้มาก
           7. ไม่ควรอดนอน หรือลดชั่วโมงการพักผ่อนลง ควรพักผ่อนหลับนอนตามปกติ เพราะระหว่างลดน้ำหนัก ร่างกายมักอ่อนแอลง เป็นช่องทางให้เกิดโรคได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่ทาน ถึงจะมีปริมาณน้อย ก็ต้องมีคุณค่าสูง และร่างกาย ก็ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย
           8. เมื่อลดน้ำหนักได้สำเร็จ จนถึงระดับที่ต้องการแล้ว ต้องควบคุมน้ำหนักไว้ โดยต้องระมัดระวัง เรื่องการทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย ถ้าไม่ควบคุมให้ดี น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นโดยง่าย
           9. ในต่างประเทศพบว่า การลดน้ำหนักเป็นหมู่ หรือเป็นพวกนั้นทำได้ง่ายกว่าทำคนเดียว ดังนั้น ควรหาสมัครพรรคพวก แล้วแข่งกันว่าใครจะทำได้ สำเร็จก่อน
โรคผอมแห้งและอาหารเพิ่มน้ำหนัก
           ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยเกินขนาด (Underweight) หมายถึงผู้ที่มีน้ำหนัก น้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนปกติร้อยละ 10-20 ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าคนปกติร้อยละ 20 ถือว่าเป็นโรคผอมแห้ง (Chronic leanness)
           ปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักน้อยกว่าปกติ และโรคผอมแห้งนี้ มักได้รับความสนใจน้อยกว่าโรคอ้วน โดยมากเกิดกับผู้ที่เคลื่อนไหวมาก พักผ่อนน้อย ทานน้อย จู้จี้เลือกอาหาร ทานไม่ลง หรือเบื่ออาหารง่าย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ทำให้อาหาร ที่ทานเข้าไปถูกเผาพลาญมาก หรือ เป็นโรคที่ทำให้ อาหารดูดซึมไม่ดี เช่น คลื่นไส้อาเจียน โรคกระเพาะลำไส้ ท้องเดิน ฯลฯ นอกจากนี้ มักมีอารมร์เครียด และหมกมุ่นวิตกกังวลอยู่เสมอ การมีน้ำหนักน้อยเกินไป ก็มีผลร้าย คือเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคต่ำ มักเป็นโรคขาดสารอาหาร และโรคอื่น ๆ เช่นวัณโรค และเกิดผลร้ายใน ระหว่างตั้งครรภ์ ดังได้กล่าวมาแล้ว
           อาหารสำหรับผู้มีน้ำหนักน้อยกว่าปกตินั้น มีลักษณะตรงข้าม กับอาหารของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือ ต้องมีพลังงาน หรือแคลอรีสูงกว่าปกติวันละ 500 แคลอรีขึ้นไป หรือควรทานวันละ 3,000-3,500 แคลอรี สำหรับผู้ที่ออกแรงทำงานพอควร การเพิ่มแคลอรี ทำได้โดยทานอาหาร ที่ให้พลังงานสูงและทานเนื้อที่น้อย เข่น เนยเหลว ไอศกรีม ขนมหวาน ทานผักและผลไม้ ที่ให้พลังงานสูงพอควร แต่ไม่ควรลดปริมาณโปรตีน ควรทานโปรตีนเท่ากับคนปกติ หรือมากกว่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และผลไม้เปลือกแข็ง ให้มากขึ้นกว่าปกติ สำหรับผู้ที่ไม่ใคร่มีความอยากอาหาร อาจต้องออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้มีความอยากอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทานอาหารที่มันจัด หรือหวานจัดเกินไป เพราะจะทำให้ทานอาหาร ได้น้อยกว่าปกติ ผู้ที่มีน้ำหนักน้อย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องพยายามทำจิตใจให้เบิกบาน   ี้
สรุป
           ถึงแม้ว่าคนไทย จะยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนมากนัก ผู้อยู่ในวัยกลางคน สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ควรระวังเรื่องอาหารการทานให้มาก ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะนอกจาก จะทำให้น้ำหนักมากเกินขนาด หรือเกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นช่องทางให้ภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ ลดลงแล้ว ยังมีผลเสีย ต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นถ้าเราทานแต่พอประมาณ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บข้างต้น และมีอายุยืนยาวแล้ว ยังช่วยรักษารูปทรง และมีความสะดวกใจ ในการแต่งกายด้วย แต่ละคนอาจวินิจฉัยตนเองได้ง่าย โดยดูขนาดเสื้อผ้าที่เคยสวม ขนาดของเอว สะโพกและแขนว่า มีไขมันสะสมตรงส่วนใดมากผิดปกติ แล้วตัดสินเอาว่า ควรเพิ่มหรือลดน้ำหนักเท่าใด จึงจะดูเหมาะสม การลดน้ำหนัก ไม่จำเป็นต้องทำให้ถึงขนาด ผอมระหงหรือนางแบบ เพียงแต่ลดลง จนถึงน้ำหนักที่เราเห็นว่า ร่างกายแข็งแรง สบาย ไม่มีโรคภัยก็พอแล้ว ในการลดน้ำหนัก ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีวิธีใด จะแก้ไขได้ดีเท่า การทานพอประมาณ และการออกกำลังกาย วิธีที่โฆษณากันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ใช้สบู่ครีม อาบน้ำร้อนนวด ใช้เสื้อผ้า รัดรูปพิเศษ เครื่องมือลดไขมัน หรือการทานยานั้น ได้ผลเพียงชั่วคราว และอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ง่าย นอกจากนี้ ต้องระลึกเสมอว่า การลดน้ำหนักควร ค่อยเป็นค่อยไป จึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง และปลอดภัย แก่สุขภาพอนามัยมากที่สุด
10 วิธีลดความอ้วนได้ผลอย่างสดชื่นและเป็นสุข
           1. คิดเมนูอาหารล่วงหน้า และทานอาหารที่เตรียมไว้ เพราะการคิดเมนูอาหาร ไว้ล่วงหน้าแล้ว มักได้อาหาร ที่ถูกสุขลักษณะตามต้องการ
           2. ไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ทานอาหารอิ่มแล้ว จะทำให้ไม่อยากที่จะซื้ออะไรทานอีก
           3. ทานแต่เพียงเล็กน้อย เช่น อยากดื่มน้ำหวาน ก็รินนิดหน่อย อย่าเทตามใจชอบ แล้วรีบปิดจุกขวดทันที อยากทานถั่วทอด ก็ทานเล็กน้อย แล้วรีบปิดซองทันที เป็นต้น
           4. อย่าไปทานตามภัตตาคารบ่อย ๆ โดยเฉพาะการทานอาหารบุฟเฟต์ มักจะมีอาหารประเภทไขมันมาก และมีหลากหลายชนิด ยั่วยวนให้เกิดความอยากทาน
           5. ไม่ทานอาหารแคลอรีสูง เช่น ช็อกโกแลต ของทอด คุกกี้ ของแบบนี้ ไม่ควรมีไว้ในบ้าน ควรจะมีผลไม้ ผักไว้ในตู้เย็นมาก ๆ เวลาอยากทานของว่าง ประเภทไขมัน จะได้ทานผลไม้หรือผักแทน
           6. ชักชวนคนในบ้านไม่ทานอาหารทำลายสุขภาพ เช่น ของทอด ๆ หรือไอศกรีม เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เราอยากทานไปด้วย
           7. ทำตัวให้กระฉับกระเฉง หาทางออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงความสะดวกสบายจนเกินไป เช่น เดินไปไหนแทนการนั่งรถเมล์ ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เป็นต้น
           8. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนทานอาหารทุกมื้อ จะได้อิ่มและทานอาหารอื่นน้อยลง
           9. แปรงฟันทุกครั้งที่ทานอาหาร เนื่องจากฟันสะอาด ลมหายใจดีมีความสดชื่น ทำให้เกิดการลังเลก่อนทานทุกครั้ง เพราะขี้เกียจที่จะแปรงฟันใหม่
         10. ไม่นัดเพื่อนหรือแฟนที่ร้านอาหาร ร้านขนม หรือคาเฟ่ ไม่จัดการประชุม ใกล้สถานที่ที่มีอะไร ยั่วยวนชวนรับประทาน

ทางลัด(ที่เชื่อว่า)ลดความอ้วนได้...จริงหรือ

           ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คนอ้วนจำนวนมาก เป็นกังวลเกี่ยวกับ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อย่างไม่มีหนทางที่จะสกัดกั้นมันได้ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากลดปริมาณ อาหารโดยไม่ตามใจปาก และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอ ที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้  แต่กระนั้น มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งช้าเกินไปกว่าที่จะรอเห็นภาพตัวเอง ผอมลงได้
           ดังนั้นเมื่อมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของบรรดาสถาบันต่าง ๆ ว่าได้คิดค้นวิธีลดน้ำหนัก ให้กับสาวหนุ่มร่างยักษ์ได้สำเร็จ ผู้คนจึงแห่ไปกันมากมาย เพื่อเข้าคิว รอพบหมอเทวดา ที่บันดาลให้คุณเธอทั้งหลาย ผอมเพรียวได้ในไม่กี่วัน
           เงินทองที่ลูกค้าทุ่มเทให้ไป ต่างสร้างความร่ำรวย ให้กับสถาบันลดความอ้วนนั้น ๆ จนแทบไม่ต้องไปรักษาคนไข้ที่เป็นโรคอื่น ๆ เรียกว่า ลูกค้าผอมได้โดยทางลัด ในขณะที่สถาบันเหล่านั้น ก็รวยได้โดยทางลัดเหมือนกัน
           วิธีการที่นิยมนำมาใช้ในการลดความอ้วนทางลัด ได้แก่การฝังเข็มลดไขมัน การให้ยาลดความอ้วน การดูดไขมัน การใช้เครื่องมือทางคอมพิวเตอร์ ละลายไขมัน การใช้สารดูดไขมัน และการดูดไขมันออกโดยตรง
           ทางลัดที่เชื่อกันว่าลดความอ้วนได้นี้ ไม่มีใครที่จะยืนยันได้ดี เท่ากับผู้ที่ได้ไปใช้บริการมาด้วยตัวเอง เราจะไม่เจาะลึกลงไป ในรายละเอียด ว่าคุณเธอเหล่านั้น พึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อใดที่ไม่ได้ไปหาหมอ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
           ต่อไปนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนอ้วน และคนเพิ่งอ้วนทั้งหลาย ลองมาฟังนักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ตรงพูดถึง  วิธีลัด ในการลดความอ้วนดังกล่าว ที่โฆษณาชวนเชื่อกันว่า ได้ผลดีนักดีหนา ภายในทันตาเห็นนั้น เป็นจริงหรือไม่
1. ฝังเข็ม...ละลายไขมัน (ได้หรือ)
           แม้ว่าเรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน จะเป็นที่แพร่หลาย มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แพทย์หลายท่าน เดินทางไปศึกษาศาสตร์ฝังเข็ม จากประเทศจีน และนำมาใช้กับคนไข้ในบ้านเรา
           การฝังเข็มลดความอ้วนในเมืองไทย เป็นการนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ ทั้นนี้โดยอยู่บนพื้นฐาน ของการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากในประเทศต้นแบบเอง การฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่ได้แพร่หลายอะไรมากนัก
           ด้วยเหตุที่เรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน ยังไม่สามารถอธิบาย ในด้านความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนได้ ความสงสัย เกี่ยวกับการฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่คลี่คลายว่า ลดได้หรือไม่ได้กันแน่ เรื่องนี้ น.พ.ไพศาล วชาติมานนท์ หัวหน้าโครงการคลินิกฝังเข็ม กรุงเทพ เหลียวหนิง โรงพยาบาลกรุงเทพ และ น.พ.มนัส  วุฒินันท์ จากโรงพยาบาลหัวเฉียว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านจะเป็นผู้ให้คำตอบ
           "การฝังเข็มจะได้ผลชัด ในเรื่องของการรักษาอาการปวด แต่เรื่องการฝังเข็มลดความอ้วน มีตัวเลข ที่ค่อนข้างจะขัดกันเยอะ บ้างก็ว่าได้ผล บ้างก็ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป หรืออเมริกาก็ดี ซึ่งทั้งหมด เป็นตัวเลขที่มาจากเมืองนอก สำหรับคนไทยเรา ยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง ตัวเลขเมืองนอกจะนำ มาใช้เปรียบเทียบกัน คงจะไม่ได้ทีเดียว เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุกรรม ลักษณะของสรีระ และเมตาบอลิซึม ซึ่งใน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่นิยมทำกันมาก ก็คือฝังเข็ม เพื่อไปกดจุดระงับความหิวเสียเป็นสำคัญ เพราะว่า จะได้รับประทานอาหารน้อยลง การฝังเข็มนั้นน่าจะ เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคุณจะต้อง คอยควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วย เรื่องการลดน้ำหนัก ไม่มีวิธีลัด มีคนไข้มาหาผม บอกว่าขี้เกียจเหลือเกิน ไม่อยากออกกำลังกาย ขอฝังเข็มอย่างเดียว โดยไม่ต้องทำอย่างอื่นได้ไหม ผมยังมีความเชื่อว่าไม่ได้ การฝังเข็ม เป็นเพียงแค่การเสริม ผมย้ำกับคนไข้ทุกคน ที่มาหาผม แต่ถ้าคุณอยากลองดูก็ได้ แต่ในความเชื่อของผม ต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย จึงจะได้ผลแท้จริง"
           ในเรื่องการฝังเข็มช่วยละลายไขมันเฉพาะส่วน ที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่ คุณหมอให้เหตุผลต่อว่า
           "ผมคิดว่า การฝังเข็ม เป็นแค่การไปปรับสมดุลในร่างกายเฉย ๆ ไม่ได้มีความร้อนออกมา พอที่จะไปละลายไขมันได้ ยิ่งการลดความอ้วนเฉพาะส่วน มีตัวเลขน้อยมาก  ได้ผลจริง การลดน้ำหนัก จะต้องลดทั้งตัว แต่บางท่าน จะเชื่อเพราะเห็นว่าทางแพทย์แผนจีน เขาทำกันมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้มีการศึกษา อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการทดลองว่า เมื่อฝังเข็มแล้ว ลองผ่าตัดดูว่า ไขมันลดลงจริงหรือเปล่า แต่ถ้าถามผมก็สรุปได้เลยว่า เป็นไปไม่ได้
           ทางแพทย์ใหญ่ของไทย ได้ติดต่อไปที่เซี่ยงไฮ้ เพราะที่เมืองไทย การฝังเข็มลดความอ้วนฮิตกันมาก เขาก็อธิบายว่า สาเหตุที่การฝังเข็ม มีผลต่อกา ลดน้ำหนักได้ ก็เพราะฝังลงในจุดที่เกี่ยวกับ จิตใจ เกี่ยวกับพวกลำไส้ กระเพาะ เกี่ยวกับ การเผาผลาญพลังงาน จำพวกม้าม คือกระตุ้นให้เมตาบอลิซึม ในร่างกายสูง ซึ่งก็ไม่เชิงว่า จะเป็นการละลายไขมัน เพียงแต่เมื่อมีการ เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ก็อาจจะไปดึงเอาไกลโคเจน หรือไขมันออกมาใช้ และกระตุ้น ให้มีการระบายท้อง แต่ไม่มีใครอธิบายว่า การฝังเข็ม จะไปทำให้ไขมันละลาย แต่จะบอกว่า การฝังเข็มจะทำให้บริเวณนั้น เกิดปฏิกิริยาอะไรบ้าง ก็มีทั้งร้อน ทั้งแดง ทั้งตึง ทั้งปวด ทั้งบวม ก็นึกเอาเองว่า บริเวณนั้น จะต้องมีการเพิ่ม การหมุนเวียนของเลือด มีการถ่ายออกซิเจนดีมากกว่า"
           ส่วนการฝังเข็มแต่ละครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักลงได้เท่าไรนั้น เป็นเรื่องที่ตอบแน่นอนไม่ได้ บางคน อาจจะลดลงเพียงแค่ครึ่งกิโลกรัม บางคนอาจ น้ำหนักลงมากกว่านั้น มันอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เรื่องนี้แพทย์มนัสได้ให้ทัศนะว่า
           "เราเคยมีคนไข้หนัก 150 กิโลกรัม มาหาผมก็ฝังเข็มให้ แต่ก็ต้องให้เขาออกกำลังกายช่วย เล่นกีฬา ทานอาหารน้อยลง ไม่นอนกลางวันเดินไปเดินมา เพียง 3 เดือน เขาก็ลดน้ำหนักได้ถึง 40 กิโลกรัม"
           จึงสรุปว่า การฝังเข็มกับเรื่องลดความอ้วน เป็นเรื่องที่ได้ผลชั่วคราว แต่การออกกำลังกาย และทานอาหารที่ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำตลอดไป หรือคุณ จะอยากเดินทางไปให้หมอฝังเข็ม ตลอดชีวิตก็ตามใจ
2. ยาลดความอ้วน...ได้ผลจริง แต่อันตราย!!
           แม้ว่ายาลดความอ้วน จะไม่สามารถหาซื้อได้ ตามร้านขายยาทั่วไป แต่สาวอ้วนที่อยากผอมทันใจทั้งหลาย ก็ยอมเดินทางเข้าไปใช้บริการ จากคลินิกลดความอ้วน ทั้ง ๆ ที่รู้ถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ดี
           สาวหนึ่งเล่าประสบการณ์ของเธอให้ฟังว่า "ทานยาลดความอ้วน ครั้งแรกสมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นหนัก 62 กก.สูง 157 ซม. เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยไปหาหมอ ที่คลินิกแถวรามคำแหงบ้าง หมอวัดความสูง ชั่งน้ำหนัก ตรวจความดัน แล้วบอกว่า น่าจะลดลงสัก 5-6 กก. แต่ไม่สนับสนุนให้ทานยา แต่ความที่เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยยืนยันกับหมอว่า ยังไงก็จะขอทาน ไปสองวันแรกปรากฎว่าหน้ามืด ไม่อยากทานข้าว เวียนหัวตลอด ใจสั่นทำงาน
ไม่ได้เลย หมอบอกให้ทานข้าวบ้าง แต่มันไม่รู้สึกอยากทานเอง ช่วงนั้นภายใน 1 สัปดาห์น้ำหนักลดลงไป 3 กก. ทานยาติดต่อไปอีก สัปดาห์ หน้ามืดเป็นลม ไปเลย ก็เลยตัดสินใจหยุดยา เพราะทนไม่ไหว
           พอหยุดยาไม่กี่เดือน ก็กลับอ้วนขึ้นมาอีก คราวนี้อยากผอม เพราะเริ่มมีผู้ชายมาจีบ ตัดสินใจกลับไปคลินิกใหม่ เล่าให้หมอฟังว่า ทานยาคราวที่แล้วเกิดผลอย่างไร หมอที่นี่เลยจัดยาเบาให้กว่าเดิม คราวนี้ใจสั่นน้อยกว่าเดิม แต่ปากแห้งมาก รู้สึกขมปากตลอดเวลา หมอห้ามทานข้าวกับเนื้อหมูด้วย ให้ทานแต่ผักกับไก่ หรือถ้าหากอยากทานหมู ก็ทานหมูอย่างเดียว ไม่ให้ทานข้าวไปพร้อม ๆ กัน เพราะจะไปสะสมให้เกิดไขมัน ที่ทำให้อ้วน ปรากฎว่า ปฏิบัติตามคำสั่งหมออาทิตย์แรก น้ำหนักลดลง 3 กก. อาทิตย์ต่อมาลงอีก 1 กก. แต่ในที่สุดก็เลิก เพราะทรมานมาก ทนขมปาก และหิวน้ำตลอดเวลาไม่ไหว"
           สาวอีกคนหนึ่งเล่าให้ฟังอีกว่า "เพื่อนคนหนึ่ง ทานยาลดความอ้วน ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาทาน จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาหน้ามืด ล้มหัวฟาดพื้นเลือดคั่งในสมอง ถึงกับต้องผ่าตัดสมองเลย หมอบอกว่า ผ่าไม่ได้เพราะเลือดไม่แข็งตัว หาสาเหตุเท่าไรก็ไม่พบ จนต้องให้คนไปค้นที่ห้อง จึงรู้ว่า เธอทานยาลดความอ้วนอยู่ เป็นยาจากโรงพยาบาลชื่อดัง ที่มีชื่อเสียงเรื่องการลดความอ้วน ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์"
           ยาลดความอ้วนที่ใช้กันทั่วไป นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้หนึ่งอธิบายว่า เป็นยาที่เป็นอนุพันธ์ของยาม้า เพราะยาพวกนี้ ทานเข้าไปแล้ว จะไปกระตุ้นให้ร่างกาย มีการตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกหิว ยาพวกนี้เป็นอันตรายทานมาก ๆ กล้ามเนื้อหัวใจจะอักเสบ เส้นเลือดอักเสบ ทำให้ถึงกับเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ไปเลย คนบางคนทานยานี้ไปมาก ๆ มีอาการขย่มตัวทั้งวัน ต้องสั่งให้เลิกทานยาจึงจะหายอาการเช่นนี้
           นอกจากนั้น ยาลดความอ้วนยังมีอีกหลายชนิด ยาประเภทที่ทานเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ เอาไทรอยด์ฮอร์โมน ให้คนไข้ทาน จะได้ไปทำให้ร่างกาย มีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ผลที่ตามมา คือ เกิดความร้อนในร่างกาย ใจสั่น ใครหัวใจไม่ปกติก็อาจหัวใจวาย ตายได้ง่าย ๆ
           ยาอีกกลุ่ม คือยารักษาโรคเบาหวาน ทานเข้าไปเพื่อ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก ๆ ก็จะมีอาการหน้ามืด เป็นลมได้ง่าย ๆ
           บางรายได้รับยาขับปัสสาวะ ทานเข้าไปแล้ว ทำให้ถ่ายปัสสาวะมาก เป็นผลทำให้น้ำหนักตัวลดลงจริง แต่ไขมันก็ยังอยู่เท่าเดิม สิ่งที่สูญเสียไป คือเกลือแร่ต่าง ๆ ที่ออกมาพร้อม ๆ กับปัสสาวะ
           ส่วนชาและสมุนไพรลดความอ้วน ดูชื่อแล้ว น่าจะปลอดภัยต่อร่างกายที่สุด พวกนี้จะมีสรรพคุณเป็นยาระบาย โดยผู้กิน จะมีความเข้าใจว่า กินเข้าไปแล้ว จะกินอาหารเข้าไปเท่าไรก็ได้ เสร็จแล้วก็รีบถ่ายออกมาเร็ว ๆ หารู้ไม่ว่า ทิ้งผลร้ายเอาไว้ คือ ยาพวกนี้ จะไปทำให้ลำไส้ฝืด ลดความสามารถในการดูดซึมอาหารของลำไส้ หากกินไปนาน ๆ จะทำให้ลำไส้มีปัญหา จนกลายเป็นคนท้องผูกไปเลย ดีไม่ดีอาจจะติดยาถ่ายไปอีกชนิดก็ได้
           สรุปได้ว่ายาลดความอ้วนแต่ละชนิด เป็นอันตรายต่อร่างกายแทบทั้งสิ้น แม่ว่าจะเป็นยา ที่ต้องจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่ก็ต้องศึกษาถึงตัวยาชนิดนั้นด้วย เพราะผลที่เกิดขึ้น จะอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่แพทย์ที่สั่งยานั้น ทางที่ดีไม่จำเป็นก็ไม่ควรกินยา เพื่อลดความอ้วน หันไปใช้วิธีอื่นจะดีกว่า
3. ดูดไขมัน...ยิ่งดูดก็ยิ่งแย่
           เป็นวิธีการที่คนอ้วนนิยมกัน เพราะต้องการผอม หรือลดส่วนเกินอย่างปัจจุบันทันด่วน วิธีการนี้ ทำโดยการสอดท่อ เข้าไปในชั้นไขมัน แล้วใช้แรงดูดที่มีความดันสูงมาก ดึงไขมันตรงนั้นออกมา เป็นวิธีการที่ค่อนข้างอันตราย เจ็บปวด เสียเลือด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ข้อสำคัญที่สุด ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากด้วย
           สาวท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์เรื่องนี้ให้ฟังว่า ด้วยอาชีพ จำเป็นต้องรักษารูปร่างของตัวเองไม่ให้อ้วน ดังนั้น เมื่อถูกเตือนจากผู้ใหญ่ ว่าอ้วนไปแล้ว จึงต้องหาทางลดโดยด่วน จึงตัดสินลองดูดไขมันช่วงเอวและสะโพก ตอนดูด หมอวางยาสลบให้ ตื่นขึ้นมาเห็นไขมันสีขาว ๆ ของตัวเองในหลอดเล็ก ๆ 2 หลอด อาการหลังจากนั้น รู้สึกเจ็บมาก แรก ๆ เดินแทบไม่ได้ ต้องเอาผ้าพันไว้ รู้สึกว่าอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ร่างกายก็กลับมาเหมือนเดิมอีก คราวนี้กลายเป็นไขมันก้อนแข็ง ๆ แถมผิวหนังก็เป็นรอยแตก แย่ยิ่งกว่าตอนก่อนดูดอีก
4. อาหารควบคุมน้ำหนัก...ของจริงหรือหลอกลวง!!
           สาวอ้วนทั้งหลายที่อยากผอม มักจะมีอุปสรรคเรื่องเอาชนะปากไม่ได้ เห็นอะไรอยากทานไปหมด เลยผอมไม่ได้สักที วิธีการที่จะทำให้ไม่ต้องอดอาหาร และไม่อ้วนคือ ต้องทานอะไรก็ได้ ที่ปราศจากไขมันและคาร์โบไฮเดรต เข้าไปในกระเพาะอาหาร เพื่อเป็นการถ่วงให้ท้องอิ่ม แต่ไม่เพิ่มไขมัน อาหารที่นิยมมากในระยะแรก ๆ คือ เม็ดแมงลัก แต่ด้วยความจำเจซ้ำซาก เม็ดแมงลักจึงตกไป กลายเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก ที่เรียกว่าอาหารเสริม ประเภทไฟเบอร์เข้ามาแทนที่ ปรากฎว่าแพร่หลายกันมาก เพราะเป็นอาหารที่ถ่วงท้องให้อิ่ม แต่ไม่ให้พลังงาน
           ในความเป็นจริง หากรับประทาน อาหารควบคุมน้ำหนักที่ว่านี้ตลอด ก็อาจจะผอมจริง แต่น้อยรายนักที่จะทำได้ ยกตัวอย่าง สาวอ้วนพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ เล่าให้ฟังว่า "ตอนแรกเขาบอกว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องควบคุมอาหาร แต่ต้องปฏิบัติ ตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด เลยยอมเสียเงินเป็นหมื่น แลกกั อาหารมาหนึ่งลัง ต้องทานแทนอาหารปกติวันละ 2 ซอง ปรากฎว่ารสชาติแย่มาก ทานได้อาทิตย์เดียวก็เลิก จะคืนของที่เหลือ เขาก็ไม่รับ เขาบอกว่าเงินที่เสียไปเป็น ค่าลงทะเบียน ไม่ใช่ค่าอาหารตัวนี้ และเราก็ไม่ปฏิบัติตามโปรแกรมเอง เขาไม่รับผิดชอบ"
           แพทย์ได้แนะนำว่า แม้อาหารชนิดนี้ จะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ควรหาซื้อมารับประทานเอง ควรใช้ภายใต้การดูแล ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนบำบัด
           ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การใช้อาหารเหล่านี้ ก็อาจจะให้ผลต่างกัน และถึงแม้จะไม่อันตรายมาก แต่ร่างกายของคนเรา ก็ต้องการธาตุอาหารทุกวัน หากรับประทานเข้าไม่พอ ก็อาจเป็นอันตราย ทำให้เกิดการช็อกได้เหมือนกัน
5. ละลายไขมันด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์...พร้อม ๆ กับละลายเงิน
1. อบตัวในแคปซูล
           วิธีการก็คือจับตัวเรา แล้วกำหนดจุดที่ร่างกาย โดยการวัดรอบแขนจุดหนึ่ง รอบขาจุดหนึ่ง รอบอก รอบเอว รวมแล้วประมาณสิบจุด จากนั้น ก็จะถูกจับอบตัวในแคปซูล อันทันสมัย และความร้อนที่ออกมานั้น ก็เจือไปด้วยสารสุดวิเศษ ที่สามารถทำให้ลดไขมันลงได้ แต่สิ่งที่สูญเสียคือ น้ำและเกลือแร่ ที่ออกมาพร้อมกับเหงื่อ และเมื่อถึงเวลา ก็จะมีการวัดซ้ำอีก คราวนี้จะรัดสายวัดแน่นกว่าเดิม หรือใช้เทคนิค การพันผ้ารอบตัวไปเลย ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เนื้อหนังมังสามนุษย์ มักมีการยืดหยุ่น ถ้าเอาอะไรไปรัดมันนาน ๆ ก็ต้องมีการหดตัว กระชับขึ้น เมื่อถูกเอาผ้าออก เพียงวันเดียวร่งกายก็จะกลับคืนสภาพเหมือนเดิมอีก
2. การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า
           ความจริงแล้วการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เราใช้กับคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยที่เราใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ผ่านเข้าไปในกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อก็จะถูกกระตุ้น มีการกระตุ้น คล้ายคลึงกับการออกกำลังกาย ก็อาจจะมีผลทำให้ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงขึ้นได้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำวันเดียวแล้วได้ผล ต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง เสียเงินเป็นหมื่น ๆ ถ้าทำอย่างนั้น สู้ออกกำลังกายไม่ดีกว่าหรือ แถมไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย
           นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือชนิดอื่นอีกเช่น เครื่องสั่นสะเทือน เครื่องนวด เครื่องที่ใช้ความดัน อุปกรณ์แม่เหล็กต่าง ๆ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ มีสรรพคุณเพียงช่วย ในการไหลเวียนของกระแสโลหิต และทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ไม่ได้ช่วยให้ลดความอ้วนได้โดยตรง
6. ใช้สารดูดไขมัน "ไคโตซาน"...สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
           สารไคโตซาน (chitosan) เป็นสารเส้นใยชนิดหนึ่ง ที่พิเศษกว่าเส้นใยทั่วไป คือมีคุณสมบัติ ช่วยจับไขมันในลำไส้ เป็นสารที่สกัดจากของแข็งของสัตว์ โดยเฉพาะเปลือกกุ้ง หรือกระดองปู ด้วยคุณสมบัติ ที่สามารถจับไขมันได้มากถึง 4-5 เท่าของน้ำหนักตัว
           ในระยะแรก ๆ ไคโตซานถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ในการแยกไขมัน ในขบวนการบำบัดน้ำเสีย ในโรงงานอุตสาหกรรม และต่อมา จึงมีนักคิดหัวไม้ นำสารตัวนี้มาใช้ในการดูดซับไขมันในคน ซึ่งผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
           กล่าวคือ สารไคโตซานนี้ หากรับประทานก่อนอาหาร หรือพร้อม ๆ อาหาร จะช่วยผู้ที่ชอบทานอาหารมัน ๆ โดยการดูดซับไขมันส่วนเกิน ประมาณ 4-5 เท่าของน้ำหนักตัวของมัน ร่างกายจึงดูดซึมไขมัน ไปได้บางส่วนเท่านั้น ส่วนที่ถูกไคโตซานดูดเอาไว้ ก็จะถูกขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ ปัญหาของสารตัวนี้ อยู่ตรงที่ จะสามารถดูดซับไขมัน ได้ดีในภาวะความเป็นกรดเท่านั้น ดังนั้น จึงทำงานได้ดีในกระเพาะอาหาร แต่ในลำไส้ซึ่งมีค่าความเป็นด่าง ไคโตซานก็จะปล่อยไขมัน ที่ดูดเอาไว้ออกมา จึงต้องมีการเสริมวิตามินซี ซึ่งมีความเป็นกรดลงไปด้วย แต่ผลก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จึงมีการพัฒนาไคโตซานขึ้นไปอีกขั้น จนเกิดสารที่เรียกว่า สารเอนฮานซ์ไคโตซาน (Enhanced Chitosan) ขึ้น
           สารตัวที่ว่านี้ดูดซับไขมันถึง 12 เท่าของน้ำหนักตัว แถมยังทำงานได้ดี ทั้งในสภาพกรดและด่างอีกด้วย
           สารเอนฮานซ์ ไคโตซาน 1 เม็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติสามารถจับไขมันได้ 12 เท่า หรือประมาณ 3 กรัม สมมติว่าคุณ รับประทานข้าวมันไก่ 1 จาน คุณจะได้รับไขมัน 20 กรัม คุณก็อาจจะรับประทาน สารตัวนี้เข้าไป 3 เม็ด เพื่อจับไขมันไว้ 9 กรัม อีก 11 กรัม ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นกระบวนการของร่างกาย ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
           เอนฮานซ์ ไคโตซานเป็นสารจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยค่อนข้างมาก จากการทดลองพบว่า แม้จะรับประทานสารนี้เข้าไปถึง 1.33 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ในแต่ละวัน ก็ไม่เกิดอันตราย ที่จะพบอาการข้างเคียง ที่เกิดขึ้นมากก็คือ ท้องผูก เพราะสารนี้มีคุณสมบัติเป็นไฟเบอร์ด้วย จึงดูดน้ำจากกระเพาะอาหาร
           ข้อแนะนำก็คือ ควรจะดื่มน้ำตามเข้าไปสัก 1-2 แก้วใหญ่ ๆ ต่อเอนฮานซ์ ไคโตซาน 2-3 เม็ด และควรรับประทานก่อนมื้ออาหารสัก 10 นาที หรืออย่างช้าที่สุด ก็รับประทานพร้อม ๆ กับอาหารไปเลย การรับประทานอาหาร จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
           ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของสารเอนฮานซ์ ไคโตซานก็คือ สารตัวนี้จะมีคุณสมบัติ เฉพาะในการดูดซับไขมันเท่านั้น จึงไม่สามารถช่วยคน ที่ชอบรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน
           ในคนที่มีไขมันสะสมอยู่ก่อนแล้ว (เช่นลงพุง) สารตัวนี้ ก็ไม่ได้ไปดึงเอาไขมันตรงนั้นออกมา แต่จะดูดซับ เฉพาะไขมันจากอาหารมื้อที่รับประทานด้วยกันเท่านั้น ในส่วนที่สะสมอยู่แล้ว ก็ต้องให้ร่างกายทำหน้าที่เผาผลาญเอง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ถ้าทำได้รับรองว่าใน 1 เดือน คุณก็จะสามารถลดน้ำหนัก ได้ถึง 6 กิโลกรัม แต่ถ้าคุณ ไม่อยากออกกำลังกาย ไม่ลดอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลลงบ้าง หนึ่งเดือนเท่ากัน น้ำหนักอาจจะลดได้แก่กิโลกรัมเดียว หรืออาจจะไม่ลดเลยก็ได้
           ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานผักผลไม้ หรืออาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ อยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานเอนฮานซ์ ไคโตซาน หรือในมื้ออาหารที่ไม่มีไขมัน ก็ไม่จำเป็นต้องทานสารตัวนี้ ถึงแม้ว่าสารตัวนี้ จะไม่ใช่สารอันตราย แต่ก็ไม่ควรทานสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะมันไม่ได้ประโยชน์ และสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ข้อสำคัญควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะหาซื้อมารับประทานเอง จะปลอดภัยมากที่สุด

ผลที่ควรระวังเนื่องจากการลดน้ำหนัก

1. วิงเวียน
           คนลดน้ำหนักที่ดื่มแต่น้ำ หรือทานแต่ของเหลวเท่านั้น จะรู้สึกอ่อนเพลียและมึนศีรษะ เนื่องจากการอดอาหารนี้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมากมาย และที่จะมาพร้อมกับน้ำก็คือโซเดียม
           สำหรับคนลดน้ำหนักที่ขาดธาตุคาร์โบไฮเดรตนั้น อาจมีผลทำให้ ความดันโลหิตของคุณ ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนคุณรู้สึกวิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อคุณ ต้องลุกขึ้นอย่างกะทันหัน หรือนั่งลงอย่างรวดเร็ว
           การแก้ปัญหาคือ หยุดการลดน้ำหนัก และการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมนี้ แล้วเริ่มการควบคุมน้ำหนัก อย่างมีสุขภาพดี ชนิดที่มีธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการครบครัน
2. ความหิวโหย
           คุณประหลาดใจไหมว่า เจ้าความรู้สึกทรมานในช่องท้องนี้ จะหายไปได้อย่างไร อย่ากังวล! กระเพาะของคุณ เพียงต้องการเวลา เพื่อให้มันหดตัวลงเท่านั้น และเมื่อมันหดตัวลงแล้ว ความหิวโหยนี่ก็จะยุติลงในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องรักษาระดับแคลอรีให้ต่ำเอาไว้
           อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มคือ ดื่มน้ำอย่างน้อย 6 แก้วต่อวัน และทานอาหารจำพวกขนมปัง ข้าว อันจะทำให้คุณคอแห้งอยากดื่มน้ำ และเมื่อดื่มน้ำเข้าไป มันจะพองตัวในท้องของคุณ ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณ ไม่อาจทานอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่คำเดียว
3. การหายใจไม่สะดวก
           สารเหตุก็เนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะอดอาหาร หรือทานอาหารไม่ครบ ตามที่ร่างกายต้องการ อันจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะ
           ในระหว่างที่รอให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรับตัว คุณควรแปรงฟันทุก 2-3 ชั่วโมง ใช้น้ำยาบ้วนปากด้วย แล้วก็เคี้ยวหมากฝรั่ง ที่มีน้ำตาลน้อย ๆ และทำให้ลมปากสดชื่น หากอยากให้กรดในกระเพาะเป็นกลาง คุณก็ลองทานยาลดกรดช่วยได้
4. ท้องผูก
           ในขณะลดน้ำหนัก คุณมักไม่ค่อยได้ทาน อาหารที่มีกาก อาการท้องผูกจึงเกิดขึ้น คุณควรหันมา เพิ่มอาหารประเภทผลไม้ แลุะผักสด ๆ
           อีกวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคท้องผูกก็คือ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และดื่มกาแฟในตอนเช้าสักถ้วย เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย.. แน่นอนคุณควรออกกำลังกายทุกวัน
5. ตะคริวที่ขา
           ในขณะที่การดื่มน้ำถือว่าเป็นสิ่งดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่น้ำที่มีมากเกินไป ก็อาจทำให้คุณสูญเสียแคลเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกายได้ เพราะตะคริว มักเกิดเนื่องจากร่างกาย ต้องการแคลเซียม เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นตะคริว ควรดื่มนมสด เนย โยเกิร์ต ผักที่มีใบเขียว ถั่วเหลือง น้ำอ้อย
6. ปวดศีรษะ
           ถ้ามีอาการปวดศีรษะระหว่างมื้อก่อนอาหาร หรือเมื่อคุณลดอาหารมากเกินไป บางทีอาจเป็นสาเหตุของ น้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องมาจากปริมาณโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ในเมนูมีไม่เพียงพอ ปลา เนย และเนื้อเป็นโปรตีนที่ดี ใส่มันรวมเข้าไป ในตารางอาหารของคุณด้วย ลองพยายามทานอาหาร 6 มื้อเล็ก ๆ ต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อตามปกติ
           และสำหรับคุณที่ทานฮอตดอกมากเกินไป ในระหว่างการลดน้ำหนัก มันอาจทำให้คุณเกิดอาการปวดศีรษะได้ เนื่องจากส่วนผสมที่อยู่ในฮอตดอก คือ โซเดียมไนเตรท และกรดดินประสิว
           การบริหารร่างกายอย่างหักโหมมากเกินไป อาจทำให้เกิด อาการปวดศีรษะนี้ได้เช่นกัน วิธีแก้ไขคือ ใจเย็น จำเอาไว้ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว
7. โรคนอนไม่หลับ
           มันเป็นเรื่องธรรมดา ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการทาน จึงทำให้น้ำตาลในเลือด และอินซูลิน เกิดความไม่สมดุลขึ้น ทำให้หลับไม่ลง
           วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือ พยายามกระฉับกระเฉงให้มากที่สุด พยายามเข้าร่วมในสโมสรสุขภาพ และหัดบริหารร่างกายวันละ 15 นาที ให้เป็นกิจวัตร
           บางทีคุณอาจต้องดื่มเครื่องดื่มบางชนิด ช่วยให้คุณหลับ และหลายคนก็ใช้วิธีนี้ได้ผล เครื่องดื่มอุ่น ๆ ที่มีแคลอรีต่ำ หากต้องการรสหวาน ก็ให้ส่น้ำผึ้งลงไปสักนิด
           ถ้ายังไม่ได้ผล ก่อนนอนหยิบหนังสือเล่มโต ๆ ชวนง่วงมาอ่านสักเล่ม แน่นอนว่า คุณไม่มีทางอ่านได้จบ โดยไม่หลับผล็อยไปก่อน
8. เหนื่อยอ่อน
           การลดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้คุณเหนื่อยอ่อนมาก เพราะร่างกายคุณ ถูกบังคับให้เผาผลาญไขมัน ที่จำเป็นต่อร่างกายมากเกินไป
           วิธีแก้ไขคือ ให้เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีน และวิตามินบี ดื่มน้ำส้มคั้นสักแก้วเมื่อคุณรู้สึกเพลีย จะช่วยให้คุณมีพลังขึ้นอีกนิด
9.หดหู่
           นักไดเอตหลายคนมักพูดว่า "หมู่นี้ฉันมูดดี้จริง ๆ เลยละ" หรือ "ฉันร้องไห้ตลอดเวลา"
           เรื่องของเรื่อง ก็เป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลต่อความสมดุล ของน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน ทำให้หดหู่ หมองเศร้า
           เพื่อขจัดอาการเช่นนี้ ให้ทานอาหาร ที่จะไม่ทำให้คุณขาดวิตามินบี เช่น เนื้อวัว ปลาทะเล หน่อไม้ ไก่ และเนยสักก้อนเล็ก ๆ
           การขาดแคลเซียม ก็ทำให้อารมณ์คุณตกต่ำเช่นกัน หากคุณขาดสารอาหารพวกแคลเซียม คุณอาจต้องทาน ยาเพิ่มสารอาหารแทน จำเอาไว้ว่า คุณต้องได้รับแคลเซียมถึง 800 มิลลิกรัมต่อวัน
           อีกกรณีหนึ่งคือ นักไดเอตผู้หญิง มักจะดื่มกาแฟดำ ถ้วยต่อถ้วย เพราะว่ามันไม่มีแคลอรี อย่างไรก็ดี กาแฟจะทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของคุณ เลวร้ายลง
10. ทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
           คุณจะดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และคนรอบข้าง ก็จะพากันบ่นว่า ให้คุณเลิกการลดน้ำหนักเสีย แต่อย่าเพิ่ง หากนายแพทย์บอกว่า น้ำหนักคุณไม่ได้ต่ำเกินไป หรือเมื่อเทียบ มาตรฐานความสูงแล้ว ไม่ต่ำเกินไป ก็อย่าไปสนใจคำวิจารณ์นั้นเลย เพราะเมื่อร่างกายปรับตัวได้ คุณก็จะดูดีขึ้น


- end -